ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 146 สรรพชีวิต (10)
ผังฉีหวาดผวาจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง
ยามที่คนของพรรคเหยี่ยวครามบุกทะลวงสาขาหออี้ผิ่นพลาดท่า เขายังแอบปลอบใจตนเองว่าสถานที่แห่งนี้อาจมีขุมกำลังกระจุกตัวอยู่มากจนไม่อาจหักหาญ
ทว่าผู้นำสูงสุดแห่งหออี้ผิ่นกลับเร้นกายร่วมโต๊ะอาหารอยู่ห่างออกไปเพียงคืบหน้ามาเนิ่นนาน ความจริงข้อนี้ตอกย้ำชัดเจนว่าทุกความเคลื่อนไหวของพวกมันตกอยู่ในกำมือศัตรูอย่างเบ็ดเสร็จ
ขบคิดดูย่อมสมเหตุสมผล หากมิใช่ถูกซ้อนแผน ผู้ฝึกตนพรรคเหยี่ยวครามคงไม่ปราชัยย่อยยับในพริบตา ซ้ำร้ายยังมีขุมกำลังมหาศาลแห่แหนมาปิดล้อมสถานที่แห่งนี้จนมืดฟ้ามัวดิน
แม้จะมืดแปดด้านว่าแผนการรั่วไหลได้อย่างไร และเหตุใดฉื่อปี่จึงมาดักรออยู่ก่อน ทว่าสิ่งเดียวที่ผังฉีกระจ่างแท้แก่ใจคือ หากไม่อาจฝ่าวงล้อมหนีรอดไปได้ในเสี้ยววินาทีนี้ ชะตากรรมของเขาต้องจบเห่อย่างไม่อาจผุดเกิด
อาศัยปราณวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายปะทุขีดสุด เขาระเบิดพลังทะลวงหลังคาขึ้นไปในพริบตา หมายแหวกวงล้อมหนีตายให้เร็วที่สุด
ท่ามกลางเศษกระเบื้องและซากไม้หักพังปลิวว่อน ผังฉียังไม่ทันพ้นสู่ผืนนภาอาบแสงจันทร์ นัยน์ตากลับต้องเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา เมื่อประกายแสงสีแดงฉานขนาดมหึมาพุ่งทะลวงแสกหน้า
มันคือรังสีปราณแท้อันเกรี้ยวกราดดุดัน อบอวลด้วยกลิ่นอายศาสตราปราณขั้นหนึ่ง ชั่วพริบตาเป็นตาย ผังฉีรีดเค้นพลังชักกระบี่อาคมคู่กายตวัดฟันสวนรังสีสังหารนั้นอย่างเฉียดฉิว
กัมปนาทปานฟ้าผ่า คลื่นพลังวิญญาณต้นกำเนิดคลุ้มคลั่งระเบิดกวาดออกไป เศษกระเบื้องและท่อนไม้ที่ลอยคว้างกลางอากาศล้วนถูกบดขยี้เป็นผุยผง ปลิวว่อนทั่วผืนฟ้าดุจเถ้าธุลี
วินาทีเดียวกัน รูปลักษณ์ที่แท้จริงของแสงสีเลือดก็ประจักษ์แก่สายตา… มันคือ ‘ขวานยักษ์เบิกภูผา’ อักขระอาคมวิจิตรบนตัวศาสตราเปล่งประกายเจิดจรัสดุจหมู่ดาว งดงามทว่าแฝงจิตสังหารอำมหิต
กระบี่ปะทะขวาน ผังฉีฝืนต้านทานมฤตยูนี้เอาไว้ได้ฉิวเฉียด
ฐานะยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าในเสี้ยววินาทีถัดไปจะทะยานร่างหลบหนีพ้น ขอเพียงไร้เงาระดับราชันย์แทรกแซง ขอเพียงยังไม่ตกอยู่ในค่ายกลปิดล้อม ย่อมไร้ผู้ใดหยุดยั้งเขาได้
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผังฉีกลับเห็นเงาร่างอรชรทว่าดุดันสายหนึ่งทะยานตัดแสงจันทร์ พุ่งแหวกอากาศดุจเกาทัณฑ์ปลิดชีพ ราวกับมัจจุราชที่แหวกว่ายออกมาจากทะเลดาว
จังหวะที่ปราณเก่าเหือดหายปราณใหม่ยังไม่ทันก่อเกิด อีกฝ่ายอาศัยความเร็วปานอัสนี คว้าจับด้ามขวานยักษ์ที่ถูกกระแทกกระดอนขึ้น แล้วตวัดสับลงมาอย่างเหี้ยมโหดอีกครา
พริบตานั้น หัวใจผังฉีหยุดเต้น เลือดในกายเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจ
พยัคฆ์เพลิงคำรามก้องสะท้านวิญญาณ ขวานยักษ์เบิกภูผาสับกระแทกกระบี่อาคมที่ผังฉียกขึ้นป้องกันตัวอย่างทุลักทุเลสุดกำลัง
กัมปนาทปานเขื่อนแตก ท่ามกลางเสียงระเบิดของปราณแท้สั่นสะเทือนฟ้าดิน รัศมีสีแดงเพลิงคลุ้มคลั่งก็กลืนกินร่างผังฉีจนหมดสิ้น
ผังฉีลอยคว้างกลางอากาศ ไร้ผืนดินให้หยั่งเท้าถ่ายเทแรงกระแทก ย่อมไม่อาจรักษาสมดุลร่างกายไว้ได้แม้แต่น้อย
ภายใต้เงาพยัคฆ์คลั่ง ร่างของเขาปลิวละลิ่วดุจว่าวสายป่านขาด ร่วงหล่นจากหลังคากระแทกอัดพื้นร้านอาหารอย่างรุนแรง
ขณะผังฉีกระอักโลหิตพุ่งกระฉูดอยู่กลางหลุมยุบ ฮูเอ่อร์ปาที่หันไปแลกหมัดเสี่ยงตายกับฉื่อปี่ก็ถึงคราวเพลี่ยงพล้ำ ไม่อาจต้านทานปราณวิญญาณต้นกำเนิดอันเกรี้ยวกราดของอีกฝ่ายได้อีกต่อไป
ร่างกำยำปลิวกระเด็นถอยหลัง บดขยี้โต๊ะบัญชีจนแหลกละเอียด ก่อนพุ่งอัดกำแพงจนปริร้าวเป็นร่างแหใยแมงมุม
ฉื่อปี่ทะยานร่างฝ่าม่านควัน เสี้ยววินาทีที่ฮูเอ่อร์ปาถูกกำแพงหยุดรั้ง เขาพลันกระแทกหมัดทะลวงเข้าใส่ท้องน้อยอีกฝ่ายอย่างดุดัน
ร่างฮูเอ่อร์ปางอโค้งดุจกุ้ง กำแพงที่สั่นคลอนปรากฏรอยยุบเป็นวงกว้างทะลุไปอีกฝั่ง ก่อนพังครืนถล่มทลายลงมาเสียงดังสนั่น
กำแพงทลาย หลังคาพังครืน ฝุ่นควันคลุ้งกระจายระลอกแล้วระลอกเล่า ทรงพลังดุจเกลียวคลื่นคลุ้มคลั่ง ทว่ากลับแฝงความวิจิตรดุจปุยหลิวโปรยปราย
ฮูเอ่อร์ปาถูกสยบราบคาบในชั่วอึดใจ ส่วนผังฉีแม้อาการบาดเจ็บยังไม่ถึงตาย ทว่ายามหยัดกายขึ้นจากกองซากปรักหักพัง กวาดสายตามองรอบด้าน จิตวิญญาณการต่อสู้ก็แหลกสลายไปจนสิ้นเชิง
เขายืนแข็งทื่อดุจซากศพ แขนขาเย็นเฉียบไร้ความรู้สึก
นอกร้านอาหาร ยอดฝีมือคนสนิทของเขาและลูกสมุนฮูเอ่อร์ปา ถูกขุมกำลังหออี้ผิ่นและยอดฝีมือที่จ้าวชี่เยว่นำทัพมารุมล้อมสังหารจนปราชัยในเวลาอันสั้น
ขุมกำลังศัตรูมหาศาลเกินต้านทาน สถานการณ์มิใช่เพียงตกเป็นรองเบ็ดเสร็จ กระทั่งทางหนีทีไล่ยังถูกปิดตายมิดชิด
สิ่งนี้ตอกย้ำเพียงประการเดียว ศัตรูมิได้แห่แหนมาจากสาขาหออี้ผิ่นโดยพลการ ทว่าดักซุ่มวางกำลังตามจุดยุทธศาสตร์ไว้แต่เนิ่นนาน จึงสามารถกางตาข่ายฟ้าดินปิดล้อมสถานที่นี้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เปิดฉากสังหาร
เท่ากับว่าทุกย่างก้าวของพวกมันล้วนตกอยู่ใต้สายตาของศัตรูมาตลอด
เผชิญหมากกระดานเช่นนี้ ผังฉีย่อมรู้ซึ้งถึงจุดจบเป็นอย่างดี
อารมณ์เดียวที่กัดกินหัวใจยามนี้ คือความสิ้นหวังอันดำมืดไร้ก้นบึ้ง
เขาแหงนมองจ้าวชี่เยว่ เรือนผมสยายพลิ้วไหวอาบแสงจันทร์ นางยืนตระหง่านบนเศษกำแพงด้วยใบหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ราวกับเทพมัจจุราชทอดพระเนตรสรรพชีวิต เบื้องหน้าผังฉีพลันพร่ามัว
คล้ายนภาถล่มทลาย จ้าวชี่เยว่กลายร่างเป็นอสูรยักษ์ค้ำฟ้า อ้าปากกว้างดุจอ่างเลือดกลืนกินเขาทั้งเป็น ความทะเยอทะยานอันแรงกล้าในวันวาน ล้วนแหลกสลายเป็นเถ้าธุลีจมดิ่งสู่ความมืดมิดในวินาทีนี้
ภาพฝันกุมอำนาจตระกูลใหญ่ เชิดหน้าชูตา เหยียบย่ำผู้คนนับหมื่นให้ศิโรราบแทบเท้า ล้วนสลายวับเป็นเพียงภาพลวงตา
ผังฉีที่ยังมีปราณเหลือเฟือกลับรู้สึกถูกสูบวิญญาณจนเหือดแห้ง ขาอ่อนยวบทิ้งตัวคุกเข่าลงบนกองซากปรักหักพังอย่างหมดอาลัยตายอยาก เค้าหน้าชราลงสิบปีในพริบตา
ยามฮูเอ่อร์ปาถูกฉื่อปี่ใช้เชือกอาคมมัดไพล่หลังลากตัวขึ้นจากซากอิฐหิน นัยน์ตาเลื่อนลอยของมันเอาแต่เหม่อมองราตรีมืดมิด ไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าทุกหมากที่ตนเดิน ตกอยู่ใต้ฝ่ามือหออี้ผิ่นได้อย่างไร
ฐานะขุมกำลังลับชั้นยอดของเป่ยหูที่แทรกซึมเมืองเยี่ยนผิงมานานปี เชี่ยวชาญวิถีจารชนย่อมร้ายกาจ การถูกหออี้ผิ่นจับตาดูหอเฟยเสวี่ย พวกมันไหวตัวทันแต่เนิ่นๆ ซ้ำยังซ้อนแผนสาวไส้จนรู้ที่ตั้งสาขาทั้งหมดของอีกฝ่าย
หากบอกว่าก่อนหน้านี้หออี้ผิ่นจงใจเผยช่องโหว่ล่อเป้า ฮูเอ่อร์ปาให้ตายก็ไม่เชื่อ อีกฝ่ายไร้น้ำยาหรือแสร้งซ่อนคม ระดับมันย่อมมองทะลุปรุโปร่ง
หากเป็นเช่นนั้น พวกมันถูกผู้ใดสอดแนม และถูกจับตาตั้งแต่เมื่อใด
องค์กรยุทธภพสวะอย่างหออี้ผิ่น ไม่มีทางมีศักยภาพถึงขั้นนี้เด็ดขาด
หรือว่า… ตระกูลจ้าว
ยามนี้ขุมกำลังตระกูลจ้าวถูกดึงรั้งไว้จนหมด อย่างมากก็แค่เจียดตัวหมากมาหนุนเสริมได้ไม่กี่คนเท่านั้น
ร่างฮูเอ่อร์ปาถูกโยนโครมลงบนพื้นถนนหน้าร้าน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงค่อยๆ คืบคลานเข้ามา บนแผ่นหินชนวนสีเขียวในคลองจักษุ ปรากฏรองเท้าบูตหนังกวางหกตะเข็บหรูหราคู่หนึ่ง
ฮูเอ่อร์ปาฝืนเงยหน้าจดจ้องผู้มาเยือนอย่างชัดตา
บุรุษผู้นั้นอ้วนฉุผิดมนุษย์มนา เค้าหน้ายังหลงเหลือความเยาว์วัย ทว่าชั้นไขมันหนาเตอะกลับเบียดดวงตาคู่หรี่เล็กดุจเมล็ดถั่วเขียว
ความรู้สึกแรกของฮูเอ่อร์ปาคือ ชายผู้นี้คือทะลวงฟันจอมบ้าเลือด ไร้สมอง หากลงสมรภูมิย่อมเป็นทัพหน้าบุกตะลุยแหลกผลาญ ประจักษ์ชัดว่าเป็นทายาทตระกูลขุนนางบู๊
ทว่าคุณชายหนุ่มที่ยืนย้อนแสงจันทร์ ซ่อนใบหน้าในเงามืดพร้อมแววตาดุดันคมกริบผู้นี้ กลับปลุกสัญชาตญาณหวาดระแวงให้ฮูเอ่อร์ปาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมฤตยู
“จางอิงประมุขพรรคเหยี่ยวคราม ฮูเอ่อร์ปานักรบเผ่าเป่ยหู แขนขวาของเยี่ยนองค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนหยวน… ในที่สุดคุณชายอย่างข้าก็รวบตัวเจ้าได้เสียที” เว่ยอู๋เซี่ยนทรุดตัวนั่งยองเบื้องหน้า พลางตบหัวมันเบาๆ หยามเกียรติ
สิ้นคำ จังหวะหัวใจฮูเอ่อร์ปาพลันกระตุกวูบ หากมิใช่เจนสังเวียนในเยี่ยนผิงมานานปี สีหน้ามันคงถอดสีไปแล้ว ยามนี้จึงแสร้งงุนงง หันมองซ้ายขวา “ฮูเอ่อร์ปาคือใคร”
“เลิกเล่นงิ้วไขสือได้แล้ว สายลับเป่ยหูที่ตกค้างในแหคืนนี้ มิได้มีแค่กองสวะของเจ้าเพียงหยิบมือหรอกนะ”
“เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์… อ้อ นามแฝงยามนี้คือเซียวเยี่ยนสินะ ขุมกำลังเป่ยหูใต้บัญชาของนาง อย่างน้อยพวกข้าก็ลอกคราบมาได้เจ็ดแปดส่วน กระทั่งตัวนางเอง ข้าก็มั่นใจเกินร้อยว่าจะลากคอเป็นๆ มาได้”
“เพื่อลากไส้พวกเจ้า พวกข้าเปลืองสมองไปมิใช่น้อย แค่จารชนที่คัดสายเลือดมาจากกองทัพหลงโย่วและกองทัพเยี่ยนเหมินก็ปาเข้าไปนับพันนาย ตามประกบติดพวกเจ้ามาเนิ่นนาน ผนวกกับยอดมือปราบจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองและสายข่ายหออี้ผิ่น ในที่สุดก็กำคอหอยพวกเจ้าไว้ได้”
“แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจแหวกหญ้าให้งูตื่น บุกกวาดล้างรังหนูโดยพลการ ใครจะรู้ว่าพวกเจ้าขุดอุโมงค์ลับเส้นทางหนีทีไล่ไว้ลึกเพียงใด ซ้ำยังมีคราบชาวฉีบังหน้าอยู่อีกชั้น”
“หากคืนนี้พวกเจ้าไม่ระดมพลครั้งใหญ่ หมายก่อกบฏสร้างความวุ่นวาย พวกข้าคงไร้โอกาสถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากในคราเดียว มาถึงขั้นนี้ ฮูเอ่อร์ปา… เจ้ายังกล้าพ่นข้อแก้ตัวอันใดอีก”
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สีหน้าผยองกร้าวปิดไม่มิด
ฮูเอ่อร์ปาหน้ามืดวิงเวียน ใบ้รับประทานจนไร้ถ้อยคำแก้ต่าง
ภายในร้าน ผังฉีที่วิญญาณหลุดลอย เมื่อสดับถ้อยคำของเว่ยอู๋เซี่ยนพลันสะดุ้งเฮือกดุจซากศพคืนชีพ กระโจนพรวดเดียวถึงหน้าประตูดุจวิฬาร์คลั่ง ทว่าเมื่อปะทะรังสีมฤตยูที่แผ่ซ่านจากจ้าวชี่เยว่ เขาก็จิกเท้าเบรกตัวเองจนตัวโก่ง
เขาเบิกตากว้างอ้าปากค้าง จ้องฮูเอ่อร์ปาที่ใบ้กิน ก่อนแผดเสียงแหบพร่าอย่างลืมตัว “จะ… เจ้าเป็นชาวหูจริงๆ รึ”
แผนล้อมปราบคืนนี้พังพินาศ แม้ตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู อย่างมากก็แค่รับเคราะห์สังเวยชีพแต่เพียงผู้เดียว คงไม่ลากตระกูลผังมาด่างพร้อย ท้ายที่สุดเป้าหมายก็แค่พรรคสวะในยุทธภพ
แต่หากความจริงกระจ่างว่าเขานำยอดฝีมือตระกูลผัง สมคบคิดกับชาวหูเข่นฆ่าชาวฉีด้วยกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นพรรคยุทธภพหรือตระกูลขุนนาง ไม่ใช่แค่หัวเขาที่หลุดจากบ่า ทว่ายังลากทั้งโคตรเหง้าไปรับโทษประหารเก้าชั่วโคตร ถึงยามนั้นกระทั่งผังจวิ่นก็ไร้ทางรอด
ตระกูลผังทั้งตระกูลต้องถูกกวาดล้างพินาศย่อยยับ เพียงเพราะตัณหาความโลภของเขาในคืนนี้
ฮูเอ่อร์ปาถลึงตาใส่เว่ยอู๋เซี่ยน ปากแข็งดุจเหล็กไหล “ข้าไม่รู้เรื่องที่เจ้าพล่ามแม้แต่น้อย ข้าไม่รู้จักฮูเอ่อร์ปา และไม่รู้ว่าเยี่ยนเยี่ยนเทมูร์คือผู้ใด ข้าคือชาวฉี มีทะเบียนราษฎร์แน่ชัด บ้านเกิดอยู่หวงโจว พวกเจ้าไปสืบดูได้เลย”
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียงเย้ยหยัน คร้านจะต่อความยาวสาวความยืด “รอให้เจ้าลงไปนอนในคุกหลวง ได้พบปะเพื่อนร่วมเผ่า ได้เห็นหน้าเยี่ยนเยี่ยนเทมูร์ ข้าอยากรู้นักว่าถึงตอนนั้นปากเจ้าจะยังแข็งอยู่อีกหรือไม่”
สิ้นคำก็หยัดกายลุกขึ้น โบกมือส่งสัญญาณให้ยอดฝีมือตระกูลเว่ยลากตัวฮูเอ่อร์ปาไป พร้อมกำชับเด็ดขาดห้ามเปิดช่องให้มันชิงฆ่าตัวตาย
แผนล้อมปราบคืนนี้ไร้เงาตระกูลจ้าว พวกเขามุ่งเป้าจัดการคดีฆาตกรรมในตระกูล เป็นเว่ยอู๋เซี่ยนที่รับหน้าที่คุมยอดฝีมือจากหลายตระกูลขุนนางบู๊ ประสานกำลังหออี้ผิ่นและกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ดักซุ่มเด็ดหัวขุมกำลังของเซียวเยี่ยน
รอจนยอดฝีมือตระกูลเว่ยคุมตัวฮูเอ่อร์ปาและสมุน เดินตามทหารกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองพ้นตรอกไป เว่ยอู๋เซี่ยนจึงปรายตามองผังฉีที่ทรุดกองกับพื้นอีกครา มุมปากยกยิ้มเหยียดหยามสุดขั้ว
“วิญญูชนรักทรัพย์ ย่อมแสวงหาด้วยวิถีอันควร เจ้าถูกตัณหาอำนาจบังตาจนมืดบอด ปล่อยความโลภกัดกินหัวใจจนเน่าเฟะ สมคบคิดจารชนเป่ยหู ก่อกบฏในเยี่ยนผิง ซ้ำยังขายชาติส่งข่าวกรองต้าฉีให้ศัตรู… นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ”
“ผังฉี… เจ้าจบเห่แล้ว ตระกูลผังต้องพินาศย่อยยับเพราะน้ำมือเจ้า หากอาลักษณ์จารึกวีรกรรมอัปยศนี้ลงพงศาวดาร ชื่อเสียงเจ้าต้องเหม็นโฉ่ไปหมื่นปี ถูกชนชั้นหลังถ่มน้ำลายรดก่นด่าไปชั่วกัปชั่วกัลป์”
สิ้นคำพิพากษา ผังฉีที่จิตวิญญาณแหลกสลาย ปล่อยน้ำตาสองสายหลั่งรินจากหางตา
มันคือน้ำตาโลหิตอันขมขื่น