ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 155 คนเราล้วนมีชะตาของตน (ต้น)
มหันตภัยระดับแคว้นย่อมถูกประกาศกร้าวผ่านราชโองการ คดีไส้ศึกเป่ยหูก็ดี คดีขุนนางบุ๋นสาดโคลนใส่ตระกูลจ้าวก็ดี ล้วนดำเนินไปตามกฎเหล็กนี้
ต้าฉียุคปัจจุบัน แม้องค์ประมุขจะประทับเหนือบัลลังก์มังกร ทว่าอำนาจราชศักดิ์หาได้ไร้ขีดจำกัด ขุมกำลังตระกูลใหญ่ต่างหยัดยืนคานอำนาจ ฮ่องเต้ไม่อาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินตามอำเภอใจ ทุกพระกระแสรับสั่งและพระราชกรณียกิจ ล้วนถูกอาลักษณ์จดจารึกอย่างเที่ยงตรงลงใน ‘บันทึกพระราชกิจ’
ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ก็มิอาจก้าวก่ายปลายพู่กันของอาลักษณ์ ยิ่งลืมเรื่องการขอดูบันทึกด้วยพระองค์เองไปได้เลย อาลักษณ์จะจารึกประวัติศาสตร์เช่นไร ล้วนเป็นสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว
ด้วยเหตุนี้ ‘สื่อจี้’ ของซือหม่าเชียน จึงสามารถปั่นหัวมหาราชผู้เกรียงไกรอย่างฮั่นอู่ตี้จนแทบกระอักโลหิต ต่อให้พระองค์ทรงบารมีสะท้านแผ่นดิน ก็ยังมิอาจบิดเบือนเนื้อหาได้แม้แต่ตัวอักษรเดียว
หากใต้หล้าไร้ขุมกำลังคานอำนาจ ขุนนางลดตัวเป็นเพียงสุนัขรับใช้ อาลักษณ์กลายเป็นนกแก้วนกขุนทอง ยามฮ่องเต้ปรารถนาสิ่งใดก็ชี้ไม้เป็นนก เมื่อนั้นหน้าประวัติศาสตร์ย่อมกลายเป็นเพียงเศษกระดาษเปื้อนหมึกที่ไร้ค่า
สรุปความได้ว่า ในราชสำนักต้าฉียามนี้ เรื่องราวสะเทือนฟ้าสะเทือนดินใดๆ ล้วนมิอาจปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปอย่างกระจ่างแจ้ง
สิ้นสุดคดีฝ่ายบุ๋นลอบกัดตระกูลจ้าว ข่าวคราวพลันแพร่สะพัดทั่วเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง
ชั่วพริบตา คนของตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่ที่สัญจรบนท้องถนน หากถูกจำหน้าได้ย่อมโดนชาวบ้านรุมปาเศษผักเน่าใส่ กระทั่งขุนนางบุ๋นผู้สูงศักดิ์อย่างตระกูลสวี ยังถูกผู้คนถ่มน้ำลายชี้หน้าด่าทอสาปแช่งลับหลังไม่เว้นวัน
หนำซ้ำ นักเล่านิทานตามโรงน้ำชายังแต่งเติมเรื่องราวอย่างออกรส ลากไส้อัครเสนาบดีสวีหมิงหล่าง เสนาบดีกรมกลาโหมผังชิงเต๋อ และหัวหน้าผู้ตรวจการเจิ้งเจ๋อเสียน ว่าสมรู้ร่วมคิดกันบีบคั้นขุนนางตงฉินอย่างอำมหิตเพียงใด
ส่งผลให้พักใหญ่ ฝ่ายบุ๋นหากไร้กิจธุระคอขาดบาดตาย ล้วนหดหัวอยู่แต่ในจวน บรรดาคุณชายเสเพลยิ่งถูกสั่งห้ามก้าวเท้าออกจากประตูเด็ดขาด
กิจการหอคณิกาในตรอกผิงคังพลอยซบเซา บรรดาสาวงามที่โปรดปรานบัณฑิตเจ้าสำราญถึงกับนั่งทอดถอนใจหน้ากระจกทั้งวัน
สวนทางกับตระกูลขุนนางบู๊ที่มีตระกูลจ้าวเป็นเสาหลัก พวกเขากลับได้รับการแซ่ซ้องกึกก้อง ว่าเป็นดั่งเหล็กกล้าที่ไม่ค้อมหัวให้ความอยุติธรรม ทรนงองอาจไม่หวั่นเกรงอิทธิพลมืด
วีรกรรมที่เล่าขาน... ยามเผชิญคลื่นลมสาดโคลนปรักปรำ ขุนศึกตระกูลจ้าวยังคงยืนหยัดกรำศึก ฝ่าทะลวงขวากหนามจนกระชากหน้ากากไส้ศึกเป่ยหูได้สำเร็จ ตอกหน้าขุนนางบุ๋นอย่างสวีหมิงหล่างจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี เรื่องราวนี้ยิ่งถูกขยายวงกว้างราวกับตำนาน
ในสายตาราษฎร ฮ่องเต้ต้าฉีย่อมเป็นผู้ปรีชาญาณ ทรงสอดส่องทุกสรรพสิ่ง ท้ายที่สุดจึงล้างมลทินให้ตระกูลจ้าว พร้อมลงทัณฑ์ขุนนางชั่วอย่างเด็ดขาด
มีเพียงเรื่องเดียวที่ขัดใจมหาชน คือสวีหมิงหล่างยังคงนั่งแท่นอัครเสนาบดีดุจเดิม ความคลั่งแค้นและเสียงก่นด่าทั้งหมดจึงพุ่งเป้าไปที่มันผู้เดียว เพลิงแค้นของราษฎรเดือดพล่านถึงขีดสุด
กลุ่มคนที่แผดเสียงด่าทอรุนแรงและออกตัวแรงที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นพวกสวะที่เคยรุมประณามตระกูลจ้าวว่า ‘มั่งมีไร้คุณธรรม’ เป็นสุนัขรับใช้ตระกูลหลิว หน้าศาลว่าการเมืองเยี่ยนผิงในวันที่คดีฆาตกรรมแดงขึ้นมา
มาบัดนี้ พวกมันกลับสาดน้ำลายด่าทอฝ่ายบุ๋น สาปแช่งสวีหมิงหล่าง และสรรเสริญตระกูลจ้าวว่าจงรักภักดีเทียมฟ้า หลงลืมไปสิ้นว่าวันนั้นตนเองหูเบาเชื่อข่าวลือ ถึงขั้นขู่จะเผาจวนตระกูลจ้าวให้เป็นจุณอย่างไร
ภายใต้กระแสธารเชี่ยวกราก สวีหมิงหล่างถูกบีบให้ปิดจวนงดรับแขก อ้างอาการป่วยเรื้อรังเพื่อหลบหน้าผู้คนนับสิบวัน กระทั่งการประชุมเช้ายังลางาน ปล่อยให้ขุนศึกฝ่ายบู๊และบัณฑิตยากไร้วางอำนาจบาตรใหญ่ในท้องพระโรง
อำนาจบารมีในฐานะขุนนางอันดับหนึ่งแห่งต้าฉีร่วงหล่นสู่ก้นเหวตั้งแต่นั้น ไร้ซึ่งประกายความรุ่งโรจน์เฉกเช่นกาลก่อน
ด้านผู้บัญชาการทหารสูงสุดจ้าวเสวียนจี ในฐานะผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแห่งกองทัพและเสาหลักฝ่ายบู๊ พลันผงาดขึ้นเป็นดั่งขุนเขาไท่ซานกลางราชสำนัก ข่มรัศมีขุนนางทั้งมวล วาจาศักดิ์สิทธิ์ดุจประกาศิต ชนิดที่พร้อมก้าวขึ้นมาแทนที่สวีหมิงหล่างได้ทุกเมื่อ
ขุนนางยากไร้ล้วนยำเกรง ฝ่ายบุ๋นเผชิญหน้าจำต้องถอยหลบสามฉื่อ บรรดาขุนศึกระดับสูง เว้นเสียแต่ตระกูลซุนและขั้วอำนาจคู่แค้นเพียงหยิบมือ ล้วนพร้อมใจก้มหัวยกให้จ้าวเสวียนจีเป็นผู้นำสูงสุด
หลายปีที่ผ่านมา ฝ่ายบู๊ถูกฝ่ายบุ๋นเหยียบย่ำกดหัวมาตลอด จ้าวเสวียนจีไม่เคยได้ผยองเดช ทว่าหลังผ่านคลื่นเลือดระลอกนี้ กระดานอำนาจพลันพลิกกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง
ตระกูลหลิวและตระกูลผังพินาศ ตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่ร่วงโรย ในยุคสันติภาพหลอกตาเช่นนี้ ฝ่ายบู๊กลับมีบารมีกดข่มฝ่ายบุ๋นได้อย่างปาฏิหาริย์
ยกเว้นตระกูลซุนและพรรคพวก ขุนศึกตระกูลอื่นยามเยื้องย่างบนท้องถนนล้วนเชิดหน้าผยองเดช ยามยืนขนาบขุนนางบุ๋นในท้องพระโรงยิ่งโอหังทะนงตัว บางคราถึงขั้นแค่นเสียงหยามเหยียด ใช้อำนาจบีบคั้นจนอีกฝ่ายต้องก้มหน้าหลบตา
ถึงยามนี้ สิ่งเดียวที่มหาชนเฝ้ารอ... คือเมื่อใดที่ผู้กระทำผิดในตระกูลผัง ตระกูลเจิ้ง และตระกูลหลวี่ จะถูกลากตัวไปบั่นคอประจานที่ลานประหารกลางเมืองเสียที
…
จ้าวหนิงเหยียบย่างเข้าสู่คุกศาลต้าหลี่อีกครา
หนนี้เป้าหมายมิใช่เซียวเยี่ยน ทว่าเป็นบรรดานักโทษคดีสังหารที่ท่าเรือและคดีนองเลือดที่เขื่อนอำเภอสือเหมิน ตัวหมากที่ฝ่ายบุ๋นใช้สาดโคลนใส่ตระกูลจ้าว
บุคคลแรกที่จ้าวหนิงไปพบ คือเฉินอี้ ผู้ดูแลสมาคมเรือแห่งท่าเรือ
เฉินอี้นั่งขัดสมาธิด้วยสีหน้าสงบนิ่ง อาภรณ์ยังคงสะอาดสะอ้าน ห้องขังถูกปัดกวาดเป็นระเบียบตา มองปราดเดียวย่อมรู้ว่านักโทษร่วมห้องต่างยำเกรงบารมี ถึงขั้นยอมถอยห่างยกพื้นที่ครึ่งหนึ่งให้
ต่อให้พลัดตกสู่กรงขัง ทว่ามนุษย์ที่ตะเกียกตะกายจากก้นเหวอย่างเฉินอี้ ย่อมไม่ยอมลดทอนมาตรฐานชีวิต และไม่เคยลืมเลือนวิถีรับมือกับสันดานดิบของผู้คน
เมื่อนักโทษด้านข้างสะกิดเตือน เฉินอี้ลืมตาขึ้นสบจ้าวหนิง นัยน์ตาพลันวูบไหวด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มผุดลุกก้าวเข้ามาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม กิริยามารยาทไร้ที่ติ “คารวะคุณชายจ้าว”
จ้าวหนิงไม่ได้ย่างเท้าเข้ากรงขัง เพียงสะบัดมือเรียกให้อีกฝ่ายตามมา
ห้องขังธรรมดาคับแคบ ถังอุจจาระคละคลุ้งด้วยกลิ่นปฏิกูลสุดจะทน จ้าวหนิงย่อมไม่หาเรื่องเอาตัวไปเกลือกกลั้ว ที่อุตส่าห์ก้าวมาถึงหน้ากรง เพียงเพื่อประเมินสันดานและการเอาตัวรอดของเฉินอี้ในเรือนจำ
สุนัขล่าเนื้ออย่างเฉินอี้ เขายังต้องเรียกใช้งาน ย่อมต้องสังเกตการณ์ให้ถี่ถ้วน
สาวเท้าลึกเข้าไป จนถึงเขตแดนแดนประหาร
เขาตั้งใจจะไปประเมินสภาพของพวกเฝิงซานและเฝิงหนิวเอ้อร์ ระหว่างเดินผ่านห้องขังแห่งหนึ่ง เสียงทุบตีเนื้อหนังดังแว่วมากระทบโสต เมื่อปรายตามอง จึงพบนักโทษร่างฉกรรจ์หลายคนกำลังรุมกระทืบเพื่อนร่วมห้องอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ทำบ้าอะไรกัน รนหาที่ตายหรืออย่างไร”
ผู้คุมนำทางเห็นคุณชายจ้าวหยุดฝีเท้า รีบปรี่เข้าไปเอาใช้กระบองเคาะลูกกรงเหล็กดังลั่นพร้อมตวาดกร้าว วาจาข่มขู่พ่นออกมาราวกับท่องจำจนขึ้นใจ
กลุ่มนักโทษแตกฮือ เผยร่างชายฉกรรจ์ที่นอนขดคุดคู้กุมศีรษะอยู่บนพื้น การที่สองมือยังกอดศีรษะแน่นย่อมหมายความว่าลมหายใจยังไม่ดับดิ้น ทว่าการนอนนิ่งสนิทราวกับท่อนไม้ ก็ชวนให้คิดว่าอาจบอบช้ำจนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว
“หวังซู่ คลานออกมาเดี๋ยวนี้ จะแกล้งตายไปถึงไหน” ผู้คุมเห็นจ้าวหนิงจ้องมอง จึงชิงตวาดประจบประแจง “คุณชายจ้าวประทับอยู่ตรงนี้ มัวชักช้าหาที่ตายหรือ”
สิ้นคำว่า ‘คุณชายจ้าว’ หวังซู่ลดมือลงฉับพลัน ใบหน้าบอบช้ำตื่นตระหนก นัยน์ตาเบิกโพลงหวาดผวาดุจเห็นยมทูต
ทว่าพริบตาต่อมา เขากลับตะเกียกตะกายคลานเข่ามากระแทกหน้าลูกกรง โขกศีรษะดังโป๊กๆ อ้อนวอนจ้าวหนิงราวกับคนเสียสติ “คุณชายจ้าว ได้โปรดเมตตา ปล่อยภรรยาของข้าไปเถิด ชาติหน้าข้าจะยอมเกิดเป็นวัวเป็นม้าตอบแทนท่าน ขอร้องล่ะ”
สิ้นคำ ชายที่ถูกกระทืบจนหน้าตาปูดโปนก็โขกศีรษะลงพื้นปึงปัง เพียงครู่เดียวหน้าผากก็ปริแตก โลหิตแดงฉานไหลอาบใบหน้า
แม้ยอมสารภาพเรื่องจัดฉากใส่ความตระกูลจ้าวฆ่าคนบนเรือ ทว่าโทษทัณฑ์ล่วงเกินตระกูลจ้าวนั้นหนักหนา ซ้ำยังมีคดีฆาตกรรมติดตัว เขาจึงละทิ้งความหวังที่จะรอดชีวิตไปนานแล้ว
“ตกต่ำถึงเพียงนี้… ยังมีหน้าไปห่วงภรรยาอีกงั้นหรือ” จ้าวหนิงแค่นเสียงเย็น
เฉินอี้กับหวังซู่ สองบุรุษผู้ก้าวเท้าเข้าสู่วังวนคาวเลือดที่ท่าเรือด้วยเหตุผลเดียวกัน… เพื่อลูกเมีย ทว่าบัดนี้จุดจบกลับพลิกผันดุจสวรรค์กับนรก
เฉินอี้กำลังจะหลุดพ้นกรงขังและก้าวขึ้นมาเป็นสุนัขรับใช้จ้าวหนิง ส่วนหวังซู่ถูกทำลายวรยุทธ์ทิ้ง รอวันรุ่งสางเพื่อรับคมดาบบั่นคอที่ลานประหาร วิถีเอาตัวรอดของคนทั้งสองในคุกจึงแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เหตุผลแท้จริงที่จ้าวหนิงละเว้นเฉินอี้ เป็นเพราะยามบุกทลายแหล่งกบดาน เขาประจักษ์ถึงน้ำใจอันประเสริฐของภรรยาเฉินอี้ ชายหนุ่มมิปรารถนาจะเห็นสตรีที่ดีงามต้องตกระกำลำบากอุ้มชูลูกกำพร้าไปชั่วชีวิต
เขาหาได้ไยดีชีวิตเฉินอี้ ชายผู้นี้จะอยู่หรือตาย จะชุบเลี้ยงหรือไม่ ล้วนไร้ค่าในสายตา ทว่าจ้าวหนิงกลับเวทนาภรรยาของอีกฝ่ายยิ่งนัก
สิบปีแห่งเพลิงสงครามในชาติก่อน โศกนาฏกรรมนองเลือดสอนบทเรียนเข่นฆ่ามามากพอ ชาตินี้สัญชาตญาณจึงร่ำร้องมิให้สิ่งดีงามถูกฉีกทึ้ง หลีกเลี่ยงมิให้คนดีต้องพบพานความพินาศหากไม่จำเป็น
ตรงข้ามกับภรรยาของหวังซู่ สตรีสันดานตื้นเขินที่ละโมบแต่ทรัพย์ศฤงคาร บีบคั้นสามีสารพัดเพื่อสนองตัณหาตนเอง สวะเช่นนี้… จ้าวหนิงเห็นแล้วมีแต่ความสะอิดสะเอียน อยากส่งมันไปลงนรกเสียให้พ้นตา
การที่หวังซู่ยอมตกเป็นทาสสตรีหน้าฉากงดงามแต่สันดานต่ำทราม ทำตามคำสั่งราวกับสุนัขเชื่องๆ ยิ่งทำให้จ้าวหนิงเหยียดหยามความโง่งมนี้จนถึงกระดูกดำ
ดังนั้น ต่อให้หวังซู่มิได้แตะต้องคนตระกูลจ้าว เขาแช่งชักให้อีกฝ่ายตายตกไปเสียอยู่ดี
มนุษย์ล้วนมีรักและชัง
และจ้าวหนิง… ไม่เคยสถาปนาตนเป็นนักบุญ
ในเมื่อชะตาชีวิตของเฉินอี้และหวังซู่อยู่ในกำมือ เขาย่อมตวัดปลายพู่กันชี้เป็นชี้ตายตามอำเภอใจตน
หวังซู่ยังคงโขกศีรษะไม่หยุดหย่อน ทว่าเงาร่างของจ้าวหนิงได้เดินจากไปไกลแล้ว
เมื่อมาถึงหน้ากรงขังพวกเฝิงซานและเฝิงหนิวเอ้อร์ จ้าวหนิงสะบัดมือ สั่งให้ผู้คุมลากตัวนักโทษที่นั่งรอความตายริมกำแพงออกมา นำทางกลับสู่ห้องไต่สวน
“รุ่งสางพรุ่งนี้ คมดาบประหารจะพาดคอพวกเจ้า… มีสิ่งใดจะสั่งเสียหรือไม่” จ้าวหนิงทิ้งตัวลงนั่งเบื้องหลังโต๊ะ ปัดมือห้ามพวกเฝิงซานที่กำลังจะคุกเข่า
การที่เขาเยื้องย่างมาเอ่ยถามด้วยตนเอง ย่อมสื่อความหมายลึกซึ้ง นอกเหนือจากสัจจะที่รับปากจะดูแลครอบครัวแล้ว… เขายังสามารถบรรดาลความปรารถนาเฮือกสุดท้ายให้พวกมันได้อีก
สองมือเปื้อนเลือดเฉกเช่นเดียวกัน ทว่ากับพวกเฝิงซาน จ้าวหนิงกลับไร้ซึ่งความรังเกียจเดียดฉันท์ดั่งตอนที่ทอดมองหวังซู่
ประการหนึ่ง เขาเวทนาชะตากรรมของพวกมันก่อนจะซมซานมาพึ่งพิงไร่นาตระกูลจ้าว
อีกประการ เมื่อเบนสายตามองราษฎรต้อยต่ำที่ถูกเหยียบย่ำจนไร้ทางสู้ดั่งชาวนาพวกนี้ ส่วนลึกในจิตใจจ้าวหนิงมักบังเกิดความเวทนา มากกว่ายามเชือดเฉือนตระกูลใหญ่หรือเศรษฐีมั่งคั่งเสมอ
ในใต้หล้านี้ ไม่มีหมากเบี้ยใดดิ้นรนแร้นแค้นไปกว่าพวกมันอีกแล้ว ตรากตรำหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินตราบจนชีพวาย ไร้วาสนาเสพสุข แม้เพียงเศษเนื้อสักชิ้นยังยากจะตกถึงท้อง ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง พวกมันถือกำเนิดมาเพื่อแบกรับความบัดซบของโลกใบนี้แท้ๆ
พวกเฝิงซานลงมือสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์แห่งเหอโข่ว เลือดต้องล้างด้วยเลือด… ข้อนี้ไร้หนทางต่อรอง ทว่าการที่จ้าวหนิงรับปากอุ้มชูครอบครัวพวกมัน หาใช่เพียงข้อตกลงแลกเปลี่ยนลมหายใจ หากแต่เป็นเสี้ยวความเมตตาที่หลงเหลืออยู่
“พวกข้าน้อยล้วนเป็นผีไร้ศาล ไม่มีวาจาใดจะกล่าวแล้ว ขอเพียงคุณชายจ้าวรักษาสัจจะ ต่อให้ดวงวิญญาณแหลกสลาย… พวกข้าน้อยจะจารึกพระคุณนี้ไว้ทุกภพทุกชาติ”
ชายวัยกลางคนที่ร่างกายแหลกเหลวจากการทรมาน ประสานมือคารวะ ยามเอื้อนเอ่ย รอยยิ้มปลดปลงพลันปรากฏ ราวกับว่าจุดหมายเดียวในชีวิตได้รับการเติมเต็ม ชาตินี้ไร้สิ่งใดต้องห่วงหาอาวรณ์อีกแล้ว
วาจานี้ สะกดให้นักโทษแดนตายที่เหลือต่างพยักหน้ายอมรับ
ทว่าเฝิงซานกลับนิ่งเงียบงัน ชั่วอึดใจ เขาทรุดเข่าลงกระแทกพื้นเบื้องหน้าจ้าวหนิง ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริกคล้ายพยายามจะเอื้อนเอ่ย… ทว่าก่อนที่ซุ่มเสียงจะหลุดลอด ขอบตากลับแดงก่ำเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา