ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 142 สรรพชีวิต (6)
ทันทีที่สวีหมิงหล่างเหยียบย่างถึงจวนอัครเสนาบดี เขาปิดประตูลั่นดาลขังตัวเองในห้องหนังสือ สั่งห้ามผู้ใดรบกวนเด็ดขาด จวบจนเหล่าผู้นำขุนนางบุ๋นลอบเร้นกายมาถึงอย่างลับๆ เขาจึงยอมก้าวออกมาหารือ
หมากสังหารตระกูลจ้าว… ผู้คนอาจล่วงรู้ ทว่าห้ามถูกจับได้คาหนังคาเขา ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดเช่นคืนนี้ หากปล่อยให้บรรดาผู้นำขุนนางบุ๋นเดินอาดๆ เข้ามาสุมหัวในจวนอย่างเปิดเผย อย่าว่าแต่จะเป็นการประเคนจุดอ่อนให้ขุนนางบู๊ขย้ำ แม้แต่โอรสสวรรค์ก็ย่อมพิโรธ
ทันทีที่ทรุดตัวนั่ง โดยไม่รั้งรอให้ผู้นำตระกูลเจิ้งและหลวี่อ้าปาก สวีหมิงหล่างพลันกระแทกเสียงกร้าว
“การที่สุนัขรับใช้ตระกูลจ้าวควานหาตัวหมากสำคัญรวดเร็วแม่นยำปานนี้ จนพวกเราหมดโอกาสฆ่าปิดปาก... สาเหตุมีเพียงหนึ่งเดียว… ในหมู่พวกเรามีหนอนบ่อนไส้!”
สิ้นวาจา สีหน้าฝูงชนพลันแปรเปลี่ยน ต่างกวาดสายตาระแวดระวังจับผิดกันเอง บรรยากาศอบอวลด้วยความหวาดระแวง กระทั่งเจิ้งเจ๋อเสียนยังต้องกลืนถ้อยคำร้องทุกข์กลับลงคอ
ต่อข้อสรุปนี้ ระหว่างทางที่เร่งรุดมา ยามขบคิดถึงหมากที่พลิกคว่ำ ทุกคนต่างเคลือบแคลงใจอยู่ลึกๆ หากไร้หนอนบ่อนไส้ แผนการรัดกุมครานี้ย่อมไม่มีทางพังพินาศย่อยยับปานนี้
“สวีเซี่ยงล่วงรู้หรือไม่ ว่าผู้ใดคือไส้ศึก” เจิ้งเจ๋อเสียนรีบร้อนเค้นถาม ท่ามกลางฝูงชน มันและผู้นำตระกูลหลวี่คือผู้ที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ที่สุด บัดนี้หางเลขและหลักฐานมัดตัวพวกมันรั่วไหลออกไปมากที่สุด ชะตากรรมตระกูลกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ทว่าสวีหมิงหล่างกลับสงวนคำพูด เขาหลับตาลงคล้ายจมอยู่ในภวังค์ ทว่าหางตากลับจงใจตวัดมอง ‘ฟ่านจงหมิง’ แวบหนึ่ง
เพียงสายตาเดียวของอัครเสนาบดีเฒ่า นำพาสายตาทุกคู่พุ่งเป้าประจัญไปยังฟ่านจงหมิงที่นั่งรั้งท้ายโต๊ะ ใบหน้าของเป้าสายตาพลันดำทะมึนในบัดดล
แม้ฟ่านจงหมิงมิใช่ผู้นำตระกูลฟ่าน ทว่าบัดนี้เขารั้งตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่ ยามที่ผู้นำตระกูลแก่ชราและเร้นกายจากอำนาจ เขาย่อมเป็นผู้กุมชะตาตระกูลฟ่านเบ็ดเสร็จ ด้วยเหตุนี้ จึงมีสิทธิ์ร่วมโต๊ะหารือ
