ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 148 จับกุม (2)
คล้อยหลังส่งผู้บำเพ็ญเพียรในสังกัดออกปฏิบัติการ เซียวเยี่ยนไม่ลืมทิ้งหมากรั้งท้าย จัดวางขุมกำลังคอยสะกดรอยตามห่างๆ
เจตนาหาใช่ระแวงฮูเอ่อร์ปากับพวกพ้องแปรพักตร์ ทว่าเพื่ออุดช่องโหว่จากเหตุไม่คาดฝัน หากแผนแตกพ่ายจนแม้อีกฝ่ายไร้โอกาสหลบหนีและส่งข่าว นางก็ยังกุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที
การแฝงกายในแดนศัตรูอย่างเยี่ยนผิง บีบให้นางต้องระแวดระวังทุกย่างก้าว
ด้วยหมากตานี้ เซียวเยี่ยนจึงล่วงรู้ความพลิกผันทั่วทุกมุมเมืองกระจ่างแจ้ง ทว่าความกระจ่างแจ้งนั้นกลับกระชากวิญญาณนางให้สั่นสะท้านดุจอสนีบาตฟาดกลางกระหม่อม
ยามเปิดฉาก ปฏิบัติการกวาดล้างสาขาหออี้ผิ่น กลับเผชิญการตอบโต้อย่างดุดันพร้อมกันทุกจุด
บางกลุ่มเพิ่งทะลวงประตูสาขาหออี้ผิ่น ก็ปะทะเข้ากับผู้บำเพ็ญเพียรด้านใน ซ้ำยังโดนกองกำลังยอดฝีมือมหาศาลพุ่งพรวดจากบ้านเรือนราษฎรโดยรอบ ขนาบตีกระหนาบทั้งในและนอกจนแหลกยับ
บางกลุ่มเพิ่งก้าวพ้นแหล่งกบดาน ยังไม่ทันทะยานสู่ถนนใหญ่ ก็เผชิญวงล้อมจากทุกสารทิศ ก่อนคลื่นผู้บำเพ็ญเพียรมืดฟ้ามัวดินจะถาโถมเข้ากลืนกินร่างจนสิ้นซาก
ฟากมือปราบที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ยังไม่ทันเหยียบย่างเข้าสมรภูมิ ก็ปะทะกับแนวสกัดกั้นของยอดฝีมือจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนและตระกูลขุนนางบู๊ ก่อนทัพทหารลาดตระเวนเมืองจะแห่สมทบ เข้าคุมตัวพวกมันไว้จนเบ็ดเสร็จ
ปฏิบัติการคืนนี้กระจายขุมกำลังออกไปถึงยี่สิบสามสิบสาย ทว่าคล้อยหลังรับแจ้งข่าวปราชัยสายที่ห้า เซียวเยี่ยนก็ต้องอาศัยการคุ้มกันจากสองเฒ่าดำขาว มุดลงอุโมงค์ใต้ดินเร้นกายอย่างเร่งร้อน
นางหยัดยืนเบื้องหน้าภาพจิตรกรรมฝาผนังสลักลวดลายครึ่งแผ่นดินต้าฉี โดยมีเมืองเยี่ยนผิงตระหง่านเด่นชัด ยิ่งข่าวคราวหลั่งไหลกลับมา ใบหน้าของเซียวเยี่ยนยิ่งมืดทะมึนลงทุกขณะ
เพียงชั่วก้านธูป ข่าวปราชัยหลั่งไหลไม่ขาดสาย มิหนำซ้ำ แหล่งกบดานของนาง ไม่ว่าร้านรวง หอสุรา หรือบ้านพัก ล้วนโดนกวาดล้างแทบสิ้นซาก
สืบเนื่องจากยอดฝีมือแต่ละจุดล้วนถูกระดมไปสมทบศึกหออี้ผิ่น การป้องกันภายในจึงหละหลวม หลงเหลือเพียงไส้ศึกเป่ยหูบางส่วนรั้งเฝ้าฐาน
ทว่าศัตรูมีกำลังพลมหาศาลพรั่งพร้อมด้วยยอดฝีมือ ทันทีที่เปิดฉาก ก็ถอนรากถอนโคนแหล่งกบดานแต่ละแห่งจนราบเป็นหน้ากลอง คว้าตัวไส้ศึกด้านในไว้ได้คาหนังคาเขา ไส้ศึกเป่ยหูบางคนเห็นจวนตัว หวั่นเกรงการโดนเค้นความลับ จึงชิงปลิดชีพตัวเองทิ้งในทันที
แต่ไส้ศึกส่วนใหญ่ที่ชักช้าไม่ทันการณ์ หรือลังเลเพียงเสี้ยววินาที ล้วนโดนตะครุบตัว และลากคอกลับไปยังกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
เซียวเยี่ยนจ้องมองหินโมราและก้อนกรวดบนภาพจิตรกรรมฝาผนังมหึมาเบื้องหน้า หัวใจเจ็บปวดบิดมวนปานโดนมีดกว้าน
มลายสิ้นแล้ว… ขุมกำลังที่นางกัดฟันสร้างมาเนิ่นนาน แหลกสลายไม่มีชิ้นดีในวันเดียว โลกแห่งอำนาจที่นางบุกเบิกในต้าฉี ปลิวว่อนดุจดอกผู่กงอิงกลางวสันตฤดู
ภาพวาดเบื้องหน้านี้ ไร้ค่าไปโดยปริยาย
ลมปราณเซียวเยี่ยนตีกลับปั่นป่วน ใบหน้าเดี๋ยวเขียวคล้ำเดี๋ยวซีดเผือด ไม่นานรอยโลหิตก็ซึมหลั่งมุมปาก
นางไม่ยินยอม
ความมืดแปดด้าน ไม่รู้สาเหตุแห่งความปราชัยยับเยินปานนี้ กรีดแทงนางให้เจ็บปวดทรมานจนแทบคลุ้มคลั่ง
ความล้มเหลวในการบุกสาขาหออี้ผิ่น ชี้ชัดว่าศัตรูล่วงรู้แผนการแต่เนิ่นๆ จึงดักซุ่มยอดฝีมือมหาศาลไว้ในบ้านพักละแวกนั้นได้ทันท่วงที
ร่องรอยของพวกนาง ร่วงหล่นอยู่ในกำมือศัตรูมาตั้งแต่ต้น
ทว่านี่แทบเป็นไปไม่ได้
เซียวเยี่ยนมั่นใจว่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนเป็นระดับหัวกะทิ สายสืบหออี้ผิ่นก่อนหน้านี้ ก็โดนคนของนางตลบหลังสาวไส้จนเจอสาขาต่างๆ ครบถ้วน แล้วเหตุใดบัดนี้สถานการณ์จึงพลิกกลับตาลปัตร
แหล่งกบดานทุกแห่งโดนกวาดล้างสิ้น ชี้ให้เห็นว่าศัตรูงัดวิธีเดียวกับที่คนของนางใช้สะกดรอยสายสืบหออี้ผิ่นมาใช้ นั่นคือซ้อนแผนสะกดรอยตามพวกนางอย่างลับๆ จนขุมกำลังทั้งหมดตกอยู่ใต้อุ้งมืออีกฝ่ายเบ็ดเสร็จ
ยามนี้นางถึงขั้นระแวงว่า การเผยตัวของคนหออี้ผิ่น คือหมากจงใจของศัตรูตั้งแต่แรก ทันทีที่สมุนของนางเริ่มสะกดรอยตามสืบหาสาขาหออี้ผิ่น ก็จำต้องก้าวจากเงามืดออกสู่แสงสว่างบนท้องถนน
ด้วยเหตุนี้ ศัตรูจึงสบช่องตลบหลังสะกดรอยตามคนของนาง เพื่อสืบสาวร่องรอยไปถึงแหล่งกบดานแต่ละแห่งได้
แต่การจะวางข่ายดักจับเช่นนี้ ต้องอาศัยสายสืบชั้นยอดจำนวนมหาศาล
