ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 156 คนเราล้วนมีชะตาของตน (กลาง)
เฝิงซานรวบรวมสติ ฝืนยิ้มขื่นขม สุ้มเสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ย “ข้าเฝิงซานแม้ต้อยต่ำ ทว่าชั่วชีวิตที่ผ่านมาล้วนทระนงไม่ละอายแก่ใจ กล้าชี้ฟ้าดินว่าไม่เคยติดค้างผู้ใด… แต่ครั้นก้าวเข้าสู่ไร่นาตระกูลจ้าว ข้ากลับลดตัวเป็นเดรัจฉาน กระทำเรื่องบัดซบยิ่งกว่าสุนัขสุกร”
“ข้าลงมือสังหารคนที่เขื่อน พรากชีวิตผู้ยากไร้ที่ตรากตรำเฉกเช่นเดียวกัน ข้าติดค้างหนี้เลือดพวกเขา ยิ่งติดค้างครอบครัวเบื้องหลัง… หากสวรรค์เมตตา ขอคุณชายจ้าวโปรดนำหัวข้าไปเซ่นไหว้หน้าหลุมศพพวกเขาที”
“คุณชายจ้าว แม้ท่านสูงศักดิ์ทว่าหาใช่อันธพาลมั่งมีไร้คุณธรรม ตระกูลจ้าวเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ก่อนหน้าข้าเฝิงซานมืดบอดหลงผิดไปเอง… บัดนี้วาจาใดล้วนสายเกินกาล ข้ามิบังอาจร้องขอการอภัย ทว่าคำ ‘ขอขมา’ นี้ ข้าจำต้องเอื้อนเอ่ย”
“คุณชายจ้าว ข้าสั่งเสียครอบครัวและบุตรชายไว้แล้ว พระคุณที่ตระกูลจ้าวประทานที่พักพิง และความเมตตาที่คุณชายมีต่อพวกเรา พวกเขาจะใช้ทั้งชีวิตชดใช้ จารึกไว้ในใจตราบชั่วฟ้าดินสลาย”
สิ้นคำ หน้าผากเฝิงซานกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ชั่วอึดใจนั้น ชายฉกรรจ์ผู้เคยคลุ้มคลั่งเคียดแค้นชะตากรรมแร้นแค้นจนยอมมือเปื้อนเลือดเพื่อครอบครัว บัดนี้จิตสังหารมอดดับสิ้น หลงเหลือเพียงความสำนึกผิดและการตื่นรู้ วาระสุดท้ายของชีวิต... เขาไม่ได้กลายร่างเป็นอสูรร้าย ทว่าได้หวนคืนสู่ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
พวกเฝิงหนิวเอ้อร์ทรุดเข่าโขกศีรษะตามกัน พร่ำวาจาขอขมาและสำนึกคุณระคนกัน
จ้าวหนิงพยุงร่างพวกเขาขึ้น นัยน์ตาสงบนิ่งทอดมองเฝิงซาน “รุ่งสางพรุ่งนี้ หลังดาบประหารพาดคอ ข้าจะส่งมอบหัวพวกเจ้าให้ชาวบ้านเหอโข่ว”
“เช่นนั้น ดวงวิญญาณพวกข้าย่อมสงบสุข” เฝิงซานทิ้งภูเขาที่ทับถมในใจลงได้
ท้ายที่สุด จ้าวหนิงเบนสายตาหยุดยังร่างเฝิงหนิวเอ้อร์ เด็กหนุ่มวัยสิบสามสิบสี่ปีผู้ผอมโซราวกับหนังหุ้มกระดูก ร่างกายสั่นสะท้านสะอื้นไห้ “เจ้าพร้อมจะไถ่บาปหรือไม่”
เฝิงหนิวเอ้อร์ชะงักงัน เหลียวมองเฝิงซานด้วยความสับสน ฝ่ายหลังกระจ่างแจ้งในบัดดล พลันตบฉาดเข้าที่กบาลเด็กหนุ่ม บังคับกดไหล่ให้คุกเข่า ก่อนชิงตอบแทนด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เต็มใจ ย่อมเต็มใจขอรับ”
ความปีติยินดีทะลักทลายผ่านสีหน้าอย่างปิดไม่อยู่
จ้าวหนิงพยักหน้าแผ่วเบา “แม้เจ้าร่วมวงสังหาร ทว่าตามคำให้การศาลต้าหลี่ วันนั้นหลังฟันชาวบ้านไปหนึ่งดาบ เจ้าก็ตื่นตระหนกจนตัวแข็งทื่อ โดนกระแทกล้มลุกคลุกคลาน ไร้เรี่ยวแรงสังหารผู้ใดต่อ”
“ชาวบ้านที่โดนคมดาบเจ้าเพียงบาดเจ็บที่หัวไหล่ บัดนี้ยังมีลมหายใจ แท้จริงแล้วเจ้าจึงไร้ความผิดฐานฆ่าคนตกตาย เห็นแก่ที่เจ้ายังเยาว์ ข้าจะมอบโอกาสเนรเทศสู่ชายแดน เป็นทาสรับใช้ในกองทัพแห่งด่านเยี่ยนเหมินกวน เมืองไต้โจว”
เฝิงหนิวเอ้อร์ยังคงงมโข่ง เงยหน้ามองด้วยนัยน์ตาซื่อบื้อ ไม่เข้าใจความหมายแฝง ทว่าเฝิงซานกลับลิงโลดจนเนื้อเต้น โขกศีรษะกระแทกพื้นตึงตัง “ขอบพระคุณในความเมตตาเทียมฟ้าของคุณชายจ้าว”
มือหยาบกระด้างกระชากไหล่เฝิงหนิวเอ้อร์ลงคุกเข่า ซัดกบาลไปอีกฉาดใหญ่ “มัวบื้ออันใดอยู่อีก เอ็งรอดตายแล้ว รีบโขกหัวขอบคุณคุณชายจ้าวเดี๋ยวนี้”
เด็กหนุ่มทำตามสัญชาตญาณ โขกศีรษะสองสามครั้งก่อนจะพลันได้สติ หยาดน้ำตาพรั่งพรู สองมือตะปบแขนเฝิงซานแน่น ร้องไห้โฮ “ข้า… ข้าไม่กลัวตาย”
“พวกเราเปื้อนเลือดมาด้วยกัน พวกท่านสิ้นลม ข้าก็จะตายตกไปพร้อมกัน ข้าไม่ขอเป็นคนขลาด ข้าไม่ขอเป็นทหารหนีทัพ”
เฝิงซานเดือดดาลระคนร้อนใจ หนนี้ฝ่ามือมิได้ประทับลงบนกบาล ทว่าฟาดฉาดเข้ากลางซีกหน้าอย่างจัง “ไอ้สวะ พ่นวาจาบัดซบอันใด”
แรงตบหนักหน่วงกระชากหน้าเฝิงหนิวเอ้อร์จนหันขวับ เด็กหนุ่มทรุดฮวบคาที่ โลหิตไหลซึมจากจมูก เฝิงซานเห็นสภาพนั้นพลันใจอ่อนยวบ แววตาสั่นไหวด้วยความเวทนา หมายจะเอื้อมมือซับเลือดให้ ทว่าชูค้างกลางอากาศแล้วชะงักงัน
ชายฉกรรจ์ผ่อนลมหายใจ สองมือบีบเค้นไหล่เด็กหนุ่มแน่น สุ้มเสียงทุ้มต่ำลง “เรื่องคาวเลือดที่เขื่อน… จงฝังมันลงหลุมไปเสีย มันหาใช่วีรกรรม ทว่าคือความอัปยศอดสูของพวกเรา”
“ลองไตร่ตรองดูให้ดี หากพวกเรามอดม้วยกันหมด ผู้ใดจะค้ำจุนครอบครัวเบื้องหลัง หากไร้เสาหลัก ลูกเมียจะกินอยู่เช่นไร เจ้ายังมีลมหายใจ ก็จงมีชีวิตอยู่เป็นหูเป็นตาแทนพวกเรา ดูแลทุกคนแทนพวกเรา… เข้าใจหรือไม่”
“เหยียบย่างถึงชายแดนจงทิ้งความอ่อนแอไปเสีย ผู้บังคับบัญชาสั่งสิ่งใดจงก้มหน้าทำ มุ่งมั่นเด็ดหัวศัตรูสร้างความชอบให้เร็วที่สุด เช่นนั้นเจ้าถึงจะเติบใหญ่เป็นบุรุษชาตรีที่ผ่าเผย ถึงจะมีบารมีค้ำจุนครอบครัวแทนพวกเรา… จำใส่สมองไว้”
เฝิงหนิวเอ้อร์นิ่งอึ้งราวกับถูกสูบวิญญาณ ชั่วอึดใจก็แผดเสียงร้องไห้โฮดังกึกก้อง เสียงร่ำไห้โหยหวนปานจะทะลวงศิลาเหล็กกล้า แหลกสลายจนแทบพังทลาย
…
รุ่งอรุณวันถัดมา
ลานประหารกลางตลาดเนืองแน่นดุจมดปลวก นักโทษบนลานประหารนับว่ามืดฟ้ามัวดิน ทว่าฝูงชนที่แห่แหนมามุงดูยิ่งมหาศาลกว่าหลายเท่าตัว ระเบียงชั้นสองของร้านรวงสองฝั่งถนน ไม่ว่าจะมีที่เหยียบหรือไม่ บัดนี้ถูกอัดแน่นจนแทบปริแตก นอกเหนือจากทารกแบเบาะ ล้วนมีผู้คนทุกชนชั้น กระทั่งขอทานยังซมซานมารอชมบารมี
แม้เป็นเพียงวันธรรมดาสามัญ ทว่าบรรยากาศเดือดพล่านยิ่งกว่างานเทศกาลซ่างหยวน การประหารชีวิตเดิมทีเป็นโศกนาฏกรรมคาวเลือด ทว่าบัดนี้มหาชนกลับถือเป็นมหรสพ โห่ร้องปรบมือด้วยความสะใจถึงขีดสุด
ยามจ้าวหนิงปรากฏตัว คลื่นมนุษย์แน่นขนัดจนไม่อาจแทรกกายทะลวงไปเบื้องหน้า โรงเตี๊ยมและหอสุราล้วนถูกจับจองไร้ที่ว่าง ใบหน้าผู้คนอัดแน่นตามช่องหน้าต่างราวกับภาพฉลุลายซ้อนกัน
ขณะจ้าวหนิงชั่งใจว่าจะทะยานขึ้นหลังคาดีหรือไม่ บริเวณหน้าต่างชั้นสองของหอสุราริมถนน คุณหนูจากขุนศึกตระกูลหานผู้หนึ่งพลันเหลือบมาเห็น ชั่วพริบตานางแผดเสียงกรีดร้องด้วยความปีติ “คุณชายจ้าว”
ท่าทีของนางประหนึ่งเสียสติ ใบหน้างดงามแดงซ่านราวกับพานพบเทพเซียนจุติ สุ้มเสียงแหลมปรี๊ดสะท้อนก้อง กลบเสียงอึกทึกของฝูงชนจนมิด
สิ้นคำว่า ‘คุณชายจ้าว’ สายตานับหมื่นคู่ดุจถูกแม่เหล็กดึงดูด พากันเบนเข็มมายังตำแหน่งชายหนุ่ม คลื่นมนุษย์ที่แต่เดิมอึกทึกพลันเดือดพล่านเป็นความโกลาหล
“คุณชายจ้าว หรือว่าคุณชายตระกูลจ้าว”
“ขุนศึกตระกูลจ้าวล้วนเป็นวีรบุรุษทระนง ว่าแต่คุณชายหนุ่มผู้นี้คือนามใด”
“คุณชายหนิงแห่งตระกูลจ้าว ข้าจดจำใบหน้าเขาได้”
“คุณชายหนิงผู้บัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง นำทัพทะลวงรังไส้ศึกเป่ยหูในคืนนั้นน่ะหรือ”
“ย่อมเป็นคุณชายหนิงผู้ผดุงความธรรมให้หญิงชาวบ้านเมื่อปีกลาย หักกระดูกตระกูลหลิวจนพวกมันพินาศย่อยยับ ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว เป็นเขาแน่แท้”
“ยอดคนกำเนิดแต่วัยเยาว์ คุณชายหนิงช่างเหนือชั้นนัก พวกเจ้าเบิกตาดูความองอาจนั่นเถิด รูปร่างสูงตระหง่านดุจสน ท่วงท่าผ่าเผย หล่อเหลาสะท้านฟ้า เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งความเที่ยงธรรม”
“ถูกต้อง คุณชายจ้าวเกรียงไกร”
“คุณชายจ้าวเกรียงไกร”
“คุณชายจ้าวเกรียงไกร”
ยามฐานะของจ้าวหนิงกระจ่างชัด ฝูงชนละแวกนั้นต่างคลุ้มคลั่งไม่ต่างจากคุณหนูตระกูลหาน นัยน์ตาทุกคู่ที่ทอดมองเปี่ยมล้นด้วยความศรัทธาดุจเทพเจ้า บุรุษหนุ่มเลือดร้อนบางคนถึงขั้นชูกำปั้น ตะโกนกู่ร้องถวายชีวิต
ชั่วอึดใจเดียว ทะเลมนุษย์สองฝั่งถนนตลอดจนลานกว้างหน้าแท่นประหาร ล้วนเบนทิศมาหาจ้าวหนิง เสียงตะโกน ‘ตระกูลจ้าวเกรียงไกร คุณชายจ้าวเกรียงไกร’ ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นปานฟ้าถล่ม บรรยากาศพริบตานั้นเดือดคลั่งทะลุปรอท
โดยเฉพาะบรรดาดรุณีแรกแย้ม นัยน์ตาที่จับจ้องชายหนุ่มราวกับมีหมู่ดาวทอประกายระยิบระยับ บางนางกระโดดโลดเต้นกรีดร้องเสียจริต พ่นวาจาเยินยอหวังเรียกร้องสายตาเพียงเสี้ยววิ บางนางกุมมือทาบอก สีหน้าเคลิบเคลิ้มลุ่มหลงจนแทบละลาย
ตามปกติกิริยาคลั่งไคล้เสียสติเช่นนี้ จะสงวนไว้เพื่อบัณฑิตรูปงามเจ้าบทเจ้ากลอนเท่านั้น ทว่าบัดนี้ จ้าวหนิงเพียงแค่ยืนนิ่งงันริมถนน ไร้ซึ่งวาจา ไร้ซึ่งการกระทำ กลับปั่นหัวพวกนางให้บ้าคลั่งได้รุนแรงยิ่งกว่า
เว่ยอู๋เซี่ยนที่ขนาบข้างไม่เคยพบพานมหรสพมนุษย์เช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่เคยถูกสถาปนาเป็นจุดศูนย์กลาง ชั่วขณะนั้นถึงกับมือไม้ปั่นป่วน ยิ่งเห็นอิสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันส่งสายตาหยาดเยิ้มทอดสะพานให้จ้าวหนิง ไฟริษยาพลันลุกโชนในอก
“ข้าประจักษ์ดีว่าระยะนี้บารมีพวกเรากำลังพุ่งทะยาน โดยเฉพาะตระกูลจ้าวที่เจิดจรัสดุจสุริยันเที่ยงวัน ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่า… ฝูงชนจะเทิดทูนถึงเพียงนี้” เว่ยอู๋เซี่ยนเดาะลิ้น กระทุ้งศอกใส่สีข้างจ้าวหนิงพลางขยิบตาล้อเลียน “ถูกโฉมสคราญนับร้อยรุมทอดสะพานเช่นนี้ ในใจลอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ล่ะสิ”
จ้าวหนิงปรายตามองเย็นชา น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกอารมณ์ “ตื่นเสียเถิด พวกสตรีตาบอดเหล่านี้หาได้ลุ่มหลงในตัวข้า หากแต่ลุ่มหลงในภาพมายาที่พวกนางอุปโลกน์ขึ้นเองทั้งสิ้น”
“ต่อให้จูงสุนัขมาสักตัว หากชื่อเสียงมันโด่งดังคับฟ้า และมีฝูงชนรุมล้อมสรรเสริญ… พวกนางก็พร้อมจะแหวกอกพลีกายให้มันไม่ต่างกัน”
โดนวาจาเชือดเฉือนลากไส้ความจริงอย่างไร้เยื่อใย เว่ยอู๋เซี่ยนพลันหน้าม่อย “ดูสารรูปเจ้าเถิด ยังหลงเหลือความเลือดร้อนผยองเดชเยี่ยงคนหนุ่มที่ใด นี่มันตาเฒ่าปลงโลกชัดๆ”
วงสนทนาชะงักงัน บรรดาเถ้าแก่หอสุราและร้านรวงละแวกนั้นแหวกฝูงชนกรูเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มประจบสอพลอ แย่งกันค้อมเอวเชิญจ้าวหนิงเข้าสู่ร้านตน ปากพร่ำโฆษณาว่าจัดการที่นั่งริมหน้าต่างไว้พร้อมสรรพ การันตีทำเลทอง มองเห็นคมดาบตวัดบั่นคอได้อย่างชัดเจน
เถ้าแก่บางรายสำทับว่าจัดเตรียมสุราอาหารเลิศรสขนานเอก หากคุณชายไม่รังเกียจ เชิญเสพสำราญเต็มที่ จะไม่ขอเก็บตำลึงเงินแม้แต่อีแปะเดียว ดูจากกิริยาแทบกราบกราน การที่จ้าวหนิงยอมเหยียบย่างเข้าจวน ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่กราบไหว้คุยโวได้ยันลูกบวช
จ้าวหนิงย่อมไม่ปฏิเสธ เลือกหอสุราตำแหน่งดีที่สุดแล้วนำเว่ยอู๋เซี่ยนเหยียบย่างเข้าไป เถ้าแก่ร้านนั้นยิ้มกริ่มจนแก้มปริ ยามปรายตามองคู่แข่งล้วนยืดอกเย่อหยิ่งดุจผู้ชนะสิบทิศ คลื่นมนุษย์ในหอสุราแหวกทางให้อัตโนมัติ รอยยิ้มและวาจาสรรเสริญอื้ออึงไม่ขาดสาย โต๊ะริมหน้าต่างทำเลทองถูกปัดเป่าจนสะอาดเอี่ยม สุราอาหารจัดวางเรียงราย รอเพียงเรือนร่างจ้าวหนิงทิ้งตัวลงนั่ง
ทว่าตัดกลับมายังภาพลานประหาร ตรงข้ามกับฝูงชนที่คึกคักเดือดพล่าน บรรดานักโทษตระกูลผัง ตระกูลเจิ้ง และตระกูลหลวี่ ที่ถูกพันธนาการตรึงร่างติดกันเป็นพรวน บัดนี้สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก คอตกหมดอาลัยตายอยาก ความสิ้นหวังกัดกินจนใบหน้าซีดเผือดราวกับเถ้ากระดูก
ในบรรดานักโทษแดนตาย แน่นอนว่าคนตระกูลผังครองพื้นที่เกินครึ่ง เมื่อเงาแดดทาบทับใกล้กาลประหาร เสนาบดีกรมอาญาผู้บัญชาการลานเลือด ก็ก้าวอาดๆ ขึ้นสู่แท่นสังหาร
อดีตขุนนางกังฉินอย่าง ผังชิงเต๋อ เจิ้งเจ๋อเสียน และผู้นำตระกูลหลวี่ ยามเห็นสหายร่วมราชสำนักก้าวขึ้นมาประหนึ่งเห็นฟางเส้นสุดท้าย พวกมันบิดเร่าดิ้นรนแหกปากร้องขอความเป็นธรรมอย่างคลุ้มคลั่ง พร่ำเพ้อขอให้อัครเสนาบดีสวีโผล่หัวมาทวงความยุติธรรม
ทว่าชั่วอึดใจ พวกมันพลันตระหนัก… เสนาบดีกรมอาญาที่เคยกอดคอร่ำสุราเสเพลด้วยกัน บัดนี้กลับเมินเฉยไม่แม้แต่จะปรายตามอง ราวกับเป็นเพียงสวะแปลกหน้า ไร้ความผูกพันใดๆ ต่อให้พวกมันแผดเสียงร้องจนลูกคอแตก อีกฝ่ายก็ทำหูทวนลม
ความจริงอันโหดร้ายกระชากวิญญาณพวกผังชิงเต๋อจนแหลกสลาย หวาดผวาจนถึงขีดสุด ยามเสียงประกาศก้องว่าถึงยามอู่ พวกมันก็ไม่อาจควบคุมสติสัมปชัญญะได้อีกต่อไป
บางคนร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก สาดคำด่าทอเสนาบดีกรมอาญาว่าเนรคุณอำมหิต บางคนสาปแช่งสวีหมิงหล่างว่าบัดซบยิ่งกว่าสุนัขสุกร ซ้ำยังมีอีกนับไม่ถ้วนที่คร่ำครวญโขกหัวยอมรับผิด อ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความเมตตาละเว้นชีวิต
วันวานเคยกุมอำนาจล้นฟ้า วางท่าสูงส่งดุจเทพเซียนที่ห้ามแตะต้อง แสร้งทำทีว่าต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มตรงหน้าก็หาได้สะทกสะท้าน ทว่าบัดนี้… ยามมัจจุราชเคาะประตู สภาพของพวกมันกลับทุเรศทุรังยิ่งกว่าขอทานข้างถนน หนำซ้ำยังน่าสมเพชเวทนายิ่งกว่าเศษสวะ
เสนาบดีกรมอาญานั่งตระหง่านดุจพระปฏิมา ไร้ระลอกอารมณ์ต่อความโกลาหลเบื้องหน้า มือตวัดโยนป้ายอาญาสั่งประหารลงพื้นเสียงดังกังวาน
“ประหาร”