ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 14 อาทิตย์อัสดง
จ้าวหนิงมองจ้าวชี่เยว่ลิ้มรสอาหารอย่างเบิกบานใจ นัยน์ตาฉายแววอ่อนโยน ชาติก่อนระหกระเหินกลางไฟสงคราม ย่อมฝึกปรือฝีมือทำอาหารติดตัวมาบ้าง ชาตินี้ขอเพียงทำให้นางเปี่ยมสุข ชดเชยตราบาปในอดีต ต่อให้ต้องยืนย่างเนื้อกลางแดดแผดเผา หรือถือดาบทะลวงฟันเข้าวังหลวง เขาก็หาได้ลังเลแม้แต่น้อย
มื้ออาหารผ่านไปครึ่งทาง ผู้คุ้มกันจวนรุดเข้ามารายงานว่าฟ่านจงหมิงมาเยือน
อีกฝ่ายส่งเทียบเชิญ มาเยือนอย่างเป็นทางการ สร้างภาพฉาบหน้าไว้อย่างแนบเนียนเพื่อปิดปากผู้คน
“ปล่อยให้มันรอ” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า เวลานี้ยังไม่พ้นยามเชิน ห่างไกลจากยามวิกาลนัก ประวิงเวลาได้เท่าใด ย่อมต้องดึงเชือกให้ตึงที่สุด
กระทั่งจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่จัดการเนื้อแกะและบ้วนปากชำระล้างเสร็จสิ้น ผู้คุ้มกันจวนจึงเข้ามารายงานระลอกสอง แจ้งว่าฟ่านจงหมิงกระวนกระวายดั่งมดบนกระทะร้อน ลั่นวาจาว่าหากไม่ส่งตัวฟ่านชิงหลินคืนมา จะบุกฝ่าเข้ามาให้จงได้ แสร้งทำทีร้อนใจห่วงใยสวัสดิภาพบุตรชายเสียเต็มประดา
“เชิญมันไปโถงใหญ่ รินชาต้อนรับ บอกว่าประเดี๋ยวพวกเราจะออกไป” จ้าวหนิงยกถ้วยชาล้างปาก พลางสบตากับจ้าวชี่เยว่ สองพี่น้องไร้วาจา กลับขยับเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ไร้ทีท่าจะขยับเขยื้อนลุกไปต้อนรับแขกแม้แต่น้อย
ณ โถงใหญ่ ฟ่านจงหมิงนั่งหน้าดำคร่ำเครียด บ่าวไพร่เปลี่ยนน้ำชาไปแล้วถึงสามกาน้ำ กลับยังไร้เงาสองพี่น้องตระกูลจ้าว ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทุกขณะ ใบหน้าของฟ่านจงหมิงยิ่งบิดเบี้ยวถมึงทึง การเยือนจวนตระกูลจ้าวครานี้ ประการแรกเพื่อชิงตัวฟ่านชิงหลินและรีดเค้นว่าบุตรชายเผลอคายความลับใดออกไปหรือไม่ ประการหลังคือจงใจหาเรื่องบดขยี้จ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่ ล่อให้สามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งทิ้งด่านเยี่ยนเหมินกวนรุดกลับเมืองไต้โจว
พวกมันจงใจปล่อยให้เขายืนรอเก้อหน้าจวนอยู่นานสองนาน ยามนี้ยังอิดออดถ่วงเวลา ฟ่านจงหมิงเดือดดาลจนแทบคลั่ง หากไม่พะวงว่าจ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่จะหมาจนตรอกแล้วบั่นคอฟ่านชิงหลินทิ้ง เขาคงชักดาบบุกทะลวงเข้าไปนานแล้ว
จังหวะที่โทสะกำลังจะปะทุ เตรียมอาละวาดกวาดล้างจวนตระกูลจ้าวให้ราบเป็นหน้ากลอง บ่าวรับใช้สองคนพลันหิ้วปีกฟ่านชิงหลินที่มีสภาพยับเยินปานกองโคลนโยนเข้ามาในโถง
วินาทีที่เห็นบุตรชายผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าอาบย้อมด้วยโลหิตจนดูไม่ได้ ขาข้างหนึ่งบิดเบี้ยวผิดรูป ลมหายใจรวยรินดั่งสายใย ฟ่านจงหมิงพลันสะท้านเฮือกราวกับอสนีบาตฟาดผ่ากลางกระหม่อม โลหิตเดือดพล่านแทบปะทุออกทุกรูขุมขน
เพลิงแค้นแผดเผาจนเขาอยากจุดไฟเผาจวนบัดซบนี่ให้เป็นจุณ จับจ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่มาสับร่างฉีกเนื้อกินทั้งเป็น ช่างหัวแผนการใหญ่ตระกูล ช่างหัวชื่อเสียงและอำนาจ ทว่าเสี้ยวสติสุดท้ายยังรั้งตัวเขาไว้ ฟ่านจงหมิงถลันเข้าประคองร่างฟ่านชิงหลิน เร่งตรวจสอบบาดแผลทั่วร่างอย่างตื่นตระหนก
“ท่านพ่อ…” เปลือกตาที่บวมช้ำฝืนปรือขึ้นมาเป็นเส้นสายตาแคบๆ เมื่อตระหนักว่าเบื้องหน้าคือบิดา ความอัปยศอดสูและน้อยเนื้อต่ำใจพลันทะลักทลาย ฟ่านชิงหลินสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ
วิธีการของจ้าวชี่เยว่โหดเหี้ยมวิปริตเกินมนุษย์ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารอดพ้นขุมนรกนั่นมาได้อย่างไร ระหว่างเผชิญการทรมานรีดเค้น หลายคราที่เขาอยากกัดลิ้นปลิดชีพตนเองให้พ้นทุกข์
ทว่าห้วงยามแห่งความตายได้ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อแน่ใจว่าคนตรงหน้าคือผู้เป็นบิดา ฟ่านชิงหลินรีบตะครุบแขนเสื้อฟ่านจงหมิงไว้แน่น เค้นเสียงแหบพร่าทว่าหนักแน่น “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้พูด… ข้าไม่ได้ปริปากพูดสิ่งใดออกไปเลย”
ประโยคนี้กรีดลึกเข้ากลางใจ นัยน์ตาฝ้าฟางของฟ่านจงหมิงแดงก่ำ คลื่นอารมณ์จุกแน่นในอกจนไม่อาจเปล่งเสียง บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนผู้ปราดเปรื่อง กลับถูกเดรัจฉานจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่ทรมานปางตายถึงเพียงนี้ พวกมันสมควรถูกสับร่างเป็นหมื่นชิ้น
“พ่อรู้แล้ว เจ้าจงสงบใจโคจรปราณเถิด” ฟ่านจงหมิงล้วงโอสถวิเศษสมานแผลที่เตรียมไว้ป้อนเข้าปากบุตรชาย ก่อนจะทาบฝ่ามือถ่ายทอดปราณแท้ช่วยทะลวงจุดชีพจร กระตุ้นฤทธิ์โอสถให้แล่นพล่าน
สภาพของฟ่านชิงหลินสาหัสเกินทน ยามนี้ฟ่านจงหมิงไร้กะจิตกะใจจะครุ่นคิดแผนการใด หวังเพียงกระชากลมหายใจบุตรชายกลับมาจากพญามัจจุราช ป้องกันไม่ให้รากฐานเสียหายจนกลายเป็นคนพิการสูญสิ้นอนาคต
ฟ่านจงหมิงมิได้กร่างมาเพียงลำพัง เบื้องหลังยังมีผู้คุ้มกันระดับผู้บำเพ็ญเพียรติดตามมาอีกหลายนาย ยามนี้ขุมกำลังดังกล่าวยืนแผ่รังสีคุมเชิงอยู่กลางลานกว้าง จึงไร้ความกังวลว่าจ้าวชี่เยว่จะลอบจู่โจมทีเผลอ
กระทั่งประคองอาการบาดเจ็บของฟ่านชิงหลินให้คงที่ และต่อกระดูกขาที่แหลกเหลวเสร็จสิ้น ดวงตะวันที่คล้อยต่ำพลันย้อมขอบฟ้าด้วยแสงสายัณห์สีชาด
“จ้าวหนิง จ้าวชี่เยว่ พวกเจ้ายังไม่ไสหัวออกมาให้คำอธิบายแก่ข้าอีกหรือ คิดว่าข้าไม่กล้าล้างเลือดจวนพวกเจ้าหรืออย่างไร” เมื่อส่งมอบบุตรชายให้ผู้ติดตามดูแล ฟ่านจงหมิงก็หยัดกายลุกพรวด ตะคอกกร้าวออกไปนอกประตู จิตสังหารเดือดพล่านจนทะลักทลาย
“ใต้เท้าฟ่านกล่าววาจาใดกัน ฟ่านชิงหลินลอบสังหารข้ากลางถนน หรือทายาทตระกูลใหญ่อย่างข้าไม่มีสิทธิ์ไต่ถามต้นสายปลายเหตุ” ในที่สุดจ้าวหนิงก็ก้าวอาดๆ เข้ามาในลานกว้าง สวมอาภรณ์สีครามคาดเข็มขัดหนัง มือขวาขยับพัดจีบโบกสะบัดเอื่อยเฉื่อยประดับบารมี
ฟ่านจงหมิงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ข้ออ้างนี้เปิดฉากสังหาร มีหรือจะสนวาจาจ้าวหนิง เขาก้าวฉับออกจากโถง ปราณแท้ควบแน่นที่สองหมัดเตรียมจู่โจม “ลูกข้าชมทิวทัศน์อยู่บนหอสุรา ไปลอบสังหารเจ้าเมื่อใด ผู้ใดเป็นพยาน เจ้าไร้หลักฐานกลับกำเริบเสิบสานตั้งศาลเตี้ย วันนี้ข้าจะทวงความเป็นธรรมให้ลูกข้า”
“ช้าก่อน ใต้เท้าฟ่าน คนจากที่ทำการเมืองมาแล้ว เรื่องนี้จะสะสางเช่นไร พวกเราไปถกกันที่ศาลว่าการเถิด” จ้าวหนิงเบี่ยงกายหลบ เผยให้เห็นเซี่ยเหอที่นำพาขุนนางและเจ้าหน้าที่จากจวนที่ทำการเมืองหลายนายก้าวผ่านประตูซุ้มลายบุปผาเข้ามาพอดี
“ใต้เท้าฟ่าน มีข้อพิพาทใด พวกเรากลับไปชำระความกันที่จวนที่ทำการเมืองดีหรือไม่ เรื่องคุณชายฟ่าน ข้าน้อยจะสืบสวนให้กระจ่างแจ้งโดยไร้ข้อครหา” เจ้าหน้าที่วัยกลางคนผู้หนึ่งประสานมือคารวะ น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
ใบหน้าของฟ่านจงหมิงพลันดำทะมึนลงในบัดดล
เขาคือเปี๋ยเจี้ยแห่งเมืองไต้โจว หาใช่ทายาทตระกูลใหญ่วัยคึกคะนองเยี่ยงจ้าวหนิง หมวกขุนนางยังค้ำคออยู่ จะให้เปิดฉากสังหารจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่ต่อหน้าข้าราชการของตนได้อย่างไร การทวงความเป็นธรรมให้ฟ่านชิงหลินด้วยการขึ้นศาลว่าการ ย่อมเป็นวิถีทางที่ชอบธรรมที่สุดในสายตาผู้คน หากดึงดันใช้กำลัง อย่าว่าแต่การแก้แค้นเลย ลำพังแค่หมวกขุนนางบนหัวก็ร่วงหล่นแล้ว กฎมณเฑียรบาลย่อมไม่ละเว้นคนกระทำอุกอาจ
ทว่า หากเหยียบย่างเข้าจวนที่ทำการเมือง นำคดีความขึ้นศาล ย่อมหนีไม่พ้นการสาดโคลนยืดเยื้อ ไม่มีทางชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ในวันสองวัน ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ศาลตัดสินความแล้วจะเกิดประโยชน์อันใด เป้าหมายของฟ่านจงหมิงหาใช่การผดุงความยุติธรรมจอมปลอมพรรณนี้ไม่
ฟ่านจงหมิงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่ถลึงตาจ้องจ้าวหนิงด้วยเพลิงแค้น คาดไม่ถึงว่าเดรัจฉานน้อยนี่จะเชิญขุนนางท้องถิ่นมาขวางหน้า หมากตานี้บีบให้เขาแทบกระอักเลือด
