ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 2 หายนะ
ภายในกล่องไม้กระดานยาวบนแผ่นหลังของจ้าวตงผิง ซุกซ่อนศาสตราปราณอันเลื่องชื่อแห่งตระกูลจ้าว—ดาบยาว ‘เชียนจวิน’
นี่คือหนึ่งในสุดยอดศาสตราปราณประจำตระกูลจ้าว อานุภาพทำลายล้างเหนือจินตนาการ ย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อนยามทัพต้าฉีบุกเบิกม่อเป่ย บรรพชนตระกูลจ้าวเคยตวัดเชียนจวินเล่มนี้ บั่นคอจั่วเสียนหวังแห่งเป่ยหูขาดกระเด็น สร้างความครั่นคร้ามสะท้านไปทั่วทั้งสามกองทัพ
จ้าวหนิงนำขบวนเสบียงมุ่งหน้าสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนหนนี้ จุดประสงค์หลักคือการส่งมอบดาบเล่มนี้แก่บิดาที่ประจำการอยู่ชายแดน เมื่อไม่นานมานี้ บิดาของเขาเพิ่งฝึก ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ ทะลวงถึงขั้นสมบูรณ์ จึงมีตบะแกร่งกล้าพอจะสยบดาบเล่มนี้ได้เสียที
“คุณชายจะเอาเชียนจวินไปทำไมขอรับ แม้เป็นยอดศาสตรา แต่หากจะควบคุมให้ได้ต้องฝึก ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ เสียก่อน...” จ้าวตงผิงสับสนงุนงง ไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย
‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ ลึกล้ำซับซ้อน หากไม่ทุ่มเทเวลาฝึกฝนนับสิบยี่สิบปี อย่าได้หวังว่าจะบรรลุผล
จริงอยู่ว่าจ้าวหนิงมีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือใครในหมู่คนรุ่นเยาว์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของตระกูลจ้าว ทว่าเขายังอายุน้อยนัก พลังบำเพ็ญเพิ่งแตะระดับฝึกกายขั้นเก้า ซ้ำยังไม่เคยแตะต้องเคล็ดวิชาเชียนจวินมาก่อน แล้วจะควบคุมดาบมารเล่มนี้ได้อย่างไร
“อย่าพูดมาก ส่งมา”
จ้าวหนิงตบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของจ้าวตงผิง ปลดค่ายกลอักขระเปิดกล่องดาบออก คว้ากระชากดาบแคบยาวสามฉื่อสองชุ่นสีดำสนิทออกมาถือไว้ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาดึงดาบออกจากฝักแล้วพุ่งทะยานออกไป ทิ้งให้จ้าวตงผิงยืนเบิกตาค้างอยู่เบื้องหลัง
จ้าวหนิงจงใจรอจนถึงวินาทีนี้ค่อยลงมือ เพื่อบีบให้นักฆ่าทั้งหมดพุ่งจากเนินเขาลงมาตะลุมบอนบนถนนหลวง ทิ้งให้หัวหน้าของพวกมันยืนโดดเดี่ยวอยู่บนเนินดินเพียงลำพัง
เขารู้ดีว่าตบะของอีกฝ่ายบรรลุถึงระดับคุมปราณแล้ว ต่อให้เป็นเพียงระดับคุมปราณขั้นต้น หากมีลูกน้องคอยขัดขวาง ต่อให้เขามีเชียนจวินอยู่ในมือ ก็ไม่อาจมั่นใจเต็มร้อยว่าจะบั่นหัวมันลงมาได้
ทันทีที่ด้ามเชียนจวินสัมผัสฝ่ามือ ความคุ้นเคยก็แล่นพล่านซึมลึกเข้าสู่กระดูก จิตใจของจ้าวหนิงยิ่งเยือกเย็นและแน่วแน่ ชาติก่อนเขาฝึก ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ สำเร็จไปนานแล้ว หนำซ้ำยังเคยถือดาบเล่มนี้ควบม้าตะลุยศึกฝ่าดงเลือดมาหลายปี ฟาดฟันผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าเป่ยหูขาดสะบั้นนับไม่ถ้วน ย่อมคุ้นเคยกับมันราวกับสหายเก่าร่วมรบ
มือขวากำเชียนจวินแน่น มือซ้ายชักดาบประจำกายออกมา วินาทีนี้นัยน์ตาของจ้าวหนิงวูบไหวด้วยประกายเย็นเยียบ จิตสังหารแผ่ซ่านครอบคลุมทั่วร่าง
เห็นจ้าวหนิงพุ่งออกไป จ้าวตงผิงหน้าถอดสี พยายามเอื้อมมือคว้าตัวไว้แต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง เขาเบิกตากว้างตะโกนลั่น “คุณชาย อย่า”
ใจหนึ่งเขาไม่เชื่อว่าจ้าวหนิงจะควบคุมเชียนจวินได้ อีกใจคือนอกค่ายกลป้องกันมีฝูงนักฆ่าตีวงล้อมกรอบแน่นหนาจนมดสักตัวยังเล็ดลอดออกไปไม่ได้ ตบะของจ้าวหนิงก็ไม่ได้เหนือกว่าพวกมันอย่างชัดเจน แล้วจะฝ่าวงล้อมออกไปได้อย่างไร
กระทำเช่นนี้ย่อมไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
“เร็วเข้า คุ้มกันคุณชาย…”
จ้าวตงผิงไม่รอช้า พุ่งทะลวงออกไปเป็นคนแรกหวังจะลากตัวคุณชายกลับมา ทว่าพอเขาตวัดดาบฟันนักฆ่าตรงหน้าล้มลง แล้วเงยหน้ามองแผ่นหลังของจ้าวหนิง สองเท้ากลับต้องชะงักกึก นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง สับสน และไม่อยากเชื่อสายตา
เพียงสามก้าว จ้าวหนิงก็ปะทะเข้ากับนักฆ่าคนหนึ่ง ดูจากกลิ่นอาย พลังของทั้งสองสูสีกัน น่าจะต้องปะทะกันอย่างดุเดือด ทว่าวินาทีที่นักฆ่าง้างดาบฟัน ร่างของจ้าวหนิงที่พุ่งทะยานกลับพร่าเลือน แตกฉานออกเป็นเงาติดตาถึงสามร่าง วูบไหวไร้ร่องรอยราวกับเงาจันทร์สะท้อนผิวน้ำ
ที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือ เสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบของนักฆ่าจะสับลงมา เลือดสดๆ กลับพุ่งกระฉูดออกจากลำคอของมัน สาดกระเซ็นทะลวงม่านฝน ส่วนเงาของจ้าวหนิงเบื้องหน้ากลับแตกสลายหายไปราวกับฟองสบู่
ในสายตาของจ้าวตงผิง ร่างของจ้าวหนิงไปโผล่อยู่ด้านหลังนักฆ่าคนนั้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบ ดาบในมือตวัดฝ่าม่านฝน ปาดเข้าที่คอของนักฆ่าอีกคนอย่างเหี้ยมเกรียม
จ้าวหนิงซึ่งอยู่เพียงระดับฝึกกาย กลับเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจภูตผี พุ่งทะลวงฝ่าดงศัตรูสลับฟันปลา ความเร็วทะลุขีดจำกัดจนสายตามองตามไม่ทัน เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ทะลวงหลุดออกจากวงล้อมมรณะ
จนกระทั่งบัดนั้น นักฆ่าสี่คนที่ถูกเขาสังหารระหว่างทาง เพิ่งจะยกมือตะครุบลำคอที่เลือดสาดกระเซ็น ก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับโคลนทีละคน
“นั่นมัน ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ หรือ…” จ้าวตงผิงมือสั่นเทิ้ม หัวใจเต้นระรัวจนแทบพูดไม่ออก
‘ท่าเท้ากระจกวารี’ คือวิชาตัวเบาเอกลักษณ์แห่งตระกูลจ้าว เมื่อใช้ออก ร่างกายจะพลิ้วไหวรวดเร็วดั่งสายลม หากฝึกจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ ความเร็วจะเหนือล้ำยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ แทบไม่ต่างอะไรกับการเคลื่อนย้ายพริบตา
ภายในตระกูลจ้าว มีเพียงทายาทสายตรงและผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ฝึกฝนวิชานี้ ตระกูลจ้าวผงาดขึ้นเป็นตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งของราชวงศ์ได้ ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ ถือว่ามีความดีความชอบมหาศาล
ทว่าวิชานี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องความยากลำบาก ฝึกฝนยากเข็ญยิ่งกว่า ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ เสียอีก ต้องอาศัยความเข้าใจแตกฉานขั้นสูง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับอัจฉริยะ หากไม่ทุ่มเทเวลาฝึกฝนนับสิบปี ย่อมไม่มีทางบรรลุผล
เงื่อนไขขั้นต่ำในการฝึก ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ คือต้องมีพลังระดับฝึกกายขั้นเก้า จ้าวตงผิงจำได้แม่นยำว่าจ้าวหนิงเพิ่งทะลวงถึงระดับนี้ได้เพียงปีกว่า แต่บัดนี้กลับใช้วิชานี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ จะเป็นไปได้อย่างไร
เขามองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นเนินดิน พยายามข่มความตื่นตะลึงในใจ หันมาตวัดดาบฟาดฟันกับนักฆ่าตรงหน้าต่อ พร้อมกับจับตาดูความปลอดภัยของจ้าวหนิงไม่ห่าง
จ้าวหนิงทะลวงหลุดจากถนนหลวง พุ่งตรงดิ่งขึ้นเนินดินเตี้ย เข้าหาหัวหน้านักฆ่าที่กำลังยืนปล่อยเส้นผมและชายเสื้อปลิวไสวไปตามแรงลม
ความเร็วของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุด ก้อนโคลนที่ถูกปลายเท้าดีดกระเด็น ก้อนแรกยังไม่ทันร่วงหล่น ก้อนหลังก็พุ่งตามขึ้นมา ยามที่เขาเหยียบถึงยอดเนิน โคลนที่สาดกระเซ็นตามหลังร้อยเรียงกันเป็นเส้นลากยาวหลายสิบก้าว วาดเป็นเส้นโค้งอันสมบูรณ์แบบ
เห็นจ้าวหนิงพุ่งฝ่าม่านฝนเข้ามาประชิดตัว หัวหน้านักฆ่าก็หุบปากที่อ้าค้างด้วยความตื่นตระหนก ชักกระบี่ยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา ปั้นหน้ากลับมาเยือกเย็นสง่างามตามเดิม พลางเอ่ยเสียงเรียบ “สมกับเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของตระกูลจ้าว ไม่ธรรมดาจริงๆ เช่นนั้นก็ให้ข้าดูหน่อยเถอะ ว่าเจ้าจะแน่สักแค่ไหน...”
สิ้นคำพูด ใบหน้าหล่อเหลาของมันก็ถูกแสงดาบที่ฟาดฟันลงมาสาดส่องจนซีดเผือด
จ้าวหนิงทิ้งดาบประจำกาย ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ สองมือกำด้ามเชียนจวินแน่น เค้นพลังอัดกระแทกสับลงมาเต็มเหนี่ยว
พริบตานั้น ตัวดาบระเบิดแสงสว่างเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ บาดตาจนแสบพร่าท่ามกลางฟ้าดินที่มืดมิด รังสีดาบพวยพุ่งออกมาราวกับเปลวเพลิงและคลื่นยักษ์ กลืนกินพายุฝนที่เทกระหน่ำอยู่รอบด้าน ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีสูญเสียสีสันดั้งเดิมไปโดยพลัน ราวกับถูกสูบพลังชีวิตจนเหือดแห้ง กลายเป็นสีเทาซีดเผือด
หัวหน้านักฆ่าที่ยืนรับแรงกดดันเข้าไปเต็มเปาถึงกับผมเผ้าปลิวสยายไปด้านหลัง เสื้อผ้าสะบัดพึ่บพั่บอย่างบ้าคลั่ง ร่มกระดาษอาบน้ำมันสีดำแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปลิวสลายหายไปในอากาศ
ชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตาย มันลนลานยกกระบี่ขึ้นต้านรับ
ดาบสับฟาดลงมา
กระบี่หักสะบั้น
เลือดสดสาดกระเซ็น
หัวหน้านักฆ่าทรุดเข่ากระแทกพื้นท่ามกลางสายฝนอย่างหมดสภาพ รอยแผลยาวสามนิ้วกลางหน้าผากปริแตกกว้างน่าสยดสยอง ใบหน้าหล่อเหลาอาบชุ่มไปด้วยเลือด ลูกตาที่ถลนแทบหลุดออกจากเบ้าเบิกโพลงค้าง อัดแน่นด้วยความสิ้นหวัง หวาดกลัว และคาดไม่ถึง ลมหายใจรวยริน ไม่เหลือเค้าความเยือกเย็นมาดมั่นดั่งกาลก่อน สภาพบัดนี้ไม่ต่างอะไรกับหุ่นเชิดที่ถูกกระชากวิญญาณ
จ้าวหนิงถือดาบหันขวับ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองทั่วสนามรบ ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงดุดัน เด็ดขาด แฝงรังสีอำมหิต “ผู้ใดกล้าล่วงเกินตระกูลจ้าว… ฆ่าทิ้งไร้ปรานี”
เปรี้ยง! เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกัมปนาท สายฟ้าแลบแปลบปลาบสาดส่องร่างสูงตระหง่านจนสว่างวาบ โดยมีร่างของหัวหน้านักฆ่าคุกเข่าศิโรราบอยู่แทบเท้า วินาทีนี้ จ้าวหนิงที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุฝน… ดูไม่ต่างอะไรกับเทพสังหาร
เหล่านักฆ่าที่หันขวับมามอง ล้วนตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง ความหวาดผวาคืบคลานเกาะกุมใบหน้าพวกมันราวกับฝูงไส้เดือนชอนไช
จ้าวหนิงสยบหัวหน้าของพวกมันลงอย่างราบคาบในดาบเดียว ปลุกความยำเกรงต่อตระกูลจ้าวที่ฝังรากลึกอยู่ในก้นบึ้งจิตใจพวกมันให้ตื่นขึ้น วินาทีนี้ ความกลัวได้แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นยักษ์ถาโถมเข้ากลืนกินพวกมันจนมิด
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณอีกสองคนที่เร้นกายอยู่ในกลุ่มนักฆ่ายังขวัญหนีดีฝ่อ วินาทีนี้ พวกมันรู้สึกว่าหยาดฝนที่สาดซัดใส่ร่างเจ็บปวดราวกับคมธนูพุ่งทะลวง ในเมื่อจ้าวหนิงสยบหัวหน้าพวกมันลงได้ง่ายดาย ย่อมเด็ดหัวพวกมันสองคนได้โดยไม่ต้องออกแรงเช่นกัน
ตรงข้ามกับฝั่งผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวที่กำลังฮึกเหิมถึงขีดสุด ทหารหุ้มเกราะหลายคนที่บาดเจ็บสาหัสหรือเรี่ยวแรงเหือดแห้ง ต่างแผดเสียงคำรามลั่นดั่งฟ้าร้อง ตวัดดาบสับฟันศัตรูเบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่ง
จ้าวตงผิงมองจ้าวหนิงจากระยะไกล ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
การต่อสู้ปะทุขึ้นดุดันดั่งภูเขาถล่มคลื่นยักษ์ซัด ทว่าจุดจบกลับรวดเร็วดั่งพายุฝนที่หยุดชะงักกะทันหัน พวกนักฆ่าแตกฮือหลบหนี หายวับเข้าไปในป่าทึบอย่างรวดเร็ว ฝั่งผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวเองก็บาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย จึงไม่ได้ฝืนรั้งไล่ตามไป
จ้าวหนิงยังคงยืนนิ่งตระหง่านอยู่บนเนินดิน
“คุณชายไร้เทียมทาน”
“คุณชายไร้เทียมทาน”
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวที่รอดชีวิต ปาดน้ำฝนปนเลือดบนใบหน้า ชูดาบตะโกนก้องสรรเสริญจ้าวหนิง
ในช่วงที่การต่อสู้ดุเดือดถึงขีดสุด ยามที่เห็นศัตรูมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า พวกเขาคิดว่าวันนี้คงไม่แคล้วทิ้งร่างไว้ที่นี่ นึกไม่ถึงว่าจ้าวหนิงซึ่งอยู่เพียงระดับฝึกกายขั้นเก้า จะสามารถโค่นหัวหน้าศัตรูระดับคุมปราณลงได้อย่างฟ้าแลบ พลิกสถานการณ์ได้ในดาบเดียว การรอดพ้นจากความตายหวุดหวิดทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งและเทิดทูนจ้าวหนิงสุดหัวใจ
จ้าวหนิงกระตุกยิ้มบางเบา ยังคงยืนนิ่งอยู่บนเนินไม่ไหวติง
“คุณชายมีสิ่งใดจะสั่งการหรือไม่ขอรับ” จ้าวตงผิงรออยู่ครู่หนึ่ง เห็นจ้าวหนิงไม่ขยับเขยื้อนก็รู้สึกแปลกใจ
จ้าวหนิงยังคงรักษารอยยิ้มมุมปากไว้เช่นเดิม
จ้าวตงผิงใจกระตุกวูบ รีบพุ่งทะยานขึ้นไปบนเนินดิน จังหวะที่เขาเกือบจะประชิดตัว ร่างของจ้าวหนิงก็โอนเอนจวนเจียนจะล้มลุกคลุกคลาน โชคดีที่เขาเข้าไปประคองไว้ได้ทันท่วงที ถึงตอนนี้ เลือดฝาดบนใบหน้าของจ้าวหนิงเหือดหายไปจนหมดสิ้น ซีดเผือดราวกับกระดาษขาว เขาคว้าแขนจ้าวตงผิงไว้แน่น อาศัยแรงพยุงร่างให้ยืนหยัดฝืนทน
“ไม่ต้องแตกตื่น แค่หมดแรง” จ้าวหนิงส่งสายตาปรามไม่ให้จ้าวตงผิงแสดงท่าทีผิดสังเกต “อานุภาพของ ‘เชียนจวิน’ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกกายจะแบกรับไหวจริงๆ ขนาดแค่ฟาดเต็มกำลังไปดาบเดียว ข้าก็แทบไม่เหลือแรงจะยืนแล้ว”
จ้าวตงผิงอ้าปากเตรียมจะเอ่ยถาม แต่จ้าวหนิงราวกับมองทะลุความคิดเขา จึงส่ายหน้าเบาๆ “อย่ากระโตกกระตาก ถึงเราจะรอดพ้นจากการลอบสังหารมาได้ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยอย่างแท้จริง ไม่ต้องพูดถึงพวกนักฆ่าที่หนีไปว่าอาจจะยังวนเวียนอยู่ไม่ไกล ลำพังแค่ในเงามืดรอบด้านนี้มีใครซุ่มดูอยู่อีกหรือไม่ เจ้ากับข้าก็ไม่มีใครล่วงรู้”
จ้าวตงผิงใจหล่นวูบ ดูจากสภาพของจ้าวหนิงในยามนี้ ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะต่อกรผู้ใดได้อีก หากพวกนักฆ่าย้อนรอยกลับมา พวกเขาย่อมต้องตกอยู่ในสถานการณ์เก้าตายหนึ่งรอดอีกครา
พวกนักฆ่าเป็นใครกันแน่ ในอาณาเขตของต้าฉี กลางวันแสกๆ เช่นนี้ ผู้ใดกันที่กล้าลงมือกับตระกูลจ้าว แล้วพวกมันต้องการสิ่งใด เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นปริศนาที่ต้องขบคิด และต้องรีบสืบหาความจริงให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด
จ้าวตงผิงหันไปมองร่างหัวหน้านักฆ่าที่นอนหมอบกระแตอยู่บนพื้น
“มันยังไม่ตาย ข้ากะน้ำหนักมือไว้แล้ว สั่งคนไปห้ามเลือดมัน ลากตัวกลับไปเค้นคอกันต่อ ให้ทุกคนรีบเก็บกวาดสนามรบ ทำแผลให้คนเจ็บ ยกศพขึ้นรถม้า รอข้าฟื้นฟูเรี่ยวแรงสักครู่ แล้วรีบถอนตัวออกจากที่อัปมงคลนี่ทันที” จ้าวหนิงสั่งการด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเยือกเย็น
“เราจะเดินทางไปด่านเยี่ยนเหมินกวนต่อ หรือจะวกกลับเมืองไต้โจวขอรับ” จ้าวตงผิงรีบเอ่ยถาม ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จ้าวหนิงยังสามารถคิดอ่านรอบคอบ ไม่ตื่นตระหนกลนลาน ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งนี้ทำให้เขาต้องประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าเสียใหม่
เขาคุ้นเคยกับจ้าวหนิงเป็นอย่างดี รู้จักนิสัยใจคออีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง และรู้ดีว่าจ้าวหนิงคนก่อนหน้านี้… ไม่ได้เป็นเช่นนี้เลยสักนิด
“กลับเมืองไต้โจว” จ้าวหนิงตัดสินใจเด็ดขาดโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ที่นี่อยู่ใกล้เมืองไต้โจวมากกว่า ตอนนี้ขบวนต้องรีบถอนตัวออกจากป่าเขาให้เร็วที่สุด เพื่อเข้าสู่เขตเมืองที่ปลอดภัยกว่า
อีกประการหนึ่ง เมื่อกลับไปถึงเมืองไต้โจว จ้าวหนิงตั้งใจจะกระชากหน้ากากไอ้ตัวการที่บงการการลอบสังหารในวันนี้ออกมาให้จงได้ กระชากม่านแผนการชั่วร้ายที่เกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของตระกูลจ้าว… ลุกลามไปจนถึงชะตากรรมของต้าฉี