เมืองเยี่ยนผิงไม่มีสายสืบชั้นยอดมากมายปานนั้น ไม่ว่ามือปราบกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองหรือที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ในสายตาเซียวเยี่ยน พวกมันเป็นแค่เศษสวะเสวยสุขไปวันๆ ต่อให้มีตัวเก่งกาจหลุดรอดมาบ้าง ก็มีขีดจำกัด
มีเพียงสถานที่เดียวเท่านั้น ที่สะสมหน่วยสอดแนมชั้นยอดมากมายปานนี้
ค่ายทหาร
และต้องเป็นกองทัพทหารชายแดน
ราชวงศ์ต้าฉีว่างเว้นศึกใหญ่มานับร้อยปี ทหารราชองครักษ์ส่วนกลางคุ้นชินกับความสุขสบาย ย่อมไม่มีทางมีหน่วยสอดแนมอำมหิตถึงเพียงนี้
มีเพียงกองทัพประจำการชายแดนเท่านั้น จึงจะบ่มเพาะขุมกำลังชั้นยอดเยี่ยงนี้ได้
ด่านซานไห่กวนแห่งจี้โจว ด่านเยี่ยนเหมินกวนแห่งไต้โจว ด่านอวี้เหมินกวนแห่งหลงโย่ว…
การเคลื่อนพลหน่วยสอดแนมชั้นยอดมหาศาลจากทัพชายแดนเข้าสู่เมืองหลวง ย่อมต้องรับบัญชาสายตรงจากทำเนียบเสนาธิการทหารเท่านั้น
ทว่าเหตุใดทำเนียบเสนาธิการทหารจึงออกคำสั่งเช่นนี้
เว้นเสียแต่ว่า… จ้าวเสวียนจีล่วงรู้มาตั้งแต่ต้น ว่าเยี่ยนผิงมีไส้ศึกเป่ยหูแฝงตัวอยู่มหาศาล
นั่นย่อมหมายความว่า ทุกความเคลื่อนไหวของเซียวเยี่ยนในต้าฉี จ้าวเสวียนจีล้วนมองทะลุปรุโปร่ง
และนี่คือจุดที่กระชากขวัญเซียวเยี่ยนกระเจิดกระเจิงที่สุด
จ้าวเสวียนจีล่วงรู้เครือข่ายขุมกำลังของนางได้อย่างไร
นางทิ้งร่องรอยไว้ตั้งแต่เมื่อใด
เซียวเยี่ยนเค้นสมองขบคิด ทว่ากลับมืดมนไร้คำตอบ
ปราชัยที่ไต้โจววันนั้น นางก็เผชิญความมืดแปดด้านเช่นนี้ไม่ต่างกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ปฏิบัติการคืนนี้บังคับให้ตระกูลขุนนางบู๊ต้องเทหมดหน้าตักระดมยอดฝีมือออกมาทั้งหมด ก่อนหน้านี้พวกมันล้วนบอบช้ำพ่ายแพ้ในศึกชิงอำนาจบุ๋นบู๊ ซ้ำยังเก็บงำความเคียดแค้นจ้าวเสวียนจี ย่อมไม่มีทางให้ความร่วมมือถึงเพียงนี้
ทว่าคืนนี้ พวกมันกลับน้อมรับบัญชาจ้าวเสวียนจีอย่างศิโรราบ
เซียวเยี่ยนตระหนักแจ้ง หากตระกูลหลิวไม่โดนตระกูลจ้าวโค่นล้มบดขยี้ ย่อมไม่มีทางเกิดสถานการณ์บีบคั้นดั่งเช่นคืนนี้
มิหนำซ้ำ
วันนี้คือฤกษ์ที่ตระกูลขุนนางบุ๋นผนึกกำลังขย้ำตระกูลจ้าว ความสนใจทั้งหมดจึงพุ่งเป้าไปที่ตระกูลจ้าว การที่ตระกูลจ้าวสงวนท่าทีไม่ส่งกำลังพลเข้าร่วมปฏิบัติการคืนนี้มากนัก ยิ่งอำพรางสายตาตระกูลขุนนางบุ๋นไม่ให้ระแคะระคายถึงความผิดปกติ
ดังนั้น แม้ตระกูลขุนนางบุ๋นจะกุมยอดฝีมือมหาศาล ทว่ากลับไร้ประโยชน์ต่อเซียวเยี่ยนโดยสิ้นเชิง ตระกูลเดียวที่ถูกลากมาร่วมวงคือตระกูลผัง ซ้ำยังส่งกำลังพลออกไปเพียงหยิบมือ
ที่แท้ศึกคืนนี้ นางปราชัยมาตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ความหนาวเหน็บก็แล่นพล่านจนสองมือเซียวเยี่ยนสั่นเทา
จากหายนะที่ไต้โจว จวบจนความปราชัยยับเยินในคืนนี้ วินาทีนี้ในที่สุดนางก็สัมผัสได้ถึงเงื้อมมือมืดมหึมาที่เร้นกายหลังม่านหมอก คอยชักใยทุกสรรพสิ่ง และค่อยๆ ลากนางดิ่งลงสู่หุบเหวลึกทีละก้าว
คนผู้นี้มองทะลุปรุโปร่ง ล่วงรู้ตัวตนและขุมกำลังของนางมาเนิ่นนาน
มันผู้นี้คือใคร
แผ่นดินนี้มีตัวตนเช่นนี้ดำรงอยู่ได้อย่างไร
มันอาศัยสิ่งใด จึงสาวไส้เรื่องราวของนางได้กระจ่างแจ้งถึงเพียงนี้
เซียวเยี่ยนเค้นสมองแทบแตกก็ไร้คำตอบ
นางแฝงกายในต้าฉีมาเนิ่นนาน ฉกฉวยจังหวะความขัดแย้งภายใน กวาดเกี่ยวผลประโยชน์ราบรื่นมาตลอด มาบัดนี้กลับตระหนักว่า ตนเองตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคนมาแต่ต้น ทุกกระบวนท่าที่แสดงล้วนเป็นแค่ปาหี่วานรที่ถูกหลอกให้กระโดดโลดเต้น
ความผยองพังทลายครืน
นางรู้สึกสิ้นเรี่ยวแรง หดหู่และท้อแท้ถึงขีดสุด
ความเจ็บปวดบีบคั้นจนแทบอยากดับดิ้น
“ไป ถอนตัวออกจากเยี่ยนผิงเดี๋ยวนี้” เซียวเยี่ยนปาดคราบโลหิตมุมปาก เค้นเสียงลอดไรฟัน นางไร้ทางเลือกอื่น หากโดนจับกุม ทุกสิ่งย่อมสูญสิ้นไม่อาจกอบกู้ชั่วนิรันดร์
ก่อนผละไป เซียวเยี่ยนทอดสายตามองภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นครั้งสุดท้าย สั่งการเฒ่าขาวให้ลงมือทำลายมันทิ้ง
ขณะทั้งสามเร้นกายลึกสู่อุโมงค์ท่ามกลางฝุ่นควัน ภาพจิตรกรรมก็พังทลายกลายเป็นเศษซาก หาใช่เพียงทำลายภาพวาด ทว่าเป็นลางมรณะบ่งบอกว่าหยาดเหงื่อที่เซียวเยี่ยนทุ่มเทสร้างขุมกำลังในเยี่ยนผิงหลายปี ได้มลายกลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว
ภายในอุโมงค์แตกระแหงหลายสาย แต่ละสายนำสู่จุดหมายแตกต่าง ทว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นทางตันที่สร้างไว้พรางตา
คล้อยหลังพวกนางผละไปไม่นาน ทัพผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลขุนนางบู๊ก็ควบตะบึงตามมาถึง พวกมันชะงักฝีเท้าชั่วครู่หน้าเศษซากจิตรกรรม ก่อนผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนจะหลั่งไหลทะลวงผ่านช่องทางต่างๆ เข้าสมทบอย่างรวดเร็ว
บางสายทะลวงตามติดจากหอเฟยเสวี่ย บางสายกระหน่ำมาจากเส้นทางอื่น
คืนนี้ เซียวเยี่ยนไม่ได้กบดานอยู่หอเฟยเสวี่ยแต่แรก
ยามเปิดฉากปฏิบัติการใหญ่ เพื่อความรัดกุม นางมักปลีกตัวออกจากแหล่งพำนักประจำ ดังนั้น แม้ทัพผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลขุนนางบู๊จะบุกถล่มหอเฟยเสวี่ยเป็นเป้าหมายแรก ก็ยังคว้าน้ำไม่อาจจับตัวนางได้
“แยกย้ายตามล่า” ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเว่ยผู้นำทัพตวัดมือสั่งการ ขบวนผู้บำเพ็ญเพียรที่หลั่งไหลไม่ขาดสายจึงแยกย้ายพุ่งทะยานสู่อุโมงค์แต่ละสาย
ครึ่งก้านธูปต่อมา ภายในบ้านพักซอมซ่อหลังหนึ่ง แผ่นกระดานเตียงโดนผลักเปิด เฒ่าขาวพุ่งทะยานขึ้นเป็นคนแรก หลังตรวจสอบจนแน่ใจว่าไร้สิ่งผิดปกติ จึงค่อยประคองเซียวเยี่ยนขึ้นมา
“องค์หญิงโปรดรั้งรอ ผู้น้อยจะออกไปดูลาดเลาด้านนอก” เฒ่าดำชิงทะยานร่างออกไป
บ้านพักซอมซ่อหลังนี้ไร้ข้อดีอื่นใด นอกเสียจากตั้งประชิดกำแพงเมือง เพื่อเอื้อต่อการหลบหนี
เยี่ยนผิงนครร้อยหมื่นกว้างใหญ่ไพศาล กำแพงเมืองทอดยาวหลายสิบลี้ ยามนี้มิใช่ช่วงศึกสงคราม ทหารยามบนกำแพงจึงเบาบาง การทะยานข้ามกำแพงหลบหนีย่อมหาใช่งานยากเข็ญ
ทว่าไม่นานเฒ่าดำก็ผลุบหน้ากลับมา สีหน้ามืดทะมึนถึงขีดสุด เอ่ยกับเซียวเยี่ยนที่รั้งรอในห้องโถง
“องค์หญิง กำแพงเมืองโดนปิดตายสิ้นแล้ว ไม่เพียงมียอดฝีมือระดับหัวกะทิลาดตระเวนขวักไขว่ ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์หลายสายแผ่ซ่านครอบคลุมจากทุกทิศทาง”
“หากดึงดันทะยานข้ามกำแพงเพลานี้ ย่อมโดนจับสัมผัสได้ และทันทีที่ระดับราชันย์พวกนั้นเปิดฉากไล่ล่า พวกเราไม่มีทางรอดไปได้ไกลแน่”
เผชิญวิกฤตกะทันหัน คราแรกเซียวเยี่ยนใจสลายแทบอยากปลิดชีพชดใช้ความผิด ทว่าตลอดเส้นทางหลบหนีจนถึงที่นี่ สภาพจิตใจนางสงบเยือกเย็นลงไม่น้อย ยามนี้จึงยังรั้งสติไว้มั่น
นางเอ่ยเสียงเรียบ “ระดับราชันย์ไม่มีทางตรึงกำลังเพ่งเล็งกำแพงสี่ทิศได้ตลอดเวลา พวกเราจะกบดานอยู่ที่นี่สักระยะ รอพายุสงบแล้วค่อยหาทางเร้นกายออกจากเมือง”
น่าเสียดายที่อุโมงค์ไม่ได้เจาะทะลุนอกเมืองโดยตรง หาใช่เพราะเซียวเยี่ยนไร้กำลังคน ทว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ต่างหาก
ไม่ต้องเอ่ยถึงปัญหาอุโมงค์ยิ่งยาว ดินหินที่ขุดออกมายิ่งจัดการยาก ซ้ำยังเสี่ยงดึงดูดสายตากองบัญชาการทหารลาดตระเวนและที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงให้มาตรวจสอบ ลำพังแค่ข่ายตรวจตราของทหารรักษาการณ์ ก็รัดกุมเข้มงวดจนยากจะเล็ดลอดสายตา
หากขุมกำลังใต้ดินขุดอุโมงค์ทะลุกำแพงเมืองไปมาได้อย่างเสรี เยี่ยนผิงจะมีกำแพงเมืองคุ้มกันหรือไม่ก็ไร้ค่าไม่ต่างกัน
ดังนั้นอุโมงค์ของเซียวเยี่ยน จึงทำได้เพียงพานางหลบฉากจากพื้นที่มรณะชั่วคราว ทว่าไม่อาจใช้ทะลวงออกนอกเมือง หากคิดหลบหนี นางจำต้องพึ่งพาวิถีอื่น
ทว่าเห็นได้ชัดว่านางไร้เวลาให้รั้งรอ
หนึ่งชั่วยามให้หลัง เฒ่าขาวที่ลอบออกไปสืบข่าวกลับมารายงาน เยี่ยนผิงเพลานี้เดือดพล่านปานหม้อน้ำเดือด ทหารราชองครักษ์มืดฟ้ามัวดินแห่ทะลวงประตูเมืองเข้าสมทบทหารลาดตระเวน เริ่มปูพรมค้นหาแบบพลิกแผ่นดินทั่วทั้งเมือง
“องค์หญิง ดูเหมือนคนของเราที่พลาดท่า จะทนทัณฑ์ทรมานไม่ไหวจนคายตัวตนที่แท้จริงออกมา ฮ่องเต้แดนใต้ล่วงรู้การมีอยู่ของพวกเรา จึงลงราชโองการสั่งทหารราชองครักษ์เคลื่อนพลเข้าเมือง ผนึกกำลังกับกองบัญชาการทหารลาดตระเวนไล่ล่าพวกเราเต็มสูบ”
เฒ่าขาวสีหน้าตระหนกสุดขีด “ตรอกนี้โดนทหารราชองครักษ์ปิดล้อมสิ้นแล้ว อีกประเดี๋ยวพวกมันต้องปูพรมค้นหา ไม่แคล้วต้องสาวมาถึงที่นี่ในอึดใจ พวกเราต้องรีบย้ายแหล่งกบดาน”
เซียวเยี่ยนสีหน้ามืดทะมึนดุจผืนน้ำนิ่ง
นางครอบครองวิชาแปลงโฉมล้ำเลิศ สามารถ ‘เปลี่ยนหน้าค่าตา’ ไร้ที่ติ หากเป็นยามทิวา การใช้วิชานี้เร้นกายปะปนฝูงชนออกจากเมืองหาใช่เรื่องยาก ต่อให้ทหารยามกำภาพวาดนางไว้ก็ไร้ความหมาย
เพลานี้ ต่อให้ประจันหน้าทหารราชองครักษ์ พวกนางก็สามารถสวมรอยเป็นราษฎรต้าฉีทั่วไปได้อย่างแนบเนียน
ทว่าจุดตายคือ ไม่ว่าพวกนางจะแปลงโฉมแนบเนียนปานใด ท้ายที่สุดก็ยังเป็นคนแปลกหน้าสามคนอยู่ดี
ช่องโหว่ใหญ่หลวงคือ เพื่อนบ้านละแวกนี้ไร้ผู้ใดรู้จักมักคุ้นพวกนาง
ไร้บุคคลยืนยันตัวตนและที่มาที่ไป
พวกนางคือสามเงาปริศนาไร้หัวนอนปลายเท้า ย่อมไม่อาจตบตาทหารราชองครักษ์ได้พ้น
หากเป็นยามปกติ รอยด่างนี้อาจไม่สลักสำคัญ ทว่าคืนนี้สถานการณ์พลิกผันปานใด ฮ่องเต้ถึงขั้นเคลื่อนทัพราชองครักษ์เข้าเมือง ย่อมมุ่งเป้าหมายขย้ำนางโดยเฉพาะ เกรงว่าแม้แต่ขอทานท่าทีมีพิรุธ ทหารราชองครักษ์ยังต้องตะครุบตัวไปเค้นคอก่อน
“ไม่ว่าหลบซ่อนแห่งหนใด ท้ายที่สุดย่อมโดนทหารราชองครักษ์จับพิรุธได้อยู่ดี ไม่มีทางตบตาพวกมันพ้นแน่” เฒ่าดำหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน
อย่างไรเสีย ที่นี่คือราชธานีแห่งต้าฉี พวกนางเป็นเพียงสายลับ แต่อริบัดนี้คือคนทั้งแผ่นดิน ช่องว่างขุมกำลังห่างชั้นเกินจินตนาการ จนพวกนางโดนตรึงแน่นขยับเขยื้อนลำบาก
หนำซ้ำ ทัพค้นหาไร้เงาของมือปราบที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงแม้แต่ครึ่งคน พวกนางจึงหมดสิทธิ์อาศัยเส้นสายขุนนางที่เคยติดสินบน ซ้ำเติมให้สถานการณ์ไร้ทางรอด
“องค์หญิง พวกเราเสี่ยงกบดานในจวนขุนนางที่เคยซื้อตัวไว้ได้หรือไม่” เฒ่าขาวเสนอแนะ
เซียวเยี่ยนสีหน้าซีดเผือดทรุดลงบนเก้าอี้ พลางส่ายหน้า “ขุนนางยากไร้อำนาจบารมีต่ำเตี้ยเกินไป หากทหารราชองครักษ์พลิกแผ่นดินหาไม่เจอ เกรงว่าจวนพวกมันก็ต้องโดนหางเลขลุยค้นด้วย
“ส่วนขุนนางบุ๋นที่เรากุมหมากไว้ลึกสุดคือตระกูลผัง ทว่าเพลานี้พวกมันแทบเอาตัวไม่รอด ขืนเสี่ยงบุกไปพึ่งใบบุญจวนตระกูลผัง ก็หาต่างอันใดกับรนหาที่ตาย”
ตระกูลขุนนางบุ๋นอื่น ใช่ว่าเซียวเยี่ยนไร้หมากในมือ ทว่าไร้ผู้ใดทรงอิทธิพลทัดเทียมผังฉี มิหนำซ้ำ อีกฝ่ายก็ไม่ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกนาง
หากคืนนี้บากหน้าหลบภัย แล้วความแตกเรื่องเผ่าหู การกระทำของพวกมันย่อมสุดคาดเดา
“เช่นนั้นพวกเราหมดหนทางรอดแล้วหรือ” เฒ่าขาวไม่อาจสกัดกั้นแววตาสิ้นหวัง
เซียวเยี่ยนหลับตาขบคิดชั่วครู่ นัยน์ตาพลันเบิกโพลงวาวโรจน์ “ไม่ พวกเรายังมีอีกหมากให้สับเปลี่ยน นางสามารถพาพวกเรากบดานในป้อมปราการที่รัดกุมที่สุดได้
“ต่อให้ท้ายที่สุดทหารราชองครักษ์บ้าคลั่งปานใด ก็ไม่มีใครกล้าเหิมเกริมพลิกแผ่นดินค้นหาในจวนแห่งนั้น ขอเพียงคนผู้นั้นคอยกำบัง พวกเราย่อมเร้นกายจนพายุมรณะผ่านพ้นได้อย่างแน่นอน”
สิ้นประโยค สองเฒ่าดำขาวพลันนึกถึงตัวตนและสถานที่แห่งนั้นออกพร้อมกัน บังเกิดความหวังเจิดจ้าขึ้นในเสี้ยววินาที
“ไปจุดนัดพบฉุกเฉินประชิดจวนอัครเสนาบดี ส่งสัญญาณเรียกเสี่ยวเตี๋ย ให้นางออกมารับพวกเรา” เซียวเยี่ยนตัดสินใจเด็ดขาด
นี่คือทางรอดเดียวและแสงสว่างสายสุดท้าย เพลานี้นางไร้เวลาให้ลังเลอีกต่อไป