หลังคดีเมืองไต้โจว แม้ตระกูลฟ่านจะรอดพ้นคมดาบอาญาด้วยการชักใยสามศาลของสวีหมิงหล่าง ทว่าความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพครั้งนั้น สร้างความกริ้วโกรธแก่อัครเสนาบดีอย่างหนัก ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ชะตากรรมตระกูลฟ่านจึงตกต่ำดิ่งเหว
ขุนนางตระกูลฟ่านผู้มีผลงานโดดเด่น ไม่เพียงถูกระงับการเลื่อนขั้น ซ้ำยังถูกถอดจากตำแหน่งกุมอำนาจบริหาร โยกย้ายไปแขวนป้ายในตำแหน่งลอยไร้ความหมาย ส่วนผู้ที่ผลงานปานกลางยิ่งถูกลดขั้นปลดประจำการอย่างเหี้ยมเกรียม
ยามนี้ตระกูลฟ่านเผชิญมรสุมอำนาจจนรากฐานคลอนแคลน ความพินาศปรากฏชัดแจ้งแก่สายตา หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ อีกไม่กี่ปีให้หลัง ตระกูลฟ่านย่อมถูกลบชื่อออกจากกระดานอำนาจต้าฉีอย่างถาวร
ด้วยเหตุนี้ ในแผนกวาดล้างตระกูลจ้าวหนนี้ ฟ่านจงหมิงจึงกระตือรือร้นหัวซุกหัวซุน เสนอตัวรับใช้ทำหมากสกปรกและงานจับกังทุกรูปแบบ วิ่งเต้นเป็นสุนัขรับใช้ไปทั่วสารทิศ ท่าทีสอพลอเพื่อต่อลมหายใจตระกูล ล้วนประจักษ์แก่สายตาทุกคน
โค่นล้มตระกูลจ้าว เหยียบย่ำขุนนางบู๊… ขุมทรัพย์แห่งอำนาจที่ซ่อนอยู่มหาศาลเกินคณานับ ขุนนางบุ๋นต่างจ้องตะครุบตาเป็นมัน ผนวกกับความผยองแต่แรกว่าศึกนี้ต้องกำชัย เพื่อกันไม่ให้ตัวหารผลประโยชน์เพิ่มขึ้น ย่อมไม่มีตระกูลใดยอมโยนชิ้นปลามันหรือหน้าที่สำคัญให้ตระกูลฟ่าน
ท้ายที่สุด ตระกูลฟ่านจึงต้องกลืนเลือดรับบทสุนัขรับใช้ที่ไร้ความดีความชอบ แม้จะผลาญทั้งเม็ดเงินและหยาดเหงื่อมหาศาล กลับไร้เงาเกียรติยศให้เชิดหน้าชูตา
เปรียบดั่งเด็กยกอาหารในโรงเตี๊ยม ไร้สิทธิ์เจรจากับแขกเหรื่อ ไร้โอกาสปอกลอกลูกค้า ไม่ได้จับตะหลิวปรุงรส ย่อมเป็นเพียงสวะปลายแถว ทว่าเด็กยกอาหารผู้นี้… กลับรู้ตื้นลึกหนาบางในห้องครัวทะลุปรุโปร่ง ทั้งยังสดับฟังความลับจากโถงรับรองด้านนอกได้ชัดเจน ดังนั้น ความลับที่ตระกูลฟ่านกำไว้จึงมีไม่น้อย
“ฟ่านจงหมิง! เป็นสุนัขตระกูลเจ้าใช่หรือไม่ที่แว้งกัดพวกเรา! แอบคาบแผนการไปประเคนให้ตระกูลจ้าวใช่หรือไม่” เจิ้งเจ๋อเสียนตวาดกร้าว ผุดลุกชี้หน้าสับแหลกฟ่านจงหมิงอย่างเกรี้ยวกราด ความร้อนรนลุกลามจนมันแทบคลุ้มคลั่ง
ฟ่านจงหมิงที่รั้งปลายโต๊ะใบหน้าแดงก่ำด้วยความอัปยศ โทสะและรอยแค้นจุกอก “เจิ้งกง เหตุใดต้องสาดโคลนใส่กันปานนี้! ทั่วทั้งโต๊ะมีผู้ใดไม่รู้บ้าง ว่าหลังคดีไต้โจว ตระกูลฟ่านกับตระกูลจ้าวคือศัตรูคู่อาฆาตที่ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ! ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ ตระกูลฟ่านจะลดตัวไปซบอกตระกูลจ้าวได้อย่างไร”
วาจานี้มีน้ำหนัก เจิ้งเจ๋อเสียนจึงใบ้รับประทาน ทว่าผู้นำตระกูลหลวี่กลับแค่นเสียงเหี้ยม บีบคั้นดุดัน “หากไม่ใช่พวกเจ้าแล้วจะเป็นสุนัขตัวใด! รากเหง้าตระกูลฟ่านก็มาจากขุนนางบู๊ แค่ชุบตัวสวมรอยมาเกาะขุนนางบุ๋น ข้าว่าพวกเจ้าคงกายอยู่ค่ายโจโฉใจอยู่ค่ายเล่าปี่! คดีเมืองไต้โจวที่พังยับเยิน… มิใช่เพราะความบัดซบของพวกเจ้ารึ!
“ข้าว่าพวกเจ้าลอบจับมือตระกูลจ้าวมาแต่ต้นแล้วกระมัง! จงใจทำหมากพัง จงใจปล่อยข่าวรั่ว เพื่อปูทางประเคนข้ออ้างให้ขุนนางบู๊แว้งกัดพวกเรา”
ฟ่านจงหมิงโกรธจนเลือดลากเข้าตา ลมปราณแทบแตกซ่าน มันผุดลุกพรวด นัยน์ตาแดงฉานดุจโลหิตจ้องขย้ำผู้นำตระกูลหลวี่ “หากตระกูลฟ่านมิใช่คนบ่อนทำลาย หลวี่กงจะชดใช้เช่นไร! วันนี้ข้าขอวางหัวบนบ่าเป็นเดิมพัน หากตระกูลข้าบริสุทธิ์… หลวี่กงกล้ายกหัวสุนัขของท่านให้ฟ่านโหมวหรือไม่!”
รังสีอำมหิตเด็ดเดี่ยวและคับแค้นของฟ่านจงหมิง สะกดผู้นำตระกูลหลวี่จนชะงักงัน ท้ายที่สุดมันย่อมขี้ขลาดเกินกว่าจะเอาชีวิตมาเดิมพัน การระเบิดโทสะของฟ่านจงหมิงยามนี้ พอจะกู้ความบริสุทธิ์กลับมาได้กึ่งหนึ่ง
ทว่าผู้นำตระกูลหลวี่ย่อมไม่ยอมเสียหน้าลดทอนบารมี มันเชิดหน้าแค่นเสียง “หากการสบถเอาหัวสุนัขเป็นประกัน พิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้จริง โลกนี้คงมีแต่เด็กอมมือวัยสามขวบ”
สองฝ่ายสาดน้ำลายฟาดฟันดุเดือดไร้ข้อยุติ เจิ้งเจ๋อเสียนที่หมายจะร่วมขย้ำ จำต้องหยุดชะงักเมื่อหวนนึกถึงชะตากรรมตระกูล มันหมดอาลัยตายอยากไม่อยากผลาญเรี่ยวแรงเปล่า ต่อให้ตระกูลฟ่านทรยศจริงแล้วอย่างไร มันจะกอบกู้ความพินาศของตระกูลเจิ้งกลับมาได้รึ?
คิดได้ดังนั้น เจิ้งเจ๋อเสียนจึงปรายตามองสวีหมิงหล่าง กลับพบว่าอัครเสนาบดีเฒ่ายังคงหลับตาพริ้มดุจภิกษุเข้าฌาน ไร้เศษเสี้ยวเจตนาจะห้ามทัพเพื่อหาทางรอดจากมหันตภัยตรงหน้า
สมองเจิ้งเจ๋อเสียนพลันแล่นฉิว เมื่อเชื่อมโยงกับหางตาที่สวีหมิงหล่างจงใจตวัดมองฟ่านจงหมิงคราแรก หัวใจมันดิ่งวูบ ลางมรณะเกาะกินวิญญาณ
สวีหมิงหล่างกำลังเล่นละครฉากใด! กระจ่างชัดว่าตาเฒ่านี่จงใจโยนกระดูกให้สุนัขกัดกัน ป้ายสีตระกูลฟ่านเพื่อเบี่ยงเบนเป้าหมาย!
นัยของหมากตานี้คืออันใด… สวีหมิงหล่างกำลังชักใยให้ฝูงชนพุ่งเป้าไปที่การล่าแม่มด บีบให้ตระกูลฟ่านรับเคราะห์! เหตุใดอัครเสนาบดีต้องเล่นลูกไม้นี้ สาเหตุมีเพียงหนึ่งเดียว… มหันตภัยมืดคลี่คลุมขุนนางบุ๋นยามนี้ สวีหมิงหล่างหมดปัญญาแก้ไขแล้ว!
ในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้บงการ กลับไร้ปัญญากอบกู้ซากปรักหักพัง เขาไม่ยอมก้มหน้ารับความปราชัย ไม่ยอมให้ผู้ใดตราหน้าว่าไร้น้ำยา จึงจงใจปัดสวะ โยนบาปทั้งหมดให้ ‘หนอนบ่อนไส้’ อย่างตระกูลฟ่านแบกรับ!
ตระกูลฟ่านไร้เขี้ยวเล็บ ซ้ำยังมีตราบาป ‘ไร้ผลงาน’ ติดตัว ทั้งยังมีชนักติดหลังเรื่อง ‘แปรพักตร์’ จากขุนนางบู๊ ย่อมเป็นแพะรับบาปชั้นเลิศที่สมควรถูกถีบส่งไปตายแทน
หมากตานี้ สวีหมิงหล่างจะได้ทั้งตัวตายตัวแทนสังเวยความวิบัติ ทั้งยังกอบกู้บารมีและหน้าตาตนเองไว้ได้… ลูกไม้โสมมที่พวกสุนัขบ้าอำนาจใช้กันจนชินชา
ใบหน้าเจิ้งเจ๋อเสียนขาวซีดดุจเถ้ากระดูก วิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง มันทรุดฮวบคาเก้าอี้เรี่ยวแรงเหือดหาย กระทั่งสวีหมิงหล่างยังจนตรอก นั่นหมายความว่า ชะตาขาดของตระกูลเจิ้ง… ถูกตอกฝาโลงเรียบร้อยแล้ว! ตระกูลเจิ้งฉิบหายแล้วจริงๆ…
โลกทั้งใบของมันพลันมืดบอดหมุนเคว้ง
…….
