บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2030 ดาบสะบั้นจันทราเหนืออัมพร
บทที่ 2,030 ดาบสะบั้นจันทราเหนืออัมพร
หนึ่งดาบฟาดกลางนภา แสงเงาวัฏสงสารเรื่อเรือง หนักหนาเกินเข้าใจ การปรากฏกะทันหันของดาบนี้ทําให้สางเทพเทียนเซียวร่างชะงัก โบกธงหมื่นวิญญาณโดยไม่ตั้งตัว เปรี้ยง! อสนีบาตสีเลือดพร่างพรมเยี่ยงคลื่นนที ขวางปราณดาบนี้ไว้อย่างราบรื่นพร้อมวจีเสียงกัมปนาท สางเทพเทียนเซียวลอบถอนใจโล่งอก
ก่อนหน้านี้ เขาได้ประจักษ์ยามซูอี้บดขยี้สางเทพพิทักษ์ตนอื่นๆ และหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ก่อนแล้ว จึงสามารถ ขัดขืนได้ทันทีเมื่อซูอี้ลงมือเฉียบพลัน
ทว่าทันใดนั้น เจ้าตัวพลันตระหนักได้ว่าบางสิ่งผิดปกติ ดาบของซูอี้ห่างไกลเกินความทรงพลังเช่นที่คาด!
และเขาก็เห็นว่าซูอี้ได้เข้าประชิดหลีหย่งอันแล้ว เพียงยกมือขึ้น ชายหนุ่มก็ผนึกร่างของอีกฝ่ายกลายเป็นตรา บุปผาสุดวิถีหายเข้าไปในมือซูอี้
สีหน้าของสางเทพเทียนเซียวพลันมืดดําทันที เขาเพิ่งตระหนักยามนี้เองว่าดาบเมื่อครู่ของซูอี้เป็นเพียงการล่อหลอกเพื่อที่จะช่วยหลีหย่งอัน! และเหตุเช่นนี้ทําให้สางเทพเสวี่ยฉานซึ่งมองอยู่ประหลาดใจด้วยเช่นกัน นางแค่นยิ้มเยาะทันที “เข้าใจแล้ว เจ้ายังห่วงชีวิตตัวประกันเหล่านี้ เช่นนั้นก็ง่ายเลย!”
“เจ้าหมายความเช่นไร?” ซูอี้ถาม สางเทพเทียนเซียวยิ้มร้าย “เดาเอาสิ!”
ตูม! เขาโบกธงหมื่นวิญญาณ ผู้เร่ร่อนนับพันหมื่นลงมือโจมตีซูอี้พร้อมเพรียงทันใด
ขณะเดียวกัน ร่างของสางเทพเทียนเซียวและสางเทพเสวี่ยฉานก็ถอยกรูดไปไกล
พวกเขาล้วนประจักษ์ความน่าสะพรึงกลัวของอํานาจต่อสู้ในมือซูอี้ จึงไม่คิดสู้กับอีกฝ่ายเองจนอึดใจสุดท้าย
ผู้เร่ร่อนนับพันหมื่นร่วมลงมือ ในหมู่พวกเขามีสางเทพปนอยู่ด้วยมากมาย เป็นการจัดทัพที่ทําให้ซูอี้ไม่กล้า ประมาท
“ขึ้นมา!”
ชายหนุ่มสูดหายใจลึกๆ ใบหน้าพลันซีดขาว การฝึกฝนทั่วกายปะทุออก ใช้อํานาจดาบเก้าคุมขังออกวิชายาม บุปผาสุดวิถีผลิบานอีกครั้ง
“เจ้านี่ทนไม่ได้แล้วชัดๆ!”
ดวงตาของทั้งสางเทพเทียนเซียวและเสวี่ยฉานต่างลุกโชน พวกเขาสัมผัสชัดเจนแล้วว่าซูอี้หน้าซีดขาวจากการฝืน ใช้อํานาจวิถีเต๋า ซึ่งแสดงว่าซูอี้ใกล้สิ้นฤทธิ์เต็มที!!!
ทว่าทันใดนั้น ดวงตาของสางเทพทั้งสองพลันเจ็บแปลบ รู้สึกหนาวเยือกทั่วกาย
วิถีสีแดงเพลิงทอดยาวออกบนอากาศ ชักนําสู่อนธการอันห่างไกล บุปผาสุดวิถีอันเจิดจรัสแดงฉานเบ่งบานปลิด โปรยเกินคณานับ อํานาจยิ่งใหญ่อันลึกลับปกคลุมทั่วแดนดิน
แม้จะยืนอยู่แสนไกล สางเทพพิทักษ์ทั้งสองก็ยังรู้สึกใจหายวาบ เหมือนมีหัตถ์ใหญ่ล่องหนบังเกิด คิดจะบีบคั้น พวกเขาให้เหลวแหลก!
สางเทพทั้งสองล้วนใช้กําลังเต็มที่เพื่อฝืนอํานาจร้ายแรงที่หมายขยี้ร่างพวกตน
และผู้เร่ร่อนนับพันหมื่นในสมรภูมิก็ล้วนถูกสยบปราบ
ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงไหน อยู่หนใด ร่างของพวกเขาก็ล้วนถูกชักนําสู่เส้นทางสุดวิถีอย่างไม่อาจขัดขืน จากนั้นก็ ถูกห่อหุ้มโดยบุปผาสุดวิถี
กลีบผกาแดงฉานแผ่อํานาจลึกลับเกินเข้าใจ บดขยี้เผาทําลายอํานาจคําสาปเทพโบราณบนร่างผู้เร่ร่อนเหล่านั้น
ผู้เร่ร่อนระดับสางเทพส่วนใหญ่ต่างฟื้นสติขึ้นในยามนี้ พวกเขาล้วนทิ้งการขัดขืน ยอมถูกสยบผนึกกลายเป็นตรา บุปผาสุดวิถีแต่โดยดี
ในขณะที่ผู้เร่ร่อนอีกส่วนสลายไปเป็นสุญตาอนธการ ทุกคนล้วนเผยความโล่งใจยามดับสูญ
หลายคนโค้งคํานับซูอี้ยามสิ้นสลาย “ขอบคุณสหายเต๋าที่ช่วยปลดปล่อยข้า!” “ขอบคุณสหายเต๋า!” เสียงขอบคุณแซ่ซ้องทั่วสุญญะ
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเชื่องช้า ทว่าแท้จริงเกิดขึ้นเพียงชั่วหนึ่งโบกดาบของซูอี้ เขาปราบผู้เร่ร่อนนับพันหมื่นด้วยวิชา ‘ยามบุปผาสุดวิถีเบ่งบาน’ อันปนเปด้วยอํานาจดาบเก้าคุมขังในคราวเดียว
อํานาจเช่นนี้ย่อมน่าสะพรึงกลัวเหนือจินตนาการ! ทําเอาสางเทพเทียนเซียวและเสวี่ยฉานล้วนอดหลั่งเหงื่อกาฬกันไม่ได้ อํานาจวัฏสงสารน่าสะพรึงกลัวเกินไป!! ทว่ายามนี้ ทั้งสองต่างสังเกตเห็นว่ามุมปากของซูอี้มีโลหิตรินไหล พลังปราณทั่วกายเผยเค้าปั่นป่วน สางเทพพิทักษ์ทั้งสองจึงมองหน้ากัน ต่างคนต่างเผยความปรีดา
“ให้ข้าลงมือเอง!” สางเทพเสวี่ยฉานใช้ ‘ลัญจกรสาบสูญ’ ในมือ ตูม!
ขุนเขาทั้งลูกสั่นสะท้าน อํานาจกฎเกณฑ์อันน่าสะพรึงกลัวบังเกิด หนาแน่นเยี่ยงตรวนทิพย์สีดําพุ่งทะยานเข้า โจมตีซูอี้
นี่คืออํานาจที่มาของคําสาปเทพโบราณ การสู้กับมันนั้นไม่ต่างกับประชันกฎสวรรค์ทั่วนครสาบสูญเลย อํานาจเช่นนั้นสูงลํ้าห่างไกลเกินกว่าอํานาจคําสาปในมือสางเทพพิทักษ์อื่นใดยิ่งนัก ขณะนี้ ซูอี้พลันตระหนักชัดเจนถึงวิกฤติที่เขากําลังเผชิญ ชายหนุ่มจึงใช้อํานาจดาบเก้าคุมขังทะยานเข้าโจมตีโดยไร้ลังเล
ตูม!
ปราณดาบทะลวงพุ่งเยี่ยงกระทิงบ้า ปราณฮุ่นตุ้นพร่างพรมระเหยแผ่ ปรากฏนิมิตฉากหนึ่งของโลกหล้าวัฏสงสาร อันสมบูรณ์กวาดไปบนนภา สะบั้นตรวนทิพย์สีดําลงมากมาย
ทว่าไม่นานนัก ตรวนทิพย์จากกฎเกณฑ์สีดําสายใหม่ก็งอกขึ้นจากภูเขาเดือนม่วง ปกคลุมทั่วทิศอย่างต่อเนื่อง เยี่ยงธารนทีไร้สิ้นสุด
ทว่าซูอี้ยังคงฟาดฟันดาบโดยหาสนใจไม่
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ทั่วภูเขาเดือนม่วงรวนเร ปราณทําลายล้างสะเทือนแดนดิน
เมื่อซูอี้พุ่งไปเบื้องหน้า ตรวนทิพย์สีดําสายแล้วสายเล่าก็แหลกสลายสิ้นสูญด้วยวัฏสงสาร
เข้าไปใกล้สางเทพเสวี่ยฉานได้ภายในไม่กี่พริบตา!
สีหน้าของสางเทพเสวี่ยฉานซึ่งดูเหมือนหญิงชราแปรเปลี่ยน ฝืนใช้ลัญจกรสาบสูญอย่างสุดกําลัง ฟาดส่งอํานาจ กฎเกณฑ์ดําทะมึนออกไป
ห่างออกไป สางเทพเทียนเซียวเองก็โบกธงหมื่นวิญญาณอย่างไม่ยั้งมือ ชี้นําให้อสนีบาตสีเลือดพร่างพรม ร่วมมือ กับสางเทพเสวี่ยฉานรับมือซูอี้
ชั่วขณะนั้น แรงกดดันต่อซูอี้เพิ่มพูนรุนแรง
มุมปากของเขามีโลหิตหยาดหยดต่อเนื่อง ใบหน้าซีดขาวเยี่ยงกระดาษ พลังปราณในกายเดือดดาลแผดเผา ปรากฏสัญญาณปั่นป่วนจางๆ
เยี่ยชุนชิวกํามือแน่นอย่างเป็นกังวล
แต่ไม่อาจเข้าไปขวางได้
ศึกเช่นนี้ เพียงลูกหลงจากศึกก็ฆ่าเขาได้แล้ว!
ทว่าเยี่ยชุนชิวก็ต้องประหลาดใจ แทนที่ซูอี้จะหลบเลี่ยง ชายหนุ่มกลับยิ่งอาจหาญดุดัน การโจมตีร้ายแรงขึ้นตาม กาล ดาบฟาดฟันทะลุทะลวง สะบั้นอุปสรรคทั้งปวงที่ขวางทางอย่างไม่ละเว้น
กิริยาห้าวหาญเช่นนั้นทําให้ทั้งสางเทพเสวี่ยฉานและเทียนเซียวตื่นตระหนกสีหน้าเปลี่ยน
“เจ้านี่ทนจะไม่ไหวแล้วชัดๆ แต่ไฉนจึงดุดันเพียงนี้?” สางเทพเสวี่ยฉานกล่าวอย่างร้อนใจ
นางตกตะลึงโดยจริงแท้ “บางทีนี่อาจจะเป็นการสู้ด้วยแรงฮึดสุดท้ายก็ได้ แม้ดูร้ายกาจ แต่แท้จริงก็พร้อมตกตายได้ทุกเมื่อ!” สางเทพเทียนเซียวกล่าวเสียงเข้ม
ขณะทั้งสองเสวนา การลงมือก็ทุ่มสุดกําลังราวเดิมพลันชีวิต ชั่วขณะนั้น ทั่วภูเขาเดือนม่วงมีตรวนทิพย์กฎเกณฑ์ทะมึนดําและอสนีบาตคลั่งสีเลือดปกคลุมถ้วนทั่ว และซูอี้ก็เป็นเช่นนาวาน้อยกลางทะเลคลั่ง ตวัดดาบเบิกทางมุ่งหน้าต่อ การโจมตีทั่วทิศนั้นทําให้ร่างของเขาสะท้านสะเทือนรุนแรงปานใกล้สิ้นแรงเป็นครั้งคราว ทว่าท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็บากบั่นทะยานต่อได้
ด้วยสางเทพเทียนเซียวและเสวี่ยฉานล้วนไม่กล้าต่อสู้กับซูอี้ซึ่งหน้า พวกเขาจึงทําได้เพียงล่าถอยเพื่อเพิ่มระยะ ห่างระหว่างสองฝ่าย
เมื่อเวลาผ่านไป ซูอี้ก็รุกคืบไปเรื่อยๆ ขณะที่สางเทพทั้งสองเอาแต่ล่าถอยจนใกล้ถึงยอดเขาเต็มที! เขาสามารถเห็นแท่นบูชาสีเลือดบนยอดเขาได้จากไกลๆ รวมถึงสางเทพหวงเหยียนที่พิทักษ์อยู่! “หวงเหยียน มาช่วยเราจัดการเขาที!”
สางเทพเทียนเซียวตะโกน
ขณะนั้นเอง ซูอี้ผู้ดูจวนเจียนสิ้นแรงเต็มที กลับทะลวงทางมาจนถึงที่นี่ได้ ทําให้พวกเขาทั้งตระหนก เดือดดาล และพรั่นพรึง
“เร็วเข้า เจ้านี่จะทนมิไหวแล้ว!” สางเทพเสวี่ยฉานกล่าวเร่งอย่างร้อนใจ
ทว่าสางเทพหวงเหยียนกลับทําหูทวนลม วนเวียนอยู่ในบริเวณแท่นบูชาสีเลือดด้วยสีหน้านิ่งเฉย เอาแต่มองศึก เท่านั้น
เปรี้ยง!
ไกลออกไป ซูอี้พุ่งทะยานเข้ามาอีกครั้ง สางเทพเทียนเซียวและเสวี่ยฉานต่างผงะ เตรียมตัวถอยออกมาอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงสตรีอันเยียบเย็นดังขึ้น
“หากพวกเจ้ามัวแต่ถอย ทว่ายามขึ้นถึงยอดเขาแล้วจะถอยไปไหนได้อีก? ไปสู้กับเขาเสีย ต่อให้เหลือเพียงลม หายใจสุดท้าย ข้าก็ช่วยเจ้ากลับมาได้!”
วาจาของนางสะท้อนทั่วท้องนภา สีหน้าของสางเทพทั้งสองพลันแปรเปลี่ยน ไม่กล้าถอยมากกว่านี้อีก ทั้งสองกัดฟันโจมตีอย่างสุดชีวิตทันที และยามนี้ ซูอี้พลันเก็บดาบเคียงประชิดไป มือขวาของเขาเอื้อมออกมาคว้าสุญญะเหนือศีรษะตน
ตูม!!
ฟ้าดินพลันสั่นสะท้าน แล้วเมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือนภาก็แหลกสลายเป็นรูขนาดมหึมา อํานาจดาบสูงส่งเกิน พรรณนาปะทุจากซูอี้ในบัดดล
มีเงามายาของดาบวิถีลึกลับปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของซูอี้ มันกําลังแผ่ปราณลึกลับน่าสะพรึงกลัวออกมา อํานาจดาบที่เผยออก ณ ขณะนี้ดูจะสามารถทะลวงเวหา สยบสวรรค์ทั่วทิศได้!! และดาบนี้ก็ถูกซูอี้คว้าไว้ในมือ
“นี่……” สางเทพเทียนเซียวและสางเทพเสวี่ยฉานหวาดผวา
เมื่อต้องเผชิญอํานาจดาบสูงส่งจากร่างซูอี้ ณ ยามนี้ ทั้งสองล้วนรู้สึกกลัวเกินสะกดกลั้น กระทั่งร่างกายยังสะท้านเกินควบคุม ตื่นตระหนกทั้งกายใจ ดวงตาของเยี่ยชุนชิวเจ็บแปลบ หัวใจสั่นสะท้าน หรือนี่จะเป็นไม้ตายสังหารแท้จริงของเฒ่าหวัง!? ยามนี้ อํานาจของซูอี้น่าสะพรึงกลัวเกินไปโดยแท้ เพียงถือดาบในมือก็สะท้านสะเทือนทั่วสรวงสวรรค์แดนดิน
สุญตาถล่มร่วง ภูเขาเดือนม่วงนี้ดูจวนเจียนแหลกสลาย จันทร์เพ็ญสีม่วงเหนือท้องนภาซึ่งเดิมไม่เคยรับผลกระทบอื่นใด ยามนี้กลับสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น! สางเทพหวงเหยียน ณ ยอดเขายิ่งพรั่นพรึงตื่นกลัว เส้นขนทั่วกายลุกชัน ถอยกรูดสุดกําลัง นี่มันอํานาจน่าสะพรึงกลัวใดกัน? หากมองลงมาจากเหนือฟ้า จะเห็นได้ว่านครสาบสูญทั้งเมืองกําลังคลอนเคลง กล่าวคือ หนึ่งในแปดเขตหวงห้าม
สูงสุดในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้กําลังสะท้านสั่นกลัวอํานาจดาบนี่อยู่! และขณะที่ทุกคนตื่นตะลึง ซูอี้ก็สับดาบฟาดลง
ตูม!! เมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือนภาแหลกสลายไปเยี่ยงกลุ่มควัน ตรวนทิพย์กฎเกณฑ์สีดําแหลกสลายเกินคณา
สางเทพทั้งสองเทียนเซียวและเสวี่ยฉานไม่อาจตั้งตัวทัน จึงตกตายอย่างน่าอนาถภายใต้อํานาจดาบสูงส่งเกินหยั่ง คาด ร่างวิญญาณเลือนสลายเยี่ยงฟองคลื่น!
และด้วยดาบนี้ ภูเขาเดือนม่วงพลันถูกผ่าเป็นรอยลึก จันทร์เพ็ญสีม่วงเหนือยอดเขาถูกกระทบรุนแรงจนแหลก ร้าวเป็นรอยชวนตะลึง
แท่นบูชาสีเลือด ณ ยอดเขาก็ถูกดาบนี้ผ่ากระจุยทันใด! น่ากลัวเกินไปแล้ว อํานาจดาบนั้นสะบั้นจันทราเหนืออัมพร ฟาดฟันสางเทพเหนือคีรี!
ไร้สิ่งใดยืนยง สรรพสิ่งล้วนพังทลาย!!