ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 141 สรรพชีวิต (5)
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ภายในห้องไต่สวนไร้เงาคนตระกูลจ้าว คดีความทั้งหมดย่างเข้าสู่การคลี่คลาย จ้าวหนิงลอบผ่อนลมหายใจ ขุนนางศาลต้าหลี่เปลี่ยนชาร้อนถ้วยใหม่ให้ เขาจึงยกขึ้นจิบช้าๆ
ชายหนุ่มยังไม่จากไปในทันที เพราะเฝิงซาน เฝิงหนิวเอ้อร์ และพวก ถูกผู้คุมคุมตัวมาถึงแล้ว
เทียบกับยามอยู่ศาลจิงเจ้า การเผชิญหน้าจ้าวหนิงหนนี้ เฝิงซานและพวกสิ้นไร้ความแข็งกร้าวโอหังโดยสิ้นเชิง ใบหน้าของพวกมันอาบย้อมด้วยความหวาดพรั่นและกระวนกระวายสุดแสน
ก้าวพ้นธรณีประตู พวกมันพลันทิ้งตัวคุกเข่าโขกศีรษะดังสนั่นเบื้องหน้าจ้าวหนิง พร่ำอ้อนวอนขอขมาโทษทัณฑ์ที่ล่วงเกิน หวังให้เขาเวทนาสวะยากไร้ ปล่อยครอบครัวพวกมันให้รอดชีวิต
เพื่อแลกกับสิ่งนี้ ไม่ว่าจ้าวหนิงจะบัญชาให้เอ่ยหรือกระทำสิ่งใด พวกมันล้วนน้อมรับไร้ข้อกังขา
จ้าวหนิงปรายตามองสภาพพวกมันก็กระจ่างแจ้ง คนเหล่านี้คงได้พบหน้าครอบครัวแล้ว ซ้ำขุนนางศาลต้าหลี่ยังดับฝัน ตัดเส้นทางเชื่อมต่อกับพวกขุนนางบุ๋นตระกูลใหญ่อย่างหมดจด
บัดนี้เฝิงซานและพวกตระหนักซึ้ง พวกมันตกอยู่ในกำมือจ้าวหนิงอย่างสมบูรณ์ ชายหนุ่มเบื้องหน้าจะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด ชี้เป็นชี้ตายได้ดั่งใจนึก
เฝิงซานที่บาดเจ็บสาหัสไม่นำพาสังขารร่อแร่ มันโขกศีรษะปลกๆ เอ่ยเสียงสะอื้น “คุณชายจ้าว ท่านคือพยัคฆ์มังกรสูงส่ง พวกเราเป็นเพียงเศษสวะคลุกฝุ่นธุลี ขอเพียงท่านใจกว้างไม่ถือสาสวะผู้น้อย ไม่แตะต้องครอบครัวพวกเรา เฝิงซานผู้นี้ยินดีคายความจริงทั้งหมด… เรื่องที่รับสินบนตระกูลขุนนางบุ๋นขอรับ”
ผลลัพธ์นี้ล้วนอยู่ในหมากที่จ้าวหนิงวางไว้ การศิโรราบของเฝิงซานจึงไม่น่าประหลาดใจ ชายหนุ่มเพียงผงกศีรษะรับเบาๆ
“เงื่อนไขของข้ายังคงเดิม ขอเพียงพวกเจ้ายอมรับสารภาพ ข้าจะเพิ่มเงินทองและโอสถวิเศษให้สองเท่า ทั้งยังคุ้มครองครอบครัวพวกเจ้าให้พ้นเงื้อมมือคนพาล ให้พวกเขาใช้ชีวิตบั้นปลายที่อำเภอสือเหมินอย่างสงบสุข
“ส่วนพวกเจ้า… ย่อมต้องรับโทษทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดิน ไร้ผู้ใดสอดมือช่วยชีวิตได้”
ได้รับคำมั่นจากจ้าวหนิง เฝิงซานพลันโขกศีรษะกราบกรานไม่หยุดหย่อน ครั้นสดับประโยคท้าย มันก็แค่นยิ้มอนาถใจ เอ่ยเสียงเจือความสังเวช
“ที่พวกเรายอมตาย ก็เพื่อปูทางให้ครอบครัว บัดนี้ไม่เพียงบรรลุเป้าหมาย ทว่าผลตอบแทนกลับทวีคูณ นับเป็นวาสนาที่คาดไม่ถึง ต่อให้หัวหลุดจากบ่า พวกเราก็มิกล้าผูกใจเจ็บคุณชายจ้าวแล้วขอรับ”
