ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 160 ด่านเยี่ยนเหมินกวน (ตอนต้น)
จันทร์กระจ่างสาดแสงเหนือทะเลดาวระยิบระยับ เทือกเขาสูงชันปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวชอุ่มคลี่ห่มม่านหมอกเงียบสงบ แฝงเร้นกลิ่นอายลึกลับ
วายุราตรีพัดปลายกิ่งไม้พลิ้วไหวระลอกคลื่น ทะเลไพรทิวสนงดงามดั่งบทกวี ทว่าเสียงสัตว์ป่าที่นานคราวจะหอนแว่วจากห้วงลึกไร้นาม กลับเป็นเครื่องตอกย้ำว่า ท่ามกลางหมื่นขุนเขาชายแดนแห่งนี้ ซุกซ่อนภยันตรายไว้สุดหยั่งถึง
ยามพญาหมาป่าร่างกำยำชูคอเห่าหอนรับแสงจันทร์บนโขดหินยอดเขา ความเงียบงันพลันแหลกสลายด้วยเสียงแหวกอากาศดุดันเร่งร้อน
เงาร่างสายแล้วสายเล่าพุ่งทะยานตัดสันเขา ท่วงท่ากระโจนข้ามสิ่งกีดขวางฉับไว ชายเสื้อกรีดสายลมเสียงดังขวับ รวดเร็วดุจลูกศรหลุดจากแล่ง
ความเร็วปานผีพุ่งไต้ ต่อให้พยัคฆ์ร้ายหรือเสือดาวก็ไม่อาจไล่กวด ท่วงท่าปราดเปรียวเหินข้ามขุนเขาดั่งวิ่งบนลานราบ ล้วนเป็นประจักษ์พยานว่าพวกมันคือผู้บำเพ็ญเพียร ซ้ำยังอยู่ระดับคุมปราณกันถ้วนหน้า
เป้าหมายของพวกมันคือทิศอุดร
เบื้องหลังห่างออกไปไม่ไกล บริเวณทางโค้งไหล่เขา พลันปรากฏแสงไฟจุดหนึ่งพุ่งพรวด ตามติดด้วยจุดที่สองและสาม ชั่วพริบตา… อสรพิษเพลิงก็เลื้อยปราดแหวกความมืด
อสรพิษเพลิงแยกเขี้ยวไล่กวดคนสิบกว่าชีวิตแต่ไกล ทว่าประเมินจากระยะห่างและความเร็ว หวังจะตะครุบเหยื่อคงไม่ง่ายดายนัก
แท้จริงแล้วอสรพิษเพลิงหาใช่สัตว์ร้าย ทว่าคือเหล่าทหารกล้าชูคบเพลิงไล่ล่า การแต่งกายของพวกเขากระจ่างชัด แตกต่างจากกลุ่มเบื้องหน้าสิ้นเชิง ล้วนสวมเกราะถักมาตรฐานแห่งทัพด่านเยี่ยนเหมินกวน… ทัพประจำการแห่งราชวงศ์ต้าฉี
ผู้นำทัพคือชายฉกรรจ์หนุ่ม ท่ามกลางแสงสลัว ใบหน้ากร้านศึกอาบชุ่มเหงื่อเย็น ทว่านัยน์ตาดุจพญาอินทรีกลับโฉบจับเป้าหมายเบื้องหน้าไม่กะพริบ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นร้อนรนขีดสุด
ยามเห็นช่องว่างระหว่างสองฝ่ายทำท่าจะฉีกขาด ผู้บัญชาการจ้าวฉี่หยางขบกรามแน่น ตวาดก้องพร้อมจิตสังหารพวยพุ่ง
“สิบกว่าลี้เบื้องหน้าคือกำแพงเมือง จุดนั้นห่างจากด่านเยี่ยนเหมินกวนอักโข ไร้ยอดฝีมือคุมเชิง ลำพังทหารยามไม่มีทางสกัดพวกมันอยู่
“อย่าปล่อยให้พวกมันข้ามกำแพงเมืองไปได้เด็ดขาด หากหลุดรอดเข้าทุ่งหญ้า ควบม้าหนีไปได้เมื่อใด การจับกุมย่อมมืดมน ผู้ที่ต่ำกว่าระดับคุมปราณขั้นต้นจงรั้งท้ายรอกำลังเสริม ที่เหลือรีดเค้นปราณเร่งความเร็วตามข้ามา”
สิ้นคำสั่ง นัยน์ตายอดฝีมือกว่าสามสิบชีวิตเบื้องหลังพลันดุดันเกรี้ยวกราด
