ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 13 องค์หญิง
ขณะที่มันกำลังจะไปติดต่อคนเหล่านั้น คนเฝ้าประตูจวนที่ทำการเมืองก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน “เรียนท่านเปี๋ยเจี้ย มีคนของตระกูลจ้าวกลุ่มหนึ่งบุกมาขอพบท่านเปี๋ยเจี้ยด้วยท่าทีดุดันเอาเรื่องขอรับ!”
ฟ่านจงหมิงชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนที่สีหน้าจะปรับเป็นปกติ ในใจลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก
คนตระกูลจ้าวบุกมาย่อมดีแล้ว ที่หวั่นเกรงคือพวกมันจะมุดหัวหดกระดองต่างหาก ขอลองเผชิญหน้าหยั่งเชิงสถานการณ์ตรงหน้าดูก่อน จะได้ประเมินว่าฟ่านชิงหลินเก็บงำความลับฟ้าถล่มนี้ไว้ได้หรือไม่ จากนั้นค่อยตัดสินใจเดินหมากตานี้อย่างไร
เมื่อกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวย่างก้าวเข้ามาในห้องโถง ผู้ที่เดินนำหน้ามาคือเซี่ยเหอในชุดทะมัดทะแมงเยี่ยงบุรุษ นางชี้หน้าฟ่านจงหมิงพลางแผดเสียงด่าทอฉาดใหญ่ “ตระกูลฟ่านของพวกเจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก ถึงกับเหิมเกริมลอบสังหารคุณชายตระกูลจ้าวของข้ากลางถนน หรือว่าตระกูลฟ่านคิดจะเปิดศึกเลือดกับตระกูลจ้าวกันแน่!”
สิ้นเสียงแผดด่า ภูเขาที่กดทับอกฟ่านจงหมิงอยู่ก็ร่วงหล่นลงพื้น
เขาขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยเสียงเรียบ “แม่นางกล่าวเช่นนี้หมายความว่าเยี่ยงไร คุณชายจ้าวถูกลอบสังหารกลางถนน ข้าได้ส่งคนไปไต่ถามสถานการณ์ถึงสามระลอก แต่กลับถูกกีดกันไม่ให้ล่วงล้ำเข้าประตูจวนด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดยามนี้พวกเจ้าจึงมาโยนบาปว่าเป็นฝีมือของตระกูลฟ่านข้าเล่า พวกเจ้ามีหลักฐานอันใด”
“ฟ่านชิงหลินตกอยู่ในมือพวกเราแล้ว!” เซี่ยเหอเชิดคางขึ้น ทำหน้าตาท้าทายประหนึ่งว่า ‘ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะดิ้นรนแก้ตัวเยี่ยงไร’
ฟ่านจงหมิงแสร้งเบิกตาตกตะลึง “ชิงหลินงั้นหรือ”
“ทีนี้เจ้าก็ไร้ข้อแก้ตัวแล้วสินะ คุณชายของพวกเราลั่นวาจาไว้แล้วว่า รอท่านข้าหลวงกลับมาเมื่อใด จะต้องให้ข้าหลวงทวงคืนความยุติธรรมให้จงได้! ถึงตอนนั้น เจ้าก็เตรียมตัวรอรับอาญาถูกลากคอเข้าคุกได้เลย!”
เซี่ยเหอแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างโอหัง เอ่ยจบก็กระแทกตัวทิ้งลงนั่งกลางห้องโถง ยกแขนกอดอกเชิดหน้าทอดมองขื่อหลังคา ทำท่าทีราวกับจะประกาศว่า ‘ข้าขี้เกียจเสวนาต่อปากต่อคำกับเจ้า ข้าจะปักหลักรอท่านข้าหลวงกลับมาอยู่ตรงนี้แหละ’
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้เห็นเป็นใจเลยแม้แต่น้อย ต้องเป็นการใส่ร้ายป้ายสีแน่ๆ อย่างมากก็คงเป็นอารมณ์ชั่ววูบของชิงหลินเพียงผู้เดียว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลฟ่านอย่างเด็ดขาด!” ฟ่านจงหมิงแสร้งทำทีร้อนรน “พวกเจ้าทำอันใดชิงหลิน ข้าขอพบหน้าเขาได้หรือไม่”
“อยากพบหน้างั้นหรือ ฝันไปเถิด!”