ยามนี้ราชสำนักต้าฉีคุกรุ่นด้วยความบาดหมางระหว่างขุนนางบุ๋นและขุนนางบู๊ ฝ่ายบุ๋นมักฉวยโอกาสเหยียบย่ำตระกูลขุนนางบู๊อยู่เนืองนิตย์ ตระกูลจ้าวในฐานะขั้วอำนาจสูงสุดแห่งตระกูลขุนนางบู๊ เผชิญหน้ากับศัตรูที่บุกมาหยามเกียรติถึงหน้าประตูบ้าน กลับวิ่งหางจุกตูดไปขอความคุ้มครองจากขุนนางบุ๋นท้องถิ่น กระทำตัวขี้ขลาดเยี่ยงนี้ยังจะเหลือศักดิ์ศรีตระกูลขุนนางบู๊อยู่อีกหรือ
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ตระกูลจ้าวย่อมถูกตระกูลขุนนางบู๊สายอื่นหัวร่อเยาะจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ทว่าเมื่อประเมินจากสถานการณ์ตรงหน้า กลหมากอัปยศของจ้าวหนิงกลับเป็นหมากที่ฟ่านจงหมิงรับมือยากและสร้างความอึดอัดใจให้เขาถึงขีดสุด
บรรยากาศกลางลานกว้างพลันดำดิ่งสู่ความตายด้าน
“ฟ่านจงหมิงยังไม่ลงมืออีก เขาชักช้าอยู่ทำไม”
ณ ห้องหับมิดชิดบนชั้นสองของหออี้ผิ่น เซียวเยี่ยนได้ยินสายข่าวรายงาน พลันขยับกายไปริมหน้าต่าง ทอดสายตามองฝ่าความมืดสลัวไปยังทิศทางของจวนตระกูลจ้าว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน “มันเข้าไปนานเกินไปแล้ว ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า หากยังไม่เปิดฉากสังหาร รอจนข้าหลวงเมืองไต้โจวรุดกลับมา เรื่องราวคงพลิกผันนอกเหนือการควบคุม”
“องค์หญิง หรือฟ่านจงหมิงกำลังสมคบคิดซ้อนแผนกับตระกูลจ้าว”
ไม่ว่าเซียวเยี่ยนจะย่างกรายไปแห่งหนใด เบื้องหลังย่อมมีสองเฒ่าดำขาวติดตามเป็นเงาตามตัว ผู้ที่เอ่ยปากเมื่อครู่คือตาเฒ่าร่างท้วมคิ้วขาวโพลน
“เจ้าพะวงว่าพวกมันจะจับมือกันแว้งกัดข้างั้นหรือ” หญิงสาวเอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
“ย่อมมีความเป็นไปได้ มิเช่นนั้นเหตุใดมันจึงเงียบหายไปไร้ความเคลื่อนไหว องค์หญิง ในสายตาชาวฉี พวกเราคือชนเผ่าต่างด้าวป่าเถื่อน ตระกูลฟ่านตกต่ำถึงเพียงนี้ แต่ฟ่านจงหมิงกลับแสดงความยำเกรงต่อองค์หญิงเพียงผิวเผิน เห็นได้ชัดว่าสันดานดูแคลนเผ่าหูของพวกมันฝังรากลึกถึงกระดูก”
เซียวเยี่ยนสะบัดมือแผ่วเบา “เจ้าคิดมากเกินไป ฟ่านจงหมิงไม่มีทางแว้งกัดเรา”
“เหตุใดองค์หญิงจึงมั่นใจถึงเพียงนั้น”
“ตระกูลฟ่านอาจกล้าหักหลังพวกเรา แต่มันมีขวัญเทียมฟ้ากล้าทรยศขั้วอำนาจในเมืองหลวงที่มันกำลังประจบสอพลออยู่หรือ หากครานี้มันเด็ดหัวตระกูลจ้าวเป็นผลงานชิ้นเอกมอบให้ผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นไม่ได้ ตระกูลฟ่านก็อย่าหวังจะหยัดยืนในแวดวงขุนนางบุ๋นของต้าฉีได้อีก”
“องค์หญิง ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังเหยียบอยู่บนแผ่นดินต้าฉี หากเกิดเหตุพลิกผัน ความปลอดภัยของท่าน...”