ทัพของพวกเขาสังกัดด่านเยี่ยนเหมินกวน ปกติแทบไม่เคยกรีธาทัพออกจากค่าย ทว่ายามนี้สถานการณ์ชายแดนคุกรุ่น มักมีผู้บำเพ็ญเพียรจากม่อเป่ยลอบลงใต้ ลอบข้ามกำแพงเมือง ทะลวงเทือกเขาสูงชันมาป้วนเปี้ยนแถวด่านเยี่ยนเหมินกวนและเมืองไต้โจวโดยไร้ร่องรอยแน่ชัด
เคราะห์ดีที่ทัพเยี่ยนเหมินกวนไหวตัวทัน กระจายกำลังลาดตระเวนสกัดกั้น
จ้าวฉี่หยางคุมไพร่พลห้าร้อยนาย ซอยกำลังเป็นกองย่อย ตรวจตราชายแดนหามรุ่งหามค่ำ คืนนี้คือหนแรกที่ปะทะร่องรอยผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหู ซ้ำอีกฝ่ายยังควบตะบึงขึ้นเหนือจากเมืองไต้โจว พวกเขาจึงไล่ล่ากะซวกหลังไม่คิดชีวิต หวังจับเป็นเพื่อเค้นคอหาเป้าหมายที่แท้จริง
ทว่าสุนัขลอบกัดกลุ่มนี้ล้วนเป็นระดับคุมปราณ จ้าวฉี่หยางจึงไร้ทางเลือก จำต้องผละจากทัพหลัก คัดเฉพาะยอดฝีมือไล่กวด ตลอดเส้นทาง เขาสั่งให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกกายรั้งท้ายไปแล้ว ยามนั้นความเร็วของศัตรูยังไม่ฉีกกระจุยเช่นนี้ คาดไม่ถึงว่าพอเข้าใกล้กำแพงเมือง พวกมันจะยังรีดเร้นปราณเร่งความเร็วขึ้นได้อีก บัดนี้เขาจึงจำใจสละระดับคุมปราณขั้นต้นให้รั้งท้ายเพิ่ม
แม้ตัวเขาจะบรรลุระดับคุมปราณขั้นปลาย แต่ทั้งกองร้อยมีเพียงเขาผู้เดียวที่ยืนอยู่บนจุดนี้ ส่วนระดับคุมปราณขั้นกลางรวมกันยังไม่ถึงสิบหัว
ศัตรูมีสิบกว่าชีวิต... ต่อให้กระชากคอตามทัน เขาก็ยังไร้ความมั่นใจเต็มสิบว่าจะสับพวกมันลงได้
ทว่ายามคำสั่งทิ้งทวนหลุดจากปาก กลับไร้เสียงคัดค้าน ระดับคุมปราณขั้นต้นแม้นัยน์ตาจะแฝงความไม่ยินยอม ทว่าจำต้องกัดฟันหยุดชะงัก ส่วนระดับคุมปราณขั้นกลางที่พุ่งทะยานต่อ กลับไร้แววขลาดกลัวแม้แต่เศษเสี้ยว
ทหารเกราะที่ตอกหมุดรั้งอยู่กับที่ และทหารกล้าที่รีดเค้นปราณทะยานร่าง พลันแยกสายนทีในชั่วพริบตา ภาพเบื้องหน้าราวกับกลุ่มหลังคือลูกศรทะลวงที่ถูกกลุ่มแรกง้างยิงออกไปสุดแรงเกิด
เมื่อเค้นความเร็วถึงขีดสุด ระยะห่างระหว่างสองฝ่ายเริ่มหดสั้น ท่ามกลางการกระโจนข้ามสิ่งกีดขวาง ทะยานข้ามเหวหุบ พุ่งปรี่จากตีนเขาสู่ยอดเขาดุจเงาพราย ขุนเขารกร้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงฉีกกระชากม่านอากาศดังก้อง จ้าวฉี่หยางและพวกพ้องถึงขั้นได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นโครมคราม ตลอดทางนกน้อยแตกตื่นบินว่อน ไกลออกไปยังมีเสียงสัตว์ป่าร้องโหยหวนเป็นระยะ
ยามข้ามพ้นสันเขา อาศัยจุดยุทธศาสตร์ที่สูงชัน แสงจันทร์สลัว และสายตาเหนือมนุษย์ของผู้บำเพ็ญเพียร จ้าวฉี่หยางพลันจับจ้องเห็นโครงร่างกำแพงเมืองทอดยาวสุดสายตาบนแนวเขา
อย่างมากเหลืออีกเพียงสี่ลี้!
เวลาของพวกเขาใกล้หมดเต็มที
นัยน์ตาจ้าวฉี่หยางคมกริบดุจใบมีด
ผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหูรั้งท้ายสุดอยู่ห่างไม่ถึงสองร้อยก้าว เขามั่นใจว่าดึงระยะประชิดได้ภายในสองลี้
หากพัวพันฉุดรั้งพวกมันไว้ ต่อให้สับไม่ตาย ก็ยังยื้อเวลาบีบรอยอดฝีมือเสริมกำลังได้
ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด จะปล่อยให้พวกมันมุดหนีไปไม่ได้เด็ดขาด
มือจ้าวฉี่หยางบีบด้ามดาบแน่น
ศัตรูพุ่งทะยานขึ้นเนินเขาขนาดย่อม
ทว่าวินาทีนั้นเอง เสียงตวาดอาบจิตสังหารเหี้ยมเกรียมพลันดังกัมปนาท “ฆ่า”
เสี้ยววินาทีนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหูที่เพิ่งเหยียบยอดเนิน พลันตอกส้นเท้าหยุดชะงัก หันขวับกลับมาอย่างพร้อมเพรียง!
ชั่วพริบตา ดาบโค้งในมือแผดเสียงหึ่งแสบแก้วหู แสงค่ายกลอักขระเจิดจ้าปะทุ ประกายคมดาบสาดสะท้อนใบหน้าอำมหิตของพวกมันทีละคน
คมดาบกรีดทลายราตรีกาลเป็นเส้นโค้งมรณะ ผสานเงาร่างพุ่งดิ่งลงมาดุจพยัคฆ์ลงเขา สับฟาดใส่พวกจ้าวฉี่หยางด้วยท่วงท่าเฉียบขาดไร้ปรานี!
อาศัยความได้เปรียบจากที่สูง บุกทะลวงดุดันปานผ่าซีกไม้ไผ่
หัวใจจ้าวฉี่หยางกระตุกวูบ
คาดไม่ถึงว่าศัตรูจะเล่นแผนหมาจรจัดแว้งกัด หวนกลับมาลอบแทงเช่นนี้ ยามนี้พวกเขากลับกลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ทว่าเมื่อเผชิญประกายดาบจันทร์เสี้ยวที่ฟันแสกหน้า เขากลับไร้ความลังเล ดาบยาวกระชากออกจากฝักเสียงดังเช้ง ตวาดก้อง “สู้”
กองกำลังใต้สังกัดจ้าวฉี่หยางล้วนเป็นยอดทหารเดนตาย แม้ภัยจะพุ่งชนกะทันหันและกำลังเสียเปรียบ ทว่าไร้ผู้ใดแตกตื่น ทุกนายชักดาบตั้งรับอย่างเป็นระเบียบเฉียบขาด
สองขุมกำลังปะทะเดือด คมดาบแวววาวสาดประกายห้ำหั่น ปราณแท้ระเบิดกระจุยเป็นวงกว้างดุจพลุประทัดยักษ์ในเทศกาลหยวนเซียว ทุ่งรกร้างที่เคยเงียบงัน พลันเดือดพล่านประดุจน้ำในกระทะทองแดง
จ้าวฉี่หยางรีดเค้นปราณแท้อัดแน่นลงในดาบยาว ปะทะกับสุนัขรับใช้เป่ยหูเบื้องหน้าอย่างจัง เคล็ดวิชาทหารเน้นท่วงท่ากว้างขวาง รวดเร็วอำมหิต เรียบง่ายแต่หนักหน่วง หากกระชากหัวศัตรูได้ในดาบเดียว ย่อมไม่เปลืองเวลาสับดาบสอง
เขาคือผู้มีระดับพลังสูงสุดในกองทัพนี้ จึงจงใจใช้ระดับพลังเข้าข่ม หวังเด็ดหัวคู่ต่อสู้ตรงหน้าเพื่อเจาะทะลวงค่ายกลศัตรู ชิงจังหวะได้เปรียบกลับมาโดยเร็ว
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมดาบปะทะ เขากลับตระหนักว่าตนเองคิดผิด…
ผิดอย่างมหันต์
เบื้องหลังขยะเป่ยหูผู้นั้น พลันปะทุเงามายาเหยี่ยวยักษ์ทะยานขึ้น กางกรงเล็บสยายปีกน่าเกรงขามสุดหยั่งถึง!
นั่นคือพลังวิญญาณต้นกำเนิด
มันผู้นี้… ถึงกับเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น
ยอดคนระดับนี้ หากซุกหัวในกองทัพเป่ยหู อย่างต่ำต้องรั้งตำแหน่งนายกองพันหรือนายกองหมื่น บารมีล้นฟ้า ทว่ายามนี้กลับลดตัวมาเป็นเพียงสายลับสวะนี่นะ!
จ้าวฉี่หยางดั่งถูกอสนีบาตซัด กระอักเลือดคำโต ร่างปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลัง ร่วงกระแทกเนินเขาเต็มแรงจนเศษหินแตกกระจาย เขากลิ้งล้มลุกคลุกคลานไปหลายตลบ กว่าจะค้ำเข่าข้างหนึ่งหยัดกายขึ้นได้อย่างทุลักทุเล
ครั้นเงยหน้าขึ้น มองเห็นยอดฝีมือเป่ยหูผู้นั้นกำลังย่างสามขุมเข้ามาอย่างเนิบนาบ ราวกับเดินเล่นชมสวน... จ้าวฉี่หยางพลันหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก
เขารู้ตัวแล้วว่าไม่อาจขวางทางมันได้อีก
ซ้ำร้าย กองทหารของเขาซึ่งเป็นหัวกะทิที่สุดในบรรดาห้าร้อยนาย คืนนี้คงต้องทิ้งซากไว้ที่นี่ทั้งหมด ไม่ว่าจะในฐานะทหารด่านหน้าหรือผู้บัญชาการ จ้าวฉี่หยางรู้สึกว่าตนเองบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายกาจ
ทว่าในเมื่อมันบรรลุถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิด เหตุใดจึงไม่รีบม้วนเสื่อหนีไปตั้งแต่แรก เหตุใดจึงอืดอาดจนยอมให้พวกเขากัดหางตามทัน
เหมิงถู ยอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิดแห่งเป่ยหู ทอดสายตามองจ้าวฉี่หยางประดุจมองมดปลวก เอ่ยเสียงเยียบเย็น “พวกเจ้านี่มันโง่บัดซบแท้ๆ ข้าอุตส่าห์รั้งรอ พวกเจ้าก็ดันเสือกไสตามกัดไม่ปล่อยจริงๆ
“ข้าสืบข่าวที่ต้องการในเมืองไต้โจวไม่ได้ ในเมื่อเจ้าเป็นถึงระดับคุมปราณขั้นปลาย ยศในกองทัพเยี่ยนเหมินอย่างต่ำต้องระดับผู้บัญชาการ ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางไม่น้อย เช่นนั้นจงคายความลับมาเสีย…
“ทัพเยี่ยนเหมินของพวกเจ้า กำลังระดมพลเตรียมเปิดศึกแล้วใช่หรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้น หัวใจจ้าวฉี่หยางพลันกระตุก อับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
มิน่าเขาถึงไล่กวดทัน มิน่ามันถึงหันกลับมาแว้งกัดเอาตอนจวนเจียนจะถึงกำแพงเมือง ที่แท้แผนการอุบาทว์ล้วนอยู่ตรงนี้
คนที่กล้าควบตะบึงไล่ล่า ระดับพลังย่อมไม่ธรรมดา สถานะในกองทัพย่อมไม่ต่ำต้อย และต้องล่วงรู้ความลับทางทหารไม่น้อย เมื่อมาถึงจุดนี้ ไม่ว่าเขาจะคายความลับหรือไม่ มันย่อมสามารถทะยานข้ามกำแพงเมืองหลบหนีไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
ยิ่งคิด จ้าวฉี่หยางยิ่งอยากเอาหัวโขกหินตายให้พ้นอัปยศ
“พลาดท่าตกอยู่ในเงื้อมมือพวกหูอย่างพวกเจ้า ถือว่าปู่ตาบอดเอง เลิกเห่าหอนได้แล้ว แน่จริงก็บั่นคอปู่ทิ้งซะ หากขมวดคิ้วสักนิด ปู่ยอมเกิดเป็นหมา! จะให้ปู่ก้มหัวให้พวกสวะที่มีแต่กลิ่นสาบแกะอย่างพวกเจ้า… ฝันไปเถอะ” จ้าวฉี่หยางถ่มน้ำลายลงพื้น หลับตารอรับความตาย
เหมิงถูแค่นเสียงหยามหยัน “อยากตาย? ไม่มักง่ายปานนั้นหรอก หากเจ้าไม่คายความลับ ก็จงเบิกตาดูทหารใต้สังกัด ถูกข้าสับเนื้อทีละคนเถิด”
สิ้นวาจา มันสะบัดมือคราหนึ่ง
จ้าวฉี่หยางกรีดร้องในใจ
ไพร่พลของเขา ยามนี้ล้วนถูกตีกระอักเลือดบาดเจ็บสาหัสและถูกคุมตัวไว้สิ้น บางนายถึงขั้นร่อแร่ปางตาย พวกเขาถูกลากตัวมากองรวมกันเบื้องหน้า
ฝีมือกองกำลังเหมิงถู เห็นชัดว่าห่างชั้นจนพวกจ้าวฉี่หยางไม่อาจทาบติด มันจงใจซ่อนเร้นระดับพลังยามหลบหนี เขาจึงหลงกลตาบอดมาตั้งแต่ต้น
เหมิงถูทาบดาบโค้งลงบนคอทหารเยี่ยนเหมินผู้โชกเลือด จ้องจ้าวฉี่หยางเขม็งพลางเอ่ยเหี้ยมเกรียม “ข้าถามหนึ่งคำ เจ้าตอบหนึ่งคำ หากคำตอบไม่เข้าหู ข้าจะปลิดชีพลูกน้องเจ้าหนึ่งคน
“คายออกมา ทัพเยี่ยนเหมินเริ่มระดมพลเตรียมศึกแล้วใช่หรือไม่”
ทหารเยี่ยนเหมินนายนั้นไร้เรี่ยวแรงดิ้นรน ทว่าแววตากลับแข็งกร้าวดุจเหล็กกล้า ปราศจากความขลาดกลัว โลหิตยังทะลักจากมุมปาก ทว่าเขากลับแสยะยิ้มอหังการ “ผู้บัญชาการ... อย่าได้เหยียบย่ำเกียรติทัพเยี่ยนเหมิน... ชาติหน้า… พวกเราค่อยเกิดเป็นสหายร่วมรบกันใหม่”
สิ้นเสียง เขาพุ่งคอเข้าหาคมดาบที่จ่ออยู่หมายปลิดชีพตนเอง!
ภาพนั้นทำเอาจ้าวฉี่หยางตาถลนแทบฉีก อีกฝ่ายกำลังพลีชีพ ทว่าตนกลับไร้ปัญญาขัดขวาง
แต่คมดาบกลับมิได้เชือดผ่านลำคอ
เหมิงถูตวัดดาบหลบได้ทันท่วงที
มันบีบคอทหารหนุ่มแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวอำมหิต “รนหาที่ตายนักหรือ ย่อมได้ ข้าจะสงเคราะห์ให้! ทว่าข้าจะสับแขนขาเจ้าทิ้งก่อน แล่เนื้อทีละชิ้น แล้วกลืนกินมันต่อหน้าเจ้าเสียเลย”
ขาดคำ ดาบโค้งสว่างวาบ สับฉับลงบนมือซ้ายของทหารกล้าทันที!
“ไอ้เดรัจฉาน หยุดเดี๋ยวนี้!”
“บัดซบ!”
“ไอ้สวะเป่ยหู ต่อให้เป็นผีปู่ก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป!”
ทหารเยี่ยนเหมินที่ถูกสยบและจ้าวฉี่หยางต่างคำรามเกรี้ยวกราด ทว่าล้วนไร้กำลังขัดขืน วินาทีนี้ พวกเขาทำได้เพียงเบิกตารับชมสหายร่วมรบถูกทรมานอย่างสิ้นหวัง
เหมิงถูปริ่มเปรมกับภาพเบื้องหน้า มุมปากแสยะยิ้มเหี้ยม
คมดาบสับลงมาแล้ว…
ทว่ากลับไม่ได้ตัดผ่านมือซ้ายของทหารเยี่ยนเหมิน
หาใช่เพราะจู่ๆ มันบังเกิดความเมตตา ทว่ากลับมีจุดแสงสีครามประดุจไฟผี… พุ่งแหวกอากาศจากทิศทางลี้ลับ ทะลวงเข้าใส่ลำคอของเหมิงถูด้วยความเร็วปานอสนีบาตฟาดฟัน!
รูม่านตาเหมิงถูหดวูบ รั้งศาสตราปราณกลับมาป้องลำคอฉับไวประดุจสายฟ้าแลบ!
กริ๊ง!
เสียงสั้นกระชับทว่าบาดลึกถึงแก้วหู
ศาสตราปราณในมือเหมิงถู ถึงขั้นปะทะจนหักสะบั้นเป็นสองท่อนต่อหน้าไฟผีสีคราม!
ใบหน้าเหมิงถูเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง
เสี้ยววินาทีนั้น ไฟผีสีครามจุดที่สองก็พุ่งทะยานมาถึง
ครานี้จ้าวฉี่หยางเบิกตามองกระจ่างชัด นั่นหาใช่แสงไฟ… แต่มันคือลูกศร!
เหมิงถูก็ประจักษ์ชัดเช่นกัน ทุกสายตาในที่นั้นล้วนเห็นเต็มสองตา
ทว่าต่อให้มองเห็น ก็ไม่อาจป้องกันทัน
ความเร็วลูกศรนั้นทะลวงขีดจำกัดไปไกลลิบ!
ท่ามกลางวิกฤตเป็นตาย เหมิงถูบิดกายหลบสุดชีวิต รอดพ้นจุดตายที่ลำคอไปได้ฉิวเฉียด
มันทำได้เพียงเท่านั้น
ลูกศรเจาะทะลวงหัวไหล่มัน ราวกับแทงผ่านก้อนเต้าหู้ ทะลุทะลวงออกไปอย่างง่ายดาย!
บาดแผลฉกรรจ์เป็นรูโหว่กว้างเท่าปากจอก
อานุภาพทำลายล้างของศรดอกนี้… เหี้ยมโหดผิดมนุษย์มนา!
สายโลหิตพุ่งกระฉูดจากหัวไหล่เหมิงถู สาดกระเซ็นงดงามวิปลาสใต้แสงจันทร์ ร่างของมันถูกแรงอัดมหาศาลกระแทกจนชะงักงัน สองขาอ่อนยวบแทบทรุด
ความแข็งค้างอุบัติขึ้นเพียงชั่วพริบตา
ทว่าในพริบตานั้นเอง ลูกศรดอกที่สามพลันทะลวงมาถึงโดยไม่ให้ตั้งตัว!
ฉึก!
ลูกศรเจาะทะลวงกลางอกเหมิงถูจนทะลุเป็นรูโหว่!
ร่างมันผงะถอยหลังหลายก้าว แผ่นหลังระเบิดเศษเนื้อและโลหิตสาดกระจาย ก่อนร่างทั้งร่างจะแข็งค้างไปโดยสมบูรณ์
นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดก้มมองเบื้องล่าง ประจักษ์แก่รูโหว่โชกเลือดขนาดมหึมากลางอก!
ใบหน้ามันบิดเบี้ยวผวา มือสั่นเทายกขึ้นอย่างยากลำบากหมายสัมผัสบาดแผล ทว่าขยับได้เพียงครึ่งทาง… ร่างมหึมาก็ล้มตึงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เกาทัณฑ์สามดอกที่พรั่งพรูดุจห่าฝนนี้รวดเร็วเกินวิสัย กระทั่งเหมิงถูยังพินาศ นับประสาอะไรกับสวะเป่ยหูตัวอื่น กระทั่งร่างหัวหน้าล้มตึง พวกมันถึงเพิ่งได้สติ หันขวับมองทิศทางต้นศรด้วยความแตกตื่นขวัญหนีดีฝ่อ
ทหารเยี่ยนเหมินรวมถึงจ้าวฉี่หยางที่รอดตายหวุดหวิด ล้วนเบิกตาค้างมองตาม
เกาทัณฑ์ศาสตราปราณอนุภาพล้างผลาญปานนี้… พวกเขาไม่เคยพานพบมาก่อน วิชาธนูที่ลึกล้ำถึงขีดสุด ยิ่งหาตัวจับยากประดุจขนหงส์เขากิเลน
เบื้องหน้าห่างออกไปสองร้อยก้าว บนยอดเขาสูงชัน ร่างเพรียวแกร่งของผู้หนึ่งถือเกาทัณฑ์ยาว ยืนตระหง่านต้านวายุใต้แสงจันทร์กระจ่าง ชายเสื้อพลิ้วไสว เรือนผมยาวสยายดุจภาพวาด… กำลังทอดสายตามองลงมายังเบื้องล่าง
ยามพวกเขาแหงนหน้ามอง สองข้างกายคนผู้นั้นพลันปรากฏยอดฝีมือพุ่งทะยานจากหลังยอดเขา ล้วนเคลื่อนไหวปราดเปรียวดุจห่านป่าถลาลม ทะยานตรงมายังสมรภูมิเดือด
ท่วงท่าคนผู้นั้นโดดเด่นสง่างามดั่งเทพบุตร เมื่อมียอดฝีมือทะยานตามคุ้มกัน ยิ่งขับเน้นความเร้นลับและทรงพลังมหาศาล จ้าวฉี่หยางตกตะลึงจนวิญญาณหลุดลอย
พริบตาต่อมา เขาแทบหลั่งน้ำตาด้วยความปีติยินดี
เขามั่นใจแล้ว… พวกตนรอดตาย ซ้ำยังลากคอพวกสวะเป่ยหูตรงหน้าได้ครบถ้วน
ผู้อื่นอาจไม่ล่วงรู้ว่าปรมาจารย์เกาทัณฑ์บนยอดเขาคือผู้ใด ทว่าจ้าวฉี่หยางในฐานะสายเลือดตระกูลจ้าว ย่อมจดจำได้ลึกซึ้งถึงกระดูก
นั่นคือทายาทสายตรงแห่งตระกูลจ้าว… คุณชายหนิง!