ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 140 สรรพชีวิต (4)
ชายผู้นี้มีนามว่า ‘จ้าวซวิ่น’ วัยหนุ่มเคยได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะลือนาม พรสวรรค์บำเพ็ญเพียรล้ำหน้าจ้าวเป่ยวั่งผู้เป็นบิดาของจ้าวหนิงเสียด้วยซ้ำ แม้ถือกำเนิดจากอนุภรรยาของจ้าวเสวียนจี ทว่าสถานะในตระกูลจ้าวกลับสูงส่งยิ่ง
หลังเติบใหญ่ จ้าวซวิ่นเข้ารับตำแหน่งที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ล่วงเข้าปีที่สาม ขณะนำกำลังลาดตระเวนทุ่งหญ้า สายตากลับสะดุดเข้ากับธิดาหัวหน้าเผ่าผู้หนึ่ง หมาดหมายจะพานางกลับด่าน ทว่ายอดนักรบอันดับหนึ่งของเผ่ากลับพุ่งทะยานออกขัดขวาง
เพื่อแย่งชิงโฉมงาม ทั้งสองเปิดฉากประลองตัดสิน จ้าวซวิ่นในยามนั้นห่างจากระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายเพียงครึ่งก้าว กลับพ่ายแพ้แก่ยอดฝีมือทุ่งหญ้ากลางสายตาธารกำนัล ซ้ำยังบาดเจ็บสาหัส
สายเลือดตระกูลขุนนางบู๊ผนวกกับความโปรดปรานที่ได้รับมาแต่เยาว์วัย หล่อหลอมให้จ้าวซวิ่นหยิ่งทะนงดุจราชสีห์ เลือดลมวัยหนุ่มพลุ่งพล่าน ย่อมไม่อาจกลืนความอัปยศลงคอ ประจวบเหมาะกับธิดาหัวหน้าเผ่ามีใจปฏิพัทธ์ เขาจึงพลิกลิ้นไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ อาศัยความมืดลอบพานางหลบหนี
ทว่ายอดนักรบผู้นั้นกลับไหวตัวทัน นำกำลังควบม้าไล่ล่าจนทันกลางทาง การปะทะหนนี้มิใช่การประลองหาผู้ชนะ ทว่าเป็นศึกล้างเลือดหมายเอาชีวิต!
จ้าวซวิ่นที่บาดเจ็บเป็นทุนเดิมย่อมพ่ายแพ้ยับเยิน ซ้ำร้ายปราณสังหารของอีกฝ่ายยังบดขยี้รากฐานบำเพ็ญเพียรของเขาจนแหลกสลาย ตัดขาดหนทางก้าวหน้าชั่วชีวิต ทหารใต้สังกัดถูกสังหารตกตายเกลื่อนกลาด
ภายหลัง หัวหน้าเผ่าผู้หวาดผวาเกรงบารมีตระกูลจ้าว ถึงขั้นคุมตัวจ้าวซวิ่นมาส่งคืนด่านเยี่ยนเหมินกวนด้วยตนเอง พร้อมบรรณาการล้ำค่าเพื่อขอขมา ทว่าศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของจ้าวซวิ่นได้แหลกสลายไปแล้ว เขาอับอายจนมิกล้าสู้หน้าผู้ใด
ทันทีที่พบหน้าจ้าวเสวียนจี ณ ด่านเยี่ยนเหมินกวน เขากระชากกระบี่หมายบั่นคอปลิดชีพ โชคดีที่จ้าวเป่ยวั่งรุดมาสกัดไว้ทัน ทั้งยังเฝ้าระวังอยู่เคียงข้างไม่ห่างกาย
จ้าวซวิ่นรอดชีวิต ทว่าวิญญาณกลับตายด้าน นับแต่นั้นเขาเก็บตัวเงียบ ละทิ้งด่านเยี่ยนเหมินกวนกลับสู่เมืองเยี่ยนผิง วันๆ หากไม่ขังตัวซดสุราเมามาย ก็มั่วสุมเสพสมในหอคณิกา กลายเป็นเศษสวะหมดอาลัยตายอยาก มีชีวิตเพียงเพื่อรอวันลงโลง
นกที่บินสูงมักทนรับแรงกระแทกยามร่วงหล่นไม่ได้ อัจฉริยะเยาว์วัยมักแหลกสลายยามพ่ายแพ้
หลายปีมานี้ จ้าวซวิ่นออกท่องยุทธภพเพื่อดับทุกข์เพียงคราเดียว ขากลับ เขาพกพาเด็กน้อยนาม ‘จ้าวยวี่เจี๋ย’ กลับมาด้วย บิดาของนางคือหนึ่งในทหารกล้าที่สละชีพในวันนั้น จ้าวซวิ่นถูกตราบาปกัดกินหัวใจ จึงหมายปั้นนางเพื่อชดใช้หนี้เลือด
ศึกสายเลือดหนนั้น นับเป็นความอัปยศอดสูของตระกูลจ้าวและราชวงศ์ต้าฉี ประเด็นมิใช่การแย่งชิงสตรี ทว่าคือการที่จ้าวซวิ่นพ่ายแพ้ยับเยินถึงสองครา ซ้ำยังลากผู้ใต้บังคับบัญชาไปตายเปล่า
ยามนั้น จ้าวเสวียนจีจึงบีบคั้นหัวหน้าเผ่าที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนให้ร่วมกัน ‘ปั้นน้ำเป็นตัว’ อ้างว่าบาดแผลของจ้าวซวิ่นและการพลีชีพของเหล่าทหาร เกิดจากการผนึกกำลังกวาดล้างกองโจรภูเขา
ด้วยเหตุนี้ ทหารที่ตายไปจึงได้รับเบี้ยหวัดและเกียรติยศในฐานะวีรชนพลีชีพเพื่อแคว้น ท้ายที่สุด ชนเผ่าทุ่งหญ้าเหล่านั้นยังคงมีสถานะสวามิภักดิ์ต่อต้าฉี และกองทหารด่านเยี่ยนเหมินกวนก็มีอำนาจลาดตระเวนทุ่งหญ้าโดยชอบธรรม
นับนิ้วดูแล้ว เรื่องราวล่วงเลยมาสิบปีเต็ม เวลานั้นจ้าวเสวียนจียังมิได้กุมอำนาจทำเนียบเสนาธิการทหาร เป็นเพียงแม่ทัพรักษาด่านเยี่ยนเหมินกวน และผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลจ้าวยังคงมีลมหายใจ
จ้าวหนิงปรายตามองจ้าวซวิ่นเพียงแวบเดียวก่อนดึงสายตากลับ วีรกรรมบัดซบที่อีกฝ่ายเพิ่งก่อ เพิ่งอุบัติขึ้นเมื่อคืนนี้เอง
ยามวิกาลคล้อยต่ำ จ้าวซวิ่นที่เมามายลากสังขารไปเยือนหอคณิกาเช่นเคย ร่ำสุราเคล้านารีที่คุ้นเคยกันดี จุดพลิกผันอยู่ตรงนี้… หญิงคณิกาที่ร่วมเตียงกับจ้าวซวิ่นเมื่อคืน ขาดใจตายคาอกเขา
เรื่องพรรค์นี้ หากแพร่งพรายออกไป ย่อมบังเกิดคลื่นพายุซัดกระหน่ำรุนแรงเพียงใดย่อมคาดเดาได้
ก่อนเหยียบย่างเข้าศาลต้าหลี่ จ้าวหนิงสั่งการเครือข่ายหออี้ผิ่นล้วงลึกเรื่องนี้จนปรุโปร่ง ซ้ำยังเค้นถามจ้าวซวิ่นมาแล้วครู่หนึ่ง
สันดานเหลวแหลกของจ้าวซวิ่น ย่อมไม่มีทางปริปากคายความลับ ทว่าเมื่อวิกฤตประดังประเดเข้าถล่มตระกูลจ้าว จ้าวซวิ่นก็จำต้องคายทุกรายละเอียดออกมาจนสิ้น
จ้าวซวิ่นละทิ้งตัวตนก็จริง ทว่าสติปัญญามิได้เสื่อมถอย กลับกันเขายังเฉียบแหลมยิ่ง ต่อให้พิษสุราย้อมใจ ทว่าทุกความเคลื่อนไหวเมื่อคืนกลับสลักแน่นในความทรงจำ จุดนี้จ้าวเลี่ยที่โง่งมไร้เล่ห์เหลี่ยมไม่มีทางเทียบติด
ทว่าปัญหาคือ… เมื่อคืนจ้าวซวิ่นเองก็สัมผัสไม่ได้ถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย
หากจะหาจุดน่ากังขา คงมีเพียงคณิกานางนั้น เมื่อคืนเรือนร่างนางอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงผิดวิสัย มิเช่นนั้นคงไม่ถึงขั้นต้านทานแรงกระแทกจนสิ้นใจ ทว่าบนร่างนางกลับไร้บาดแผลหรือร่องรอยโรคภัยให้เห็น
อีกประการคือ… เมื่อคืนจ้าวซวิ่นคึกคักพลุ่งพล่านผิดมนุษย์มนา
แต่นี่มิใช่เรื่องแปลก หลายปีที่จมปลักกับสุราและสตรี รากฐานร่างกายถูกสูบจนกลวงเปล่า พละกำลังดุจม้าศึกล้วนต้องพึ่งพายาปลุกกำหนัดขนานเอก เมื่อคืนก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์นี้
สายข่าวหออี้ผิ่นแทรกซึมเข้าหอคณิกา ทว่าผลลัพธ์กลับคว้าน้ำเหลว ทั้งคณิกาที่สิ้นใจ ผู้คนในหอ ตลอดจนแม่เล้า ล้วนไร้ร่องรอยสมรู้ร่วมคิดจัดฉากสังหารจ้าวซวิ่น
หมากตานี้ยากจะรับมือยิ่งนัก
จ้าวหนิงมิได้ประหลาดใจ แผนลอบกัด ไม่ว่าผู้บงการหรือมือสังหาร ยิ่งผู้รู้เห็นน้อยเท่าใดยิ่งปลอดภัย การลงมือจะรัดกุมไร้ช่องโหว่ ปิดทางสืบสาวราวเรื่องในภายหลัง
คดีฆ่าปาดคอที่ท่าเรือ หรือเหตุวิวาทที่เขื่อนอำเภอสือเหมิน สวะอย่างเฉินอี้และเฝิงซานล้วนเป็นจุดตายของแผนการ
แม้ขุนนางบุ๋นจะจับกุมตัวพวกมันและครอบครัวไว้เป็นตัวประกัน หากเป็นยามปกติย่อมไร้รอยตะเข็บ ทว่าจ้าวหนิงกลับมองทะลุจุดบอดเหล่านั้นได้
คดีของจ้าวเลี่ย คนลงมือมีน้อยหยิบมือ อันธพาลวัณโรคกระอักเลือดตายคาที่ ร่องรอยจางหาย ทว่าจ้าวหนิงก็ยังตะครุบหางเจ้าหน้าที่ศาลว่าการเมืองเยี่ยนผิงผู้นั้นไว้ได้
แต่กับคดีของจ้าวซวิ่น กลับไร้เงาผู้บงการให้สาวไส้แม้แต่คนเดียว!
สถานการณ์เยี่ยงนี้หาได้ยากยิ่ง แผนอุบาทว์ร้อยทั้งร้อยล้วนต้องอาศัยมือตีน หากไร้คนลงมือ หมากกระดานนี้จะเดินหน้าได้อย่างไร ในเมื่อโลกนี้ไม่มีภูตผีให้เรียกใช้
จ้าวหนิงหรี่ตา ไตร่ตรองถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างละเอียด
ยาปลุกกำหนัดของจ้าวซวิ่นอาจถูกสับเปลี่ยนเป็นขนานที่ออกฤทธิ์บ้าคลั่ง ทว่าแค่นั้นยังไม่พอที่จะกระแทกหญิงสาวคนหนึ่งจนสิ้นใจคามือได้
ดังนั้น ตัวแปรสำคัญย่อมอยู่ที่ร่างกายของคณิกานางนั้น
นางอาจถูกลอบวางยาพิษ ตัดทอนเรี่ยวแรงจนร่างบอบบางลงกะทันหัน จึงไม่อาจรองรับแรงตัณหาคลุ้มคลั่งกลางดึกได้
ในเมื่อคนของหอคณิกาไม่มีส่วนรู้เห็น เช่นนั้นมือมืดที่สับเปลี่ยนยาและลอบวางพิษ ย่อมเป็นยอดฝีมือเร้นกายที่พวกขุนนางบุ๋นส่งมา
อีกฝ่ายอาจแฝงตัวเป็นแขก จับตาดูความเคลื่อนไหวของจ้าวซวิ่นทุกฝีก้าว พอเด็กรับใช้ยกยาปลุกกำหนัดผ่านหน้า ก็อาศัยพลังฝึกปรือแผ่ปราณแท้ดีดผงยาลงไปอย่างแนบเนียน
การวางยาคณิกายิ่งง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ตราบใดที่นางยังต้องกินข้าวดื่มน้ำ ย่อมเปิดช่องโหว่ให้ลงมือได้เสมอ
หรืออาจไม่ต้องพึ่งพายาพิษ ในเมื่อยอดฝีมือตระกูลขุนนางบุ๋นลงมือเอง เพียงเดินสวนแล้วแสร้งชนคณิกานางนั้นล้มลง แฝงปราณทำลายเส้นชีพจรหัวใจอย่างแยบยล ยามร่างกายสูบฉีดเลือดลมอย่างหนักหน่วง อาการบาดเจ็บก็จะกำเริบจนขาดใจตาย
สุนัขรับใช้ที่แฝงตัวเป็นแขกผู้นี้ ทันทีที่บรรลุเป้าหมายย่อมเร้นกายไร้ร่องรอย ต่อให้เครือข่ายข่าวหออี้ผิ่นจะพลิกแผ่นดินหา ย่อมงมเข็มในมหาสมุทร ท้ายที่สุด แขกเหรื่อที่เข้าออกหอคณิกามีจำนวนมหาศาลเกินไป
ยาที่กรอกเข้าปากจ้าวซวิ่นและคณิกา ย่อมกลืนหายไปกับสายน้ำ ต่อให้มีกากยาตกค้าง หรือคราบติดก้นถ้วย สมุนขุนนางบุ๋นย่อมเก็บกวาดทำลายหลักฐานจนสิ้นซาก
ด้วยเหตุนี้ ทั้งพยานและหลักฐานจึงระเหยเหือดหายราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
สายข่าวหออี้ผิ่นยืนยันข้อสันนิษฐานนี้ของจ้าวหนิง สถานการณ์ปัจจุบันคือมืดแปดด้าน ไร้เส้นด้ายให้สาวไส้
ทว่าเพื่อเล่นงิ้วตบตา ‘ถังซิง’ ผู้เป็นหูเป็นตาของโอรสสวรรค์ จ้าวหนิงจำต้องเอ่ยปากซักไซ้จ้าวซวิ่นสองสามประโยค
ท้ายที่สุด จ้าวซวิ่นผู้มีแววตาหม่นแสง ไร้อาลัยตายอยาก ก็เอ่ยปากเสียงแหบพร่า “หากล้างมลทินไม่ได้ ข้าก็พร้อมชดใช้ด้วยชีวิต เอาหัวข้าไปแลกกับชีวิตคณิกานางนั้น ย่อมปิดปากสุนัขพวกนั้นได้ แม้ชื่อเสียงตระกูลจ้าวจะแปดเปื้อน แต่คงไม่ถึงขั้นสั่นคลอนรากฐาน”
จ้าวหนิงมองทะลุถึงวิญญาณมานานแล้ว ว่าจ้าวซวิ่นไร้ซึ่งความหวังจะหายใจต่อไป
ในสายตาของอีกฝ่าย การมีชีวิตเลื่อนลอยราวกากเดน คือการตกนรกทั้งเป็น ในเมื่อชีวิตคือห้วงทุกข์อันไร้ที่สิ้นสุด ความตายย่อมเป็นประตูสู่การหลุดพ้น จมปลักกับความสิ้นหวังมาเต็มสิบปี การปรารถนาจะเชือดคอตัวเองทิ้ง ย่อมเป็นเรื่องสามัญ
แต่จ้าวหนิงไม่มีทางยอมให้เรื่องบัดซบเช่นนั้นเกิดขึ้น เขาตวัดสายตามองถังซิง “การตายของคณิกานางนั้น ว่ากันตามเนื้อผ้า หากไม่ถูกวางยาก็ถูกกระแทกด้วยปราณแฝง ยามนักชันสูตรผ่าศพ ย่อมต้องพบร่องรอย หากมันตรวจไม่พบสิ่งใดผิดปกติ นั่นหมายความว่าตัวนักชันสูตรเองนั่นแหละที่มีปัญหา! แค่ลากคอมันมาเค้นคอ สาวไส้หาตัวบงการย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”
ถังซิงไม่ใช่คนโง่ ย่อมมองเห็นจุดบอดนี้เช่นกัน ทันทีที่ฟังจบ เขากำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าจ้าวซวิ่นกลับเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากพิษที่นางกลืนลงไป เป็นเพียงยาคลายกล้ามเนื้อที่ทำให้อ่อนปวกเปียกจนรับแรงกระแทกไม่ไหว นั่นมิใช่พิษร้ายแรงถึงตาย ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างปัดสวะได้ และหากนางถูกกระแทกด้วยปราณแฝง ย่อมเป็นไปได้ที่ยอดฝีมือใช้ปราณแท้อุดเส้นชีพจรหัวใจ ทำให้นางหายใจติดขัด ยามเมื่อนางสิ้นใจ ปราณสายนั้นก็จะสลายไปอย่างไร้ร่องรอย” ประโยคนี้คือความจริงอันโหดร้าย
จ้าวหนิงนิ่งงัน
ถังซิงแค่นเสียงหยัน “ขอเพียงนางถูกวางยา ย่อมพิสูจน์ได้ว่าการตายนี้มีเงื่อนงำ ส่วนเงื่อนงำจะสาวลึกถึงเพียงใด ทางการย่อมเป็นผู้ชี้ขาด หากนางถูกบดขยี้ด้วยปราณแฝง อาจไร้ร่องรอยก็จริง แต่ท้ายที่สุดจะหลงเหลือปราณแท้หรือไม่… นักชันสูตรและศาลย่อมเป็นผู้ ‘สร้าง’ คำตอบอยู่ดี”
สิ้นคำ ถังซิงก็สะบัดชายเสื้อก้าวพ้นประตู กระซิบสั่งการเจ้าหน้าที่ศาลครู่หนึ่ง บีบให้อีกฝ่ายรีบรุดไปจัดการเรื่องนี้
แม้ถังซิงจะมิใช่ขุนนางศาลต้าหลี่ ทว่าเป็นขุนนางฝั่งตระกูลยากไร้ที่คุ้นเคยกับจ้าวหนิงที่สุด การส่งเขามาประกบจ้าวหนิง เพื่อเป็นสะพานเชื่อมอำนาจกับศาลต้าหลี่ ย่อมสมเหตุสมผลไร้ที่ติ
จ้าวซวิ่นแค่นยิ้มขมขื่นหยันโชคชะตา มิได้ปริปากเอื้อนเอ่ย เพียงปรายตามองลึกเข้าไปในดวงตาของจ้าวหนิงอีกหน
หมากกระดานนี้แทบจะไร้ช่องโหว่ หรืออาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทว่าความจริงข้อหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงคือ… ‘ศาลมีคนของเรา’ ขอเพียงผู้สืบคดีเป็นคนของทางการ บทสรุปจะขาวหรือดำ ศาลย่อมเป็นผู้ตวัดพู่กันชี้เป็นชี้ตาย!
อย่าว่าแต่ไม่มีข้อน่าสงสัย ต่อให้ต้องเสกสรรปั้นแต่งข้อสงสัยขึ้นมาเอง หรือกระทั่งงัดหลักฐานเท็จขึ้นมาตบตา ก็ย่อมกระทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น คดีนี้ใช่จะไร้เส้นด้ายให้สาวไส้เสียทีเดียว
สิ่งที่จ้าวซวิ่นคาดไม่ถึง คือถังซิงและขั้วอำนาจเบื้องหลังจะยอมทุ่มเทสรรพกำลังหนุนหลังตระกูลจ้าวถึงเพียงนี้ ขอเพียงเป็นประสงค์ของจ้าวหนิง อีกฝ่ายก็พร้อมขับเคลื่อนฟันเฟืองของศาลต้าหลี่และศาลว่าการเมืองเยี่ยนผิงเข้าประจัญบานทันที นี่คือการหนุนหลังที่ไร้ขีดจำกัด!
ถูกต้อง… ไร้ซึ่งขีดจำกัด ไร้เส้นแบ่งขาวดำ ไร้ซึ่งความถูกผิด มีเพียงเป้าหมายเดียว คือการบดขยี้ศัตรูและคว้าชัยชนะมาให้จงได้!
ความเด็ดขาดนี้ ทำให้จ้าวซวิ่นผู้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในสงครามการเมืองระหว่างตระกูลทหารและขุนนางบุ๋น ต้องประเมินศักยภาพของจ้าวหนิงใหม่ทั้งหมด กระจ่างชัดแล้วว่า ในกระดานเลือดหนนี้… จ้าวหนิงคือผู้คุมหมากที่แท้จริง!
ไม่อยากจะคิดเลยว่า ก่อนหน้านี้จ้าวหนิงต้องปูทางเตรียมการรัดกุมเพียงใด ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อไปมากเท่าใด
ทายาทผู้นำตระกูลวัยเพียงสิบหกปีผู้นี้ กลับมีความคิดลึกล้ำสุดหยั่งคาด วางหมากรัดกุมเหี้ยมเกรียม ซ้ำยังมีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงในการเชือดเฉือนอำนาจ ที่ลูกหลานขุนนางบู๊ทั่วไปไม่มีทางเทียบติด
เบื้องหน้าจ้าวหนิงที่โดดเด่นไร้เทียมทาน จ้าวซวิ่นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดิน
ความอัปยศนี้บดขยี้มโนสำนึกอย่างรุนแรง ชั่วพริบตามันกลืนกินหัวใจเขาจนมิด สร้างความปวดร้าวแสนสาหัส
ในฐานะอดีตอัจฉริยะเลื่องชื่อแห่งตระกูลจ้าว จ้าวซวิ่นย่อมเคยอาบแสงเกียรติยศ วัยหนุ่มเคยหยิ่งทะนงหมายปั้นผลงานเป็นรากฐานอันยิ่งใหญ่ให้ตระกูล
ทว่ายามนี้… เขากลับต้องพึ่งพาเด็กหนุ่มวัยสิบหกให้มากางปีกปกป้อง เพื่อล้างมลทินโสมม เพื่อมิให้ตนเองกลายเป็นปลิงดูดเลือดตระกูล! จ้าวซวิ่นไม่เคยรู้สึกสมเพชตัวเองเท่านี้มาก่อนในชีวิต
เขาสัมผัสได้ถึงเสียงกรีดร้องในวิญญาณ… เขาไม่ควรมีชีวิตอยู่เยี่ยงซากศพเดินได้อีกต่อไป!
เขายังคงมีศักดิ์ศรี แม้จะแหว่งวิ่นแทบไม่เหลือชิ้นดี ทว่าเพียงเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่หลงเหลือนี้ ก็ทำให้เขาไม่อาจแบกหน้าสู้สายตาคนตระกูลจ้าวได้อีก ยิ่งไม่อาจสู้หน้าจ้าวหนิงที่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทะลวงฟันเพื่อตระกูล
ต่อให้ต้องกลายเป็นสวะคนพิการ เขาก็ไม่มีวันยอมให้ตัวเองเป็นเหลือบไรเกาะกินตระกูลเด็ดขาด!
นัยน์ตาของจ้าวหนิงสะท้อนภาพความเจ็บปวดที่แหลกสลายของจ้าวซวิ่น
สิ่งนี้กลับทำให้เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาพลันนึกถึงอดีตชาติ… วันที่จ้าวยวี่เจี๋ยทรยศหักหลังตระกูลจ้าว นางเคยลั่นวาจาไว้ประโยคหนึ่ง
ใจความของวาจานั้นคือ จ้าวซวิ่นเก็บนางมาเลี้ยงดู เพียงเพราะเห็นว่านางงดงาม หมายปองเรือนร่างนาง ซ่อนเจตนาสกปรกโสมม ไร้ซึ่งศีลธรรมจรรยา ดังนั้นการที่นางเนรคุณทรยศตระกูลจ้าว ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ไร้ซึ่งความจำเป็นต้องตระหนักถึงบุญคุณอันใด
ทว่าจ้าวหนิงกระจ่างแก่ใจ แม้จ้าวซวิ่นจะมัวเมาในอิสตรี ทว่าก็มิได้เสื่อมทรามถึงขั้นเกิดตัณหาราคะกับเด็กรุ่นหลานอย่างจ้าวยวี่เจี๋ย
สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป จ้าวหนิงเดินหน้าวางหมากไขคดีฆาตกรรมปริศนาที่เหลือต่อไปอย่างเด็ดขาด