ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 1 สกัดสังหาร
เส้นทางจากเมืองหลวงต้าฉีมุ่งสู่แดนเหนือจรดด่านเยี่ยนเหมินกวนกินระยะทางไม่ถึงแปดร้อยลี้ ทว่าทันทีที่พ้นเขตเมืองไต้โจว ถนนหลวงกลับทอดตัวลึกเข้าสู่หุบเขารกร้าง ไร้เงาผู้คนสัญจร
ตลอดร้อยยี่สิบปีนับแต่ก่อตั้งราชวงศ์ แผ่นดินร่มเย็นเป็นสุข ผู้คนจากชนเผ่าภายนอกที่ปรากฏตัวหน้าด่านเยี่ยนเหมินกวนในแต่ละปี มิใช่กองทหารม้าหุ้มเกราะหรือนักรบเดนตาย หากแต่เป็นขบวนคาราวานพ่อค้าที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ตลอดจนคณะทูตที่เดินทางไปจิ้มก้องยังเมืองหลวง
ต่อให้เป็นองค์ชายเผ่าเป่ยหูผู้สูงศักดิ์ หรือผู้บำเพ็ญเพียรไร้เทียมทาน ล้วนต้องปลด ‘ศาสตราปราณ’ ทิ้งไว้หน้าด่านเยี่ยนเหมินกวน อาวุธของพวกชาวหูห้ามล้ำเส้นแดนต้าฉีแม้แต่ชุ่นเดียว นี่คือกฎเหล็กที่ ‘เจิ้นกั๋วกง’ บัญญัติไว้หลังกวาดล้างราบทุ่งหญ้า
กฎข้อนี้สืบทอดมาร้อยกว่าปี ไม่เคยมีทูตแดนเหนือหน้าไหนกล้าปริปากต่อรอง
ยามต้อนแกะอยู่แถวม่อเป่ย พวกมันอาจคับแค้นสุมอก ทว่าเมื่อเหยียบย่างถึงหน้าด่านเยี่ยนเหมินกวนที่ตั้งตระหง่านดุจป้อมปราการสวรรค์ เพียงเงยหน้าเห็นขุนพลตระกูลจ้าวสวมเกราะถืออาวุธยืนคุมกำแพงเมือง ความคิดอวดดีทั้งมวลล้วนมลายสูญ
ดาบยาวข้างเอวผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวเคยบั่นคอคนทุ่งหญ้าจนเลือดนองเป็นสายน้ำ ศพกองพะเนินนับล้าน ข่มขวัญนักรบแดนเถื่อนจนไม่กล้าง้างธนู ชาวทุ่งหญ้าไม่กล้าควบม้าลงใต้ แม้เวลาล่วงเลยเป็นร้อยปีจรดปัจจุบัน พวกคนหูก็ยังไม่กล้าสบตากับความน่าเกรงขามนั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวและกองทหารรักษาด่านเยี่ยนเหมินกวน คือสัญลักษณ์แห่งแสนยานุภาพอันเด็ดขาดของราชวงศ์ต้าฉี
เดือนเจ็ด แดดเปรี้ยงแผดเผา บนถนนหลวงกลางป่าห่างจากด่านเยี่ยนเหมินกวนราวหกสิบลี้ ทหารม้าสองสามสิบคนกำลังคุ้มกันรถม้าบรรทุกสินค้าสิบกว่าคัน ฝุ่นดินคลุ้งตลบตามจังหวะฝีเท้ากระแทกพื้น
ทหารม้าสวมเกราะเต็มยศ พกหน้าไม้ เหน็บดาบ ควบม้าศึกกำยำ แม้แต่คนขับรถม้าก็มีจังหวะหายใจลึกยาวบ่งบอกถึงพื้นฐานวรยุทธ์ ขบวนเดินทางรักษาระเบียบวินัยเข้มงวด นอกจากเสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นและล้อบดทับดิน ไร้ซึ่งสรรพเสียงอื่นเล็ดลอด
รถม้าคันหน้านำมีธงผืนใหญ่สะบัดพรึบพรับตามแรงลม อักษร ‘จ้าว’ ตวัดลายเส้นดุดันทรงพลัง ประกาศชัดว่าขบวนนี้คือคนของตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งต้าฉี… ตระกูลจ้าว
ผู้นำขบวนคือเด็กหนุ่มสวมชุดผ้าไหมคาดเข็มขัดหยก วัยราวสิบหกสิบเจ็ดปี รูปโฉมหล่อเหลา คิ้วเข้มคมคาย แม้ไร้กลิ่นอายคาวเลือดเยี่ยงขุนพลกรำศึก ทว่ากลับแผ่ซ่านความเย่อหยิ่งทระนงตามประสาคุณชายตระกูลใหญ่
