ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 139 สรรพชีวิต (3)
หากเทียบกับที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง สภาพคุกศาลต้าหลี่ย่อมเหนือกว่าหลายขุม พื้นที่กว้างขวางโอ่อ่า ไร้ซึ่งกลิ่นอับชื้นเน่าเหม็นจนเกินทน
ห้องหับบางส่วนที่จัดเตรียมไว้คุมขังเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงล้วนตกแต่งอย่างประณีต โต๊ะ เบาะรองนั่ง พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกจัดวางไว้พร้อมสรรพ
ก่อนเผชิญหน้าบรรดาผู้ต้องหา จ้าวหนิงเรียกตัวแกนนำมารวมตัวกัน เพื่อแจกแจงแผนการภายในห้องไต่สวนอันกว้างขวางของคุกใต้ดิน
ไร้ซึ่งวาจาเยิ่นเย้อ ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกกำหนดทิศทางไว้สิ้นแล้วตั้งแต่พำนักอยู่จวนเจิ้นกั๋วกง ยามนั้นบรรดาผู้อาวุโสร่วมกันทอดหมากกระดานนี้อย่างรัดกุม เพื่ออุดทุกรอยรั่วมิให้คลาดสายตา
ขณะขุมกำลังตระกูลจ้าวแยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจภายใต้การอำนวยความสะดวกของศาลต้าหลี่ เบื้องหน้าจ้าวหนิงยังคงหลงเหลือคนตระกูลเดียวกันอีกหลายชีวิต เขาทอดสายตามองคนเหล่านี้ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
คดีโลหิตที่พัวพันคนเหล่านี้ หาใช่เรื่องง่ายที่จะชำระล้างมลทิน
นับรวมคดีเชือดคอที่ท่าเรือ และเหตุวิวาทนองเลือดที่เขื่อนอำเภอสือเหมิน หมากสังหารที่ขุนนางบุ๋นใช้สาดโคลนใส่ตระกูลจ้าว ทุกกระดานล้วนมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ไร้รอยตะเข็บ ต่อให้เป็นยอดตุลาการมาตัดสิน ย่อมชี้ขาดว่าเป็นคดีที่ดิ้นไม่หลุด
การที่จ้าวหนิงสามารถกระชากหน้ากากคดีเหล่านี้ ประการแรกอาศัยการวางหมากดักทางแต่เนิ่นๆ ประการรองคือขุมข่ายข่าวกรองอันแข็งแกร่งของหออี้ผิ่น ทุกความเคลื่อนไหวของศัตรูล้วนตกอยู่ในสายตา
ประการที่สาม คือความแตกฉานในหมากกระดานอำนาจ ตลอดจนการหยั่งรู้พระทัยผู้ชี้เป็นชี้ตายชะตาสรรพชีวิตของโอรสสวรรค์ ผนวกรวมกับการประเมินทิศทางบ้านเมืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หากเขามิใช่ผู้หวนคืนจากความตาย หากไร้ซึ่งไพ่ตายทั้งสามใบนี้ ต่อให้สติปัญญาเลิศล้ำเพียงใด ลำพังพึ่งพิงกำลังตระกูลจ้าวและขุนนางบู๊เพียงหยิบมือ ย่อมยากจะงัดข้อกับหมากสังหารของขุนนางบุ๋นได้
กระนั้น แม้รวบรวมไพ่ตายไว้ครบมือ ก็ใช่จะพลิกคดีตรงหน้าได้ดั่งพลิกฝ่ามือ คดีโลหิตที่สวีหมิงหล่างและเหล่าจิ้งจอกเฒ่าขุนนางบุ๋นร่วมกันถักทอ หลายคดีถือว่าไร้ช่องโหว่ หมากกระดานเหล่านี้ล้วนจี้จุดตายตรงสันดานดิบอันแสนซื่อตรงของคนตระกูลจ้าว
จ้าวหนิงโบกมือให้ทุกคนนั่งลง นัยน์ตาคมกริบตวัดมองชายฉกรรจ์หนวดเคราครึ้มทางซ้ายมือ เขาครุ่นคิดชั่วประเดี๋ยว ก่อนเอ่ยปาก
“ท่านอาหก คดีพลั้งมือสังหารคนกลางถนน พยานรู้เห็นเต็มตา ซ้ำยามนั้นท่านยังเมามาย แม้เจตนาคือการสอดมือผดุงธรรม ทว่าในสายตากฎหมาย โทษทัณฑ์นี้ยากจะดิ้นหลุด”
ชายฉกรรจ์ผู้นี้เรือนร่างกำยำ กล้ามเนื้อแขนและหน้าอกนูนเด่นดั่งขุนเขาขนาดย่อม นั่งตระหง่านราวกับแรดคลั่ง เขานามจ้าวเลี่ย นิสัยซื่อตรงเถรตรง ยึดมั่นในคุณธรรมสูงสุด ชิงชังการกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอเข้ากระดูกดำ
นับแต่เยาว์วัย วีรกรรมถอนรากคนพาลอภิบาลคนดีของเขามีไม่น้อย ชื่อเสียงในเมืองเยี่ยนผิงจัดว่าน่านับถือ ชาวบ้านต่างขนานนามว่า ‘จอมยุทธ์จ้าวหก’
ฟังวาจาของจ้าวหนิง จ้าวเลี่ยอึกอักคล้ายอยากทักท้วงทว่าไร้คำพูด ดวงหน้าสลดย้อมด้วยความขมขื่น
วันนี้เป็นวันหยุดพัก ไม่ต้องเข้าเวรทำเนียบเสนาธิการทหาร เขาจึงนัดสหายร่วมกองทัพร่ำสุรา ทว่ายามก้าวพ้นประตูหอสุรา กลับพบอันธพาลสวะกลุ่มหนึ่งกำลังรุมซ้อมยายแก่ขายแผ่นแป้ง สินค้าถูกเทกระจาดเหยียบย่ำจนเละเทะ ร่างชราถูกเตะจนงอหงิกกองกับพื้น รีดเค้นเสียงคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา
ภาพอุจาดตาเช่นนี้มีหรือจ้าวเลี่ยจะทนดู เขาพุ่งทะยานเข้าขวางทันที กระนั้นยังพอระลึกถึงคำเตือนของตระกูลให้สงวนท่าที คราแรกจึงเพียงผลักไสสวะเหล่านั้นให้ถอยห่าง มิได้ลงไม้ลงมือ
ทว่าเดนมนุษย์พวกนั้นกลับกำเริบเสิบสาน คงเห็นเขาเป็นเพียงตาเฒ่าขี้เมา บางคนถ่มน้ำลายหยามเกียรติ บางคนพุ่งเข้าประเคนหมัด ซ้ำยังมีบางส่วนบุกทะลวงหมายกระทืบยายเฒ่าต่อ
ท่ามกลางความชุลมุน สุราที่คุกรุ่นในกายบวกกับเพลิงโทสะ จ้าวเลี่ยท้ายที่สุดก็สติขาดผึง ด้วยนิสัยดุดันเป็นทุนเดิม เขาจึงระเบิดพลังซัดอันธพาลเหล่านั้นจนหมอบกระแต ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงคือ พวกมันกลับเปราะบางดั่งกระดาษ โดนซัดกระเด็นไปเพียงไม่กี่กระบวนท่า หนึ่งในนั้นพลันล้มฟาดพื้น กระอักโลหิตสิ้นใจคาที่
ในฐานะยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิด ต่อให้เมามายแทบขาดสติ จ้าวเลี่ยย่อมกุมน้ำหนักมือตนเองได้แม่นยำ หากไร้เจตนาสังหาร ย่อมยากจะซัดคนจนถึงแก่ความตาย ทว่าสวะผู้นั้นกลับแดดิ้นดับสูญไปดื้อๆ
ไม่นาน เจ้าหน้าที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงก็รุดมาตรวจสอบ นักชันสูตรพลิกศพพลันยืนยันว่า เดนตายผู้นี้ป่วยเป็นวัณโรคเรื้อรัง ร่างกายเปราะบางเกินกว่าจะรับแรงกระแทก การโดนทุบตีจนตายคาที่จึงกลายเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
“หนิงเอ๋อร์ สิ่งที่ข้าก่อ ข้าจะแบกรับไว้เอง จะไม่ลากตระกูลมาแปดเปื้อน ข้ายอมก้มหน้ารับโทษก็สิ้นเรื่อง” จ้าวเลี่ยขบกรามแน่น นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยเสียงต่ำ