เซี่ยเหอสวมบทบาทผู้กำชัยที่ไร้ซึ่งความปรานีอย่างเต็มประดา “คุณชายบอกว่า เมื่อวานเขาถูกสุนัขรับใช้ของนังจ้าวยวี่เจี๋ยดักสังหาร วันนี้ฟ่านชิงหลินก็เหิมเกริมลอบสังหารเขาถึงกลางถนนอีก ต้องเป็นพวกเดียวกันไม่ผิดแน่! ตราบใดที่ท่านข้าหลวงยังไม่กลับมา พวกเจ้าก็อย่าหวังจะได้เหยียบเงาเข้าประตูจวนตระกูลจ้าวแม้แต่ก้าวเดียว!”
ฟ่านจงหมิงคลายความกังวลในอกลงอย่างสิ้นเชิง
เป็นไปตามคาด ฟ่านชิงหลินปิดปากเงียบสนิท
เขาแสร้งโต้เถียงกับเซี่ยเหออีกสองสามประโยค ก่อนจะทำทีเป็นเดือดดาลสะบัดชายเสื้อเดินออกจากห้องโถง กลับไปยังห้องทำงานของตน
“นายท่าน ตอนนี้พวกเราจะแก้เกมอย่างไรดีขอรับ หากรอจนท่านข้าหลวงกลับมา ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว!” ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านที่เดินตามประกบข้างเอ่ยถามอย่างร้อนรน
ฟ่านจงหมิงแค่นหัวเราะ “ท่านข้าหลวงไม่กลับมาเร็วปานนั้นหรอก หากจับเป็นนังจ้าวยวี่เจี๋ยไม่ได้ เขากลับมาแล้วจะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ใด”
“ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่พวกเราจะนิ่งดูดายปล่อยให้พวกมันลอยนวลหรือขอรับ”
“ย่อมต้องชิงลงมือสิ ข้าจะบุกไปจวนตระกูลจ้าวเดี๋ยวนี้” ฟ่านจงหมิงปรับสีหน้าสงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึกไร้ระลอกคลื่นอีกครั้ง “ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น ข้าก็ต้องบุกไปพบหน้าชิงหลินให้จงได้ เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่ได้หลุดคายความลับสำคัญออกไป หากมันไม่ได้ปริปาก ข้าก็จะหาข้ออ้างบันดาลโทสะพังจวนตระกูลจ้าวสักยก เพื่อซัดจ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่ให้ปางตาย”
“นายท่านจะใช้ข้ออ้างอันใดหรือขอรับ”
“ข้ออ้างมีอยู่ทนโท่ ชิงหลินตกอยู่ในมือพวกจ้าวหนิง ย่อมต้องถูกทรมานรีดเค้นอย่างหนักเป็นแน่ เมื่อข้าเห็นสภาพปางตายอันน่าเวทนาของสายเลือด ความเจ็บปวดเสียใจบวกกับเพลิงโทสะที่พลุ่งพล่านจนพลั้งมือทำร้ายคน ก็ล้วนสอดคล้องกับวิสัยความรักของบิดา”
“แต่หากพวกมันกีดกันไม่ยอมให้นายท่านล่วงล้ำเข้าจวนเล่าขอรับ”
“ด้วยความร้อนใจในสวัสดิภาพของสายเลือด ต่อให้ข้าต้องทะลวงฝ่าเข้าไปแล้วจะทำไม”
เขาปรายตามองท้องฟ้า ยามนี้ล่วงเลยเที่ยงวันมาแล้ว การที่ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวเพิ่งจะกร่างมาถึงที่ทำการเมืองในเวลานี้ ย่อมแสดงว่าก่อนหน้านี้พวกมันต้องมัวแต่ทรมานไต่สวนฟ่านชิงหลินสารพัดวิธีเป็นแน่ หลับตาคิดก็รู้ว่าบัดนี้สภาพของฟ่านชิงหลินจะอนาถเพียงใด เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของฟ่านจงหมิงก็มืดทะมึนลง จิตสังหารที่ปรารถนาจะล้างแค้นแทนบุตรชายยิ่งทวีความรุนแรงและเร่งร้อน
ทว่าคล้อยหลังออกจากจวนที่ทำการเมือง เขากลับไม่ได้มุ่งตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวในทันที
ระหว่างทาง มีร่างเงาผู้หนึ่งเดินสวนผ่านหน้าเขา และกระซิบถ้อยคำบางอย่างให้สดับฟัง
ฟ่านจงหมิงจึงสะกดรอยตามคนผู้นั้นเข้าไปในหอสุราแห่งหนึ่ง และตรงดิ่งเร้นกายเข้าไปยังลานหลังร้าน
ลานหลังหอสุราเป็นสถานที่หวงห้ามที่มีเพียงเด็กรับใช้ พ่อครัว และหลงจู๊เท่านั้นที่จะเหยียบย่างล่วงล้ำ นอกเหนือจากห้องเครื่องและโรงเก็บฟืนแล้ว ก็ยังมีเรือนพักสำหรับอยู่อาศัยอีกสองสามหลัง
ภายในเรือนพักที่ถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม ฟ่านจงหมิงก็ได้พบกับบุคคลเป้าหมาย
คนผู้นั้นคือบุรุษหนุ่มอายุราวสิบเก้ายี่สิบปี ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำ แต่เครื่องหน้ากลับหมดจดงดงาม สวมกวานรูปเหยี่ยวทรงแหลมสีฟ้า ชุดคลุมยาวคอไขว้ผ่าขวาสลักลวดลายสุริยันจันทราด้วยดิ้นทอง ดูหรูหราสูงศักดิ์และสง่าผ่าเผย
ทว่านัยน์ตาที่แหลมคมดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้น กลับแผ่รังสีอำมหิตกดดันรุนแรง ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้ในพริบตา
เพราะกระจ่างแก่ใจถึงฐานะอันสูงส่งของคนเบื้องหน้า ฟ่านจงหมิงจึงน้อมกายแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมยิ่ง
แต่เขาก็ไม่ได้ค้อมเอวต่ำจนเสียเกียรติ เมื่อทำความเคารพเสร็จ ก็กลับมายืนหยัดรักษากิริยาท่าทางขึงขังสง่างามตามวิสัย สบสายตาอีกฝ่ายในระดับเดียวกันอย่างไม่ลดละและไม่ถ่อมตนจนเกินควร
บุรุษหนุ่มสวมกวานรูปเหยี่ยวเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน น้ำเสียงแข็งกระด้าง แฝงรังสีคุกคามอย่างไม่คิดจะปิดบัง “เพียงเพื่อเด็ดหัวคุณชายวัยเยาว์ที่อยู่เพียงระดับฝึกกายคนเดียว ไม่เพียงแต่ผลาญกำลังคนของข้าไปมากมาย แต่จนป่านนี้กลับยังคว้าน้ำเหลว ใต้เท้าฟ่าน ข้าชักจะเริ่มกังขาในฝีมือของท่านเสียแล้ว”
จ้าวหนิงทะลวงสู่ระดับคุมปราณแล้วต่างหาก... ฟ่านจงหมิงไม่ได้เน้นย้ำแก้ต่างจุดนี้ เพราะสำหรับหมากกระดานใหญ่นี้ มันไม่ใช่ประเด็นสลักสำคัญนัก
เขาไม่อยากเพลี่ยงพล้ำต่อหน้า ‘สตรี’ ที่จำแลงกายเยี่ยงบุรุษผู้นี้ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกเรากำลังกระทำการใหญ่ การเผชิญคลื่นลมแทรกซ้อนย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์หญิง… หากท่านใจร้อนด่วนได้ปานนี้ ก็คงทำให้ฟ่านผู้นี้ต้องมองข้ามท่านแล้ว”
“เหยียบอยู่บนแผ่นดินเมืองไต้โจว ใต้เท้าฟ่านเรียกข้าว่าแม่นางเซียวจะประเสริฐกว่า”
สตรีสวมกวานรูปเหยี่ยวแค่นยิ้มหยัน “ท่านนี่ช่างสรรหาข้ออ้างเก่งนัก ข้าคร้านจะเถียงกับท่าน ไม่ว่าจะเยี่ยงไร เรื่องนี้จะยืดเยื้อต่อไปไม่ได้ ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมากความ ปัญหาของท่าน ท่านต้องสะสางให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ มิเช่นนั้น ข้าจะถอนกำลังคนของข้ากลับแดนเหนือ”