จ้าวหนิงเงยหน้ามองภูเขาหินสูงตระหง่านเบื้องหน้า หรี่ตาลงเล็กน้อย
ถึงเขาฉือโหวแล้ว ดูท่า… ค่ายกลสังหารวันนี้ ข้าคงเลี่ยงไม่ได้
เขากวาดตามองรอบด้าน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำเฉียบแหลมเกินวัย เวลานี้เพิ่งเข้ายามเว่ย แดดจัดจ้า รอบนอกเงียบสงัด มีเพียงเสียงนกร้องแว่วมาตามสายลม
เขาประเมินสถานการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว
ถนนเส้นนี้แคบยาว สองข้างเป็นเนินสูง ภูมิประเทศไม่มีจุดไหนให้ข้าใช้ประโยชน์ได้ กลับกัน ฝั่งคนลอบโจมตีได้เปรียบเต็มประตู ช่างเถอะ ทั้งฟ้าฝนและทำเลล้วนตกเป็นรอง อยากรอดตายก็ต้องพึ่งตัวเอง
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด จ้าวหนิงกระตุกบังเหียนม้า ยกแขนส่งสัญญาณสั่งหยุดขบวน หันไปหาชายวัยกลางคนที่มองมาด้วยความงุนงง “ลุงผิง สั่งทุกคนลงจากม้า ตั้งค่ายกลวงกลมเดี๋ยวนี้ เอารถม้าล้อมกรอบไว้ด้านนอก ให้คนของตระกูลอยู่ด้านใน เตรียมรับมือการดักสังหาร”
จ้าวตงผิง ชายหน้าเหลี่ยมผู้สะพายกล่องดาบแคบยาวไว้กลางหลังชะงักไปชั่วครู่ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าดุดันเอาจริงของจ้าวหนิงก็รู้ว่านี่มิใช่เรื่องล้อเล่น สัญชาตญาณคนตระกูลทหารสั่งให้เขาปฏิบัติตามทันทีก่อนถามหาเหตุผล
“ทุกคนลงจากม้า ตั้งค่ายกลวงกลมป้องกันเดี๋ยวนี้ มีศัตรูดักซุ่มโจมตี” จ้าวตงผิงชักม้ากลับ หันไปตะโกนสั่งการ
ทหารม้ายี่สิบกว่านายและคนขับรถม้าสิบกว่าชีวิตแม้จะงุนงง ทว่าร่างกายกลับขยับฉับไว เสียงคนตะโกนสลับเสียงม้าร้องดังระงม เพียงพริบตาเดียว ขบวนเดินทางก็จัดกระบวนตั้งรับเสร็จสรรพ
ท้องฟ้าที่เคยสดใสไร้เมฆ พลันมีเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้น กวาดกลืนผืนฟ้าไปกว่าครึ่งราวกับคลื่นยักษ์ บดบังแสงอาทิตย์จนมิด ถนนและป่าเขาที่สว่างจ้าเมื่อครู่ถูกความมืดมิดกลืนกินราวกับตกอยู่ในท้องอสูรร้าย บรรยากาศอึมครึมลงฉับพลัน
จ้าวหนิงยืนอยู่กลางค่ายกลวงกลม สายตาคมกริบดุจลูกศรกวาดมองเนินดินสองข้างทาง ลมหายใจแผ่วเบาลง จังหวะหัวใจเต้นช้าลง ประสาทสัมผัสแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางถึงขีดสุด
เขารู้ดี ศัตรูซ่อนตัวอยู่ในป่าตรงหน้า การดักสังหารจะปะทุขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ
“คุณชาย ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนลอบโจมตี ที่นี่คือเขตต้าฉี ใครหน้าไหนจะกล้าปล้นขบวนม้าตระกูลจ้าว” จ้าวตงผิงเดินเข้ามาถามรัวเร็ว
ในใจเขาคิดว่าเรื่องนี้ไร้สาระสิ้นดี ถึงขั้นบ้าบอคอแตก ที่ยอมทำตามคำสั่งของทายาทผู้นำตระกูลเมื่อครู่ เป็นเพียงความเคยชินทางทหารล้วนๆ
ตระกูลจ้าวคือตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งต้าฉี ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน ราษฎรเคารพศรัทธา มีผู้บำเพ็ญเพียรในตระกูลนับร้อย ผู้นำตระกูลเป็นถึงยอดฝีมือขั้นสูงสุดของ ‘ระดับราชันย์’ นั่งแท่นคุมอำนาจทหารสูงสุดในเมืองหลวงอย่าง ‘ทำเนียบเสนาธิการทหาร’ ส่วนคนในตระกูลก็คุมทหารม้าเหล็กนับแสนเฝ้าด่านเยี่ยนเหมินกวนอยู่ทางเหนือ
ต่อให้ในราชสำนักจะมีตระกูลใหญ่บางแห่งเป็นศัตรูกับตระกูลจ้าว ทว่าการใช้กำลังกับตระกูลจ้าวสุ่มสี่สุ่มห้า… นั่นมันร่อนหาที่ตายชัดๆ
“ข้าย่อมรู้” จ้าวหนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด ไม่เปิดช่องให้ตั้งข้อสงสัย
การดักสังหารในวันนี้… เขาเคยผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง
ขบวนของพวกเขาเดินทางออกจากเมืองหลวง เพื่อส่งเสบียงให้คนในตระกูลที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนตามปกติ ของในรถม้าล้วนเป็นทรัพยากรบ่มเพาะพลังมูลค่ามหาศาล
ทว่าอย่างที่จ้าวตงผิงกล่าว ตระกูลจ้าวไม่เคยคาดคิดว่าจะมีใครกล้าดักฆ่าคนตระกูลจ้าวในเขตแดนต้าฉี เรื่องพรรค์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประกอบกับการส่งเสบียงเช่นนี้มีทุกสองเดือน ตระกูลจ้าวเริ่มชินชา ทหารคุ้มกันที่ตามมาจึงมีจำนวนไม่มาก
นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวหนิงในวัยสิบหกปี เริ่มเข้ามาจัดการงานตระกูลและรับหน้าที่ผู้นำขบวนเดินทางสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน
ทว่ากลับเป็นวันนี้นี่เอง ที่หน้าเขาฉือโหว ขบวนเดินทางถูกดักสกัดสังหาร คนในตระกูลตายเกลี้ยง เสบียงถูกปล้นชิง จ้าวหนิงบาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวอยู่นานเกือบปีจึงฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้
การโจมตีครั้งนี้พุ่งเป้ามาที่จ้าวหนิง… ทายาทผู้นำตระกูลเพียงคนเดียว รวมถึงตัวตระกูลจ้าวเองด้วย
ประสบการณ์เลวร้ายเมื่อสิบสามปีก่อนสร้างความเจ็บปวดเจียนคลั่ง บีบบังคับให้ตัวเขาและตระกูลจ้าวต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัสในเวลาต่อมา… เป็นราคาแพงลิ่วที่ยามนี้ไม่อาจจินตนาการถึง
สิบสามปีก่อน... พูดให้ถูกคือ ในชาติที่แล้ว
เมื่อไม่กี่อึดใจก่อน ชีวิตบัดซบของผู้นำตระกูลจ้าวคนนั้นได้กลายเป็นอดีตชาติของจ้าวหนิง สิ้นชีพกลางสนามรบ เขากลับไม่ได้ลงนรก หากแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างวัยสิบหกปีของตนเอง… ย้อนกลับมาในวันนี้
ชาติก่อน การต่อสู้ในวันนี้ทำลายรากฐานบ่มเพาะของจ้าวหนิงจนย่อยยับ แม้ภายหลังบาดแผลจะสมาน ทว่าความเร็วในการฝึกฝนกลับตกฮวบ จวบจนหายนะครั้งใหญ่มาเยือน เขาก็ยังไม่อาจทะลวงเข้าสู่ ‘ระดับราชันย์’
ความอ่อนแอทำให้ยามตระกูลจ้าวล่มสลาย เขาไม่อาจพลิกสถานการณ์ ได้แต่มองดูพี่น้องร่วมตระกูลตกตายไปทีละคน… กระทั่งตนเองต้องสิ้นลมหายใจตามไป
“คุณชาย…”
“หุบปาก”
จ้าวตงผิงอ้าปากค้าง ทว่าจ้าวหนิงยกมือปรามทันควัน
ยามนี้สมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวสองข้างทาง ไร้อารมณ์เสวนาไร้สาระ
ท้องฟ้าเบื้องบนอัดแน่นด้วยเมฆดำทะมึน ราวกับเซียนตวัดพู่กันสาดหมึก ภายใต้เมฆหนาทึบ ลมกรรโชกแรงส่งเสียงหวีดหวิวดุจผีสาง ต้นไม้สองข้างทางลู่เอนสั่นไหวรุนแรง ภูเขาฉือโหวตระหง่านฟ้าคล้ายแบกรับน้ำหนักไม่ไหว เตรียมหักโค่นถล่มทลาย
ทว่าบนเนินสูงสองข้างทาง กลับยังไร้เงาคนปรากฏ
จ้าวหนิงหาได้แปลกใจ เขารู้ดีว่าการรับมือแบบฉับพลันของตนทำให้อีกฝ่ายตั้งตัวไม่ติด งุนงงจนเกิดความลังเล… หากเป็นชาติก่อน ป่านนี้พวกมันดาหน้าพุ่งออกมาสังหารแล้ว
ชาติก่อนศัตรูฉวยโอกาสลอบโจมตีทีเผลอ บุกทะลวงเพียงครั้งเดียวขบวนก็พังพินาศไปกว่าครึ่ง ค่ายกลแตกกระจาย การต่อสู้หลังจากนั้นเละเทะไม่มีชิ้นดี ทว่าคราวนี้จ้าวหนิงรับมือทันท่วงที สั่งตั้งค่ายกลป้องกัน ขึ้นสายหน้าไม้ ชักดาบออกจากฝัก รอคอยอย่างเยือกเย็น… สถานการณ์จึงพลิกกลับตาลปัตร
ทว่าศัตรูไร้ทางถอย ลูกศรพาดสายแล้ว ย่อมต้องปล่อย พวกมันต้องลงมือแน่
ทันใดนั้น ท้องฟ้าอึมครึมพลันฟาดอัสนีบาต เปรี้ยง! เสียงกึกก้องกัมปนาทกระแทกใจราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย สายฟ้าฟาดลงมาไม่ไกล สว่างวาบอาบย้อมหุบเขามืดมิดให้ขาวโพลน แทบจะพร้อมกันนั้น เสียงผิวปากแหลม ปรี๊ด! ดังแหวกอากาศออกมาจากป่าบนเนินเขา
พริบตาเดียว เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำใบไม้ดังถี่รัว ร่างทะมัดทะแมงพุ่งพรวดออกจากป่า ทะยานลงมาจากเนินดินสองข้างทาง
แม้สวมเพียงชุดรัดกุมไร้เกราะป้องกัน ทว่าท่วงท่าทะยานร่างกลับดุดันราวพยัคฆ์ร้าย ในมือถืออาวุธมีคมพุ่งทะลวงดั่งคลื่นยักษ์ แววตาอำมหิต ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ราวกับฝูงหมาป่าหรือผีร้ายหิวโซที่พร้อมฉีกเนื้อกินเลือด
“รับศึก” ศัตรูนับร้อยพกจิตสังหารพุ่งเข้าใส่ ทว่าจ้าวหนิงในวินาทีนี้กลับเยือกเย็นถึงขีดสุด ใบหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกอารมณ์
ชาติก่อนเขาบุกตะลุยฝ่ากองทัพนับหมื่นนับแสนมานับไม่ถ้วน อาบเลือดฟาดฟันกับทหารกล้าที่โหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดิน ปะทะกับผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ภาพฉากตรงหน้า… ช่างกระจอกสิ้นดี
จ้าวหนิงเยือกเย็น คนตระกูลจ้าวที่ผ่านการฝึกปรือมาอย่างดีย่อมสุขุมไม่แพ้กัน
ทหารสวมเกราะยี่สิบสามสิบคนถือหน้าไม้ประจำการหลังรถม้าและรอบนอกค่ายกลวงกลม แบ่งเป็นสองแถว พวกเขาเหนี่ยวไกพร้อมกัน เสียงสายหน้าไม้ดีด ผึง! ลูกดอกสองระลอกพุ่งแหวกอากาศดุจสายฟ้าฟาด สาดกระหน่ำใส่ทั้งสองฝั่ง
แม้หน้าไม้เหล่านี้มิใช่ศาสตราปราณ ทว่าฝั่งคนลอบโจมตีส่วนใหญ่ล้วนอยู่เพียง ‘ระดับฝึกกาย’ ระยะห่างไม่ถึงห้าสิบก้าวคือระยะทำการที่หน้าไม้ทรงอานุภาพสูงสุด
ลูกดอกหน้าไม้อัดกระแทกยอดอกศัตรูที่เพิ่งพุ่งลงมาจากเนินเขา ร่างที่กำลังทะยานมาหยุดชะงัก หงายหลังล้มตึงอัดเนินดิน ก่อนกลิ้งตกลงมาเกลื่อนกลาด
เสียงร้องครวญครางดังระงม
ทหารเกราะตระกูลจ้าวล้วนเป็นยอดฝีมือ ต่อให้ศัตรูบางคนหลบลูกดอกพ้น ทว่าการยิงชุดนี้ก็ส่งศัตรูลงไปนอนจมกองเลือดนับสิบคน
ระยะห่างที่ใกล้เกินไปบีบให้พวกเขาไร้เวลาขึ้นสายยิงระลอกสอง ส่วนศัตรูที่รอดมาได้พุ่งประชิดตัวในพริบตา ทหารเกราะตระกูลจ้าวตัดสินใจเด็ดขาด ยิงเสร็จพลันทิ้งหน้าไม้ ชักดาบออกจากฝักโดยไม่กะพริบตา
ศัตรูกระโดดข้ามรถม้าบรรทุกสินค้า ทะลวงเข้าค่ายกลวงกลม ทว่าเท้ายังไม่ทันแตะพื้น ดาบยาวของทหารตระกูลจ้าวก็ฟันฉับรอรับอยู่แล้ว พริบตาเดียว เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมหน้ารถม้าราวกับสาดน้ำหมึก
ทหารเกราะส่วนน้อยที่อยู่ตรงกลางค่ายกลรีบขึ้นสายหน้าไม้อย่างว่องไว ประสานงานกับสหายรอบนอก เล็งยิงเด็ดหัวพวกที่ปีนข้ามรถม้ามาอย่างแม่นยำ
ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องคำรามและแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ สนามรบสว่างวาบสลับมืดมิด ท่ามกลางฝูงคนที่พุ่งเข้าห้ำหั่น ดาบปะทะกระบี่บังเกิดประกายไฟแลบสาดกระจาย สว่างไสวราวกับหิ่งห้อยตัดกับแสงอัสนีบนฟากฟ้า
การต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่านตั้งแต่เริ่มปะทะ
ทหารเกราะตระกูลจ้าวอาศัยฝีมือที่เหนือกว่า การเตรียมพร้อมที่รวดเร็ว และค่ายกลที่สมบูรณ์แบบ สังหารศัตรูไปได้มหาศาลในช่วงแรก เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ รอบนอกค่ายกลมีศพนอนเกลื่อนกว่าสามสิบคน
ทว่าจำนวนศัตรูมีมากกว่าทหารตระกูลจ้าวถึงสี่เท่า พวกมันดาหน้าเข้ามาไม่หยุดหย่อน ครึ่งเค่อต่อมาจึงทะลวงฝ่าค่ายกลเข้ามาได้สำเร็จ ถึงยามนี้ ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันอุตลุด ยอดเจ็บตายพุ่งพรวด ทหารตระกูลจ้าวล้มลงไปทีละคน
พายุฝนเทกระหน่ำลงมาตามคาด เม็ดฝนก้อนใหญ่สาดซัดกระแทกชุดเกราะเสียงดัง เปาะแปะ! ชะล้างเลือดบนพื้นจนไหลรวมเป็นสายน้ำสีแดงฉาน ก่อนถูกเท้าของผู้คนที่กำลังสู้รบเหยียบย่ำจนสาดกระเซ็นไปทั่ว
ไอร้อนระอุจากผืนดินถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบ ทว่าความดุเดือดในสนามรบกลับทวีคูณ
จ้าวหนิงปาดน้ำฝนบนใบหน้า เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่า ลำพังกำลังรบของคนตระกูลตรงหน้านี้ ไม่มีทางเอาชนะศัตรูที่ใช้กฎหมู่ทะลวงฟันได้ หากอยากรอดและกำชัยในศึกนี้ ต้องหาทางพลิกเกมด้วยวิธีอื่น
“คุณชาย พวกมันเยอะเกินไป พวกเราต้านไม่อยู่แล้ว ข้าจะคุ้มกันท่านฝ่าวงล้อมออกไปเอง” จ้าวตงผิงถอยกลับมากลางค่ายกล ร้องบอกจ้าวหนิงด้วยความร้อนรน
พื้นที่ห้าก้าวรอบตัวนี้ ศัตรูยังเหยียบย่างเข้ามาไม่ถึง จ้าวหนิงได้รับการคุ้มกันแน่นหนา จนป่านนี้เขายังไม่ได้ชักดาบออกมาร่วมวงฟาดฟันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“พวกมันล้อมเราไว้สามชั้นเจ็ดชั้น พลังบำเพ็ญเจ้าก็ไม่ได้เหนือกว่า เราจะฝ่าออกไปได้อย่างไร ต่อให้ฝ่าไปได้ ป่าเขารกร้างเช่นนี้ ก็หนีการตามล่าของพวกมันไม่พ้นหรอก” น้ำเสียงจ้าวหนิงราบเรียบไร้อารมณ์ ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับชีวิตตน
ผู้บำเพ็ญเพียรในขบวนล้วนอยู่เพียงระดับฝึกกาย มีเพียงจ้าวตงผิงผู้เดียวที่อยู่ ‘ระดับคุมปราณ’ นอกจากศัตรูจะมีกำลังคนมากกว่าแล้ว ยังมียอดฝีมือระดับคุมปราณอีกสองคนกำลังสู้รบอยู่แนวหน้า
“แล้วจะทำอย่างไรดี” จ้าวตงผิงร้อนรุ่มจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
หากวันนี้ทุกคนต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ย่อมมิใช่เพียงความอัปยศอดสู แต่ยังอยุติธรรมสิ้นดี ทายาทตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งของราชวงศ์ถูกดักสังหารในแผ่นดินเกิด แต่พวกเขากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสุนัขลอบกัดพวกนี้คือใคร
จ้าวหนิงเลิกคิ้วขึ้น สายตาทะลวงผ่านม่านฝนหนาทึบ ไปหยุดอยู่ที่เนินดินฝั่งซ้ายของถนน ห่างออกไปร้อยก้าว
เบื้องหน้าปรากฏร่างชายสวมชุดสีเขียวถือกระบี่ กางร่มกระดาษอาบน้ำมันสีดำยืนตระหง่าน หยาดฝนร่วงหล่นจากปลายร่มดุจไข่มุก ลมกรรโชกแรงจนชายเสื้อปลิวไสว แสงสลัวขับเน้นให้ร่างนั้นดูราวกับภูตผีที่ควบคุมทุกสรรพสิ่ง แม้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน ทว่าท่าทีหยิ่งผยองมองผู้คนเป็นเพียงมดปลวกกลับแผ่ซ่านออกมาชัดแจ้ง
พิจารณาจากท่วงท่าและกลิ่นอาย ย่อมรู้ได้ทันทีว่าในสายตาของมัน จ้าวหนิงและคนอื่นๆ เป็นเพียงเศษสวะที่รอวันตาย
นัยน์ตาจ้าวหนิงวูบไหวด้วยรังสีฆ่าฟัน
ชาติก่อนเขาพลาดท่าถูกสวะพวกนี้ดักสังหาร แม้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่าราคาที่ต้องจ่ายกลับหนักหนาเกินรับไหว มาวันนี้ ในฉากเหตุการณ์ที่ฝังรากลึกถึงกระดูก เขากลับต้องมาสัมผัสสายตาเหยียดหยามที่คิดว่าตนเองคุมเกมได้ของอีกฝ่ายอีกครั้ง… คิดหรือว่าเขาจะทนดูได้
“เอา ‘เชียนจวิน’ มาให้ข้า”