บุพผาพิษแห่งหอเย่วเซียง - ตอนที่ #32 : พยานจากอดีต
ภายในตำหนักเฟิ่งอี๋ของฮองเฮา
แสงตะเกียงส่องสว่างทั่วห้องโถงใหญ่
ฮองเฮานั่งอยู่บนแท่นบัลลังก์เตี้ย ใบหน้างดงามสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเย็นเยียบ
เบื้องหน้าของนาง
ขันทีคนสนิทกำลังคุกเข่าอยู่
“ข่าวที่เจ้าพูด…แน่ใจหรือไม่”
ขันทีรีบก้มศีรษะ
“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา”
“รัชทายาททรงส่งคนไปสืบเรื่องไฟไหม้ตระกูลหลินเมื่อสิบปีก่อน”
มือของฮองเฮาที่ถือถ้วยชาหยุดลงเล็กน้อย
ดวงตาของนางหรี่ลง
“เขายังไม่ยอมปล่อยเรื่องนั้นอีกหรือ…”
ขันทีพูดต่อ
“นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบบันทึกของแพทย์หลวงเกี่ยวกับการสวรรคตของฮองเฮาองค์ก่อนด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงประโยคเดียว
บรรยากาศในห้องก็เย็นลงทันที
ฮองเฮาวางถ้วยชาลงช้า ๆ
“ดูเหมือน…เด็กคนนั้นจะเริ่มสงสัยแล้ว”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“คนที่ยังมีชีวิตอยู่จากเรื่องเมื่อสิบปีก่อน…เหลือใครบ้าง”
ขันทีตอบทันที
“มีเพียงนางกำนัลคนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“นางเคยรับใช้ฮองเฮาองค์ก่อน”
ดวงตาของฮองเฮาเปล่งประกายเย็นชา
“ถ้าอย่างนั้น…”
เสียงของนางเบาแต่เย็นจัด
“ก็อย่าให้เหลือพยาน”
ขันทีคำนับทันที
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
คืนนั้น
ฝนโปรยลงมาเบา ๆ
ตรอกเล็ก ๆ ใกล้ย่านโคมแดงของเมืองหลวง
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังวิ่งอย่างทุลักทุเล
เสื้อผ้าของนางขาดวิ่น
ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล
เลือดไหลซึมออกมาตามแขนและแผ่นหลัง
ด้านหลัง
มีเงาของนักฆ่ากำลังไล่ตาม
หญิงคนนั้นหอบหายใจอย่างหนัก
สายตาของนางมองไปข้างหน้า
ก่อนจะเห็นอาคารใหญ่ที่สว่างด้วยโคมแดง
หอเยว่เซียง
นางกัดฟัน
ก่อนจะพุ่งเข้าไปในหอ
ภายในหอเยว่เซียง
เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะยังคงดังตามปกติ
แต่ไม่นาน
เสียงร้องตกใจของสาวใช้ก็ดังขึ้น
“นายหญิง!”
หลินเซียงหลัวเงยหน้าขึ้น
เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง
นางก็เห็นหญิงผู้หนึ่งล้มลงอยู่หน้าประตู
เสื้อผ้าเปื้อนเลือด
ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลจากการถูกทรมาน
หญิงคนนั้นพยายามเงยหน้าขึ้น
ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ช่วย…ข้าด้วย…”
ก่อนที่นางจะหมดสติไป
หลินเซียงหลัวขมวดคิ้วเล็กน้อย
ก่อนจะสั่งทันที
“พานางขึ้นไปข้างบน”
“อย่าให้ใครเห็น”
ไม่นาน
หญิงคนนั้นก็ถูกพาไปยังห้องส่วนตัวของนางเอก
หลินเซียงหลัวนั่งลงข้างเตียง
มองบาดแผลทั่วร่างของหญิงผู้นั้น
รอยเฆี่ยน
รอยมีด
และรอยไฟไหม้บางส่วน
ดูเหมือนนางจะถูกทรมานมาอย่างหนัก
หลินเซียงหลัวหยิบผ้าชุบน้ำ
เริ่มทำความสะอาดแผลอย่างเงียบ ๆ
สาวใช้ข้างกายถามเบา ๆ
“นายหญิง นางเป็นใครเจ้าคะ”
หลินเซียงหลัวส่ายศีรษะ
“ไม่รู้”
“แต่นางกำลังถูกไล่ฆ่า”
นางมองใบหน้าของหญิงคนนั้น
ก่อนพูดช้า ๆ
“ช่วยชีวิตคนก่อน”
“เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
ในเวลาเดียวกัน
คฤหาสน์ตระกูลหลิน
ห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด
หลินเจิ้ง ผู้เป็นเจ้าบ้าน นั่งอยู่หัวโต๊ะ
ข้าง ๆ คือฮูหยินใหญ่
ส่วนด้านล่างคือบุตรชายคนโต และบุตรสาวทั้งสอง
หลินซูเหยา และ หลินซูเม่ย
หลินเจิ้งกล่าวเสียงหนัก
“ข้าได้รับข่าวบางอย่าง”
ทุกคนมองเขา
“ญาติทางฝั่งแม่ของ…หลินเซียงหลัว”
เพียงชื่อนั้น
ทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที
ฮูหยินใหญ่ขมวดคิ้ว
“แต่เด็กคนนั้นตายไปแล้วไม่ใช่หรือ”
หลินเจิ้งตอบเสียงต่ำ
“ใช่”
“แต่คนของแคว้นนั้นกำลังจะเดินทางมาเมืองหลวง”
หลินซูเม่ยหัวเราะเบา ๆ
“แล้วอย่างไรเล่า”
“เด็กคนนั้นก็ตายในกองไฟไปแล้ว”
หลินซูเหยาพยักหน้า
“ใช่เจ้าค่ะ”
“ต่อให้ญาติของนางมาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”
แต่ในขณะนั้น
หลินเว่ย บุตรชายคนโตกลับนิ่งเงียบ
หลินเจิ้งหันไปมองเขา
“เจ้าคิดอย่างไร”
หลินเว่ยลังเลเล็กน้อย
ก่อนพูดช้า ๆ
“ท่านพ่อ…”
“ข้ามีความรู้สึกแปลก ๆ”
ทุกคนหันมามอง
“เมื่อไม่นานมานี้ ข้าได้พบหญิงผู้หนึ่ง”
“นางทำให้ข้ารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด”
หลินซูเม่ยหัวเราะ
“พี่ใหญ่คงคิดมากไปแล้ว”
แต่หลินเว่ยส่ายศีรษะ
ดวงตาของเขาหรี่ลง
“ข้าเห็นกับตาว่านางตายในกองไฟ”
“แต่ไม่รู้ทำไม…”
เขาพูดเบา ๆ
“ข้ากลับรู้สึกว่า…”
“นางยังมีชีวิตอยู่”
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบงัน
โดยไม่มีใครรู้ว่า
ในเวลาเดียวกัน
ที่หอเยว่เซียง
หญิงกำนัลที่กำลังนอนหมดสติอยู่
อาจเป็น
กุญแจสำคัญของความลับเมื่อสิบปีก่อน