สีหน้าของฟ่านจงหมิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย หากอีกฝ่ายถอนตัวและพับแผนการ ความพยายามและการลงทุนลงแรงที่ผ่านมาทั้งหมดของเขาก็จะสูญเปล่ากลายเป็นเถ้าถ่าน
แต่เขาก็ประจักษ์ดีว่า หากอีกฝ่ายประเมินว่าความเสี่ยงสูงเกินไป ก็มีโอกาสที่จะล้มเลิกปฏิบัติการครั้งนี้จริงๆ แม้ไต้โจวจะเป็นเมืองชายแดน แต่ก็ยังเป็นอาณาเขตของต้าฉี การลงมือลอบสังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงของตระกูลจ้าว ณ ที่แห่งนี้ ย่อมมีความเสี่ยงสำหรับพวกเขามหาศาล
“ข้ากำลังจะบุกไปลงมือที่จวนตระกูลจ้าวด้วยตนเอง ขอแม่นางเซียว… โปรดใจเย็นรออีกสักประเดี๋ยว” ฟ่านจงหมิงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง
เขาได้ล่วงเกินตระกูลจ้าวไปแล้ว ภายหลังย่อมต้องถูกตระกูลจ้าวตามคิดบัญชีแน่ หากแผนการล้มเหลว และตระกูลจ้าวไม่ได้ถูกสับจนย่อยยับ เขาก็ไม่อาจใช้ผลงานนี้ไปประจบเอาใจ ‘บุคคลผู้นั้น’ ที่ตระกูลฟ่านต้องการพึ่งพิงบารมีได้ หากไร้ซึ่งการหนุนหลังจากบุคคลผู้นั้นในราชสำนัก ลำพังตระกูลฟ่านย่อมไม่อาจต้านทานเพลิงพิโรธของตระกูลจ้าวได้
“ใต้เท้าฟ่านลงมือเองงั้นหรือ เช่นนั้นย่อมประเสริฐที่สุด” แม่นางเซียวพอใจกับท่าทีของฟ่านจงหมิง “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ใต้เท้าฟ่านก็ไปเถิด ข้าจะรอฟังข่าวดีจากท่าน”
ฟ่านจงหมิงประสานมือคารวะแล้วขอตัวลากลับ
เบื้องหลังแม่นางเซียวมีชายชราสองคนยืนขนาบข้าง คนหนึ่งคิ้วขาวผมดำ อีกคนคิ้วดำผมขาว หน้าตาพิลึกพิลั่น คล้อยหลังฟ่านจงหมิงก้าวพ้นประตู ชายชราคิ้วขาวก็ค้อมตัวกระซิบ “องค์หญิง หากฟ่านจงหมิงคว้าน้ำเหลว พวกเราจะล้มกระดานแล้วถอนทัพกลับเหนือจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”
แม่นางเซียวเพียงแย้มยิ้มบางๆ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบ
…
แสงสุริยันยามบ่ายยังคงแผดเผา ทว่าจ้าวหนิงกลับทำราวกับยังร้อนรุ่มไม่พอ เขาตั้งกองไฟก่อเตาขึ้นกลางลานบ้าน สวมเพียงเสื้อกั๊กแขนกุดตัวเดียว ยืนเหงื่อโซมกายย่างลูกแกะอยู่หน้าเตา
นอกจากเขาแล้ว ในลานบ้านไร้เงาผู้ใดรั้งอยู่ พวกสาวใช้ล้วนหลบลี้หนีหน้าไปไกลลิบ คงไม่อยากถูกไฟย่างสุกไปพร้อมกับลูกแกะกระมัง
ยามที่เนื้อแกะใกล้จะสุกได้ที่ จ้าวชี่เยว่ในชุดกระโปรงผ้าแพรบางเบาก็ก้าวเดินผ่านประตูรูปพระจันทร์เสี้ยวเข้ามา
นางเพิ่งเสร็จสิ้นการบำเพ็ญเพียร
ภาพบรรยากาศร้อนระอุตรงหน้าทำให้นางชะงักงันไปชั่วขณะ นางทอดมองจ้าวหนิงที่เปียกปอนไปด้วยเหงื่อตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประหนึ่งมองคนเสียสติ “ต่อให้เจ้าอยากลิ้มรสเนื้อแกะย่าง ก็ไม่เห็นต้องทรมานสังขารลงมือทำเองเลยนี่ หากเจ้าอยากอาบน้ำ กระโดดลงบ่อปลาไปเลยน่าจะง่ายกว่านะ”
จ้าวหนิงตวัดมีดสั้นแล่เนื้อแกะส่วนที่เหลืองกรอบเกรียมกำลังดี จัดเรียงลงในจานที่วางอยู่ใกล้มือ หัวเราะร่วนพลางตอบ “เคล็ดลับความโอชาของแกะย่างอยู่ที่การลงมือปรุงเอง ยิ่งมาย่างเนื้อแกะกลางแดดเปรี้ยงในวันที่ร้อนระอุเยี่ยงนี้ ยิ่งได้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ มาสิ รีบมาชิมฝีมือข้าเร็ว”
คราแรกจ้าวชี่เยว่รังเกียจจนไม่อยากเฉียดกรายเข้าใกล้ ทว่าจู่ๆ ก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเวทนาสงสาร “ดูท่าจ้าวยวี่เจี๋ยคงจะกรีดแทงจิตใจเจ้าสาหัสสากรรจ์น่าดู ไม่อย่างนั้น คนที่ยึดถือคติ ‘วิญญูชนพึงอยู่ห่างไกลห้องครัว’ อย่างเจ้า คงไม่บ้าคลั่งถึงขั้นใช้วิธีทรมานสังขารตัวเองเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในใจเช่นนี้หรอก เฮ้อ… เด็กน้อยผู้น่าสงสาร”
แม้จะทรุดตัวลงนั่งบนเบาะข้างๆ แต่จ้าวชี่เยว่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะแตะต้องเนื้อแกะในจานเลยแม้แต่น้อย
ชิ้นเนื้อดูสีสันน่ากิน กลิ่นก็หอมยั่วน้ำลาย ทว่าคนที่เพิ่งเคยเข้าครัวจับมีดเป็นครั้งแรกจะเสกสรรค์ของอร่อยๆ ออกมาได้อย่างไร นางไม่อยากให้เนื้อแกะย่างต้องด่างพร้อยหรือร่วงอันดับจากรายชื่อของโปรดของนางหรอกนะ
เหตุที่จ้าวหนิงมายืนอาบเหงื่อต่างน้ำย่างเนื้อแกะอยู่ตรงนี้ ก็เพราะกระจ่างดีว่านี่คือของโปรดของจ้าวชี่เยว่ อดีตชาติเขาติดค้างนางและคนในตระกูลไว้มหาศาล มาชาตินี้เมื่อได้รับโอกาสแก้ตัว เขาจึงปรารถนาจะชดเชยให้มากที่สุด ทว่าไม่นึกเลยว่าจะถูกจ้าวชี่เยว่ตีความเจตนาผิดเพี้ยนไปไกลลิบ
ในอดีตชาติ นับแต่ตระกูลจ้าวสูญเสียขุมกำลังยอดฝีมือไปกว่าครึ่งค่อนจากการแตกพ่ายที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน จ้าวชี่เยว่ก็ไม่เคยได้พานพบความสงบสุขอีกเลย เผ่าเป่ยหูรุกรานอย่างหนักหน่วงดุดัน ในฐานะหนึ่งในยอดฝีมือแกนนำของตระกูลจ้าว นางต้องกรำศึกเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ภายนอกปีแล้วปีเล่า และมักจะกลับมาพร้อมกับบาดแผลฉกรรจ์อาบเลือดเต็มตัวเสมอ
ในยามนั้นตระกูลจ้าวตกต่ำถึงขีดสุด สิ่งที่จ้าวหนิงเห็นจนชินตา คือภาพที่นางต้องคอยกัดฟันทนความเจ็บปวดอยู่ตามลำพังในมุมมืด ขมวดคิ้วแน่น เพียงเพื่อประหยัดเงินทอง เอาไว้จัดหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียร ศาสตราปราณ และโอสถวิเศษ ให้กับคนในตระกูล
และทุกคราที่จ้าวหนิงรู้สึกผิดจนทนไม่ไหว จ้าวชี่เยว่ผู้มีเรือนร่างบอบบางที่ขดตัวราวกับลูกแมวบาดเจ็บ ก็จะฝืนคลายหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น ฝืนแย้มยิ้มบางๆ บนใบหน้าเล็กๆ แล้วปลอบประโลมเขาว่า ‘แผลถลอกนิดหน่อยเอง ไม่เจ็บหรอก’
ความทุกข์ระทมและความเสื่อมถอยของตระกูลจ้าว ล้วนมีความเกี่ยวพันกับจ้าวยวี่เจี๋ยอย่างลึกซึ้ง และการที่นังจ้าวยวี่เจี๋ยมีอำนาจบาตรใหญ่ในตระกูลจ้าวได้ถึงเพียงนั้น ก็ล้วนเป็นเพราะเขาเองทั้งสิ้น อดีตชาติ ทุกครั้งที่จ้าวหนิงเห็นสภาพอันน่าเวทนาของจ้าวชี่เยว่ เห็นความล่มสลายของวงศ์ตระกูล เขาก็ปวดใจราวกับถูกคมมีดกรีดแทง
ภายใต้สถานการณ์สิ้นหวังเช่นนั้นเอง จ้าวหนิงที่ต้องการไถ่บาปและตระหนักถึงความอัปยศอดสู จึงได้ฮึดสู้จนสามารถขัดเกลา ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ได้สำเร็จ
ทว่าน่าเสียดาย ที่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เพลิงสงครามลุกลามในเวลานั้น ทุกอย่างก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว
จ้าวหนิงอาศัยจังหวะเช็ดมือ กดข่มคลื่นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในใจลงไป ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะรองนั่งหน้าโต๊ะเตี้ย รินสุราองุ่นจากแดนซีอวี้สองจอก แล้วส่งให้จ้าวชี่เยว่จอกหนึ่ง
เขาเอ่ยอย่างจริงจัง “ท่านพี่ควบม้าเร็วรุดฝ่าอันตรายมาจากเมืองหลวง ระหว่างทางคงไม่ได้กินข้าวปลาให้ตกถึงท้อง พอมาถึงเมืองไต้โจวก็ไม่ได้หยุดพัก ยามนี้คงจะหิวแย่ อีกประเดี๋ยวฟ่านจงหมิงก็จะบุกมาแล้ว กว่าจะพ้นคืนนี้ไปได้ พวกเราคงไม่มีเวลาได้กินข้าวกันอีก ถือโอกาสตอนที่ยังพอมีเวลา รีบกินรองท้องไว้สักหน่อยเถิด”
ถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยนี้ ทำเอาจ้าวชี่เยว่ชะงักอึ้งไป
แม้จ้าวหนิงจะไม่ได้เอ่ยปากออกมาตรงๆ แต่การที่เขามายืนอาบเหงื่อต่างน้ำย่างเนื้อแกะกลางแดดเปรี้ยงในเดือนเจ็ดเช่นนี้ ก็เพราะนี่คือของโปรดของนาง เขาตระหนักถึงความเหนื่อยยากที่นางต้องตรากตรำเดินทางมา จึงอยากลงมือปรุงอาหารให้นางด้วยตัวเอง เพื่อทดแทนความห่วงใย
ความอาทรจากจ้าวหนิง เป็นสิ่งที่จ้าวชี่เยว่เกือบจะลืมเลือนไปสิ้นแล้ว ในอดีต แค่จ้าวหนิงไม่ก่นด่าทำให้นางโกรธหรือเสียใจ นางก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว แม้ตอนเด็กๆ เขาจะน่ารักน่าเอ็นดูและว่านอนสอนง่าย มักจะคอยห่วงใยนางอยู่เสมอ แต่ตั้งแต่เขาย่างเข้าวัยสิบสองปีเป็นต้นมา เรื่องเยี่ยงนี้ก็ไม่เคยบังเกิดขึ้นอีกเลย
“เจ้านี่ตั้งใจจะเอาอกเอาใจข้าแท้ๆ แต่กลับปากแข็งไม่ยอมรับตรงๆ ว่าห่วงใยข้า หึ…”
จ้าวชี่เยว่กระจ่างดีว่าจ้าวหนิงไม่ใช่พวกเสแสร้งหรือชอบพ่นคำหวานเลี่ยน วิสัยบุรุษชาตรีของเขากำหนดให้เขาลงมือทำ แต่จะไม่ป่าวประกาศเอาหน้า
ในใจนางเบิกบานราวดอกไม้ผลิบาน นางคีบชิ้นเนื้อแกะเข้าปากโดยไม่สนแล้วว่ารสชาติมันจะโอชาหรือไม่ ต่อให้รสชาติจะฝืดคอเหมือนเปลือกไม้ นางก็คงกลืนลงคอได้อย่างเอร็ดอร่อย
แต่ด้วยความเคยชินจากการต้องปั้นหน้าเป็นพี่ใหญ่คอยเคี่ยวเข็ญอบรมน้องๆ มานานปี ทำให้นางยังคงปั้นหน้าเรียบเฉย รักษามาดความน่าเกรงขามของ ‘ท่านพี่’ เอาไว้ เคี้ยวเนื้อแกะกลืนลงคอโดยไม่วอกแวก
ทว่าเมื่อชิ้นเนื้อสัมผัสปลายลิ้น นัยน์ตานางก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
“ฝีมือไม่เลวเลยนี่” จ้าวชี่เยว่ยกจอกสุราขึ้นจิบ เพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตะลึง พลางเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง