บุพผาพิษแห่งหอเย่วเซียง - ตอนที่ #60 : บุปผาพิษแห่งหอเยว่เซียง
ลมกลางคืนพัดผ่านลานพิธี
โคมหลายพันดวงยังคงสว่าง
แต่ไม่มีผู้ใดสนใจแสงเหล่านั้นอีก
เพราะค่ำคืนนี้—
ความจริงที่ถูกฝังมาสิบกว่าปีกำลังถูกขุดขึ้นมาต่อหน้าคนทั้งแผ่นดิน
เซียวเหยียนยืนอยู่ข้างหลินเซียงหลัว
มือของเขายังคงยื่นออกมา
นิ่ง
มั่นคง
ไม่ได้เร่งรัด
ไม่ได้บังคับ
มีเพียงคำถามเดียว
“เจ้าจะเลือกอะไร”
แค้น
หรือ
อนาคต
—
หลินเซียงหลัวมองมือข้างนั้น
นางนึกถึงคืนไฟไหม้
นึกถึงบ้านที่หายไป
นึกถึงมารดา
นึกถึงปีที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หลังหน้ากาก
นึกถึงการถูกฝึกให้เป็นดาบ
และนึกถึงคนคนหนึ่ง—
ผู้ที่รู้ความจริงหลายอย่างตั้งนานแล้ว
แต่ไม่เคยดึงหน้ากากของนางออก
ผู้ที่เลือกเชื่อ
แม้จะไม่รู้ทุกอย่าง
หลินเซียงหลัวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“ข้าเคยคิด…”
“ว่าการแก้แค้นคือการทำให้คนผิดเจ็บเท่าที่เราเจ็บ”
นางยิ้มบาง
ดวงตาแดงเรื่อ
“แต่ตอนนี้ข้าเพิ่งรู้”
“ความแค้นไม่เคยทำให้คนตายกลับมา”
ทั้งลานเงียบลง
หลินเซียงหลัวหันไปมองอัครเสนาบดีหลิง
ชายผู้เลี้ยงนาง
ชายผู้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อชดใช้
นางค้อมศีรษะให้เขาช้า ๆ
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า”
นางหยุด
“แต่ข้าไม่ขอเดินต่อบนเส้นทางนี้”
ดวงตาของอัครเสนาบดีสั่นไหว
ก่อนหัวเราะเบา
เสียงนั้นเหมือนโล่งใจ
เหมือนเหนื่อยมานาน
เขาหลับตา
แล้วพยักหน้า
ครั้งแรก
ที่เขาไม่ได้พยายามควบคุมโชคชะตาของนาง
—
ฮองเฮาเงียบอยู่นาน
ก่อนหัวเราะขึ้นเบา ๆ
เสียงนั้นงดงาม
แต่ฟังเศร้าอย่างประหลาด
พระนางมองเซียวเหยียน
“สุดท้าย…”
“เจ้าก็เหมือนนางจริง ๆ”
เซียวเหยียนมองกลับ
“ข้าไม่เหมือนผู้ใด”
เขาพูดเรียบ
“และข้าจะไม่ใช้ชีวิตเพื่อแค้นแทนคนอื่น”
ฮองเฮาเงียบ
นานมาก
ก่อนถอนหายใจ
แล้วตรัสขึ้นเอง
“ใช่”
ทั้งตำหนักชะงัก
พระนางลุกขึ้น
มองทุกคน
แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงสงบ
“ฮองเฮาองค์ก่อน…ตายเพราะข้า”
เสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วงาน
แต่พระนางไม่ได้หยุด
“และไฟไหม้คืนนั้น…”
“ข้ารู้”
พระนางยิ้มบาง
ดวงตาแดงเล็กน้อย
“เพราะตอนนั้นข้ากลัว”
“กลัวว่าสิ่งที่ข้าทำจะถูกเปิดเผย”
ทั้งตำหนักเงียบ
ไม่มีเสียงใด
ไม่มีคำแก้ตัว
ไม่มีการกล่าวโทษใคร
เพียงความจริง
ฮ่องเต้หลับพระเนตรอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตรัสเบา
“ถอดตำแหน่งฮองเฮา”
“และให้สอบสวนตามกหมาย”
ไม่มีใครคัดค้าน
ฮองเฮาค้อมศีรษะ
ก่อนเดินออกไปเอง
ไม่หันกลับมา
เหมือนคนที่เหนื่อยกับการถือความลับมาทั้งชีวิต
—
หลังทุกอย่างจบลง
ตำหนักค่อย ๆ ว่างเปล่า
เหลือเพียงลม
กับแสงโคม
หลินเซียงหลัวยืนอยู่เงียบ ๆ
ก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างคลุมลงบนไหล่
เสื้อคลุมสีดำ
เซียวเหยียนยืนอยู่ข้างนาง
นางยิ้มบาง
“องค์รัชทายาท”
เขาหันมอง
นางถามเบา ๆ
“ท่านไม่ถามหรือ”
“ว่าข้ายังมีเรื่องอะไรปิดบังอีกไหม”
เซียวเหยียนเงียบ
ก่อนตอบ
“มี”
นางชะงัก
เขายิ้ม
“แต่ข้าไม่รีบ”
เขาหันไปมองท้องฟ้า
“ทั้งชีวิตยังยาว”
“ไว้วันไหนเจ้าอยากเล่า ก็เล่าเอง”
หลินเซียงหลัวนิ่ง
ก่อนหัวเราะเบา
นางมองท้องฟ้าเช่นกัน
ครั้งแรก
ในรอบสิบกว่าปี
ที่นางรู้สึกว่า
ตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นใคร
ไม่ต้องเป็นเงา
ไม่ต้องเป็นดาบ
ไม่ต้องเป็นความหวังของใคร
แค่เป็น…
หลินเซียงหลัว
ก็พอ
—
สามเดือนต่อมา
หอเยว่เซียงยังเปิดอยู่
แต่ไม่ใช่หอคณิกาอีกต่อไป
ถูกเปลี่ยนเป็นหอศิลป์ โรงน้ำชา และสถานที่สอนอักษรกับการแพทย์ให้สตรี
มีคนมากมายเข้าออกทุกวัน
และเจ้าของหอ—
ยังคงสวมผ้าคลุมหน้าในบางวัน
แต่ไม่ได้ปิดเพราะซ่อนตัวอีกแล้ว
เป็นเพียงความเคยชิน
เย็นวันหนึ่ง
หลินเซียงหลัวกำลังเขียนบัญชี
ก็มีเงาหนึ่งนั่งลงตรงข้าม
ไม่ต้องเงยหน้า
นางก็รู้ว่าเป็นใคร
“วันนี้องค์รัชทายาทว่างหรือ”
เซียวเหยียนวางถ้วยชา
ตอบเรียบ
“ไม่”
นางเลิกคิ้ว
เขายกมุมปาก
“หนีงานมา”
นางหัวเราะออกมา
ลมอ่อนพัดผ่าน
ดอกเหมยปลิวลงบนโต๊ะ
เซียวเหยียนมองนางอยู่พักหนึ่ง
ก่อนถาม
“วันนั้น…”
“คนในใจเจ้าคือใคร”
หลินเซียงหลัวชะงัก
แล้วนึกขึ้นได้
คำปฏิเสธท่านอ๋องคืนนั้น
นางยิ้ม
ก่อนยกถ้วยชา
มองเขา
แล้วตอบช้า ๆ
“ตอนนั้นไม่มี”
เซียวเหยียนนิ่ง
นางยิ้มอีกนิด
“แต่ตอนนี้…”
นางเว้นไว้
ก่อนหันกลับไปเขียนต่อ
ทิ้งให้คนฟังยิ้มอยู่คนเดียว
ใต้แสงเย็น
ใต้ดอกเหมย
และใต้ชีวิตใหม่ที่ไม่มีใครต้องหนีอีกแล้ว
จบบริบูรณ์