“ชีวิตข้าไร้รอยขีดข่วนแน่นอน พวกเราแทรกซึมในแผ่นดินต้าฉีมาหลายปี ผูกมิตรเส้นสาย ติดสินบนขุนนางใหญ่โต วางหมากเรื่องนี้มาเนิ่นนาน หยาดเหงื่อแรงกายจะสูญเปล่าไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนที่ท่านพ่อจะกรีธาทัพรวบรวมทุ่งหญ้าโม่เป่ยเป็นหนึ่งเดียว ในห้วงเวลาชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้ ปราการเหล็กของต้าฉีที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนต้องถูกสั่นคลอนรากฐาน”
“รับทราบขอรับ…”
“จุดสัญญาณส่งคำสั่งลับ สั่งให้มันลงมือเดี๋ยวนี้”
ตัดกลับมาที่โถงใหญ่ ภายในใจของฟ่านจงหมิงยังคงตีรวนด้วยความลังเล
เหยียบเข้าที่ทำการเมืองย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เมื่อก้าวเท้าเข้าไป เขาจะหมดโอกาสสับร่างจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นไม่ว่าจ้าวหนิงจะพลิกลิ้นหว่านล้อมปานใด เขายังคงปั้นหน้าเคียดแค้น ดึงดันว่าหากตระกูลจ้าวไม่ให้คำอธิบาย เขาก็จะปักหลักไม่ถอยทัพออกจากจวน
ระหว่างปะทะคารม เขาจงใจสาดคำผรุสวาทหวังยั่วโทสะจ้าวหนิงอยู่เนืองๆ ทว่าไม่ว่าจะสาดโคลนใส่ตระกูลจ้าว หรือเสียดสีเหยียดหยามปานใด จ้าวหนิงกลับนิ่งดั่งศิลา ไม่โต้ตอบ ไม่ชี้แจง วางท่าทีถ่มน้ำลายรดหน้าปล่อยให้แห้งเอง นั่นทำให้เขาหาข้ออ้างบันดาลโทสะเพื่อเปิดฉากล้างเลือดไม่ได้เลย
หากไร้ขุนนางจากที่ทำการเมืองคอยจับตา ฟ่านจงหมิงย่อมกวาดล้างที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลองได้ตามใจชอบ ทว่าเมื่อมีสายตาของทางการเบิกกว้างจับจ้อง เขาก็ไม่อาจกระทำการอุกอาจเมินกฎหมายได้
ฟ่านจงหมิงอ่านหมากทะลุปรุโปร่ง ที่จ้าวหนิงนิ่งสงบ หาใช่เพราะไร้เพลิงแค้นในใจ ทว่าแค่กำลังสะกดกลั้นอย่างถึงที่สุด ไอ้เด็กร้ายกาจนี่กำลังวางหมากอันใด เขาย่อมรู้ซึ้ง หนีไม่พ้นการตระหนักว่าขุมกำลังตนเองอ่อนด้อย จ้าวชี่เยว่ก็ไร้ความมั่นใจว่าจะโค่นเขาลงได้ จึงทำได้เพียงกลืนก้อนเลือดข่มความอัปยศชั่วคราว ประวิงเวลารอข้าหลวงเมืองไต้โจวรุดกลับมา
ถึงเวลานั้น จ้าวหนิงย่อมโหมกระพือเพลิงแค้นบีบคั้นข้าหลวง บังคับให้เบื้องบนลงดาบทวงความยุติธรรม และบดขยี้เขาให้แหลกคามือ
ไร้ข้อกังขาใด ฟ่านชิงหลินไม่ได้ปริปากคายความลับ จ้าวหนิงไม่มีทางล่วงรู้แผนอำมหิตของตระกูลฟ่าน และการดำรงอยู่ของพวกมัน
ไอ้เด็กเหลือขอนี่แม้อายุยังน้อย กลับซุกซ่อนเขี้ยวเล็บและอารมณ์ได้ลึกล้ำปานนี้ ความนิ่งขรึมอำมหิตเช่นนี้ มนุษย์ปุถุชนทาบไม่ติดจริงๆ หากปล่อยให้สายเลือดมังกรผู้นี้ผงาดขึ้น ตระกูลฟ่านคงถูกบดขยี้จมดินเป็นแน่แท้ ฟ่านจงหมิงมาดหมายในใจ น่าเสียดายที่หลังสิ้นสุดเรื่องราวนี้ ตระกูลจ้าวถูกกำหนดชะตาให้สูญเสียเสาหลัก ภายภาคหน้าย่อมมีจุดจบอเนจอนาถเฉกเช่นตระกูลขุนนางบู๊ที่ตกต่ำ ถูกกลุ่มขุนนางบุ๋นเหยียบย่ำจมเขี้ยวจนไร้วันลืมตาอ้าปาก
กลียุคพึ่งขุนพลกรำศึก ยุคร่มเย็นพึ่งขุนนางบุ๋นปกครองแผ่นดิน ต้าฉีสงบสุขรุ่งเรืองนับร้อยปี การที่ขุนนางบุ๋นรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนักถือเป็นวัฏจักรที่มิอาจหลีกเลี่ยง ต่อให้ตระกูลจ้าวจะเป็นเสาหลักแห่งตระกูลขุนนางบู๊ ก็มิอาจฝืนลิขิตฟ้านี้ได้
เมื่อตริตรองถึงจุดนี้ ฟ่านจงหมิงก็หยัดกายลุกพรวด ไม่คิดประวิงเวลาอีกต่อไป ยอมเสี่ยงโดนตราหน้าว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก ยอมดึงดูดเพลิงแค้นและความหวาดระแวงจากตระกูลขุนนางบู๊สายอื่น เขาก็ต้องอาศัยข้ออ้างชำระแค้นแทนบุตรชาย เปิดฉากบดขยี้จ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่ให้พิการจงได้
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงรัวฆ้องกลองพลันดังกึกก้องกังวานมาจากกลางเมือง คล้ายมีผู้ใดกำลังจัดงานรื่นเริง ทว่าฟ่านจงหมิงจำจังหวะรหัสลับนั้นได้แม่นยำ หัวใจพลันกระตุกวูบ
นี่คือสัญญาณสังหารลับระหว่างเขากับเซียวเยี่ยน
สัญญาณลับนี้มีเพียงสองความหมาย หนึ่งคือถอนกำลัง สองคือบุกทะลวง และเสียงรัวฆ้องระลอกนี้ คืออาณัติสั่งล้างเลือด
ฟ่านจงหมิงไร้ความลังเลอีกต่อไป
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เขาเกร็งลมปราณเตรียมพุ่งทะยาน จ้าวหนิงพลันสะบัดข้อมือหุบพัดจีบดัง ‘พั่บ’ รอยยิ้มอารีบนใบหน้าอันตรธานหายไปในชั่วพริบตา นัยน์ตาที่เคยราบเรียบแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิตดุดัน ประดุจกระบี่คมกริบที่หลุดออกจากฝัก
ฟ่านจงหมิงชะงักงัน สันหลังเย็นวาบไปชั่วขณะ
“ตะวันลับขอบฟ้าแล้ว”
เขาได้ยินจ้าวหนิงแค่นเสียงเอ่ยประโยคชวนขนลุกนี้ออกมา