ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 145 สรรพชีวิต (9)
ภายในคฤหาสน์ตระกูลผัง ผังฉีตรวจตรากำลังพลก่อนออกปฏิบัติการเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงรุดไปเข้าพบผังชิงเต๋อ เมื่อมั่นใจว่าแผนการฝั่งตนไร้ช่องโหว่ เขาผลัดเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมธรรมดา เร้นกายออกจากคฤหาสน์อีกครา
ครานี้ไร้เงารถม้า เขานำพายอดฝีมือคนสนิทเพียงหยิบมือ ทะยานร่างใช้วิชาตัวเบาลัดเลาะกลืนไปกับเงามืดเร้นลับ ข้ามผ่านย่านชุมชนจนบรรลุถึงจุดนัดหมาย
รัตติกาลดึกสงัด เมืองเยี่ยนผิงหลงเหลือเพียงแสงไฟสลัวบางตา นอกเหนือจากตรอกผิงคังแหล่งเริงรมย์และคฤหาสน์ขุนนางสูงศักดิ์ที่ยังสว่างไสว พื้นที่ทั่วอาณาบริเวณล้วนจมปลักอยู่ในความมืดมิด
ท้องถนนเหน็บหนาวเงียบสงัด ไร้ร่องรอยผู้คนสัญจร
ตรอกผิงคัง ภายในซอยแคบแสงไฟสลัว ผังฉีพบประมุขพรรคเหยี่ยวครามในร้านอาหารซอมซ่อ… นักรบเผ่าเทียนหยวนผู้ใช้นามแฝง ‘จางอิง’ นามที่แท้จริงคือ ฮูเอ่อร์ปา
“เชิญท่านผังเยือนสถานที่โสมมเช่นนี้ ช่างเสียมารยาทนัก” ฮูเอ่อร์ปาแปลงโฉมแนบเนียน ดูไม่ต่างจากชายฉกรรจ์แดนเหนือของต้าฉี การแฝงตัวในเมืองเยี่ยนผิงหลายปีหล่อหลอมกิริยาท่าทางจนกลมกลืนไร้ที่ติ
“ประมุขจางเกรงใจไปแล้ว” นัยน์ตาเฉียบคมของผังฉีกวาดประเมินรอบร้านอย่างรวดเร็ว ภายในโถงนอกจากฮูเอ่อร์ปา หลงเหลือเพียงชายฉกรรจ์แต่งกายซอมซ่อดุจชนชั้นรากหญ้าสองคน ทั้งคู่ก้มหน้าสวาปามอาหารคำโต ไร้ผู้ใดปรายตามองมา
ตรอกผิงคังคึกคักจอแจ แหล่งรวมผู้คนร้อยแปดพันเก้า ชนชั้นล่างอย่างผู้คุ้มกันหอนางโลมหรือลูกจ้างโรงเตี๊ยมที่เพิ่งเลิกงานยามดึก การแวะประทังความหิวในร้านริมทางย่อมเป็นเรื่องปกติสามัญ
“ท่านผังโปรดวางใจ สถานที่แห่งนี้ปลอดภัยไร้กังวล” ฮูเอ่อร์ปายิ้มเชิญผังฉีนั่งลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังระแวดระวังจึงเอ่ยเสริม นัยยะสื่อชัดเจนว่าร้านอาหารนี้คือถิ่นของขุมกำลังใต้บังคับบัญชา
คืนนี้ เพื่อขอยืมสายลมบูรพาจากแผนล้อมปราบตระกูลจ้าวของขั้วขุนนางบุ๋น หมายผงาดอำนาจรวบรวมยุทธภพเยี่ยนผิงให้เป็นหนึ่ง เซียวเยี่ยนถึงขั้นระดมขุมกำลังในมือออกมาจนหมดหน้าตัก
หลังพรรคเหยี่ยวครามล่มสลาย การสูญเสียยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดถึงสามสิบคนและระดับคุมปราณอีกนับร้อย ทำให้อำนาจของเซียวเยี่ยนในเยี่ยนผิงบอบช้ำสาหัส หากไร้ระดับราชันย์สองคนคอยค้ำจุนสถานการณ์ นางคงต้องยอมถอนร่นชั่วคราว
ยามนี้ยังเป็นเพียงช่วงเร้นกายซุ่มซ่อน ยังไม่ถึงกาลปะทุศึกที่ต้องผสานกำลังทั้งในและนอก เผ่าเทียนหยวนจึงยังไม่ได้ส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดลอบเข้าแดนต้าฉีมาหนุนเสริมมากนัก
มหาสงครามรวบรวมทุ่งหญ้ากำลังจะปะทุ แนวหน้าจำเป็นต้องตุนกำลังรบมหาศาลเพื่อเผด็จศึกโดยไว หากยืดเยื้อเกินครึ่งปี เปิดช่องให้ราชสำนักต้าฉีระดมทัพเตรียมพร้อม สถานการณ์ย่อมสุ่มเสี่ยงพลิกผัน
ก่อนหน้าวันนี้ เซียวเยี่ยนส่งสาส์นขอกำลังเสริมจากราชสำนักเทียนหยวน พร้อมเรียกตัวยอดฝีมือจากหัวเมืองเหนือและกองกำลังลับที่แฝงตัวตามกองคาราวานให้รวมพลที่เมืองเยี่ยนผิง เมื่อผนวกกับไพ่ตายในมือ จึงรวบรวมระดับวิญญาณต้นกำเนิดได้มากถึงห้าสิบกว่าคน
ผลกระทบคือภารกิจแทบทุกจุดต้องระงับ กองคาราวานไร้ผู้คุ้มกันจำต้องยุติการเดินเรือและขนส่งสินค้าเพื่อเลี่ยงการปล้นชิงจากโจรภูเขาและโจรสลัด สภาพการณ์ชะงักงันเช่นนี้ไม่อาจปล่อยให้ยืดเยื้อ
ระดับวิญญาณต้นกำเนิดกว่าห้าสิบคน นับเป็นขุมกำลังมหาศาล เทียบเท่าสองพรรคใหญ่แห่งเยี่ยนผิงในอดีตรวมกัน ทว่าเพื่อความรัดกุมเด็ดขาด เซียวเยี่ยนยังคงดึงตระกูลผังมาเป็นหมากหนุนเสริม
ท้ายที่สุด ยามนี้หออี้ผิ่นผงาดครองอำนาจทั่วเยี่ยนผิง ขุมกำลังแข็งแกร่ง ทรัพย์สินเพิ่มพูนมหาศาลทิ้งห่างอดีตลิบลับ เพียงแต่เวลายังรัดตัวนัก จึงรวบรวมยอดฝีมือได้จำกัด
ผังฉีนั่งประจันหน้ากับฮูเอ่อร์ปา บนโต๊ะเต็มไปด้วยสำรับเนื้อและผักคละเคล้า แม้ส่งกลิ่นหอมบางเบา ทว่าหน้าตากลับจืดชืดหยาบกระด้าง เพียงปรายตามอง ผังฉีก็ตัดสินทันทีว่ารสชาติคงเหลือกิน
ดังนั้น แม้ฮูเอ่อร์ปาจะสวาปามอย่างมูมมามและยกชามสุราซดเป็นระยะ ผังฉีกลับไม่คิดขยับตะเกียบแม้แต่น้อย
ชาติกำเนิดตระกูลสูงศักดิ์ แม้เป็นเพียงสายรองชายขอบ ทว่าสายเลือดหยิ่งทะนงฝังลึกในกระดูก อาหารหน้าตาดุจเศษขยะพรรค์นี้ แค่มองก็พานคลื่นเหียน ไม่มีทางคีบเข้าปากเด็ดขาด กระทั่งสุราสวะในที่แห่งนี้เขาก็ขยะแขยงเกินกว่าจะแตะต้อง
สำรับอาหารต้องวิจิตร เนื้อสัตว์ต้องแล่พิถีพิถัน หากไร้ซึ่งวิถีชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า การทุ่มเทเดิมพันแย่งชิงอำนาจอาบเลือดทั้งหมดที่ผ่านมา ย่อมสูญสิ้นความหมาย
ฮูเอ่อร์ปาเห็นอีกฝ่ายนั่งนิ่งไม่ขยับตะเกียบก็หาได้ใส่ใจ มันก้มหน้าสวาปามต่ออย่างสำราญ ซ้ำยังเอ่ยด้วยอารมณ์สุนทรีย์
“ท่านผังคือชนชั้นสูงส่ง จางผู้นี้ไหนเลยจะเทียบติด แดนทุรกันดารที่ข้าจากมาแทบไร้ของดีให้กระเดือก มีแต่เนื้อแล้วก็เนื้อ ตลอดปีแทบไม่ได้ลิ้มรสผักสด ครอบครัวชาวบ้านทั่วไปแค่มีปัญญาจิบชาสักอึกก็ถือเป็นวาสนาสูงสุดแล้ว”
“ชาหนึ่งกา พวกเราชงซ้ำเจ็ดแปดน้ำจนจืดชืดไร้รส จากนั้นก็โกยใบชากากๆ มาเคี้ยวกินจนเกลี้ยง”
“เทียบกันแล้วเมืองเยี่ยนผิงประเสริฐกว่านัก ความรุ่งโรจน์ที่เล่าขานหาใช่คำคุยโว อาหารหนึ่งโต๊ะตระการตาห้าหกสี เนื้อชนิดเดียวปรุงได้เจ็ดแปดวิธี ต่อให้เอียนของคาว ก็ยังมีขนมหวานสารพัดให้ลิ้มรส”
“สุราที่นี่รสเลิศ ไร้กลิ่นคาวเหม็นหืน ยามร่ำสุรายังมีดนตรีขับกล่อม สดับบทกวีสละสลวย… ถึงข้าจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่การนั่งเสพสุนทรีย์ในบรรยากาศเช่นนั้น ก็พาให้เคลิบเคลิ้มดุจล่องลอยเป็นเซียน”
ฮูเอ่อร์ปาเอ่ยอย่างออกรส ทว่าผังฉีกลับสดับด้วยท่าทีเหยียดหยาม ในสายตาเขา ฮูเอ่อร์ปาก็แค่สวะบ้านนอกคอกนา หยาบกระด้าง ไร้การศึกษา ไร้รสนิยม ต่ำต้อยไม่ต่างจากเดรัจฉาน
หากไร้ผลประโยชน์ร่วมกัน เขาคงไม่มีวันลดตัวลงมานั่งร่วมโต๊ะ ทนฟังอีกฝ่ายพล่ามเรื่องไร้สาระพรรค์นี้แน่
ตามที่ฮูเอ่อร์ปาเคยโอ้อวด โคตรเหง้าของมันเป็นนายพราน ตัวมันคลุกคลีกับการล่าสัตว์ป่ามาแต่กำเนิด ดังนั้นแม้ฝังตัวในถิ่นทุรกันดาร แต่ด้วยฝีมืออำมหิต จึงไม่เคยอดอยากปากแห้งเรื่องเนื้อสัตว์
เดรัจฉานเช่นนี้กลับต้องตาผู้มีอำนาจ จนไต่เต้าเป็นถึงประมุขพรรคเหยี่ยวครามได้ ช่างเสวยบุญเก่าจนน่าชิงชัง
หนึ่งชะตา สองวาสนา สามฮวงจุ้ย สี่สะสมบุญ ห้าเพียรศึกษา ผังฉีในวัยกลางคนที่เจนจบโลกโลกีย์ย่อมซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ เกิดมาชาตินี้ จะมีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าชะตาชีวิตที่ประเสริฐเล่า
หากเขาเป็นทายาทสายตรงของตระกูล มิใช่สายเลือดชังที่เกิดจากอนุภรรยา ป่านนี้คงไม่ต้องดิ้นรนฝ่าดงเลือดอย่างยากลำบากถึงเพียงนี้
ทว่าก็ช่างปะไร ในสายตาผังฉี ชั่วชีวิตนี้ฮูเอ่อร์ปาไม่มีทางก้าวล่วงเป็นชนชั้นสูงได้ จวบจนตัวตายมันก็เป็นได้แค่สวะบ้านนอกที่หยาบกระด้างฝังรากลึกถึงกระดูกดำ ดังนั้นยามอยู่ต่อหน้ามัน ผังฉีจึงรู้สึกเต็มเปี่ยมถึงความสูงส่งของสายเลือดตน
ผังฉีคร้านจะทนฟังคำพล่ามเพ้อไร้สาระ นัยน์ตากวาดมองซ้ายขวาอีกครา สำรวจสภาพซอมซ่อภายในร้านและถนนหนทางเบื้องนอก
ร้านอาหารเส็งเคร็งแห่งนี้ช่างซอมซ่อ มุมร้านมีหยากไย่ฝุ่นเกรอะกรัง บนโต๊ะบัญชีเปรอะคราบดำแดงด่างดวง ไม่รู้ว่าเป็นเศษซากโสมมอันใด เห็นแล้วพานให้พะอืดพะอม
ชายฉกรรจ์ที่นั่งหลบมุมโต๊ะข้างๆ มองปราดเดียวก็ประจักษ์ชัดถึงชาติกำเนิดชนชั้นล่าง หากไม่ใช่ชาวนาก็คงเป็นกรรมกรแบกหาม มิใช่เพียงเพราะอาภรณ์หยาบโลน ทว่าเค้าโครงหน้าและกิริยา ล้วนประทับตราความยากไร้อย่างชัดเจน
ซื่อบื้อ หัวอ่อน เจียมเนื้อเจียมตัว และแน่นอนว่าโง่เขลาไร้การศึกษา
แต่ชีวิตที่ตรากตรำบากบั่นหล่อหลอมให้มีมัดกล้ามเนื้อ รูปร่างจึงดูกำยำล่ำสัน
ซ้ำยังกินจุปานชูชก สวาปามบะหมี่หมดไปแล้วสามชาม ยามนี้กำลังยัดชามที่สี่เข้าปาก
ฮูเอ่อร์ปาสังเกตเห็นสายตาของผังฉีจึงหัวเราะในลำคอ “บะหมี่เปล่าๆ กินให้ตายก็ไม่อยู่ท้อง มันต้องมีเนื้อตกถึงกระเพาะบ้าง” กล่าวจบ มันหันไปตะโกนสั่งเถ้าแก่ที่ก้มหน้าดูบัญชีอยู่หลังโต๊ะ “เอาเนื้อแกะให้มันชามนึง… ไม่สิ สองชามเลย”
เถ้าแก่แม้ไม่เข้าใจเจตนา ทว่าก็รีบจัดแจงตามคำสั่ง
เมื่อเนื้อแกะถูกยกมาเสิร์ฟ ชายฉกรรจ์หน้าตาซอมซ่อผู้นั้นลังเลเล็กน้อย ก่อนประสานมือคารวะฮูเอ่อร์ปา เอ่ยขอบคุณสั้นๆ แล้วก้มหน้าก้มตาสวาปามต่ออย่างไม่เกรงใจ
ความเมตตาจอมปลอม เนื้อแค่สองชามจะพลิกชะตาชีวิตสวะได้หรือ ก็แค่สนองตัณหาความเหนือกว่า แสร้งสวมบทพระโพธิสัตว์ประทานพร ผังฉีเหยียดหยามในใจ เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันควรจึงเปิดบทสนทนา “เราจะลงมือกันเมื่อใด”
ฮูเอ่อร์ปาคีบผักเข้าปาก “ห่างปากซอยไปทางบูรพาร้อยก้าว คือสาขาย่อยสำคัญของหออี้ผิ่น ตามสายข่าว เผลอๆ ที่นั่นอาจเป็นถึงกองบัญชาการใหญ่”
“หออี้ผิ่นไม่เหมือนพรรคมารทั่วไป ฐานที่มั่นไม่ได้โอ่อ่าสะดุดตา ทว่าเร้นลับแฝงตัวตามร้านค้าและเคหสถาน หากไม่แทรกซึมล้วงลึกก็ยากจะควานหา”
“หากเป็นแค่สาขาย่อย กำลังพลที่ส่งไปก็มากพอจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก ขอเพียงเจ้าหน้าที่ศาลว่าการเมืองเยี่ยนผิงคอยช่วยเก็บกวาดร่องรอยก็เกินพอ”
“แต่หากที่นั่นคือบัญชาการใหญ่ และมียอดฝีมือซุ่มซ่อนอยู่มาก คงต้องรบกวนท่านผังออกโรง ร่วมมือกับข้าบดขยี้พวกมันให้แหลกราญ”
ผังฉีพยักหน้ารับ หากไร้ยอดฝีมือ การให้เขาลดตัวลงมือย่อมถือเป็นเรื่องหยามเกียรติ ทว่าการที่ฮูเอ่อร์ปานัดหมายสถานที่นี้ ย่อมหมายความว่ามีโอกาสสูงลิบที่มันจะเป็นบัญชาการใหญ่ของหออี้ผิ่น
ค่ำคืนนี้ผิดแผกจากปกติ ยามนี้ขุมกำลังตระกูลจ้าวและกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ต่างวุ่นวายกับการตามสืบสวนจับกุมผู้ต้องสงสัยร่วมกับศาลต้าหลี่ ปั่นป่วนจนไม่มีเวลาปลีกตัวมาสนใจเรื่องอื่น ย่อมไร้กังวลว่าจะเกิดการสอดมือขัดขวาง
ทันทีที่การชำระความเริ่มขึ้น ต้องเผด็จศึกให้ไวที่สุด ศาลว่าการเมืองเยี่ยนผิงเพียงแค่ลอกเลียนหมากของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ยัดข้อหาว่าเป็นการวิวาทของนักเลงยุทธภพ แล้วฉวยโอกาสจับกุมคนของหออี้ผิ่นมารับโทษ
แผนการนี้ย่อมสามารถสาดโคลนใส่ตระกูลจ้าว ป่าวประกาศว่าหออี้ผิ่นคือองค์กรอิทธิพลเถื่อนที่ตระกูลจ้าวหนุนหลัง สร้างความเดือดร้อนชั่วช้า ถึงยามนั้น หากตระกูลจ้าวคิดพลิกกระดานฝ่าวิกฤติ ย่อมมืดมนไร้หนทาง
ชั่วอึดใจ เสียงกัมปนาทของการปะทะเดือดก็แว่วมาจากที่ไกล
คลื่นปราณแท้ปะทะกันดังกึกก้องปานอัสนีบาต
เสียงสบถด่าทอและเสียงกู่ร้องคำรามประดังประเด ดุจพายุคลั่งซัดกระหน่ำ
ฮูเอ่อร์ปาแสร้งทำหูทวนลม มันชูชามสุราขึ้นตรงหน้าผังฉี เอ่ยด้วยน้ำเสียงสำราญ “หมากกระดานนี้เริ่มเดินแล้ว ท่านผัง ขอชัยชนะจงเป็นของพวกเรา”
ผังฉีตระหนักดี ขอเพียงแผนการเปิดฉากราบรื่น ทุกสิ่งย่อมถือเป็นอันยุติ แม้รังเกียจสุราโสมม ทว่าเขายังคงยกจอกขึ้นตอบรับ แสร้งฉีกยิ้มเยือกเย็น “ชนจอก”
ชั่วเวลาจิบชา เสียงกัมปนาททั้งมวลพลันสงบงัน
ฮูเอ่อร์ปายกสุราซดรวดเดียวหมดชาม มันหัวเราะก้องผุดลุกขึ้นยืน ประกาศกร้าวด้วยความอหังการ “พรรคเหยี่ยวครามของข้า… ผงาดขึ้นอีกคราแล้ว”
ผังฉียิ้มมุมปากไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าประกายพึงพอใจระหว่างคิ้วไม่อาจปิดมิด เขามองเห็นรุ่งอรุณแห่งอำนาจ ที่จะผลักดันฐานะตนให้ทะยานขึ้นไปอีกระดับ
ทว่าพริบตานั้น บริเวณหน้าร้านพลันมีร่างของใครบางคนพุ่งพรวดเข้ามาอย่างตื่นตระหนก
เป็นสมุนของฮูเอ่อร์ปา
มันย่อมมารายงานผลลัพธ์แห่งชัยชนะ
ผู้ใดรอรับข่าวประเสริฐ ย่อมต้องปรีดา
ทว่าฮูเอ่อร์ปากลับตาลุกวาวด้วยความหวาดผวา
ใบหน้าอหังการเมื่อครู่บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ คิ้วหนาขมวดเกร็งแน่น
เหตุผลง่ายดายยิ่ง สมุนที่เนื้อตัวอาบโชกด้วยโลหิต ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ก็ทิ้งตัวคุกเข่าล้มตึง แผดเสียงสั่นสะท้านด้วยความหวาดผวาถึงขีดสุด “ปะ…ประมุข… หนีเร็ว พวกเรา… พวกเราพินาศสิ้นแล้ว”
ถ้อยคำนั้นราวอสนีบาตฟาดกลางแสกหน้า ร่างกำยำของฮูเอ่อร์ปาสั่นสะท้าน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นัยน์ตาเบิกกว้างถลน “เจ้าพล่ามบ้าอันใด พินาศรึ พวกเราจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร เหตุใดจึงย่อยยับรวดเร็วปานนี้”
ผังฉีตกตะลึงจนผุดลุกขึ้นยืน นัยน์ตาจดจ้องสมุนผู้นั้นด้วยความเคร่งเครียด
ทว่าสมุนโชกเลือดกลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก
ร่างของมันล้มพับกระแทกพื้น ขาดใจตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ปิดปากเงียบงันไปชั่วนิรันดร์
พริบตานั้น เสียงแหวกอากาศ ‘ฟุ่บ ฟุ่บ’ พลันทะลวงขึ้นหน้าร้าน เงาดำนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานตลบหลังถนนทุกสาย
ประจักษ์ชัดว่ารังหนูแห่งนี้… ตกอยู่ในวงล้อมปราบปรามอย่างสมบูรณ์แบบ
ฮูเอ่อร์ปาไร้กะจิตกะใจจะครุ่นคิด มันสบตาผังฉีแวบหนึ่งก่อนสบถกร้าว “หนี” เตรียมทะลวงวงล้อมหนีเอาชีวิตรอด
ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของพวกมันกลับถูกตอกตรึงอยู่กับที่
ฝ่าเท้าแข็งค้างดุจหยั่งรากลงดิน
เพียงเพราะมีเงาร่างหนึ่งก้าวมาขวางทางรอดเอาไว้
ที่แท้กลับเป็นชายหน้าตาซอมซ่อ กิริยาไร้สง่าราศี… กรรมกรก้นครัวที่นั่งสวาปามบะหมี่อยู่เมื่อครู่
ฮูเอ่อร์ปาแผดเสียงคำราม ปราณควันดำเบื้องหลังหมุนวนก่อตัวเป็นพญาเหยี่ยว มันระเบิดหมัดทะลวงเข้าใส่กลางอกอีกฝ่ายอย่างเหี้ยมเกรียม
ชายซอมซ่อสีหน้าไร้ระลอกคลื่น ซัดหมัดสวนกลับในฉับพลัน พลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดปะทุคลั่ง ก่อตัวเป็นเงามายากระทิงเถื่อนทะยานขึ้นเบื้องหลัง
ตูม หมัดทะลวงหมัด คลื่นปราณระเบิดกวาดโต๊ะเก้าอี้ภายในร้านแหลกละเอียด ฮูเอ่อร์ปากระอักเลือด ถอยร่นลากพื้นไปถึงสามก้าวเต็ม
มันตื่นตระหนกสุดขีด “ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย เจ้าเป็นใคร”
ชายเดนตายก้นครัวผู้นี้ ที่แท้กลับเป็นยอดฝีมือเร้นกายที่หาตัวจับยาก
ชายซอมซ่อหยัดยืนมั่นคงดุจขุนเขาดึงหมัดกลับ น้ำเสียงราบเรียบดุจน้ำนิ่ง ไร้ซึ่งรังสีอำมหิตหรือความเกรี้ยวกราด เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “สหายยุทธภพ ล้วนเรียกขานข้าว่า ‘ฉื่อปี่'”
“ผู้นำสูงสุดของหออี้ผิ่น... ฉื่อปี่…” หัวใจของฮูเอ่อร์ปาพลันร่วงหล่นลงสู่หุบเหวน้ำแข็งในบัดดล