ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 16 ตัวตายแคว้นล่มสลาย
ระหว่างที่ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านป้อนโอสถและปฐมพยาบาลฟ่านจงหมิง จ้าวหนิงหาได้ลงมือขัดขวาง
ฟ่านชิงหลินรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี แม้เคียดแค้นจนแทบขบกรามแหลกละเอียด กลับซุกซ่อนโทสะไม่ให้จ้าวหนิงระแคะระคาย ซ้ำยังรั้งตัวผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านที่หมายจะพุ่งไปสู้ตายกับจ้าวชี่เยว่เอาไว้
“จ้าวหนิง อย่าได้ผยองไปนัก คืนนี้… พวกเจ้าไม่มีทางได้ตายดี” เมื่อเทียบกัน ฟ่านจงหมิงกลับเก็บซ่อนอารมณ์ได้ย่ำแย่กว่า ทันทีที่รั้งลมหายใจกลับมาจากประตูผีได้ครึ่งก้าว ก็เงยหน้าถลึงตาจ้องจ้าวหนิง แค่นเสียงอาฆาต
จ้าวหนิงสะบัดพัดจีบกางออก โบกพัดเอื่อยเฉื่อยประดับอก ริมฝีปากประดับรอยยิ้มเย็นเยียบ “ไพ่ตายใบใหญ่ที่สุดของเจ้าในที่แห่งนี้ หาใช่พวกผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าเป่ยหูหรอกหรือ”
ร่างฟ่านจงหมิงแข็งทื่อ สีหน้าตื่นตะลึงฉายชัดถึงคำถามว่า ‘เจ้ารู้ได้อย่างไร’ ทว่าริมฝีปากกลับเม้มแน่น ไม่ยอมปริปากคายหลักฐานมัดตัว
จ้าวหนิงชี้ปลายพัดไปทางทิศประตูใหญ่จวน “พวกมันมาแล้ว”
ฟ่านจงหมิงฝืนสะบัดหลุดจากการประคองของบุตรชาย หันขวับไปมอง มีผู้บุกรุกมาแล้วจริงๆ จำนวนผู้มาเยือนหาได้มากมาย มีเพียงสองคนเท่านั้น
ระยะทางห่างไกลจนไม่อาจแยกแยะหน้าตา หนึ่งร่างท้วม หนึ่งผอมบาง ล้วนพลิ้วไหวดั่งห่านป่า ทะยานข้ามจากชายคาจวนหนึ่งสู่อีกจวนหนึ่ง ทุกจังหวะทะยานและร่อนลงทิ้งระยะห่างนับร้อยก้าว เคลื่อนไหวซ้ำๆ รุกคืบฝ่าม่านราตรีเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ยามผู้บุกรุกรุกคืบประชิด แม้จ้าวหนิงยังคงขยับพัดจีบ ทว่านัยน์ตากลับแดงก่ำปานโลหิตเดือด ใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง จิตสังหารพลุ่งพล่านทะลักทลาย
ชาติก่อน เขาเผชิญการลอบโจมตีกลางทาง หลังบิดามารดาทราบข่าว ก็ควบม้าฝ่าราตรีจากด่านเยี่ยนเหมินกวนรุดกลับมา ทว่ากลับตกหลุมพรางถูกดักสกัดกลางทางเช่นกัน หนำซ้ำสมรภูมิยังเป็นจุดเดียวกับเขา… บริเวณเขาฉือโหว
ยามนั้น บิดามารดาย่อมคาดไม่ถึงว่า บุตรชายเพียงเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นต้นสองคน ผนึกกำลังกับขยะระดับฝึกกายลอบจู่โจม ทว่ายามพวกเขาร้อนรนดั่งไฟลนรุดกลับมา กลับถูกยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายเจ็ดแปดคนตั้งค่ายกลล้อมสังหาร
ศึกสายเลือดครานั้น บิดามารดาผู้ครอบครองพลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายหยัดยืนสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ แม้อาบโลหิตสู้ตาย ก็มิอาจแหวกวงล้อมมัจจุราชออกไปได้ เมื่อตระหนักรู้ว่านี่คือกับดักมรณะ ทุกสิ่งก็สายเกินกาล ทำได้เพียงรั้งรอดสู้พลางถอยพลาง ลากสมรภูมิเลือดมุ่งหน้าสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน
กระทั่งด่านเยี่ยนเหมินกวนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของการปะทะ ยอดฝีมือตระกูลจ้าวนำกองกำลังรุดมาเสริมทัพ มารดาก็พลีชีพกลางสมรภูมิไปแล้ว ส่วนบิดาก็บาดเจ็บสาหัสปางตาย
ทว่าโศกนาฏกรรม… หาได้ยุติลงเพียงแค่นั้น
ขุมกำลังตระกูลจ้าวที่รุดมาเสริมทัพ ทันทีที่เหยียบย่างเข้าสู่สมรภูมิ กลับถูกยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดลึกลับจำนวนมหาศาลตลบหลังล้อมปราบ ยามการเข่นฆ่าดำเนินถึงขีดสุด ภายในขบวนศัตรูถึงขั้นปรากฏยอดฝีมือระดับราชันย์… ตัวตนระดับตำนานที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้าก้าวออกมา
ผลลัพธ์สุดท้าย ยอดฝีมือตระกูลจ้าวที่ทยอยรุดมาช่วย กลับถูกกองกำลังมืดบดขยี้กลืนกินจนสิ้นซาก
จ้าวเสวียนจี ผู้ครอบครองพลังบำเพ็ญสูงสุดแห่งตระกูลจ้าว นั่งบัญชาการทำเนียบเสนาธิการทหารอยู่ที่เมืองหลวง ทว่าเมืองหลวงคือศูนย์กลางแห่งความสงบ ไร้ความจำเป็นต้องตรึงกำลังยอดฝีมือไว้มากมาย ดังนั้นขุมกำลังหลักกว่าครึ่งตระกูล โดยเฉพาะระดับวิญญาณต้นกำเนิด รวมถึงพี่น้องร่วมสายเลือดของบิดาอีกหลายคน ล้วนปักหลักบัญชาการอยู่ที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน
สิ้นสุดศึกเลือดครานั้น เสาหลักระดับวิญญาณต้นกำเนิดของตระกูลจ้าวหักสะบั้นไปกว่าครึ่ง ขุมกำลังพินาศย่อยยับ สูญสิ้นแสนยานุภาพที่จะหยัดยืนพิทักษ์ปราการหน้าด่านแต่เพียงลำพังอีกต่อไป
โอรสสวรรค์จำต้องโยกย้ายตระกูลขุนพลทรงเกียรติสายอื่นเข้าร่วมบัญชาการด่านเยี่ยนเหมินกวน ดินแดนที่ตระกูลจ้าวหลั่งเลือดพิทักษ์มานานถึงหนึ่งร้อยยี่สิบปี นับแต่นั้นก็หลุดลอยจากการครอบครองเบ็ดเสร็จอย่างสมบูรณ์
เรื่องตลกร้ายคือ ภายหลังไม่ว่าราชสำนักจะพลิกแผ่นดินล่าหัวปานใด กลับคว้าน้ำเหลวไม่อาจขุดรากถอนโคนหาตัวฆาตกรได้แม้แต่เงา
กองกำลังมัจจุราชที่นำโดยยอดฝีมือระดับราชันย์ ปรากฏกายดั่งภูตผีพราย ก่อนจะอันตรธานหายไปไร้ร่องรอยดั่งหมอกควัน ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลก
ยามนั้น นอกเหนือจากเดนมนุษย์ที่ร่วมลอบสังหาร จะมีผู้ใดหยั่งรู้ว่า มัจจุราชที่แท้จริงคือเผ่าเป่ยหูที่หมอบศิโรราบต่อต้าฉีมาโดยตลอด
ชนเผ่าเป่ยหู… เคยถูกบรรพชนตระกูลจ้าวกรีธาทัพหลวงเหยียบย่ำเมื่อร้อยปีก่อน หลายปีมานี้ซุกซ่อนเขี้ยวเล็บ เข้าเฝ้าทุกปี ถวายบรรณาการทุกศก ประจบสอพลอจนแทบจะหมอบเลียรองเท้าขุนนางต้าฉี
ภายหลัง จ้าวเสวียนจีที่สูญเสียทายาทและสะใภ้ไปนับไม่ถ้วน เมื่อมืดแปดด้านไร้หนทางกระชากหัวฆาตกร ก็ไม่อาจแบกรับความสูญเสียอันน่าสลดของตระกูลได้อีกต่อไป ความสลดหดหู่และเพลิงแค้นจนธาตุไฟแตกซ่านระหว่างบำเพ็ญเพียร ระดับพลังร่วงหล่นดิ่งพสุธา เพียงครึ่งปีให้หลังก็กระอักเลือดตรอมใจตายด้วยความเคียดแค้น
อดีตตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งต้าฉี แทบจะถูกกระชากลงมาคลุกฝุ่นภายในชั่วข้ามคืน
จ้าวชี่เยว่ที่เดิมทีเตรียมก้าวเข้าวังหลวง รับตำแหน่งกุ้ยเฟยหรืออาจผงาดถึงขั้นฮองเฮา กลับบั่นนิ้วกรีดเลือดสาบานต่อหน้าป้ายวิญญาณท่านปู่ ลั่นวาจาว่าหากทวงหนี้เลือดมิสำเร็จ ตระกูลจ้าวมิอาจฟื้นคืนความเกรียงไกร ชาตินี้นางจะไม่ยอมออกเรือนเด็ดขาด
สัตย์สาบานนี้ ย่อมเท่ากับการสละสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นมารดาของแผ่นดินไปโดยปริยาย
ในห้วงวิกฤตยังมีแสงริบหรี่ แม้เสาหลักระดับวิญญาณต้นกำเนิดจะเหลือเพียงหยิบมือ ทว่ารากฐานวิชาบำเพ็ญยังคงอยู่ ยอดฝีมือระดับคุมปราณในตระกูลยังมีเหลือเฟือ สายเลือดรุ่นเยาว์เปี่ยมพรสวรรค์ก็หาได้ขาดแคลน ผนวกกับโอรสสวรรค์ทรงเวทนาชะตากรรม จึงพระราชทานความช่วยเหลือเกื้อกูล อำนาจและผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของตระกูลจ้าวถึงยังพอประคองไว้ได้
หากไร้คลื่นลมพลิกผัน เพียงยี่สิบปีให้หลัง ตระกูลจ้าวย่อมกอบกู้อำนาจคืนมาได้ แม้อาจทวงคืนบัลลังก์ตระกูลขุนนางอันดับหนึ่งไม่ได้ ทว่าบารมีย่อมไม่ด้อยไปกว่าเดิมนัก
ทว่า ‘ความพลิกผัน’ กลับมาเยือนอย่างโหดร้าย
สิ้นสุดศึกเขาฉือโหวเพียงไม่ถึงหนึ่งปี ราชสำนักเทียนหยวนแห่งเผ่าเป่ยหูก็กรีธาทัพรวบรวมทุ่งหญ้าเป็นปึกแผ่น
สองปีให้หลัง กองทัพนับล้านของเป่ยหูกรีธาทัพประชิดชายแดน โหมบุกทะลวงด่านเยี่ยนเหมินกวนอย่างบ้าคลั่ง เบิกม่านมหาสงครามเหนือใต้
จ้าวเป่ยวั่งที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการปางตาย นำพาสายเลือดในตระกูลรุดสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนเพื่ออาบเลือดสู้ศึก ท่ามกลางสมรภูมิเดือดที่สองกองทัพปะทะกัน จังหวะที่เขาประดาบกับขุนพลเป่ยหู เขากลับจดจำเค้าโครงของมัจจุราชที่ลอบสังหารตนเมื่อปีก่อนได้ ตระกูลจ้าวถึงได้ตระหนักแจ้งแก่ใจ ว่าเดนมนุษย์ที่ล้างเลือดคนในตระกูลวันนั้น แท้จริงคือยอดฝีมือเป่ยหู
ทว่าความแหลมคมของหอกดาบเป่ยหู ทั้งจำนวนและพลังบำเพ็ญของกองทัพ ล้วนก้าวข้ามขีดจำกัดที่ต้าฉีจะจินตนาการถึงไปไกลลิบ
สงครามปะทุได้ไม่นาน ปราการเยี่ยนเหมินกวนก็ถูกบดขยี้แตกพ่าย จ้าวเป่ยวั่งพร้อมเหล่าแม่ทัพต้าฉีทยอยพลีชีพอาบเลือดปกป้องกำแพงด่าน กองทัพนับแสนถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก กองทัพเป่ยหูโห่ร้องชัยชนะกรีธาทัพทะลวงทะลักเข้าด่านมาราวกับคลื่นคลั่ง
ข่าวร้ายสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งราชสำนัก สร้างความหวาดผวาไปทั่วแผ่นดิน
จากนั้นคือสิบปีแห่งไฟสงคราม สิบปีแห่งความปราชัยย่อยยับ ดินแดนต้าฉีถูกตลบยึดอย่างต่อเนื่อง ยามกองทัพม้าเป่ยหูรุกประชิด โอรสสวรรค์จำต้องทิ้งเมืองหลวงหนีตาย อพยพแล้วอพยพเล่า กระทั่งสิ้นไร้แผ่นดินจะเหยียบย่ำ… จักรวรรดิจึงล่มสลาย
จ้าวหนิงกำพัดจีบในมือจนข้อต่อซีดขาว
ในสายตาราชสำนักและราษฎรต้าฉี เป่ยหูเป็นเพียงชนเผ่าป่าเถื่อนที่ถูกปราบปรามจนสิ้นไร้เขี้ยวเล็บ เบื้องหน้าบารมีอันเกรียงไกรของต้าฉี พวกมันทำได้เพียงคุกเข่าศิโรราบ ก้มหน้าดูสีหน้าชาวฉีเพื่อต่อลมหายใจ
ผนวกกับราชวงศ์ก่อตั้งมาหนึ่งร้อยยี่สิบปี ยามนี้คือยุคทองแห่งความสงบสุขรุ่งเรืองถึงขีดสุด ราชสำนักและราษฎรต่างหลงระเริงเมามายว่าต้าฉีเกรียงไกรไร้เทียมทาน ไร้ผู้หาญกล้าต่อกร
ยามผู้คนมัวเมาไล่ล่าอำนาจและผลประโยชน์ หวังเพียงกอบโกยเศษเนื้อจากยุคทองให้พุงกาง ดิ้นรนแก่งแย่งชิงดีจนเผยสันดานเดรัจฉาน จะมีผู้ใดสายตาแหลมคมพอมองทะลุภาพลวงตาบ้าง ว่าภายใต้เปลือกนอกอันวิจิตรตระการตา มะเร็งร้ายที่กัดกินอยู่ภายในราชวงศ์ต้าฉีได้ลุกลามจนถึงขั้นที่เสาหลักแผ่นดินผุพัง… มิอาจต้านทานคมเขี้ยวศัตรูภายนอกได้อีกต่อไป
…
ใบหน้าฟ่านจงหมิงเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียวสลับไปมาอย่างน่าสมเพช
“ดูท่าพวกมันจะมาบดขยี้พวกเจ้า จ้าวหนิง… พวกเจ้าจบเห่แน่” ฟ่านจงหมิงขบกรามแน่น เค้นเสียงที่อัดแน่นด้วยความสะใจปนเจ็บปวด
“เจ้าประเมินพลาดแล้ว” น้ำเสียงจ้าวหนิงเยียบเย็นดั่งผิวน้ำแข็ง
“มัจจุราชพวกนั้นอย่างน้อยก็มีพลังบำเพ็ญระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย พวกเจ้ายังจะไม่จบเห่อีกหรือ”
“คนที่ถึงฆาตคือพวกเจ้าต่างหาก”
นัยน์ตาฟ่านจงหมิงวูบไหวหลายตลบ “เว้นเสียแต่เจิ้นกั๋วกงผู้เฒ่าแห่งตระกูลเจ้าจะเสด็จมาด้วยตนเอง มิเช่นนั้น…”
“ท่านปู่ลงมาเยือนจริงๆ”
“เหลวไหลสิ้นดี สายข่าวของเจ้าถูกคนของข้าจับตาดูทุกฝีก้าว ไม่มีผู้ใดหลุดรอดส่งข่าวไปเมืองหลวงได้แม้แต่คนเดียว”
“คนตระกูลจ้าวเจ้าขวางได้ แล้วคนอื่นเล่า”
รอยยิ้มฟ่านจงหมิงแข็งค้างบนใบหน้า
ขุมกำลังของมันต่อให้แผ่ขยายกว้างขวางปานใด ก็ย่อมไม่มีทางปิดตาทุกชีวิตที่ก้าวออกจากเมืองไต้โจวได้
“ยามเจ้ากลับมาถึงเมื่อวาน ประตูเมืองเพิ่งลั่นดาลปิดพอดี ต่อให้เจ้าว่าจ้างสายลับส่งสาส์น เวลาออกเดินทางเร็วที่สุดคือรุ่งอรุณวันนี้ เมืองหลวงห่างจากที่นี่แปดร้อยลี้ ต่อให้เจิ้นกั๋วกงจะเหาะเหินเดินอากาศได้ การจะรุดมาถึงที่นี่ อย่างน้อยก็ต้องควบม้าฝ่าลมมาตั้งแต่ชั่วยามก่อนแล้ว”
ฟ่านชิงหลินหน้าดำทะมึนแทรกขึ้น “คนส่งสาส์น หากมิใช่ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิด ย่อมไม่มีทางเหยียบเมืองหลวงทันเวลา และในเมืองไต้โจวแห่งนี้ ผู้ครอบครองพลังระดับวิญญาณต้นกำเนิด… ล้วนขลุกอยู่ที่ศาลว่าการเมืองทั้งสิ้น”
แท้จริงแล้วมันอยากหลุดปากว่า นอกเหนือจากพวกของเซียวเยี่ยน ขุมกำลังที่เหลือก็ล้วนกองอยู่ที่ศาลว่าการเมือง
จ้าวหนิงส่ายหน้าแผ่วเบา “พวกเจ้าประเมินพลาดซ้ำสองแล้ว”
“ในเมืองไต้โจว ยังมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดเร้นกายอยู่อีกงั้นหรือ”
“บังเอิญข้ารู้จักอยู่ผู้หนึ่งพอดี”
“ใครกัน”
“ด้วยเหตุใดข้าต้องสาธยายให้เดนตายฟังด้วย”
ฟ่านชิงหลินหน้าดำหน้าแดงด้วยความคับแค้นจุกอก
ระหว่างต่อปากต่อคำกับสองพ่อลูกตระกูลฟ่าน สายตาจ้าวหนิงจับจ้องเพียงประตูใหญ่จวนตระกูลจ้าว ไม่แม้แต่จะปรายตามองขยะตรงหน้า เขาขยะแขยงตระกูลฟ่านเข้ากระดูกดำ และชิงชังพวกขุนนางฉ้อฉลทั้งในและนอกราชสำนักที่เอาแต่เลื่อยขาเก้าอี้กันเองจนละทิ้งความเป็นตายของบ้านเมือง… ขยะแขยงจนแทบอาเจียน
เป็นเพราะปลิงสูบเลือดที่ทำทุกวิถีทางเพื่ออำนาจเหล่านี้ ที่ผลักไสตระกูลขุนพลเกรียงไกรอย่างตระกูลจ้าวให้พินาศย่อยยับ บีบให้ต้าฉีสูญเสียปราการแดนเหนือ ส่งผลให้ด่านเยี่ยนเหมินกวนไม่อาจต้านทานตีนม้าเป่ยหูได้แม้แต่ชั่วก้านธูป เป็นพวกมัน… ที่ผลักแผ่นดินต้าฉีลงสู่เหวล่มสลาย บ้านเมืองย่อยยับพินาศ
ไม่ว่าพวกมันจะมีจำนวนมากน้อยปานใด ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นตระกูลขุนพลทรงเกียรติหรือตระกูลขุนนางบุ๋น จ้าวหนิงก็มาดหมายจะถลกหนังเลาะกระดูกพวกมันมากินทั้งเป็นให้จงได้
เสี้ยววินาทีนั้น สองยอดฝีมือลึกลับที่เพิ่งเหยียบย่างข้ามธรณีประตูและเตรียมทะยานร่างจู่โจม พลันชะงักฝีเท้าแข็งค้าง สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก
นภากาศพลันบังเกิดเสียงกัมปนาทปานอัสนีบาตฟาดเปรี้ยง อัดแน่นด้วยบารมีกดข่มชี้เป็นชี้ตาย “หนูโสโครกจากหลุมใด บังอาจเหยียบจวนตระกูลจ้าวยามวิกาล รู้หรือไม่ว่าคำว่า ‘ตาย’ สะกดเช่นไร”
ทันทีที่สุรเสียงนี้ดังก้อง สองพ่อลูกตระกูลฟ่านก็ตัวแข็งทื่อเป็นศพหิน ใบหน้าซีดเผือดประดุจกระดาษ
ต้นตอของเสียง ดังกึกก้องมาจากเรือนหลังจวนตระกูลจ้าว
นั่นหมายความว่า… จ้าวแห่งรังสีอำมหิตผู้นี้มาเยือนตั้งนานแล้ว
กลับซุกซ่อนเขี้ยวเล็บไม่ยอมเผยตัว
ประจักษ์ชัดว่าจงใจทอดแห รอให้สองมัจจุราชนั่นกระโจนเข้าสู่กับดัก
สิ้นเสียงคำรามตวาด เมฆดำทะมึนพลันม้วนตัวบดบังน่านฟ้าจวนตระกูลจ้าว พายุคลั่งกรรโชกพัดกวาดสี่ทิศ เงาร่างสายหนึ่งเหาะเหินทะยานขึ้นจากผืนดิน หนวดเคราและเส้นผมขาวโพลน คิ้วตาดุดันแผ่ซ่านประกายอัสนี ชายเสื้อพลิ้วไหวต้านแรงลม หยัดยืนผงาดค้ำนภามองเหยียดลงมาเบื้องล่าง ท่วงท่าองอาจปานขุนเขาทับถม ลึกล้ำปานห้วงเหวมรณะ
ฟ่านจงหมิงและฟ่านชิงหลินปอดแฟบตีบตันในบัดดล หัวใจคล้ายถูกกระชากหลุดจากขั้ว นอกเหนือจากเงาร่างประดุจเทพมารบนฟากฟ้าแล้ว ล้วนสูญเสียสัมผัสรับรู้สิ้น เรี่ยวแรงหดหายจนแทบทลายลงไปคุกเข่าโขกศีรษะเดี๋ยวนั้น
นี่คือแรงกดดันสยบฟ้าดินของผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์
ตัวตนที่เหยียบย่างเหนือหัวผู้คนในยามนี้ คือเจิ้นกั๋วกงแห่งต้าฉี ผู้นำสูงสุดแห่งตระกูลจ้าว ยอดคนระดับราชันย์ขั้นกลาง… จ้าวเสวียนจี
“จ้าวเสวียนจี”
“เป็นมัน ถอยเร็ว”
สองยอดฝีมือเผ่าเป่ยหูที่เพิ่งเหยียบธรณีประตู ไม่รั้งรอเสียเวลาแม้แต่ครึ่งลมหายใจ สับเท้าถอยร่นดั่งผีสาง ผิดกับยามเยื้องย่างเข้ามา ครานี้พวกมันหาได้กระโดดหลบหลีก ทว่าเร่งปราณแท้เหาะเหินทะยานฝ่าอากาศหลบหนีสุดชีวิต มีเพียงผู้บรรลุระดับราชันย์เท่านั้นจึงจะบังคับกายเหาะเหินฟ้าได้ ประจักษ์ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกมันจงใจซุกซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้
ทว่าถึงกระนั้น ขยะระดับราชันย์ขั้นต้น ย่อมมิอาจนำมาเทียบรัศมีกับมังกรระดับราชันย์ขั้นกลางเยี่ยงจ้าวเสวียนจีได้
“นึกจะเหยียบก็เหยียบ นึกจะมุดหัวหนีก็หนี… คิดว่าจวนตระกูลจ้าวข้าเป็นศาลเจ้าไร้ศาลหรืออย่างไร”
จ้าวเสวียนจีที่หยัดยืนใต้เมฆดำทะมึน เหยียบย่างข้ามพายุสายลมกรด แค่นเสียงหยามหยัน พลางยื่นฝ่ามือขวาตวัดไปเบื้องหน้าอย่างเนิบนาบ พริบตานั้น ชั้นเมฆหนาทึบกลางนภากาศพลันฉีกขาด สายฟ้าฟาดคำรามกึกก้อง ฝ่ามือปราณขนาดยักษ์ทะลวงเมฆาแหวกอากาศลงมาประดุจหัตถ์เทพมาร บดขยี้ไล่ล่าสองยอดฝีมือเป่ยหูอย่างดุดันอำมหิต หมายประทับบดขยี้แผ่นหลังพวกมันให้แหลกคาที่ในเสี้ยวลมหายใจ
“เจ้าพานายท่านหนีไป” ชายชราคิ้วขาวหันขวับกลับมา เผชิญหน้ากับความตายอย่างเด็ดเดี่ยว