ณ โรงเตี๊ยมซอมซ่อแห่งหนึ่งในเครือข่ายหออี้ผิ่น จ้าวหนิงกำลังสวาปามอาหารบนโต๊ะ
ฝั่งตรงข้ามมีคนผู้หนึ่งร่วมโต๊ะ ทว่ากลับไม่ยอมแตะตะเกียบ ไม่เพียงไม่ขยับ ยังนั่งหลังตรงแหน่วด้วยท่วงท่าสำรวมเคร่งครัด
ความเคร่งขรึมนั้นมิใช่เพราะยำเกรงจ้าวหนิง ทว่าเป็นสันดานฝังลึก สตรีผู้นี้มีรูปโฉมเรียบง่าย เครื่องหน้าหมดจด เรือนร่างอรชร ทว่าไม่อ่อนแอระทวย ไร้ซึ่งความเย้ายวนสะดุดตาให้ผู้คนเหลียวมอง
สิ่งเดียวที่ขับเน้นตัวตนของนาง คือเพียงแค่นางประทับนั่ง ผู้คนล้วนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความจริงจังและเคร่งครัดที่แผ่ซ่าน
สตรีผู้นี้… คือยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งตระกูลฟ่าน ‘ฟ่านอี้’
ตลอดวันจ้าวหนิงแทบไม่มีข้าวตกถึงท้อง ยามอู่ควรจะได้ซัดมื้อเที่ยงที่กองบัญชาการลาดตระเวนเมือง ทว่า ‘จางเหวินเจิง’ กลับโผล่มาขัดจังหวะ ซ้ำยังต้องเล่นงิ้วบีบน้ำตาโศกเศร้าคับแค้น จึงจำต้องปล่อยให้ท้องกิ่วเรื่อยมา
ยามนี้เมื่อได้โอกาสสวาปาม เขาจึงสลัดคราบคุณชายทิ้ง กับข้าวสามอย่างน้ำแกงหนึ่งชาม ถูกกวาดเรียบดั่งพายุบุหงาในชั่วพริบตา
หาก ‘เว่ยอู๋เซี่ยน’ มาเห็นเข้า คงต้องชูนิ้วโป้งคารวะ “เจ้าซัดโฮกได้มูมมามยิ่งกว่าข้าเสียอีก ร้ายกาจนัก!”
กินไม่สนทนา นอนไม่เอื้อนเอ่ย… กฎเหล็กจอมปลอมของชนชั้นสูง จ้าวหนิงหาได้แยแสไม่ อดีตชาติท่ามกลางเพลิงสงครามนับสิบปี เขาคุ้นชินกับการเคี้ยวเสบียงแห้งกรังพลางชี้เป็นชี้ตายกลางแผนที่รบ ไร้ซึ่งความสุนทรีย์มานั่งละเลียดอาหาร
“พูดเช่นนี้แปลว่า… หมาหมู่ขุนนางบุ๋นครานี้ มิใช่ทุกตัวที่ยอมเทหมดหน้าตักเดินตามตูดสวีหมิงหล่างสินะ” จ้าวหนิงยกถ้วยซดน้ำแกง เอ่ยถามฟ่านอี้โดยไม่เงยหน้ามอง
ย้อนกลับไปศึกบรรณาการล่าสัตว์สารทฤดูปีก่อน อาศัยหมากเร้นลับของฟ่านอี้และเฉินอันจือ จ้าวหนิงจึงกระชากธงชัยมาครองได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา สายใยลับระหว่างตระกูลจ้าวและฟ่าน ล้วนมีนางเป็นสะพานเชื่อมโยง
บัดนี้จ้าวหนิงจึงรู้ตื้นลึกหนาบางของวีรสตรีตระกูลฟ่านผู้นี้เป็นอย่างดี
“แม้อาศัยร่มใบบุญสายเลือดเกี่ยวดอง ทว่าการขยับตัวของตระกูลผังในศึกนี้กลับระแวดระวังจนผิดวิสัย พวกมันเพียงออกหน้ากางปีกคุ้มหัวจวนว่าการเมืองเยี่ยนผิง ทว่ากลับไม่ยอมล้วงมือเปื้อนเลือดในเงามืดแม้แต่น้อย”
น้ำเสียงฟ่านอี้ราบเรียบเยือกเย็นดุจท่องตำรา แฝงกลิ่นอายปัญญาชนชั้นสูง ยามเอื้อนเอ่ยจึงมีมนตร์ขลังเฉพาะตัว ชะงักไปชั่วครู่ นางจึงกล่าวเสริม “นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน… ข้าเกรงว่าตระกูลผังอาจซ่อนดาบเล่มอื่นไว้ในแขนเสื้อ”
“โอ้?” จ้าวหนิงเลิกคิ้ว “ว่ามา”
แท้จริงแล้วสวีหมิงหล่างมิได้ปรักปรำผิดตัว! หมากฉ้อฉลของขุนนางบุ๋นที่ถูกจ้าวหนิงมองทะลุจนพรุน ล้วนเป็นฝีมือตระกูลฟ่านที่แอบส่งข่าวให้จริงๆ! สิ่งใดที่ตระกูลฟ่านล่วงรู้ จ้าวหนิงย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจ
สี่สิบกว่าคดีที่ร้อยเรียงสมคบคิด โยงใยผู้คนมหาศาล ต่อให้หออี้ผิ่นจะเหยียบสวรรค์บดขยี้บาดาลได้ ก็ไม่อาจครอบคลุมตาสับปะรดได้หมดจด ย่อมต้องมีจุดบอดเล็ดลอด
ทว่าเมื่อได้ ‘ตาใน’ อย่างตระกูลฟ่านคอยอุดช่องโหว่ จ้าวหนิงจึงกำชะตาตายนับสิบคดีไว้ในกำมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
“ตระกูลผังย่อมไม่ทนเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลสวีตลอดกาล พวกมันย่อมหมายตาทะยานขึ้นเป็นจ่าฝูง ส่วยบรรณาการมหาศาลที่ตระกูลสวีสูบกินจากองค์หญิงเป่ยหู… ขนาดตระกูลหลิวยังล่วงรู้ มีหรือตระกูลผังจะไม่ได้กลิ่น
“ในเมื่อตระกูลสวีล้วงมือโสมมกอบโกยผลประโยชน์ ตระกูลผังมีหรือจะงอมืองอเท้า? ข้าสัมผัสได้ว่า… ตระกูลผังแอบซ่องสุมขุมกำลังมืดไว้ใต้ดิน และเป้าหมายของพวกมันอาจเป็นการกระซวกไส้หออี้ผิ่น!
“พวกมันหมายจะเหยียบรอยเท้าตระกูลหลิว… ฮุบอำนาจยุทธภพ และกลืนกินโลกมืดแห่งเมืองเยี่ยนผิง”
ฟังจบ จ้าวหนิงไม่เพียงไม่หวาดหวั่น ทว่าลึกๆ กลับลิงโลด
หลังสวีหมิงหล่างกระชาก ‘กรมกลาโหม’ มาจากมือขุนนางบู๊ แม้จะยัดสมุนสุนัขรับใช้เข้าไปพรุนทั้งกรม ทว่าเพื่อรักษาสมดุลผลประโยชน์ และหลบเลี่ยงสายตาหวาดระแวงของฮ่องเต้ เขาจึงจำใจบ้วนตำแหน่งสำคัญส่วนใหญ่ออกมา
ตนรั้งตำแหน่งอัครเสนาบดี ขืนรวบเก้าอี้เสนาบดีกรมกลาโหมให้คนในตระกูลอีกย่อมดูตะกละตะกลามเกินงาม ทว่าชิ้นปลามันระดับนี้ย่อมไม่โยนให้สุนัขปลายแถว เก้าอี้เสนาบดีกรมกลาโหมจึงตกเป็นของ ‘ผู้นำตระกูลผัง’ เบ็ดเสร็จ!
เพื่อปูทางสู่มหาสงครามที่กำลังจะปะทุ จ้าวหนิงจำต้องทวงกรมกลาโหมกลับคืนสู่มือขุนนางบู๊ให้จงได้! และทางเดียวที่จะลุล่วง… คือต้องบั่นคอตระกูลผังทิ้งเสีย!
เรื่องขุมกำลังลับของตระกูลผัง ด้วยสายข่าวที่จำกัด ฟ่านอี้อาจยังมองภาพไม่ออก ทว่าจ้าวหนิงกลับกระจ่างแจ้งแก่ใจยิ่งนัก… ว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่าหมากเร้นลับของตระกูลผัง แท้จริงแล้วคือสวะตัวใด!