จ้าวหนิงพยักหน้า ถังซิงเห็นดังนั้นไม่รอช้า รีบสั่งขุนนางหลายนายคุมตัวเฝิงหนิวเอ้อร์กับพวกแยกไปจดบันทึกคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร
จ้าวหนิงก้าวเท้าพ้นคุกศาลต้าหลี่ในยามซวีสองเค่อ เวลาเคลื่อนผ่านไม่ช้าไม่เร็ว ทว่าการรวบตึงแก้หมากของเขากลับรวดเร็วปานอสนีบาต
ล่วงมาถึงยามนี้ คดีความกว่าสี่สิบเรื่องที่หมายบดขยี้ตระกูลจ้าวเมื่อตอนกลางวัน ล้วนถูกวางหมากแก้ทางจนหมดสิ้น… แน่นอนว่านี่เป็นเพียงฉากหน้า
ส่วนคลื่นใต้น้ำในเงามืดได้เปิดฉากขึ้นนานแล้ว ยอดฝีมือหออี้ผิ่นตะครุบตัวพยานและหลักฐานชิ้นเอกของทุกคดีไว้ในกำมือ ตัวตนอย่างภรรยาหวังซู่ หวังหลิ่วซื่อ และเฉินอี้จากคดีฆ่าปาดคอที่ท่าเรือ บัดนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้การกักบริเวณลับของหออี้ผิ่น
รอเพียงขุนนางศาลต้าหลี่ที่รับลูกต่อจากตระกูลจ้าว แสร้งตรวจพบข้อพิรุธและกระจายกำลังค้นหาทั่วเมืองเยี่ยนผิง ถึงยามนั้น พยานหลักฐานเหล่านี้ย่อมตกถึงมือศาลอย่างง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
เร็วสุดหนึ่งถึงสองชั่วยาม ช้าสุดไม่เกินสองวัน ความจริงทุกคดีจะถูกกระชากหน้ากากจนกระจ่าง
ความเร็วระดับนี้รวดเร็วจนน่าตระหนก ทว่าฮ่องเต้ซ่งจื้อคงไม่คลางแคลงพระทัย ท้ายที่สุดตระกูลจ้าวคือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสาดโคลน หากว่าตามเนื้อผ้า คดีฉาบฉวยเหล่านี้สืบสาวหาความจริงได้ไม่ยากเย็น
มีขุนนางศาลต้าหลี่ผู้ช่ำชองคอยบัญชาการ ผนวกกับการอัดฉีดสรรพกำลังจากตระกูลจ้าว และแรงหนุนจากขุนนางรากหญ้ามหาศาล คดีทั้งหมดย่อมถูกคลี่คลายรวดเร็วปานลมกรด
ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางศึกสาดโคลนระหว่างขุนนางบุ๋นบู๊ ผนวกกับแรงกดดันจากสวีหมิงหล่าง โอรสสวรรค์ย่อมไม่ปรารถนาปล่อยให้หมากกระดานนี้ยืดเยื้อ
“รอจนคดีเหล่านี้ถูกลอกคราบ ตระกูลขุนนางบุ๋นที่พัวพันย่อมพินาศย่อยยับ โดยเฉพาะตระกูลเจิ้ง ตระกูลหลวี่ และอีกหลายตระกูลที่ลงมือหนักสุด ต่อให้ไม่อยากมีจุดจบซ้ำรอยตระกูลหลิว ก็คงหนีไม่พ้น”
ถังซิงยืนขนาบข้างจ้าวหนิง มุมปากยกยิ้มกว้าง นัยน์ตาทอประกายเร่าร้อน ดูคล้ายจะตื่นเต้นเลือดสูบฉีดยิ่งกว่าจ้าวหนิงเสียอีก
ท่ามกลางดงจวนขุนนางน้อยใหญ่ สัมผัสกลิ่นอายอำนาจที่แผ่ซ่านราวคลื่นใต้น้ำ จ้าวหนิงกลับรู้สึกถึงความอันตรายน่าอึดอัด ทว่าลึกๆ กลับบังเกิดความฮึกเหิมเดือดพล่าน ต่อให้มหาสมุทรอำนาจจะกว้างใหญ่ คลื่นลมจะโหมบ้าคลั่งเพียงใด ท้ายที่สุดย่อมต้องมีผู้เหยียบสยบมันไว้ใต้ฝ่าเท้า!
ชายหนุ่มมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
หลังปลีกตัวจากศาลต้าหลี่ เขามุ่งหน้าไปพบคนผู้หนึ่ง… ยอดวีรสตรีตระกูลฟ่าน ‘ฟ่านอี้’
…….
ยามไห่สี่เค่อ
อีกเพียงครึ่งชั่วยามจะล่วงเข้ายามสาม สวีหมิงหล่างก้าวพ้นประตูวังหลวง แม้หมากตานี้ของฮ่องเต้จะสร้างความขุ่นเคืองและบีบคั้นให้สัมผัสถึงภัยคุกคาม ทว่าอัครเสนาบดีเฒ่าก็มิอาจดื้อด้านรั้งตัวในวังจนรบกวนการบรรทม
ขุนนางระดับสูงนับสิบชีวิตที่ก้าวตามหลัง ล้วนเป็นผู้นำตระกูลขุนนางบุ๋นบู๊ ท่ามกลางฝูงชน จ้าวเสวียนจีก้าวตีคู่ขนาบข้างสวีหมิงหล่าง ต่างฝ่ายต่างแผ่รังสีอำมหิต ไม่มีใครยอมรั้งท้ายแม้แต่ครึ่งก้าว
ระหว่างรอรถม้าประจำตระกูล สวีหมิงหล่างปรายหางตาตวัดมองจ้าวเสวียนจีอย่างเย็นเยียบ
ท่าทีแสร้งบีบน้ำตาคร่ำครวญต่อเบื้องพระพักตร์ของอีกฝ่าย ทำให้เขาสะอิดสะเอียนจากก้นบึ้งหัวใจราวกับกลืนแมลงวันเป็นๆ ลงคอ ทั้งยังเหยียดหยามพฤติกรรมสุนัขจนตรอกของแม่ทัพเฒ่ายิ่งนัก
หากน้ำตาจระเข้พลิกกระดานอำนาจรัฐ หรือกอบกู้ตระกูลจากการล่มสลายได้จริง ตระกูลหลิวคงไม่จบสิ้นอนาถปานนั้น ในสายตาสวีหมิงหล่าง จ้าวเสวียนจีไม่เพียงไร้ศักดิ์ศรี ทว่ายังโง่งมสิ้นดี สมควรแล้วที่ปกป้องตระกูลจ้าวไว้ไม่ได้
เขาเชื่อว่าตาเฒ่าแซ่จ้าวไม่จำเป็นต้องเล่นงิ้วฉากใหญ่เบื้องหน้าโอรสสวรรค์ให้เหนื่อยเปล่า
“สวีเซี่ยง ไม่จำเป็นต้องใช้สายตาสุนัขมองกระดูกเช่นนั้น ท้ายที่สุดความจริงจะประจักษ์… ว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นเพียงผู้สัญจรบนจุดสูงสุดของต้าฉี” จ้าวเสวียนจีที่ถูกดูแคลนมาตั้งแต่ตำหนักฉงเหวิน ย่อมสะสมความขุ่นเคืองไว้เต็มอก
สวีหมิงหล่างแค่นเสียงหยัน “เจิ้นกั๋วกงคงไม่ได้เพ้อเจ้อว่า แค่ตะครุบหางคดีท่าเรือได้คดีเดียว จะพลิกกระดานอำนาจได้ทั้งหมดกระมัง? หากคิดเช่นนั้นก็น่าขันเกินไป หมากตานี้อย่างมากก็แค่รั้งให้ฝ่าบาททรงลังเลพระทัยชั่วครู่ ถ่วงเวลาไต่สวนสามศาลออกไปได้วันสองวัน ท้ายที่สุด… ย่อมไม่อาจเปลี่ยนจุดจบตระกูลจ้าวได้อยู่ดี”
จ้าวเสวียนจีปรายตาเห็นบ่าวรับใช้ตระกูลสวีวิ่งหน้าตาตื่นนำรถม้าตรงรี่เข้ามา มุมปากแม่ทัพเฒ่ายกยิ้มเย้ยหยัน “หากสวีเซี่ยงยังพ่นคำโอ้อวดเช่นนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ… นั่นสิถึงเรียกว่ามีฝีมือของจริง”
สวีหมิงหล่างอ้าปากเตรียมสวนกลับ ทว่าพอเห็นบ่าวคนสนิทวิ่งหน้าเริ่ดเข้ามา ซ้ำบ่าวรับใช้ขุนนางบุ๋นอีกหลายตระกูลต่างวิ่งกระหืดกระหอบล้อมกรอบเจ้านาย ลางสังหรณ์มรณะพลันตีตื้นจุกอก
เขาระงับสงครามน้ำลาย เบี่ยงตัวหลบฉากออกไป ยังไม่ทันอ้าปากถาม บ่าวชราคนสนิทก็ละล่ำละลักเสียงสั่น “นายท่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!”
“ช่วงพลบค่ำ หลังผู้ต้องหาถูกคุมตัวเข้าศาลต้าหลี่เพียงครึ่งชั่วยาม ขุนนางศาลต้าหลี่ก็ยกโขยงออกปฏิบัติการ บุกตะลุยค้นรังจับกุมผู้ต้องหาชุดใหม่ทั่วเมืองเยี่ยนผิง!”
“สายข่าวขุนนางบุ๋นแจ้งตรงกัน บัดนี้พยานปากเอกหลายสิบคดี ถูกศาลต้าหลี่ตะครุบตัวและลากคอกลับไปรีดเค้นคำสารภาพหมดแล้วขอรับ!”
ข่าวอัปมงคลนี้ดุจอสนีบาตฟาดแสกหน้า สวีหมิงหล่างใจหายวาบ ใบหน้าชราซีดเผือดไร้สีเลือดปานกระดาษ!
สิ่งที่เรียกว่า ‘พยานปากเอก’ คือโซ่ตรวนที่คล้องคอตระกูลขุนนางบุ๋นเบื้องบนและมือสังหารเบื้องล่างเข้าด้วยกัน หากพวกมันปริปากภายใต้ทัณฑ์ทรมานศาลต้าหลี่ ผลลัพธ์ย่อมไม่ใช่แค่แผนปรักปรำตระกูลจ้าวพังพินาศ ทว่าเปลวเพลิงจะลามทุ่งเฉกเช่นคดีท่าเรือ แผนชั่วขั้วขุนนางบุ๋นจะถูกลอกคราบจนหมดจด!
ตระกูลขุนนางบุ๋นที่พัวพันเตรียมกอดคอกันลงนรก!
สวีหมิงหล่างคิ้วกระตุก ตวาดกร้าว “สุนัขศาลต้าหลี่ดมกลิ่นเจอเร็วปานนี้ได้อย่างไร! ก่อนหน้านี้พวกขุนนางบุ๋นทำงานประสาอันใด ไฉนไม่ฝังคนให้มิดชิด!”
แน่นอนว่าการซุกพยานไว้ในคฤหาสน์ตระกูลใหญ่ย่อมเป็นไปไม่ได้ หากศาลต้าหลี่บุกค้นเจอตัว ต่อให้พบแค่เศษสวะคนสองคน ขุนนางบุ๋นกระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็ไม่อาจล้างมลทิน
บ่าวชราหน้าซีดสลด “พวกเขายืนยันว่าซ่อนตัวพยานรัดกุมที่สุดแล้ว ทว่าศาลต้าหลี่กลับดมกลิ่นเจอเร็วเกินคาด ซ้ำร้าย…”
“ซ้ำร้ายยังมีทหารกองบัญชาการลาดตระเวนเมืองและผู้บำเพ็ญเพียรขุนนางบู๊คอยปิดล้อมตลบหลัง! ต่อให้มีปีกก็บินหนีไม่พ้น พอคนของเราไหวตัวจะฆ่าปิดปาก... ก็สายไปแล้วขอรับ!”
สถานการณ์เช่นนี้ ถอดแบบมาจากวาระสุดท้ายของเจิ้งอวี้ชิงและเฉินอี้ไม่ผิดเพี้ยน
“ทหารลาดตระเวนเมืองรึ?”
สวีหมิงหล่างฉุกคิดได้ทันที หลังคดีปะทุ ตระกูลจ้าวย่อมระดมยอดฝีมือขุนนางบู๊ผนึกกำลังทหารลาดตระเวนเมืองออกล่า กองบัญชาการลาดตระเวนเมืองมีอำนาจสืบสวนโดยชอบธรรม ต่อให้อัครเสนาบดีเช่นเขาก็ไม่อาจยื่นมือสกัดกั้น
ทว่าปัญหาคือ… สุนัขพวกนั้นใช้เส้นทางใดดมกลิ่นเจอพยานปากเอกรวดเร็วปานนี้?
จ้าวหนิงงมเข็มหาเฉินอี้เจอได้อย่างไร?
หากเบาะแสชี้ตายที่ซุกซ่อนรัดกุม ถูกขุดรากถอนโคนง่ายดายปานนี้ คำว่า ‘ซุกซ่อน’ ก็คงเป็นเพียงเรื่องตลกกะโหลกกะลา!
เรื่องพรรค์นี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
หรือว่า… ทั่วทั้งเยี่ยนผิงตกอยู่ใต้เครือข่ายหูตาตระกูลจ้าวและขุนนางบู๊หมดแล้ว?!
นี่ยิ่งเพ้อเจ้อ! พวกมันจะขุดขุมกำลังสอดแนมมหาศาลปานนั้นมาจากที่ใด?
ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ ก็ยังไม่มีเครือข่ายอำนาจเบ็ดเสร็จถึงเพียงนั้น!
ยิ่งกว่านั้น ต่อให้มีกำลังคนล้นเหลือ การดักทางแม่นยำราวจับวางย่อมต้องปูพรมเตรียมการล่วงหน้า หรือว่าตระกูลจ้าวล่วงรู้แผนของขุนนางบุ๋นมาแต่แรก?
ในหมู่ขุนนางบุ๋นมีหนอนบ่อนไส้รึ?!
ความคิดในหัวสวีหมิงหล่างตีกันยุ่งเหยิง ต่อให้เป็นถึงอัครเสนาบดีอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี ทว่ายามนี้กลับมืดแปดด้าน หาเหตุผลใดมารองรับหมากตานี้ไม่ได้เลย
การตะครุบเฉินอี้รวดเร็วปานสายฟ้าก็ทำเขาตระหนกพอแล้ว ยามนี้ยังกวาดต้อนพยานปากเอกคดีอื่นได้รวดเร็วปานนี้อีก นี่มันฝืนลิขิตสวรรค์และไร้เหตุผลสิ้นดี!
บัดซบ เกิดเรื่องระยำอันใดขึ้นกันแน่?
สวีหมิงหล่างกดเสียงต่ำเยือกเย็น “บัดนี้พยานถูกลากคอไปกี่คนแล้ว?”
“จากรายงานล่าสุด พยานที่ถูกตะครุบตัว… ลุกลามเกินสิบห้าคดีแล้วขอรับ!”
“พินาศถึงเพียงนี้เชียว?” สวีหมิงหล่างใจร่วงไปกองถึงตาตุ่ม ยังไม่ทันล่วงเข้ายามจื่อ หมากสิบห้าคดีกลับถูกบดขยี้พังทลาย ขืนรอถึงรุ่งสาง มิใช่ว่าแผนทั้งหมดต้องล่มจมราบคาบรึ?
หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับจบเห่!
เพียงนึกถึงความฉิบหายที่จะตามมา สวีหมิงหล่างพลันหน้ามืดทะมึน สองขาอ่อนยวบแทบทรุดฮวบ!
หากแผนปรักปรำตระกูลจ้าวถูกกระชากหน้ากากจนหมดเปลือก ถึงเวลานั้นจะไม่ใช่แค่สงครามขั้วอำนาจ ทว่าแผ่นดินต้าฉีจะลุกเป็นไฟ คลื่นมหาชนจะถาโถมกลืนกินตระกูลขุนนางบุ๋นจนแหลกลาญ พ่ายแพ้สูญสิ้นทั้งกระดาน!
ยังไม่ทันรวบรวมสติ ผู้นำตระกูลเจิ้ง… ‘เจิ้งเจ๋อเสียน’ ก็พุ่งพรวดเข้ามาหา ใบหน้าซีดเผือดราวเพิ่งสูญเสียบุพการี มันละล่ำละลักเสียงหลง
“สวีเซี่ยง! บัดนี้พยานของเราหกเจ็ดคนถูกศาลต้าหลี่รวบไปแล้ว ตระกูลเจิ้งกำลังเผชิญมหันตภัย ท่านโปรดรีบคิดหาวิธีรับมือ ขืนชักช้าตระกูลข้าคงตกนรกหมกไหม้พินาศย่อยยับ!”
สวีหมิงหล่างยังไม่ทันอ้าปาก ผู้นำขุนนางบุ๋นตระกูลอื่นก็กรูเข้ามาล้อมกรอบ ผู้นำตระกูลหลวี่หัวซุกหัวซุนมาด้านหน้า สภาพสิ้นหวังไม่ต่างจากเจิ้งเจ๋อเสียน มันพร่ำวิงวอนน่าสมเพช
“สวีเซี่ยง โปรดช่วยตระกูลหลวี่ด้วย! เหตุใดหมากกระดานนี้จึงพลิกคว่ำ ทั้งที่เราต้อนตระกูลจ้าวให้จนมุม แผนการรัดกุมไร้รอยตะเข็บ ไฉนจู่ๆ พังพินาศไม่เป็นท่าปานนี้!”
สวีหมิงหล่างสบถในใจว่าตนก็อยากรู้ปริศนาบัดซบนี้เช่นกัน จะให้เขาบากหน้าไปเค้นคอผู้ใดเล่า?
ศึกสาดโคลนหนนี้ ตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่ถือเป็นขุมกำลังหลักที่ปูพรมลงมือหนักสุด
แตกต่างจาก ‘ผังเซิง’ แห่งตระกูลผังที่หลบฉากชักใยจวนว่าการเมืองเยี่ยนผิง สองตระกูลนี้กลับลุยโคลนลงมือสกปรกเอง ดังนั้นคาวเลือดและหางเลขที่ถูกศัตรูเหยียบไว้ได้ จึงชัดเจนและมัดตัวแน่นหนาที่สุด!
เผชิญหน้าสายตากระวนกระวายของฝูงสุนัขจนตรอก สวีหมิงหล่างรู้สึกราวลิ่มเลือดอุดตันช่วงอกจนแทบขาดใจ เกือบกระอักเลือดลมปราณแตกซ่าน
พยานปากเอกถูกกวาดต้อนรวบตัวเกลี้ยง จะให้ดิ้นรนเอาปัญญาที่ใดไปช่วย? คนเหล่านั้นตกอยู่ในกำมือศาลต้าหลี่! นั่นไม่ใช่ถิ่นที่ขุนนางบุ๋นจะยื่นมือไปก้าวก่ายได้ตามอำเภอใจ!
หมากเดิมที่ขุนนางบุ๋นวางไว้คือบีบให้เกิด ‘การไต่สวนร่วมสามศาล’ หากเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยเสนาบดีกรมอาญาและอวี้สือต้าฟูก็เป็นคนกันเอง ย่อมพลิกแพลงชี้เป็นชี้ตายได้
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่อนุมัติการไต่สวนร่วมสามศาล ซ้ำยังประทานดาบอาญาสิทธิ์ให้ศาลต้าหลี่ลุยเดี่ยว จุดนี้ต่างหากคือตัวแปรที่พลิกกระดานจนเกิดหายนะล้างบาง!
ย้อนคดีเมืองไต้โจว สวีหมิงหล่างชักใยสามศาล กวาดความผิดให้เผ่าเป่ยหูและตระกูลฟ่าน ทว่าหลังคดีนั้น โอรสสวรรค์ก็โยกย้ายขุนนางศาลต้าหลี่ขนานใหญ่ พอถึงคดีตระกูลหลิว ฮ่องเต้ก็ฉวยโอกาสกวาดล้างเปลี่ยนเลือดขุนนางอีกระลอก
ผลลัพธ์ยามนี้จึงกระจ่างชัด ศาลต้าหลี่ตกอยู่ในกำมือขุนนางรากหญ้าเบ็ดเสร็จ สวีหมิงหล่างที่เป็นถึงอัครเสนาบดี ไม่อาจกุมอำนาจเบื้องบนสามศาลได้อย่างเบ็ดเสร็จอีกต่อไป
อำนาจเครือข่ายขุนนางบุ๋น ถูกโอรสสวรรค์ลิดรอนเฉือนทิ้งไปแล้วครึ่งซีก
“หากรู้ว่าจะมีวันนี้แต่แรก ข้าสมควรสั่งสับพยานปากเอกทิ้งให้เกลี้ยง!” สวีหมิงหล่างขบกรามกรอด สำนึกเสียใจจนเลือดตาแทบกระเด็น
ทว่าต่อให้เจ็บปวดเจียนตายก็กอบกู้สิ่งใดกลับมาไม่ได้
ในคราแรก คนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต้องถูกฆ่าปิดปาก หากลงมือสังหารย่อมสร้างคาวเลือดเรียกแมลงวัน ต้องแลกด้วยความเสี่ยงมหาศาล พวกมันจึงเลือกซ่อนเร้น กักขังจับตาดูในที่ลับ ซึ่งนับว่าสมเหตุสมผลและรัดกุมเพียงพอแล้ว
ดุจรับมือกองโจรห้าพันก่อกบฏ ราชสำนักจะบ้าจี้เคลื่อนทัพเรือนแสนไปกวาดล้างแต่แรกเชียวรึ? การเคลื่อนทัพใหญ่ผลาญทั้งเสบียงและคลังหลวง! ยามปกติ อย่างมากส่งทหารปราบปรามสักสองสามหมื่นก็เกินพอ
ยามซุกซ่อนพยาน ทุกคนล้วนชะล่าใจ ต่อให้หมากพลิกคว่ำ ค่อยชิงลงมือเชือดทิ้งก็ไม่สาย ท้ายที่สุดตัวหมากพวกนั้นมีปีกก็บินหนีไม่พ้น
ทว่าผู้ใดจะคาดคิด คดีปะทุขึ้นตอนกลางวัน พอตะวันชิงพลบ... ตระกูลจ้าวก็ขุดรากถอนโคนตัวหมากเหล่านี้จนพบ ดาบสวนกลับนี้โหดเหี้ยมและเด็ดขาดเกินไปแล้ว!
ขุนนางบุ๋นถูกรุกฆาตจนไร้เวลาตั้งรับโดยสิ้นเชิง
ขณะสวีหมิงหล่างจมดิ่งในความทรมานแสนสาหัส จ้าวเสวียนจีกลับก้าวย่างผ่อนคลายเข้ามาหา แม่ทัพเฒ่าหัวเราะหึ แค่นยิ้มเย้ยหยัน “สวีเซี่ยง ข้ายังรอฟังท่านพ่นสุนัขโอ้อวดอยู่นะ ไฉนจู่ๆ ใบ้รับประทานไปเสียเล่า?”
ได้ยินวาจาถากถาง ผนวกกับท่าทีกุมชัยชนะเหนือชั้นของอีกฝ่าย สวีหมิงหล่างปั่นป่วนถึงอวัยวะภายใน เส้นเลือดทั่วร่างสูบฉีดเดือดพล่านจนแทบปริแตก
เขายกปลายนิ้วสั่นเทาชี้หน้าแม่ทัพเฒ่า ทว่ากลับเค้นวาจาไม่ออกแม้ครึ่งคำ ลำคอพลันตีบตัน รสคาวหวานของลิ่มเลือดทะลักตีตื้นจุกคอหอย
“จ้าวเสวียนจี… อย่าเพิ่งเหิมเกริมให้มันมากนัก!” สวีหมิงหล่างรีดเร้นพลังกลืนลิ่มเลือดคาวคลุ้งกลับลงคอ ความเจ็บปวดทะลวงถึงกระดูก ใบหน้าอัครเสนาบดีเฒ่าขาวซีดปานศพ ก่อนตวาดผู้นำตระกูลขุนนางบุ๋นโดยรอบเสียงต่ำ “พวกเราไป!”