ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 17 เริ่มต้นใหม่อีกครา
“เคล็ดวิชาหมื่นอสูร” สิ้นเสียงคำรามกึกก้อง เหนือศีรษะชายชราคิ้วขาวพลันบังเกิดเมฆาม้วนตัว ปราณแท้ระเบิดออกดั่งเพลิงผลาญ อาภรณ์โป่งพองสยาย เส้นผมขาวโพลนชี้ชันเต้นเร่า ทั่วร่างขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวดั่งเทวรูปยักษ์ผงาดค้ำนภากาศ
สิงสาราสัตว์นับสิบชนิด ทั้งหมาป่า เหยี่ยวเวหา หมีดำ และจิ้งจอกบิน ล้วนก่อตัวเป็นรูปลักษณ์จับต้องได้ แหวกว่ายล้อมรอบกาย ส่งเสียงคำรามกู่ร้องสะท้านฟ้า พุ่งทะยานโฉบวนเวียน ขับเน้นบารมีให้ดูน่าเกรงขามดั่งเซียนมารจุติ
ยามสองมือยกขึ้นค้ำยันฟ้า เหนือศีรษะพลันปรากฏระฆังทองคำขนาดยักษ์ครอบคลุมพิทักษ์ร่างไว้อย่างแน่นหนา วิหคร้ายและสัตว์ป่านับสิบพุ่งทะยานหลอมรวมเข้าสู่ตัวระฆัง เสียงคำรามกัมปนาทปานแก้วหูจะฉีกขาด ชักนำระฆังทองคำให้ทอประกายเจิดจรัส บังเกิดนิมิตอัศจรรย์นับหมื่นพัน
ทอดสายตาจากแดนไกล เหนือน่านฟ้าเมืองไต้โจวราวกับปรากฏภาพมายาตระการตาบาดจิต
“ลูกไม้ตื้นๆ” ฝ่ามือทมิฬขนาดยักษ์สามสิบจ้างของจ้าวเสวียนจีฟาดประทับลงบนระฆังทองคำอย่างหนักหน่วง ภายใต้การปะทะของคลื่นปราณแท้ ยอดระฆังพลันยุบตัว บังเกิดระลอกคลื่นแสงสีทองแดงแผ่กระจายเป็นวงกว้าง
ระลอกคลื่นแผ่ขยายไม่หยุดยั้ง กลืนกินอาณาบริเวณรัศมีหลายร้อยจ้าง ตัดแบ่งม่านราตรีออกเป็นโลกเบื้องบนและเบื้องล่างอย่างสมบูรณ์ นภาลัยดาษดื่นด้วยหมู่ดาวดั่งห้วงสมุทร ตัวเมืองเบื้องล่างสว่างไสวด้วยแสงประทีป เป็นภาพที่งดงามตระการตาจับใจ
ทว่าเพียงชั่วพริบตา ระฆังทองคำพลันปริร้าวแตกสลายจากยอดลงสู่เบื้องล่างทีละชุ่น ฝูงสิงสาราสัตว์อาคมบิดเบี้ยวพร่าเลือน ก่อนจะแตกดับกลายเป็นเถ้าธุลี
จ้าวหนิงแหงนหน้ามอง ฝ่ามือทมิฬขนาดยักษ์ของจ้าวเสวียนจีบดขยี้ระฆังทองคำของผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์เป่ยหูจนแหลกละเอียด สองตาประจักษ์ชัดว่าอีกฝ่ายถูกฝ่ามือทมิฬตะปบรวบไว้ ราวกับลูกลิงในเงื้อมมือเทพมาร ดิ้นรนขัดขืนไปก็ไร้ผล
ขอบตาจ้าวหนิงแดงก่ำ สองมือสั่นสะท้านจนไม่อาจควบคุม
การดูแคลนเผ่าเป่ยหู เพิกเฉยต่อราชันย์ผู้แข็งแกร่งระดับที่คำว่าอัจฉริยะประทานจากฟ้ายังไม่อาจนิยามความวิปลาสของมันได้… คือความผิดพลาดมหันต์ที่ต้าฉีก่อขึ้น ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักล้วนมืดบอดต่อภัยซ่อนเร้น นี่ต่างหากคือรากเหง้าแห่งความพินาศของแผ่นดิน
ท่ามกลางกระแสธารเหล่านี้ บางเรื่องจ้าวหนิงย่อมลิขิตได้ ทว่าบางเรื่องก็สุดกำลังจะไขว่คว้า
ยามภูเขาหิมะถล่มทลาย ย่อมไร้เกล็ดหิมะใดที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ยามแคว้นล่มสลายบ้านเมืองพินาศ คนอย่างจ้าวหนิงจะกล้าอ้างว่าตนไร้ความผิดเชียวหรือ
ในฐานะทายาทอันดับหนึ่งแห่งตระกูลจ้าว ผู้ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะบำเพ็ญเพียรในรอบร้อยปี ตัวตนที่ถูกวางตัวให้สืบทอดบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกง ชาติก่อนยามเสวยสุขกับเกียรติยศที่ราชวงศ์และตระกูลประเคนให้ ข้าเคยหยัดยืนปกป้องแผ่นดินอย่างสุดกำลังบ้างหรือไม่… ไม่เลยสักครั้ง
ข้าถือกำเนิดในตระกูลขุนพลทรงเกียรติอันดับหนึ่ง พรสวรรค์ล้ำเลิศเหนือผู้คน ซ้ำยังได้รับการฟูมฟักทุ่มเทจากตระกูล เป็นที่ตั้งความหวังสูงสุดจากราชวงศ์ สำหรับราษฎรตาดำๆ แล้ว ตัวตนของข้าช่างเจิดจรัสดั่งตะวันและจันทรา
เดิมทีข้าสมควรบรรลุเป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานในระดับราชันย์หรือทะลวงถึงระดับเทวะ ก้าวออกมายามแผ่นดินและตระกูลเผชิญวิกฤต แบกรับภาระหน้าที่ สยายปีกปณิธานอันยิ่งใหญ่ พลิกฟื้นสถานการณ์เลวร้าย พยุงเสาหลักจักรวรรดิที่กำลังพังทลาย บดขยี้ศัตรูผู้รุกราน ปกป้องสายเลือด กอบกู้แผ่นดิน สร้างผลงานจารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ ให้ชนรุ่นหลังสรรเสริญไปนับร้อยชั่วอายุคน
ทว่าความเป็นจริงเล่า ทนดูบ้านเมืองถูกกลืนกิน ตระกูลย่อยยับพินาศ ข้ากลับไร้ปัญญาขัดขวาง ทำได้เพียงเคียดแค้นโศกเศร้าอย่างไร้ความหมาย
ด้วยพรสวรรค์ล้ำเลิศ ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ ข้าจึงหยิ่งยโสโอหัง จองหองไม่เห็นหัวผู้ใด อุปโลกน์ตนเองเป็นคุณชายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ล่วงเลยวัยสิบสองก็ไม่เคยหยิบจับการงานเป็นชิ้นเป็นอัน วันๆ ผลาญเวลาเลี้ยงนกชมหมา เตร็ดเตร่หอคณิกา ร่ายกวีเสพสุรา หลงมัวเมาว่านี่คือวิสัยของวิญญูชนเจ้าสำราญ
ภายหลังลุ่มหลงจ้าวยวี่เจี๋ยจนหน้ามืดตามัว นอกจากจะผลาญเวลาเปล่าประโยชน์ ยังเปิดทางให้นางสูบกินทรัพยากรและอำนาจที่ข้าประเคนให้ จนปีกกล้าขาแข็ง มีกำลังพอจะแว้งกัดข้า แว้งกัดตระกูลจ้าวให้จมเขี้ยว
การถูกลอบสังหารเมื่อวานในอดีตชาติ ทำลายรากฐานบำเพ็ญเพียรของข้าจนป่นปี้ ภายหลังต่อให้บากบั่นเลือดตากระเด็นเพียงใด ก็ไม่อาจทะลวงสู่ระดับราชันย์ได้อีก ต้องร่วงหล่นเป็นเพียงมดปลวกให้เขาย่ำยีท่ามกลางกลียุค
ภาพโศกนาฏกรรมที่แผ่นดินและคนในตระกูลต้องเผชิญมหันตภัย ฉายชัดขึ้นในหัวอีกครา จ้าวหนิงปวดหนึบปานถูกมีดนับพันเล่มกรีดแทงขั้วหัวใจ
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ทว่าไม่อาจกดข่มความรู้สึกผิดที่ฝังรากลึกดั่งห้วงเหวลงไปได้
ทัพม้าเป่ยหูบุกทะลวงดั่งไฟลามทุ่ง เหยียบย่างแห่งหนใดล้วนทิ้งไว้เพียงเสียงคร่ำครวญและซากศพเกลื่อนกลาด นครหลวงที่เคยรุ่งโรจน์ถูกแผดเผาเป็นเถ้าถ่าน ทุ่งนาหมื่นลี้วอดวาย ยอดฝีมือระดับราชันย์ของศัตรูเปิดฉากสังหารปานอัสนีบาตฟาด ผู้บำเพ็ญเพียรต้าฉีถูกบดขยี้แหลกเหลวจมดิน สายเลือดตระกูลจ้าวร่วงหล่นตายอนาถดั่งผักปลา
สามปีให้หลัง บิดาพลีชีพอาบเลือดปกป้องกำแพงด่าน ตัวข้าในฐานะผู้นำตระกูลคนใหม่ แม้จะตาสว่างกระทันหัน พลิกโฉมสลัดคราบคนเก่า อาบเลือดกรำศึกไม่หยุดหย่อน ทุ่มเทสู้ตายบั่นคอศัตรู ทว่าด้วยพลังบำเพ็ญที่พิการอ่อนด้อย จึงไม่อาจกอบกู้สถานการณ์ใดได้เลยแม้แต่น้อย
สิบปีแห่งไฟสงคราม สิบปีแห่งความปราชัยย่อยยับ สิบปีแห่งการทิ้งถิ่นฐานระเห็จลงใต้ ข้าทำได้เพียงเบิกตาดูแผ่นดินถูกกลืนกิน จักรวรรดิล่มสลาย ราษฎรนับแสนนับล้านถูกสังหารทิ้งต่อหน้าต่อตา
สายเลือดในตระกูลที่คอยทะนุถนอมข้ามาแต่เยาว์วัย ทยอยเดินหน้าสู่สมรภูมิเลือด ทว่ากลับต้องทอดร่างสิ้นใจกลางกองเพลิงทีละคน แม้ดิ้นรนอาบเลือดสู้สุดกำลัง ท้ายที่สุดก็ถูกตีนม้าเหล็กเป่ยหูเหยียบย่ำจนแหลกเหลวเป็นก้อนเนื้อ แม้แต่โอกาสจะใช้หนังม้าห่อศพกลับมาฝังยังไม่มี
กระทั่งตระกูลจ้าวตายตกจนแทบสิ้นสูญ เมืองหลวงแห่งสุดท้ายถูกตีแตกพ่าย จ้าวชี่เยว่ผู้มีพลังบำเพ็ญล้ำเลิศ เดิมทีสามารถแหวกวงล้อมเอาตัวรอดได้ กลับต้องถูกมัจจุราชเป่ยหูล้อมสับจนสิ้นชีพ เพียงเพราะยืนหยัดเอาตัวบังคมดาบให้ข้า
ตัวข้า… อดีตอัจฉริยะบำเพ็ญเพียรในรอบร้อยปีของตระกูล ผลสุดท้ายกลับปกป้องผู้ใดไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว
เบื้องบนไม่อาจขับไล่ศัตรู เบื้องล่างไม่อาจปกป้องราษฎร ตรงกลางไม่อาจคุ้มครองสายเลือด ข้าทรยศต่อพระมหากรุณาธิคุณ ทรยศต่อปณิธานขุนพล ทรยศต่อดวงวิญญาณคนในตระกูลและราษฎรที่ต้องหลั่งเลือดพลีชีพ
ต่อให้ตายตกคาสนามรบ ข้าก็ไร้หน้าจะลงไปกราบขอขมาบรรพชนในปรโลก
จ้าวหนิงหวนนึกถึงยามเมืองหลวงแตกในอดีตชาติ ท่ามกลางคลื่นผู้ลี้ภัยหนีตายลงใต้ ชายชราผมขาวผู้หนึ่งกระชากแขนเสื้อเขาไว้ สิ้นหวัง ไร้ที่พึ่งพิง เอ่ยถามเขาทั้งน้ำตาอาบหน้าด้วยเพลิงแค้น “ตระกูลจ้าวเป็นถึงเสาหลักขุนพลอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ เสวยสุขบนกองเงินกองทอง ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของราษฎร พวกเจ้าเสวยเลือดเนื้อพวกเราประทังชีวิต ก็สมควรพิทักษ์ร่มเงาให้พวกเราอยู่รอดปลอดภัยสิ
“ทว่าเหตุใดเจ้าถึงรักษาด่านเยี่ยนเหมินกวนไว้ไม่ได้ เหตุใดจึงปล่อยให้ตีนม้าเป่ยหูทะลวงเข้ามาได้ เหตุใดยังปล่อยให้แผ่นดินพินาศ ลูกเมียพวกข้าต้องตายตกพลัดพรากด้วยเล่า”
เขานึกถึงโอรสสวรรค์ที่ผมเผ้าหลุดลุ่ยในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงตระกองกอดองค์หญิงน้อยจมกองเลือด ขบพระทัยตวาดใส่เขาเสียงดังก้อง “สิ่งใดที่เจิ้นประทานให้ตระกูลจ้าวได้ เจิ้นมอบให้ไปสิ้นแล้ว ทั้งฐานะ อำนาจ ความมั่งคั่ง เกียรติยศ ตระกูลจ้าวรับพระมหากรุณาธิคุณจากรุ่นสู่รุ่น ทว่ากลับไร้ปัญญาปกป้องแผ่นดิน ลำพังแค่ยอดฝีมือในตระกูลถูกข้าศึกลอบสังหารยังคว้าน้ำเหลวสืบหาตัวการไม่ได้ นับประสาอันใดกับศักดิ์ศรีตระกูลขุนพลอันดับหนึ่ง
“จ้าวหนิง เจ้าไม่ละอายใจต่อป้ายเจิ้นกั๋วกงของตัวเองบ้างหรือ”
ยามรื้อฟื้นบาดแผลเหล่านี้ จ้าวหนิงรู้สึกคล้ายคอหอยถูกบีบรัดจนแทบขาดใจ
ในเมื่อตระกูลจ้าวคือตระกูลขุนพลอันดับหนึ่ง หยัดยืนพิทักษ์ด่านเยี่ยนเหมินกวนและกุมอำนาจทำเนียบเสนาธิการทหารสูงสุด เช่นนั้นการกวาดล้างศัตรูพิทักษ์แผ่นดินย่อมเป็นปณิธานพื้นฐาน การถูกลอบกัดในวังวนอำนาจ การปราชัยในสมรภูมิการเมืองราชสำนัก จนนำไปสู่ความวิบัติละทิ้งภารกิจพิทักษ์ชาติ… เรื่องพรรค์นี้จะปล่อยให้ซ้ำรอยไม่ได้เด็ดขาด
ตระกูลจ้าวจำต้องรักษาความเกรียงไกรไว้ทุกเมื่อ บดขยี้ศัตรูทางการเมืองให้สิ้นซาก ถอนรากถอนโคนพวกเหลือบไรบ่อนทำลายชาติ กวาดล้างความโสมมในราชสำนัก ค้ำชูบัลลังก์ หนุนให้ต้าฉีหยัดยืนทะง่าน และทวงคืนความร่มเย็นแก่ราษฎรทั่วหล้า
บนเส้นทางแห่งปณิธานนี้
ทวยเทพขวางทาง… ข้าล้างบางทวยเทพ
พุทธะขวางหน้า… ข้าบั่นเศียรพุทธะ
รวบรวมสมาธิ สะกดอารมณ์ให้สงบนิ่ง นัยน์ตาจ้าวหนิงแปรเปลี่ยนเป็นกระจ่างแจ้งและเด็ดขาด
ที่นี่หาใช่เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของต้าฉี ยามนี้หาใช่รัชศกเฉียนฝูปีที่สิบเก้า ทว่าเป็นรัชศกเฉียนฝูปีที่หก
กาลเวลาย้อนกลับ เขากระชากวิญญาณกลับมาในวัยสิบหกปีอีกครั้ง
ยามลงจากเขาฉือโหว เขายังไม่อาจทำความเข้าใจเรื่องราวพิสดารนี้ ทว่าเมื่อกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าตนได้ย้อนคืนสู่วัยเยาว์จริงๆ เขากลับตื่นเต้นยินดีจนร่างสั่นสะท้านไม่หยุด
วินาทีนี้ กองทัพม้าเป่ยหูยังไม่กรีธาทัพลงใต้ แผ่นดินต้าฉียังคงบริบูรณ์ไร้รอยแผล รากฐานตระกูลจ้าวยังตั้งตระหง่าน สายเลือดในตระกูลยังมีลมหายใจ ราษฎรนับร้อยล้านชีวิต... ยังไม่ต้องเผชิญไฟสงครามผลาญจนบ้านสิบหลังร้างไปเก้า ครอบครัวแตกฉานซ่านเซ็น
ไม่รู้กี่ราตรีที่สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ข้าเฝ้าภาวนาให้ชีวิตนี้พลิกกระดานเริ่มใหม่ได้ ปรารถนาจะเปลี่ยนลิขิตสวรรค์ของตนเอง สายเลือดตระกูล และแผ่นดิน เพื่อชดใช้หนี้เลือดและความรู้สึกผิดฝังใจ พาให้ทุกคนแคล้วคลาดจากมหันตภัยกลียุค
ทว่าท้ายที่สุด มันเป็นเพียงจินตนาการเลื่อนลอย เป็นได้แค่ความเพ้อฝันไร้ค่า
ทว่าบัดนี้ ข้ากระชากวิญญาณกลับมาหยัดยืนในร่างเด็กหนุ่มได้จริงๆ
หมากกระดานนี้ยังพลิกได้ ทุกเรื่องราวสามารถเบิกม่านเริ่มต้นใหม่อีกครา
ลิขิตสวรรค์บัดซบที่แคว้นพินาศ ครอบครัวตายตก ตัวข้าแหลกเหลว ในฐานะผู้นำตระกูลอันดับหนึ่งที่ต้องเบิกตาดูแผ่นดินถูกกลืนกิน ทว่ากลับจมปลักกับความอดสูไร้เรี่ยวแรงต่อกร… เวลานี้ข้ามีโอกาสฉีกกระชากลิขิตสวรรค์นั้นทิ้งแล้ว
จ้าวหนิงพ่นลมหายใจหนักหน่วง
หากข้าทะลวงสู่ระดับราชันย์ ย่อมมีอำนาจคุ้มครองพี่น้องและสายเลือด อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนดูจ้าวชี่เยว่ต้องตายแทนข้า
หากข้าเหยียบย่างสู่ระดับเทวะ ย่อมมีกำลังพลิกฟ้ากอบกู้ราชวงศ์ต้าฉี ขอเพียงข้าคว้านรากถอนโคนภัยซ่อนเร้นในราชสำนัก บดขยี้ทัพม้าเป่ยหู ประคองสายเลือดต้าฉีให้หยัดยืนสืบไป ตัวข้าย่อมสืบทอดบัลลังก์เจิ้นกั๋วกง และตระกูลจ้าวยังคงตั้งตระหง่านเป็นตระกูลขุนพลอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ เกียรติยศเกรียงไกรไร้ผู้ต่อกร
ด้วยเหตุนี้ เมื่อหวนคืนสู่วัยเยาว์ จ้าวหนิงจึงต้องลุกขึ้นพลิกกระดาน เขาจำต้องสับเปลี่ยนทุกสิ่ง
ข้าต้องทำลายแผนสุนัขเป่ยหูไม่ให้ลอบสังหารบิดามารดา ข้าต้องสกัดมัจจุราชไม่ให้รวบหัวยอดฝีมือในตระกูล ข้าต้องขุดรากถอนโคน กระชากหัวยอดฝีมือเป่ยหูที่เร้นกายในเงามืดออกมาทีละตัว แฉแผนอุบาทว์ของพวกมันให้ประจักษ์แก่สายตาธารกำนัล กระชากหน้ากากให้ราชสำนักและราษฎรต้าฉีตระหนักถึงสันดานเดรัจฉานมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกมัน
การล้างบางเช่นนี้ ยอดฝีมือตระกูลจ้าวย่อมหยัดยืนอยู่รอด และต้าฉีย่อมจำต้องตื่นจากภวังค์มารับมือภัยคุกคามเป่ยหูอย่างจริงจังเสียที
ต่อให้ภายภาคหน้า วังวนแก่งแย่งชิงอำนาจในราชสำนักยังคงโสมมไม่เปลี่ยน อย่างน้อยข้าก็ยังประวิงเวลาได้มากขึ้น
ขอเพียงมีเวลา ข้าย่อมยกระดับพลังบำเพ็ญได้ ย่อมผูกขาดโอกาสเสริมความเกรียงไกรให้ตระกูลจ้าว อัดฉีดขุมกำลังด่านเยี่ยนเหมินกวน ภายภาคหน้าไม่ว่ากลียุคจะพลิกผันปานใด ขอเพียงข้าและตระกูลจ้าวมีเขี้ยวเล็บแข็งแกร่งพอ ย่อมมีหลักประกันฟาดฟันฝ่าคลื่นลมโลหิตไปได้
และยามนี้ เขาเดินหมากกระดานแรกสำเร็จลุล่วงแล้ว
จังหวะที่จ้าวเสวียนจีบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์เป่ยหู รวบตัวอีกฝ่ายไว้กลางนภากาศ สิ่งที่จ้าวหนิงมาดหมายจะชำระความในเมืองไต้โจว ล้วนบรรลุผลอย่างหมดจด
ระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ ก้อนความอัดอั้นที่จุกแน่นในอก ท้ายที่สุดก็สลายทลายลงในวินาทีนี้
เส้นทางเบื้องหน้าเปิดกว้าง จ้าวหนิงรู้สึกเบาสบายดั่งขนนก สะบัดข้อมือกางพัดจีบเสียงดัง ‘พั่บ’ โบกพัดเอื่อยเฉื่อยประดับอก มุมปากหยักยิ้มเยียบเย็น นัยน์ตาตวัดกลับมาทอดมองสองพ่อลูกตระกูลฟ่านอีกครา
เขาหาได้เพียงล้างกระดานสำเร็จ ทว่ายังคว้าชัยชนะส่วนเกินที่คาดไม่ถึงมาครองด้วย
อดีตชาติ ตระกูลจ้าวมืดบอดไม่เคยระแคะระคาย ว่ามหันตภัยล้อมสังหารครานั้น จะมีหนอนบ่อนไส้ระดับสูงในต้าฉีชักใยอยู่เบื้องหลัง
การเลื่อยขาเก้าอี้แก่งแย่งอำนาจภายในราชสำนัก เน่าเฟะถึงขั้นใดแล้ว เขาจำต้องถลกหนังพวกมันประเมินสถานการณ์ใหม่ ไฟสงครามแคว้นที่ปะทุขึ้นในชาติก่อน ถึงกระนั้นก็บดบังรอยปริร้าวโสมมไปเสียมากมาย
ทว่ายามนี้ เมื่อสุนัขรับใช้ฟ่านจงหมิงตกอยู่ในกำมือ จ้าวหนิงย่อมรีดเค้นความลับได้อีกมหาศาล สบโอกาสช่วยตระกูลจ้าวเด็ดหัวศัตรูและขจัดหอกข้างแคร่ที่เร้นกายในเงามืดได้หมดจด ถางเส้นทางอนาคตตระกูลจ้าวให้ราบรื่นไร้เสี้ยนหนาม และตีกรอบเป้าหมายล้างบางขยะแผ่นดิน พลิกกระดานลิขิตสวรรค์ให้เด็ดขาดเฉียบคมยิ่งขึ้น
ยอดฝีมือระดับราชันย์เผ่าเป่ยหูผู้มีคิ้วดำผมขาว สลัดสหายที่รั้งท้ายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย โฉบรับเซียวเยี่ยนที่หออี้ผิ่นกลางทาง ก่อนเหาะทะยานหลบหนีออกนอกเมืองโดยไม่แม้แต่จะปรายตาเหลียวหลัง
วินาทีนี้ นัยน์ตานับไม่ถ้วนทั่วเมืองไต้โจวต่างเบิกกว้างแหงนมองนภากาศ บ้างจ้องเขม็งตื่นตะลึง บ้างเหม่อมองมายาอัศจรรย์สะเทือนฟ้าดินที่ค่อยๆ เลือนหายไป
เซียวเยี่ยนที่ถูกชายชราผมขาวหิ้วปีกหนีตายดั่งลูกไก่ เอี้ยวคอเหลียวมองกลับมายังจวนตระกูลจ้าว นัยน์ตาดุจดวงดาราเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคั่งแค้น นางรู้แจ้งแก่ใจว่าภารกิจลอบกัดครานี้ปราชัยย่อยยับ นับแต่เสียงกัมปนาทของจ้าวเสวียนจีแหวกรัตติกาลเมืองไต้โจว นางก็กระจ่างชัดในบัดดล
นางมืดแปดด้านว่าหมากกระดานนี้พังทลายได้อย่างไร ไม่กระจ่างว่าเหตุใดพยัคฆ์เฒ่าจ้าวเสวียนจีจึงโผล่มาที่นี่ได้ราวกระโดดข้ามฟ้า ทว่านางตระหนักรู้อย่างหนึ่งทะลุปรุโปร่ง สลักลึกเป็นสัตย์สาบานอาบเลือดกลางใจ “จ้าวชี่เยว่ ข้าจะต้องกลับมาสับร่างเจ้าให้จงได้”
นางไม่อาจหยั่งรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง ทว่ามั่นใจเต็มประดาว่าขุดพบรากเหง้าแห่งความปราชัยครานี้แล้ว จุดเปลี่ยนอยู่ที่จ้าวชี่เยว่… สตรีผู้ไร้เหตุผลให้เหยียบย่างเข้าเมืองไต้โจวในยามนี้ ซ้ำยังทะลวงขีดจำกัดบดขยี้ฟ่านจงหมิงลงได้ต่างหาก
จ้าวหนิงปรายตามองสองเดนตายตระกูลฟ่าน พลางหรี่ตาครุ่นคิด
ในสายตาชนชาวฉี ชนเผ่าเร่ร่อนแดนเหนือที่เหมารวมเรียกว่าเป่ยหู เป็นเพียงฝูงเดรัจฉานไร้อารยธรรม พวกขุนนางต้าฉีสามารถวางอำนาจบาตรใหญ่เหยียบย่ำ กดหัวจิกหัวใช้เยี่ยงทาส ทว่าไม่มีวันยอมลดตัวลงไปเกลือกกลั้วทัดเทียมพวกมันเด็ดขาด
การลดตัวไปสมรู้ร่วมคิดกับสุนัขป่าเพื่อแว้งกัดตระกูลขุนพลเสาหลักแห่งต้าฉี หากแพร่งพรายออกไปย่อมถูกปวงชนประณามหยามเหยียดไปทั่วหล้า อัปยศอดสูจนไร้ที่ซุกหัวนอน ไร้แผ่นดินให้หยัดยืนในฐานะมนุษย์อีกต่อไป
ทว่าเมื่อขบคิดให้ลึกซึ้ง จ้าวหนิงกลับตระหนักว่าเรื่องวิปริตนี้สมเหตุสมผลยิ่งนัก หากไร้ตอขนาดใหญ่ หรือขั้วอำนาจมืดระดับคับฟ้าในราชสำนักคอยชักใย ลอบจับมือกับเผ่าเป่ยหู… ภายหลังตระกูลจ้าวจะคว้าน้ำเหลวงมเข็มในมหาสมุทร สืบหาตัวการไม่เจอแม้แต่เงาได้อย่างไร