ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 147 จับกุม (1)
เครือข่ายของฮูเอ่อร์ปาตลอดจนพ่อค้าที่ติดต่อใกล้ชิดกับผังฉี ล้วนลึกลับและซุกซ่อนขุมกำลังไม่ธรรมดา ผังฉีเคยเคลือบแคลงสถานะของเบื้องหลังคนกลุ่มนี้อยู่หลายหน ซ้ำยังเคยคิดสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่าง
ทว่าหวั่นเกรงว่าตีหนูจะกระทบแจกัน จึงรั้งรอไม่กล้าลงมือขั้นเด็ดขาด
ถึงกระนั้น เขาคาดเดาเพียงว่าอีกฝ่ายคงเป็นตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นที่กลืนกินอำนาจทั้งขาวและดำ เติบโตมาด้วยวิถีทางโสมม สองมืออาบชโลมด้วยหยาดเลือด
เรื่องพรรค์นี้หาได้สลักสำคัญอันใด
สิบแปดขุนพลเบิกแผ่นดินแต่ครั้งสถาปนาราชวงศ์ต้าฉี มีตระกูลใดบ้างไม่ผงาดขึ้นจากภูเขาศพทะเลเลือด ต่อให้เป็นสิบสามตระกูลขุนนางบุ๋น ยามแรกเริ่มกอบโกยอำนาจก็ล้วนเหยียบย่ำซากศพและหยาดน้ำตาของราษฎรทั้งสิ้น
หนึ่งยอดขุนพลไร้พ่าย หมื่นซากศพแห้งกรัง
บรรดาศักดิ์ขุนนางหมื่นครัวเรือน ย่อมต้องสูบเลือดเนื้อราษฎรนับหมื่นครัวเรือนมาหล่อเลี้ยง ความหรูหราฟู่ฟ่าของจวนโหว ล้วนรีดเร้นจากหยาดเหงื่อแรงกายของชาวบ้านตาดำๆ
ด้วยเหตุนี้ผังฉีจึงไม่เคยเก็บเรื่องเหล่านี้มาใส่ใจ
ทว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเด็ดขาดคือ ขุมกำลังเบื้องหลังหาใช่คนของต้าฉี แต่เป็นชาวหู
ชนเผ่าหูคือตัวประหลาดพรรณใด?
คือเดรัจฉานคนเถื่อนไร้อารยธรรม
ไม่รู้หนังสือ ไม่ประสีประสาโคลงกลอน ไร้ซึ่งธรรมเนียมมารยาทและศีลธรรมจรรยาเกินกว่าจะสั่งสอน เผาเครื่องเคลือบไม่เป็น ทอผ้าไหมไม่ได้… แท้จริงแล้วหาต่างอันใดกับฝูงวานร
ต่อให้เป็นถึงสี่ราชสำนักแห่งทุ่งหญ้า ในสายตาชาวต้าฉีทั่วไปก็เป็นแค่แหล่งซ่องสุมของฝูงลิง
ภายใต้การปลูกฝังของราชสำนักและทางการต้าฉี ชาวหูล้วนเป็นเพียงพวกโง่เขลาเบาปัญญา
ผู้นำเผ่ามักขูดรีดราษฎร โหดเหี้ยมอำมหิต เข่นฆ่าผู้คนเป็นผักปลา มักกระทำเรื่องวิปลาสที่แม้แต่เด็กสามขวบของต้าฉียังรู้ผิดชอบชั่วดี ส่วนชนเผ่าระดับล่างก็โง่เขลาดักดาน ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในขุมนรก
บัณฑิตและปัญญาชนแห่งต้าฉีล้วนรังเกียจเดียดฉันท์ หากต้องลดตัวไปปกครองเดรัจฉานเหล่านี้
มาบัดนี้ เมื่อตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนเองกลับถูกชาวหูชักใยและยอมเป็นสุนัขรับใช้พวกมัน ผังฉีก็อับอายและเคียดแค้นจนแทบกระอักเลือด อีกใจหนึ่งพลันรู้ซึ้งว่าตนได้ร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกนับหมื่นจั้งแล้ว
ไม่ว่าชะตากรรมหรือเกียรติยศ ล้วนพังพินาศไม่อาจกอบกู้
ต่อให้ชาตินี้เขาสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงปานใด ต่อให้บุกไปบั่นคอข่านทั้งสี่ราชสำนักแห่งเป่ยหู ก็ไม่อาจชำระล้างรอยด่างพร้อยนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะแก้ตัว
เป็นดั่งเว่ยอู๋เซี่ยนลั่นวาจา ชะตาของเขาถูกกำหนดให้ตอกตะปูตรึงไว้บนเสาประจานในหน้าประวัติศาสตร์ ให้ผู้คนรุ่นหลังก่นด่าสาปแช่งชั่วกัลปาวสาน
เขาทรุดฮวบลงหน้าประตู ทว่าไม่นานก็ผุดลุกขึ้นมาอย่างฉับพลัน ไม่ต้องรอผู้ใดมาคุมตัว ก็เดินโซซัดโซเซตามหลังฮูเอ่อร์ปาไปเอง แววตาเหม่อลอยพึมพำเสียงพร่า
“เป็นไปไม่ได้… ชาวหูไม่มีทางวางไส้ศึกในต้าฉีมากมายปานนี้ ที่นี่คือเมืองเยี่ยนผิง คือเบื้องพระยุคลบาท เดรัจฉานพวกนี้กล้ากำเริบเสิบสานได้อย่างไร พวกมันต้องการทำสิ่งใดกันแน่ เสียสติไปแล้วหรือ”
“พวกมันไม่รู้หรือว่า หากความลับแตก เผ่าพันธุ์จะต้องเผชิญหายนะล้างบาง นี่… กำลังรนหาที่ตายชัดๆ เป็นไปไม่ได้ พวกมันไม่มีทางวิปลาสปานนี้ เรื่องนี้ไม่มีทางเหลวไหลขนาดนี้…”
เขาไม่ใช่คนโง่เขลาที่ยอมให้ทางการต้าฉีล้างสมอง ย่อมรู้ดีว่าข่านแห่งสี่ราชสำนักเป่ยหูไม่มีทางเดินหมากไร้เหตุผล
ดูจากสภาพในตอนนี้ เขาคงตั้งใจตามไปถึงกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง เพื่อเป็นประจักษ์พยานให้เห็นกับตา ต้องการไขความกระจ่างว่าฮูเอ่อร์ปาเป็นชาวหูจริงๆ หรือเป็นเพียงแผนใส่ความของตระกูลขุนนางบู๊และกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
เรื่องนี้ชี้เป็นชี้ตายต่อเขา และส่งผลสะเทือนถึงรากฐานตระกูลผังอย่างยิ่ง
สภาพสติหลุดลอยของผังฉี ทำให้เว่ยอู๋เซี่ยนต้องส่ายหน้า
ทว่าภายใต้ท่าทีหยาบกระด้างกลับซุกซ่อนความละเอียดอ่อน เว่ยอู๋เซี่ยนไม่คลายความระแวดระวังลงแม้แต่น้อย ออกคำสั่งให้ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเว่ยจับตาดูผังฉีไว้ให้ดี อย่าได้หลงกลท่าทีคลุ้มคลั่งจนเปิดช่องให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสหลบหนี
อย่างไรเสีย นี่ก็คือยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย
สั่งการเสร็จสิ้น เว่ยอู๋เซี่ยนแหงนหน้ามองขึ้นไปบนกำแพงเรือน จ้าวชี่เยว่กำลังพาดขวานยักษ์เบิกภูผาไว้บนบ่า เส้นผมพลิ้วไหวตามแรงลม เขาฉีกยิ้มประจบประแจงเอาใจ “ท่านพี่หญิง พวกเราไปที่ต่อไปกันได้แล้ว”
ยามปกติสตรีผู้นี้ดูงดงามบอบบางดั่งองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ทว่ายามจับอาวุธกลับกลายร่างเป็นขุนพลคลุ้มคลั่งผู้ดุดัน เว่ยอู๋เซี่ยนที่แม้แต่จะสู้กับเฉินอันจือยังเอาชนะไม่ได้ ย่อมบังเกิดความรู้สึกยำเกรงจ้าวชี่เยว่จากก้นบึ้งหัวใจ
จ้าวชี่เยว่พยักหน้ารับ ทะยานวูบลงจากกำแพง แบกขวานยักษ์เดินนำหน้าอย่างวางอำนาจ
นางมักชอบยืนบนที่สูง นี่คือนิสัยที่เว่ยอู๋เซี่ยนรู้ซึ้งเป็นอย่างดี
เขาเคยถกปัญหานี้กับจ้าวหนิงมาก่อน ข้อสรุปที่ได้คือ คนร่างเล็กมักชอบยืนบนที่สูงเพื่อหลีกเลี่ยงการแหงนคอทะยานหน้ามองผู้อื่น
โดยเฉพาะผู้แข็งแกร่ง ย่อมเกลียดชังการเงยหน้ามองใคร
เว่ยอู๋เซี่ยนหันไปเอ่ยเรียกฉื่อปี่ด้วยท่าทีให้เกียรติ “หัวหน้าใหญ่ พวกเราไปกันเถอะ”
ฉื่อปี่ก้าวเดินไปได้สองก้าว จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “เมื่อถึงคราวฮูเอ่อร์ปาต้องตาย รบกวนคุณชายเว่ยช่วยข้าสักเรื่อง มอบความตายที่รวดเร็วให้มันที”
เว่ยอู๋เซี่ยนประหลาดใจเล็กน้อย “โอ้”
ฉื่อปี่เอ่ยตอบอย่างเปิดเผย “มันเคยเลี้ยงเนื้อข้าสองชาม หนี้บุญคุณนี้ข้าต้องชดใช้”
เว่ยอู๋เซี่ยนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “แค่เนื้อสองชามเนี่ยนะ”
ในสายตาคุณชายตระกูลใหญ่ เนื้อสองชามไร้ค่าจนไม่ควรค่านำมาใส่ใจ เว้นเสียแต่เป็นของพระราชทานจากโอรสสวรรค์
ทว่าฉื่อปี่กลับตีหน้าขรึม “การหยัดยืนบนโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดยากเข็ญไปกว่าการรักษาตัวตนที่แท้จริง และในใต้หล้า ก็ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่าการกินข้าว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการกินเนื้อ”
เว่ยอู๋เซี่ยนชะงักงัน ขบคิดถ้อยคำนี้อย่างละเอียด พลันนึกถึงอดีตของฉื่อปี่และกฎเกณฑ์การดำเนินงานของหออี้ผิ่น เขาพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม “รับคำชี้แนะแล้ว เมื่อถึงเวลาบั่นคอมัน ข้าจะจัดการให้มันสิ้นลมอย่างสงบเอง”
แต่ก่อนหน้านั้น ขั้นตอนการทรมานรีดเค้นความลับ เขาย่อมไม่มีทางยั้งมือเช่นกัน
“ขอบคุณมาก” ฉื่อปี่ประสานมือคารวะ
ยามเดินออกสู่ถนนใหญ่ ผ่านสี่แยกแห่งหนึ่ง พลันปรากฏภาพทหารจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองตั้งแถวตระหง่าน พลโล่ตั้งรับอยู่แดนหน้า พลหน้าไม้ขึ้นสายเตรียมพร้อม พลดาบชักศัสตราออกจากฝัก กำลังตั้งประจันหน้าคุมเชิงมือปราบของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงด้วยไอสังหารดุดัน
หากวัดด้วยจำนวนคน ทั้งสองฝ่ายถือว่าสูสี
ทว่าหากประเมินขุมกำลังยอดฝีมือ กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เบื้องหลังทหารลาดตระเวนเมือง ขนทัพยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับหัวกะทิจากตระกูลขุนนางบู๊ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเว่ย ตระกูลหยาง ตระกูลหาน และอีกหลายตระกูลทรงอิทธิพล
ขณะที่เบื้องหลังมือปราบที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง มีเพียงยอดฝีมือจากตระกูลผังหนุนหลังประปรายเพียงไม่กี่คน
ไม่ต้องสงสัยเลย กลุ่มมือปราบเหล่านี้เตรียมพร้อมพุ่งเข้าไปสอดประสานกำลังทันทีที่เกิดการปะทะ ณ สาขาของหออี้ผิ่น ทว่าบัดนี้ พวกมันกลับถูกตรึงกำลังจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้นำขบวนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ก็คือผังจวิ่น
เดิมทีเขาร้อนรนดั่งมดบนกระทะร้อน ชะเง้อคอมองไปทางสาขาของหออี้ผิ่นและร้านอาหารไม่หยุดหย่อน
เว่ยอู๋เซี่ยนก้าวอาดๆ ตัดผ่านถนน เพียงปรายตามองผังจวิ่นด้วยแววตาเย้ยหยันเหยียดหยาม
ผังจวิ่นพลันรู้สึกหนาวเหน็บลึกถึงกระดูกราวกับร่วงหล่นลงในถ้ำน้ำแข็ง ยืนเบิกตาโพลงแข็งทื่ออยู่กับที่ เมื่อมองเห็นสภาพผังฉีที่สติหลุดลอยคล้ายคนเสียจริต
สภาพของบิดาทำให้ผังจวิ่นขวัญผวา วินาทีนี้เขาตระหนักแน่ชัดแล้วว่า สองพ่อลูกตระกูลผังได้ร่วงหล่นลงสู่หุบเหวไร้ก้นบึ้งแล้วจริงๆ
……
ภายในบ้านพักซอมซ่อทว่ากว้างขวางพอประมาณ ภายใต้แสงตะเกียงริบหรี่ จ้าวหนิงเอนกายอยู่หน้าโต๊ะ กำลังสอนซูเยี่ยชิงเดินหมากรุกแบบจับมือทำ หลังบานหน้าต่างที่แง้มเปิดไว้ด้านข้าง เจ้าของบ้านซึ่งเป็นนักเลงหัวไม้ผู้หนึ่ง กำลังจดจ่อจับตาดูเรือนฝั่งตรงข้ามเยื้องไปไม่ไกล
ถ่ายทอดวิชาหมากกระดานติดกันถึงสามตา ซูเยี่ยชิงถึงพอจะงมกติกาได้อย่างทุลักทุเล แต่พอถึงคราวต้องวางหมากจริง กลับสะเปะสะปะจับต้นชนปลายไม่ถูก ไร้ซึ่งแบบแผนรัดกุมใดๆ ทั้งสิ้น แม้จ้าวหนิงจะคิดเสียว่าเล่นฆ่าเวลา แต่ก็ยังอดถอนหายใจด้วยความจนปัญญาไม่ได้
คงรู้ตัวว่าฝีมือเดินหมากของตนย่ำแย่เกินทน ซูเยี่ยชิงจึงอับอายจนพวงแก้มซับสีเลือด เอาแต่ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาจ้าวหนิง ทว่านางไม่ได้คิดยอมแพ้ ยังคงขบเม้มริมฝีปากเค้นสมองคิดอย่างหนัก
จ้าวหนิงเคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้แล้วครั้งหนึ่ง ซ้ำยังเคยร่วมโต๊ะอาหารกับซูเยี่ยชิง เรือนฝั่งตรงข้ามเยื้องไปนั้นคือร้านผ้าไหมตระกูลสวีที่อยู่ภายใต้การดูแลของจ้าวยวี่เจี๋ย และเป็นรังแหล่งกบดานของขุมกำลังใต้ดินที่รวมตัวกันแน่นหนาที่สุด
ปฏิบัติการกวาดล้างท่าเรือเมื่อเช้าเป็นเพียงหมากอุ่นเครื่อง ภารกิจหลักของซูเยี่ยชิง หลิวอวี้ และคนอื่นๆ ในช่วงเวลานี้ คือการแทรกซึมสอดแนมเรือนเป้าหมาย เพื่อกรุยทางให้ปฏิบัติการจู่โจมสายฟ้าแลบสัมฤทธิ์ผลทันท่วงทีเมื่อถึงคราวจำเป็น
หลิวอวี้แฝงตัวเข้าไปในเรือนนั้นเนิ่นนานแล้ว โดยสวมรอยเป็นแม่ครัว ช่วงสายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ท่าเรือ นางก็กลับเข้าไปวุ่นวายในเรือนตามปกติ
ยามนี้ล่วงเข้ายามจื่อ หากเป็นยามปกติ หลิวอวี้สมควรปลีกตัวออกมาตั้งนานแล้ว เพราะนางไม่ได้พักค้างคืนที่นั่น ทว่าคืนนี้กลับผิดวิสัย เปลวไฟในเรือนยังคงสว่างไสว ไร้วี่แววของหลิวอวี้
“สถานการณ์ในเรือนเกิดความพลิกผันหรือไม่เจ้าคะ” เมื่อจบกระดานหมากอันจืดชืดไร้รสชาติ และเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาดึกดื่น ซูเยี่ยชิงเริ่มกังวลถึงความปลอดภัยของหลิวอวี้ หวั่นเกรงว่าอีกฝ่ายจะถูกจับได้และตกอยู่ในอันตราย
จ้าวหนิงสีหน้าเรียบเฉย พลางเก็บรวบรวมตัวหมาก “หากข้าคาดเดาไม่ผิด คืนนี้ขุมกำลังของจ้าวยวี่เจี๋ยจะต้องลงมือแน่ เนื่องจากฤกษ์ปฏิบัติการอยู่ยามวิกาล การที่คนในเรือนจะต้องสวาปามมื้อดึกเตรียมกำลังเสียก่อนนับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล การที่อวี้เหนียงยังไม่ออกมาในเพลานี้ ย่อมถูกต้องตามครรลอง”
สำหรับการคาดการณ์ของจ้าวหนิง ซูเยี่ยชิงเชื่อมั่นอย่างไร้ข้อกังขามาตลอด นางพยักหน้ารับ “เช่นนั้นพวกเราต้องหาอะไรกินรองท้องด้วยไหมเจ้าคะ”
จ้าวหนิงแย้มยิ้ม “หากเจ้าหิว จะไปกินก็ได้ ทว่า… ข้าเกรงว่าเจ้าคงไม่มีเวลาแล้วล่ะ”
สิ้นคำ นักเลงหัวไม้ที่เฝ้าจับตาดูเรือนก็พลันร้องอุทานเสียงต่ำ “อวี้เหนียงส่งสัญญาณแล้ว เป็นสัญญาณที่สอง”
จ้าวหนิงและซูเยี่ยชิงหันขวับไปมอง ก็เห็นเศษใบผักเน่าหลายใบถูกโยนลอดหน้าต่างบานหลังของห้องครัวที่ไฟยังสว่างโร่
นัยน์ตาจ้าวหนิงพลันคมกริบ
หากสมุนของจ้าวยวี่เจี๋ยเคลื่อนพลออกทางประตูตามปกติ หลิวอวี้ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงส่งสัญญาณใด เพราะจากฝั่งจ้าวหนิงเพียงปรายตามองก็เห็นชัดแจ้ง แค่คอยสะกดรอยตามไปก็พอ
กรณีที่หลิวอวี้จำเป็นต้องส่งสัญญาณ คือการรับมือกับสถานการณ์พลิกผัน ทว่าเมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของสายลับ วิธีการส่งสัญญาณจึงห้ามกระทำอย่างโจ่งแจ้ง ถ้วยชามหรือโคมไฟ แม้จะช่วยให้ได้ยินหรือมองเห็นง่าย แต่ก็ไม่อาจนำมาเสี่ยงใช้ได้
หากคืนนี้ผู้บำเพ็ญเพียรในเรือนสงบนิ่งไร้วี่แววเคลื่อนไหว และพากันแยกย้ายเข้านอน หลิวอวี้จะไม่โยนเศษผัก แต่จะโยนผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาแทน
การโยนเศษผัก บ่งบอกว่ากองกำลังในเรือนเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ทว่าไม่ได้ยกพลออกทางประตูหลัก แต่มีเส้นทางลับอื่นซุกซ่อนอยู่… ตัวอย่างเช่น อุโมงค์ใต้ดิน
นักเลงหัวไม้ที่เฝ้าหน้าต่างไร้ข้อดีอื่นใด นอกจากสายตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวกว่าคนทั่วไป มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับมอบหมายให้มาจับตาดูเรือนเป้าหมายแทนที่จะใช้กำลังคนของหออี้ผิ่น เขาจึงเป็นผู้เห็นสัญญาณนั้นคนแรก
“พวกมันมีอุโมงค์ใต้ดินซ่อนอยู่จริงๆ คุณชาย พวกเราจะแกะรอยอย่างไรดีเจ้าคะ” ซูเยี่ยชิงหันมองจ้าวหนิง การที่สาขาพรรคชาวยุทธ์จะมีอุโมงค์ใต้ดินซุกซ่อนอยู่หาใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่หากเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็หมดหนทางล่วงรู้ว่าคนกลุ่มนี้จะไปโผล่ที่ใด
ต้องยอมรับว่าจ้าวยวี่เจี๋ยวางหมากได้รัดกุมรอบคอบ
แต่สำหรับจ้าวหนิงแล้ว นี่หาใช่ปัญหาแม้แต่น้อย เพื่อการกวาดล้างในคืนนี้ เขาทุ่มเทความคิดวางแผนดักทางมาเนิ่นนาน คำนึงถึงความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ จึงเอ่ยสั่งการทันควัน “ลงมือตามแผนที่สาม”
หากเป้าหมายมีเพียงการถอนรากถอนโคนขุมกำลังชาวยุทธ์ของจ้าวยวี่เจี๋ย และเข่นฆ่าสมุนของนางให้สิ้นซาก จ้าวหนิงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสอดแนมให้ยุ่งยาก ในสถานการณ์คืนนี้ เขาสามารถเลือกใช้กำลังบุกทะลวงกวาดล้างได้ในทันที
ทว่าเขาซุกซ่อนเป้าหมายอื่นที่ลึกล้ำกว่าเอาไว้
เจตนานี้จำเป็นต้องใช้จ้าวยวี่เจี๋ยเป็นสะพานเชื่อมเพื่อบรรลุผล
ซูเยี่ยชิงผละไปจัดการกระจายกำลังคน เมื่อกลับมานั่งที่โต๊ะ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทอดมองจ้าวหนิงด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “ตามที่คุณชายและคุณชายเว่ยประเมิน แม้จ้าวยวี่เจี๋ยจะมีความงามล่มเมืองแทบไร้ผู้ใดเทียมทานในเยี่ยนผิง แต่อย่างไรนางก็เป็นเพียงอิสตรีตัวเปล่าไร้ขุมอำนาจหนุนหลัง หลังจากแผนแตกที่ไต้โจว นางก็กลายสภาพเป็นสุนัขไร้บ้าน แล้วเหตุใดนางจึงสามารถทอดสะพานเชื่อมสัมพันธ์กับสวีหมิงหล่างได้สำเร็จในเวลาอันสั้นเพียงนี้เจ้าคะ”
ปริศนานี้สำคัญยิ่งยวด จ้าวหนิงเองก็ขบคิดประเด็นนี้มาตลอดเช่นกัน
เขาเอ่ยวิเคราะห์ “จากความล้มเหลวในปฏิบัติการลอบสังหารจ้าวยวี่เจี๋ยเมื่อปีกลาย ดูเหมือนนางจะได้รับความโปรดปรานจากสวีหมิงหล่างอย่างล้นเหลือ มิเช่นนั้น ข้างกายคงไม่มียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดถึงสองคนคอยคุ้มกัน”
ซูเยี่ยชิงขมวดคิ้ว “เช่นนั้นยิ่งดูเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่”
จ้าวหนิงเอ่ย “สรุปแล้ว เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่หลายทาง”
“แล้วความเป็นไปได้สูงสุดคือสิ่งใดเจ้าคะ”
“จ้าวยวี่เจี๋ยมี ‘ผู้สูงศักดิ์’ คอยหนุนหลัง”
แม้ซูเยี่ยชิงจะไร้พรสวรรค์เรื่องหมากกระดานอย่างสิ้นเชิง แต่สติปัญญาของนางหาได้โง่เขลา นางเอ่ยวิเคราะห์อย่างจริงจังทันที ” ‘ผู้สูงศักดิ์’ ผู้นี้ ไม่เพียงต้องกุมอำนาจบารมีล้นฟ้า แต่ยังต้องมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งซับซ้อนกับสวีหมิงหล่างอีกด้วย”
จ้าวหนิงเอ่ย “คนประเภทนี้มีอยู่ไม่น้อย”
ซูเยี่ยชิงเอ่ยแย้ง “วันนั้นจ้าวยวี่เจี๋ยหายตัวไปนอกเมืองไต้โจว เพียงเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน นางก็กุมความไว้วางใจจากสวีหมิงหล่างได้เบ็ดเสร็จ แสดงว่านางแทบไม่เสียเวลาเดินหมากพลาดเลยแม้แต่ก้าวเดียว”
จ้าวหนิงอธิบายต่อ “ช่วงเวลาที่คั่นกลางนี้ ย่อมไม่มีช่องว่างให้นางต้องระหกระเหินร่อนเร่เสาะหาคนคุ้มกะลาหัว”
“ความเป็นไปได้สูงสุดคือ ตอนอยู่อาณาเขตไต้โจว นางก็ตกอยู่ใต้ปีกของ ‘ผู้สูงศักดิ์’ ผู้นั้นแล้ว”
“ระยะเวลาตั้งแต่ ‘ผู้สูงศักดิ์’ ผู้นั้นพบเจอนาง จนถึงขั้นมอบความไว้วางใจ และตัดสินใจใช้นางเป็นหมากเข้าหาสวีหมิงหล่าง ย่อมสั้นกุดกระชับยิ่ง”
“ในเวลาอันสั้นเพียงนี้ หากเป็นสถานการณ์ปกติ ย่อมไม่อาจผลักดันให้แผนการระดับนี้ก่อตัวขึ้นได้”
“บทสรุปจึงเหลือเพียงทางเดียว”
ซูเยี่ยชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ” ‘ผู้สูงศักดิ์’ ผู้นั้นต้องรู้จักมักคุ้นกับนางมาตั้งแต่แรก รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง มั่นใจว่านางคือศัตรูคู่อาฆาตของตระกูลจ้าว ทั้งสองฝ่ายจึงร่วมมือกันบนพื้นฐานผลประโยชน์”
“ตัวตนระดับสูงที่วนเวียนอยู่ในไต้โจวเวลานั้น มีเพียงสองขุมอำนาจที่เข้าข่าย ‘ผู้สูงศักดิ์’ ผู้นี้”
“หนึ่งคือตระกูลฟ่าน”
“ทว่าเวลานั้นฟ่านจงหมิงร่วงหล่นอยู่ในกำมือตระกูลจ้าว เมืองไต้โจวไร้ซึ่งยอดฝีมือตระกูลฟ่านคอยคุ้มกัน อีกทั้งตระกูลฟ่านก็ยอมสยบแทบเท้าตระกูลจ้าวอย่างรวดเร็ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะดิ้นรนก่อคลื่นลมแทรกซ้อนขึ้นมาอีก”
“หากจ้าวยวี่เจี๋ยเป็นเพียงของกำนัลที่ตระกูลฟ่านส่งมอบให้สวีหมิงหล่าง ด้วยความสัมพันธ์แตกร้าวระหว่างสวีหมิงหล่างกับตระกูลฟ่าน รวมถึงอคติและการเหยียบย่ำกดหัวที่เขามีต่อตระกูลฟ่าน เขาย่อมไม่มีทางไว้ใจจ้าวยวี่เจี๋ยง่ายดายปานนี้”
จ้าวหนิงทอดมองซูเยี่ยชิงด้วยแววตาลึกล้ำ “ด้วยเหตุนี้ ความเป็นไปได้จึงเหลือเพียงข้อเดียว”
“ตัวตนที่เรียกว่า ‘ผู้สูงศักดิ์’ แท้จริงก็คือองค์หญิงแห่งเป่ยหูที่หลบหนีออกจากไต้โจวในคืนนั้น… เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์”
“ข้างกายนางมียอดฝีมือระดับราชันย์คอยคุ้มกัน ย่อมมีอำนาจบารมีมากพอจะคว้าร่างจ้าวยวี่เจี๋ยหลบหนี และในฐานะหัวเรือใหญ่เครือข่ายไส้ศึกเป่ยหูที่แฝงตัวอยู่ในเยี่ยนผิง นางย่อมมีความจำเป็นต้องหยิบยืมหมากอย่างจ้าวยวี่เจี๋ยมาใช้งาน”
“คืนนี้พรรคเหยี่ยวครามผนึกกำลังตระกูลผังและที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง บุกถล่มหออี้ผิ่นเต็มอัตราศึก หมายทวงคืนอำนาจปกครองยุทธภพเยี่ยนผิงกลับคืนมา นี่คือยุทธการชี้เป็นชี้ตายที่สำคัญยิ่งยวด”
“แผนการระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นนี้ ย่อมต้องอาศัยตัวตนระดับสูงสุดมาบัญชาการ”
“ดังนั้นในเพลานี้ เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะกบดานอยู่ในเมืองเยี่ยนผิง”
“เป็นไปได้สูงมากทีเดียวเจ้าค่ะ”
“โอกาสทองพลาดแล้วไม่อาจหวนคืน คืนนี้พวกเราต้องลากคอนางมาให้จงได้”
“หากกระชากตัวนางและเครือข่ายไส้ศึกมาสับตรงหน้า สันดานหมาป่าของเป่ยหูย่อมถูกตีแผ่ประจานให้กระจ่างชัดทั่วทั้งใต้หล้า”
“กำลังของพวกเราจะรับมือนางไหวหรือเจ้าคะ”
“นางกล้าโผล่มาบัญชาการศึกคืนนี้ที่เยี่ยนผิง ข้างกายย่อมมีทัพยอดฝีมือคุ้มกันแน่นหนา”
“ต่อให้ยอดฝีมือของนางจะมหาศาลเพียงใด จะมีมากไปกว่ากองทัพยอดฝีมือจากตระกูลขุนนางบู๊แห่งเยี่ยนผิงได้อย่างไร”
“ย่อมไม่มีทาง”
“เช่นนั้นพวกเราจะลากคอนางมาได้หรือเจ้าคะ”
“การที่นางกล้าฝังตัวอยู่ในถ้ำเสืออย่างเยี่ยนผิง ย่อมต้องซุกซ่อนไพ่ตายรักษาชีวิตและช่องทางหลบหนีไว้นับไม่ถ้วน”
“การจะรวบตัวนางย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ถูกต้อง”
“แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องกระชากคอนางมาให้ได้”
“แน่นอน”
“เรื่องนี้ต้องอาศัยจังหวะเวลาที่แม่นยำ”
“และคืนนี้… ก็คือโอกาสที่ว่านั่น”
ดวงหน้าเล็กที่มีพวงแก้มอวบอิ่มดั่งทารกของซูเยี่ยชิงแดงระเรื่อขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ นัยน์ตากลมโตดำขลับดุจหินออบซิเดียนจดจ้องจ้าวหนิงตาไม่กะพริบ “คุณชายมั่นใจว่าจะลงมือสำเร็จหรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ “ตราบใดที่งานยังไม่ลุล่วง ข้าไม่เคยลั่นวาจาฟันธงเด็ดขาด”