จ้าวหนิงส่ายหน้าช้าๆ “หากเป็นยามปกติ ท่านอาหกแอ่นอกรับผิดย่อมไม่สะเทือนถึงตระกูล ทว่าท่ามกลางวิกฤตเช่นวันนี้ ไม่ว่าลูกหลานตระกูลจ้าวคนใดพลาดพลั้ง ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลต่อชะตากรรมของตระกูล”
เห็นจ้าวเลี่ยอ้าปากเตรียมค้าน จ้าวหนิงพลันยกมือปรามมิให้ร้อนใจ “คดีที่ท่านพลั้งมือฆ่าคน มีเงื่อนงำดำมืดซุกซ่อนอยู่ ความผิดนี้หาได้อยู่ที่ท่านอาหกไม่”
จ้าวเลี่ยชะงักงัน นอกจากความฉงนแล้ว ยังอดถามด้วยความหวังรำไรไม่ได้ “ข้าซัดคนตายคาหมัด ความผิดยังจะพ้นตัวข้าอีกหรือ”
แม้บุรุษผู้นี้จะชิงชังความชั่วเข้ากระดูกดำและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ทว่าสติปัญญากลับทื่อมะลื่อ จ้าวหนิงมิได้ถือสา เอ่ยช้าๆ “หากข้าเดาไม่ผิด วันนี้สหายร่วมกองทัพผู้นั้นเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนท่านไปร่ำสุราใช่หรือไม่”
จ้าวเลี่ยผงกศีรษะ “ถูกต้อง”
“ระหว่างวงสุรา มันต้องคอยคะยั้นคะยอรินเหล้าให้ไม่ขาดสายแน่ ท่านถึงได้ดื่มหนักปานนั้น” จ้าวหนิงซักต่อ
จ้าวเลี่ยพยายามเค้นความจำ ก่อนเกาหัวแกรก “ปกติพวกข้าดวลสุรา ย่อมดื่มจนกว่าจะเมาพับ… แต่ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล วันนี้ไอ้ต้วนมันคะยั้นคะยอเกินงามจริงๆ นี่มันมีสิ่งใดผิดแผกไปหรือ”
จ้าวหนิงทอดถอนใจ “มันเป็นขุนนางตระกูลยากไร้ใช่หรือไม่”
“ต่อให้เป็นขุนนางยากไร้ แต่มันก็ซื่อสัตย์คบหาได้… หนิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ดูแคลนเหล่าต้วน มันเองก็มีฝีมือลึกล้ำ ขาดเพียงลมส่งหนุนนำเท่านั้น” จ้าวเลี่ยแก้ต่างด้วยสีหน้าขึงขัง
เห็นจ้าวเลี่ยยังคงกางปีกปกป้องอีกฝ่าย จ้าวหนิงแทบอยากยกมือกุมขมับ โทษขุนนางบุ๋นไม่ได้ที่เลือกจ้าวเลี่ยเป็นเหยื่อ หากเขาไม่ซื่อบื้อจนเกินเยียวยา ขุนนางบุ๋นคงไม่เล็งเป้าหมายมาที่เขา
จ้าวหนิงหาได้นึกรังเกียจ สันดานเถรตรงเช่นนี้ในกระดานอำนาจคือจุดอ่อนตายตัว ทว่าในยามปกติ ฐานะสายเลือดขุนนางบู๊ นี่คือข้อดีอันประเสริฐ
ยามกรีธาทัพลงสมรภูมิ ความห้าวหาญและคุณธรรมของเขาจะหล่อหลอมกองทัพให้ดุดันทะลวงฟัน การปฏิบัติกับพี่น้องอย่างจริงใจย่อมทำให้ทหารหาญใต้อาณัติยอมพลีชีพถวายหัว
หากมองในมุมนี้ จ้าวเลี่ยคือขุนพลแก้วที่ตระกูลบู๊หวงแหน น่าเสียดาย เมื่อขุนพลสมรภูมิพลัดหลงเข้าสู่วังวนแก่งแย่งชิงดี กลับกลายเป็นเพียงหมากโง่งมที่ถูกผู้อื่นชักใย
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “หากข้าเดาไม่พลาด สหายของท่านอาหกผู้นั้น ถูกขุนนางบุ๋นยัดเงินซื้อหัวไปแล้ว
“วันนี้ที่มันมอมเหล้าท่าน หาใช่เพื่อให้ท่านขาดสติควบคุมพลังจนพลั้งมือฆ่าคน ทว่าเพื่อพรางตาไม่ให้ท่านล่วงรู้ ว่ายามตะลุมบอน มันได้ลอบใช้ลูกไม้สกปรกอยู่ลับๆ
“ต่อให้เป็นคนป่วยวัณโรค หากหมัดของท่านไม่ได้กระแทกเข้าลิ้นปี่ ย่อมไม่มีทางตายตก และเหตุที่หมัดท่านกระแทกเข้าเป้าได้แม่นยำ คงเป็นเพราะยามนั้นมันจงใจบิดตัวกะทันหัน เพื่อเอาหน้าอกมารับหมัดท่านให้จงได้”
ท่ามกลางความชุลมุน แม้จ้าวเลี่ยหมายรั้งพละกำลัง ทว่าด้วยฤทธิ์สุราและโทสะครอบงำ น้ำหนักมือย่อมมหาศาล ซัดหมัดเดียวทะลวงร่างคนป่วยตายคาที่ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
ฟังถึงตรงนี้ จ้าวเลี่ยพยายามเค้นสมองนึกย้อน ทว่าฤทธิ์สุรากลืนกินสติไปมากโข จึงพลาดรายละเอียดสำคัญ เค้นเท่าไรก็มืดแปดด้าน
“เหล่าต้วนเป็นบุรุษซื่อตรง น่าจะ…ไม่ถูกพวกมันซื้อตัวไปกระมัง เขาเป็นชายชาตรีจากกองทัพเชียวนะ จะยอมก้มหัวให้ขุนนางบุ๋นได้อย่างไร” สุ้มเสียงจ้าวเลี่ยสั่นพร่า ไร้ซึ่งความมั่นใจอย่างที่เคย
“เรื่องนี้หาได้เกี่ยวกับสายเลือดทหารหรือไม่” จ้าวหนิงส่ายหน้า “บนโลกใบนี้ สุนัขที่ถูกซื้อตัวง่ายที่สุด คือคนสิ้นเนื้อประดาตัว มนุษย์ยิ่งโหยหาสิ่งใด ย่อมถูกสิ่งนั้นล่อลวงจนตบะแตกได้ง่ายดาย
“ขุนนางยากไร้ สิ่งที่ขาดแคลนสุดหนีไม่พ้นเงินทอง ชีวิตคนผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะแต่งเมียสร้างครอบครัว หรือเลี้ยงดูบุพการี เงินทองล้วนเป็นปราการด่านสำคัญที่สุด”
จ้าวเลี่ยใบ้รับประทาน อึกอักอยู่นานจึงเอ่ยเสียงอู้อี้ “เช่นนั้นข้ายังมีทางรอดหรือไม่ ให้จับตัวมันมาทรมานเค้นความจริงดีไหม”
จ้าวหนิงส่ายหน้า “หากมันซุกซ่อนเงินก้อนนั้นไว้มิดชิด พวกเราย่อมไร้หลักฐานเอาผิด มันไม่มีทางคายความจริงหรอก หากสารภาพ ชีวิตมันก็พังพินาศ การผลีผลามจับมาลงทัณฑ์ย่อมไม่เป็นผลดี”
ไม่รอให้จ้าวเลี่ยซักไซ้ จ้าวหนิงเอ่ยสืบไป “พวกเราต้องเริ่มขุดคุ้ยจากศพไอ้ขี้โรคคนนั้น”
“มันตายโหงไปแล้วไม่ใช่รึ”
“มันตายแล้วก็จริง ทว่าผู้ใดเล่าสั่งให้มันไปเหยียบย่ำยายแก่หน้าหอสุรา ประจวบเหมาะกับยามที่ท่านก้าวเท้าออกมาพอดี”
“ใครกันล่ะ”
“สวะขี้โรคที่เปราะบางปานนี้ แม้พวกขุนนางบุ๋นจะต้องการตัว แต่ปกติย่อมไม่มีปัญญาสอดส่องหาเจอหรอก”
“แล้วผู้ใดเล่าจะหาเจอ”
“ย่อมต้องเป็นผู้ที่คลุกคลีกับเดนมนุษย์พวกนี้เป็นประจำ และรู้ไส้รู้พุงพวกมันเป็นอย่างดี”
“คนผู้นั้นคือใคร”
“มือปราบที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงอย่างไรเล่า”
“อ้อ… จริงด้วย มือปราบเมืองเยี่ยนผิงมักออกลาดตระเวนตามตรอกซอกซอย คอยระงับเหตุวิวาทในตลาด สวะพวกนี้วันๆ ไม่ทำมาหากิน เอาแต่ลักเล็กขโมยน้อยและตีรันฟันแทง มือปราบย่อมต้องคุ้นหน้าคุ้นตาพวกมันดี”
“ขุนนางนายหนึ่ง ซ้ำเป็นขุนนางยากไร้สายทหาร จิตใจย่อมหนักแน่นดั่งศิลา คิดอ่านรัดกุม ยากที่พวกเราจะง้างปากมันได้ ทั้งยังไม่สะดวกจับมาลงทัณฑ์ ทว่าหากเป็นแค่มือปราบชั้นผู้น้อย ย่อมบดขยี้ได้ง่ายดายกว่ามาก”
“หนิงเอ๋อร์กล่าวได้ถูกต้อง ทว่ามือปราบเมืองเยี่ยนผิงมีนับไม่ถ้วน พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใดบงการไอ้ขี้โรคนั่น”
“เพียงสืบเสาะว่าสวะนั่นซุกหัวนอนที่ใด มักป้วนเปี้ยนแถวไหน จากนั้นตรวจสอบว่าอาณาบริเวณนั้นอยู่ในความดูแลของมือปราบคนใด เพียงเท่านี้ก็บีบวงล้อมให้แคบลงได้แล้ว”
จ้าวเลี่ยอ้าปากค้าง ตื่นตะลึงและยินดีจนพูดไม่ออก ได้แต่ถูมือไปมา นัยน์ตาทอประกายเลื่อมใสจ้าวหนิงอย่างปิดไม่มิด พลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ไม่รู้จริงๆ ว่าสมองเจ้าทำด้วยสิ่งใดหนิงเอ๋อร์ ถึงได้ปราดเปรื่องปานนี้ เรื่องมืดแปดด้าน เจ้าเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยคก็กระชากหน้ากากจนทะลุปรุโปร่งแล้ว”
จ้าวหนิงสะบัดมือเบาๆ เป็นเชิงปัดคำเยินยอ
พวกขุนนางบุ๋นต้องการสวะขี้โรคมาเป็นหมากสังหารจ้าวเลี่ย ขุนนางที่ว่าการที่คุ้นเคยกับคนเบื้องล่างที่สุดย่อมหนีไม่พ้นมือปราบ ผังเซิงในฐานะเจ้าเมืองเยี่ยนผิง ย่อมต้องสั่งการให้มือปราบเฟ้นหาเป้าหมายนี้ หมากตานี้คาดเดาได้ไม่ยากเย็น
สวะที่ตะลุมบอนพร้อมกับไอ้ขี้โรค โดนโจวจวิ้นเฉินลากตัวไปรีดเค้นแล้ว ยืนยันชัดเจนว่าพวกมันไม่รู้เจตนาของไอ้ขี้โรคแม้แต่น้อย เพียงแค่ผสมโรงก่อเรื่องตามสันดาน จ้าวหนิงจึงมิได้เปลืองสมองวางหมากจัดการพวกมัน
แผนโสมมพรรค์นี้ ยิ่งผู้รู้เห็นน้อยเท่าใดยิ่งปลอดภัย ผังเซิงย่อมไม่โง่สั่งมือปราบไปกว้านซื้อตัวเดนมนุษย์หลายคนให้เสี่ยงความแตก
ตามการคาดเดาของจ้าวหนิง ไอ้ขี้โรคนั่นคงรับเงินมาเพียงเพื่อรังแกยายแก่ขายแผ่นแป้ง ส่วนแผนซ้อนแผนอื่นใดมันคงไม่รู้เรื่อง อีกฝ่ายเป็นเพียงสวะข้างถนน หากล่วงรู้ว่าต้องแลกด้วยชีวิต โอกาสตกลงรับงานย่อมแทบเป็นศูนย์
หาใช่ทุกคนจะเด็ดเดี่ยวเยี่ยงพวกเฝิงซาน ที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องครอบครัว นับประสาอะไรกับเศษสวะกระจอกๆ คนหนึ่ง
สมเพชก็แต่มัน ถึงคราวตายก็ยังไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกใช้ ดังนั้นการไล่ล่ามือปราบเมืองเยี่ยนผิงผู้นั้น จึงเป็นการพลิกกระดานที่เฉียบขาดที่สุด
เมื่อชี้แจงจนกระจ่าง จ้าวหนิงก็โบกมือไล่จ้าวเลี่ย ถังซิงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบาง ว่าต้องจัดทัพเช่นไรเพื่อผสานกำลังกับจ้าวเลี่ย ปิดฉากคดีนี้ให้จงได้
ลับร่างจ้าวเลี่ย สายตาคมกริบของจ้าวหนิงพลันตวัดมองชายวัยกลางคนทางขวามือ ใบหน้าซูบตอบ เบ้าตาลึกโบ๋ เปลือกตาเขียวคล้ำ รูปลักษณ์ที่ฟ้องชัดถึงความมัวเมาในตัณหาราคะจนสังขารทรุดโทรม บ่งบอกสันดานมักมากในกามอย่างชัดเจน
จ้าวหนิงเงียบงันไปชั่วขณะ ในอดีต ชายผู้นี้คือผู้รับเลี้ยงจ้าวยวี่เจี๋ย