ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 162 ด่านเยี่ยนเหมินกวน (ตอนท้าย)
จ้าวซวิ่นเพิ่งกลับจากการคารวะศาลจิ้งเปียนก้าวเข้ามาพอดี เขายกมือประสานคารวะจ้าวเป่ยวั่งและหวังโหรวฮวา
ศาลจิ้งเปียนหาใช่วัดวาอาราม ภพภูมินี้ไร้ซึ่งพุทธหรือเต๋า คำว่า ‘ศาล’ ย่อมหมายถึงหน่วยงานราชการเฉพาะทาง เทียบเท่าศาลต้าหลี่ ศาลหงหลู ศาลไท่ฉาง หรือศาลกวงลู่
ศาลจิ้งเปียนแห่งเยี่ยนเหมินกวนสถาปนาขึ้นแต่ยุคจ้านกั๋ว เพื่อจารึกเกียรติภูมิของยอดแม่ทัพหลี่มู่ผู้บดขยี้ซยงหนูพิทักษ์ทวยราษฎร์ ตัวศาลตั้งตระหง่านบนเนินเขาดินข้างด่าน ภูมิประเทศสูงชันโอ่อ่าเปี่ยมด้วยกลิ่นอายบรรพชน
อดีตจ้าวซวิ่นเคยกรำศึกในกองทัพเยี่ยนเหมิน ย่อมคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้ การหวนคืนถิ่นเก่าย่อมปลุกเร้าความทรงจำ การแวะเยือนศาลจิ้งเปียนจึงเป็นเรื่องสมควร
หวังโหรวฮวาผู้เพิ่งแผ่รังสีอำมหิตใส่สามีพลันรั้งมือกลับ ชั่วพริบตานางกลับมายืนสำรวม ท่วงท่าแปรเปลี่ยนเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้อ่อนช้อยงดงาม ริมฝีปากแย้มยิ้มละมุนละไม ย่อตัวคารวะตอบจ้าวซวิ่นอย่างสมบูรณ์แบบ
ขณะจ้าวเป่ยวั่งประสานเสียงหัวเราะทักทายน้องชาย หวังโหรวฮวาพลันก้าวเข้ามาลูบศีรษะจ้าวหนิง นัยน์ตาทอประกายปีติและรักใคร่ทะนุถนอม
“ลูกแม่เติบใหญ่เป็นบุรุษแล้ว สูงกว่าแม่เสียอีก ขอดูหน้าชัดๆ หน่อยเถิด… ช่างได้เค้าโครงความงามของแม่มาครบถ้วน รูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างาม สมเป็นลูกรักของแม่แท้ๆ”
จ้าวหนิงในวัยสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ เผชิญถ้อยคำเยินยอตัวเองของมารดาก็ถึงกับพูดไม่ออก จุดนี้นางกับจ้าวเป่ยวั่งช่างสมดั่งคำ ‘ผีเน่าโลงผุ’ ศีลเสมอกันโดยแท้
พร่ำพรรณนาได้ไม่นาน หยาดน้ำตาพลันรื้นขึ้นในดวงตาหวังโหรวฮวา นางทอดถอนใจ “น่าเสียดายจ้าวชี่เยว่รั้งตำแหน่งฮองเฮา ภายหน้าคงหาโอกาสพบพานได้ยากยิ่ง ไม่รู้ว่าชีวิตในวังหลวงอันลึกล้ำจะเป็นเช่นไรบ้าง”
“ช่างเถิด ไม่พูดเรื่องพรรค์นี้แล้ว เจ้าเดินทางรอนแรมมาไกลคงหิวโหย รีบตามแม่กลับจวนเถิด แม่จะตุ๋นเนื้อแกะของโปรดให้เจ้ารองท้อง”
นางซับหางตาแผ่วเบา รอยยิ้มเบิกบานพลันคืนสู่ใบหน้า สองมือจูงจ้าวหนิงก้าวเดิน เคียงคู่จ้าวเป่ยวั่งและจ้าวซวิ่น พ้นด่านปราการมุ่งหน้าสู่จวนแม่ทัพใหญ่
จ้าวหนิงปล่อยให้มารดาลากจูง สดับรับฟังถ้อยคำพร่ำพรรณนาไม่ขาดสายตลอดเส้นทาง เดี๋ยวนางก็ชี้ชวนชมทัศนียภาพและผู้คนในด่านเยี่ยนเหมินกวน เดี๋ยวก็สับโขกจ้าวเป่ยวั่งว่าเหลาะแหละ ภาระทุกอย่างล้วนตกบนบ่าของนาง เดี๋ยวก็ระบายความอัดอั้นตันใจ นางพูดฉอดๆ ยืดยาวราวกับไม่รั้งรอจังหวะหายใจ
หากเป็นบุรุษหนุ่มทั่วไปคงรำคาญความจู้จี้ ทว่าจ้าวหนิงกลับตั้งใจฟังอย่างผ่อนคลาย ซึมซับทุกถ้อยคำ มิยอมปล่อยผ่านแม้ครึ่งประโยค
ยามหวังโหรวฮวาปรายตามองหาแนวร่วม เขาก็พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน บางครายังเอ่ยปากเสริมเพื่อเน้นย้ำว่าตนลึกซึ้งถึงความยากลำบากของมารดา… แน่นอนว่าเนื้อหาหลักล้วนเป็นการผสมโรงสับโขกจ้าวเป่ยวั่ง
การสอดประสานอย่างรู้ใจทำให้หวังโหรวฮวาอารมณ์เบิกบานถึงขีดสุด ท้ายที่สุดนางถึงกับเอ่ยปากชมเชยด้วยถ้อยคำสูงสุดแห่งมารดา ‘ลูกแม่รู้ความเสียที’
จ้าวเป่ยวั่งที่เดินตามหลังได้ยินสองแม่ลูกร่วมกันถลกหนังตนเองก็หนวดกระตุกถลึงตาค้าง อยากอ้าปากเถียงสักสองประโยค ทว่าเห็นทั้งคู่สนทนากันออกรสโดยไม่ปรายตามองมา จึงไร้ช่องว่างให้สอดปาก ได้แต่กลืนเลือดอัดอั้นตันใจ
จ้าวซวิ่นแย้มยิ้ม “พี่สะใภ้เพียบพร้อมรูปโฉมและคุณธรรม เสี่ยวหนิงจื่อก็กตัญญูรู้ความ ครอบครัวท่านพี่ช่างกลมเกลียวผาสุก น้องเห็นแล้วริษยายิ่งนัก”
จ้าวเป่ยวั่งโกรธจนหนวดกระดิก “สองแม่ลูกคู่นี้หรือเรียกว่าเพียบพร้อมกตัญญู ข้าว่าลูกผู้ชายอกสามศอกล้วนหนีไม่พ้นคำว่า ภรรยาข่มเหงบุตรชายปีนเกลียวเสียมากกว่า”
สิ้นวาจา หวังโหรวฮวาที่เดินนำหน้าประหนึ่งหูทวนลม พลันหันขวับตวัดสายตาเหี้ยมเกรียม “จ้าวเป่ยวั่ง เมื่อครู่เจ้าด่าทอผู้ใดว่าข่มเหงปีนเกลียว”
จ้าวเป่ยวั่งหน้าถอดสี ความผยองเมื่อครู่มลายสิ้นพริบตา รีบฉีกยิ้มประจบประแจงละล่ำละลัก “ทั่วทั้งเยี่ยนเหมินกวนมีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าฮูหยินคือยอดสตรี ข้าย่อมด่าทอผู้อื่น มิมีทางล่วงเกินฮูหยินเด็ดขาด”
หวังโหรวฮวาแค่นเสียงในลำคออย่างพอใจ ทิ้งสายตาคาดโทษให้จ้าวเป่ยวั่งพึงสังวร ก่อนหันไปสนทนาสัพเพเหระกับจ้าวหนิงต่ออย่างออกรส
จ้าวซวิ่นกลั้นเสียงหัวเราะ จ้าวเป่ยวั่งลอบพรูลมหายใจ ยกมือหมายจะปาดเหงื่อล่องหนบนหน้าผากตามความเคยชิน ทว่าฉุกคิดได้ว่าต่อหน้าน้องชายมิอาจเสียกิริยา จึงชะงักมือกลางคัน แสร้งกระแอมไอแล้วชักมือไพล่หลังยืดอกก้าวเดิน ทำทีประหนึ่งเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา จ้าวซวิ่นเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“หลายปีมานี้ท่านพี่ต้องปักหลักพิทักษ์ชายแดนกันดารเหน็บหนาวเพื่อตระกูล ช่างเหนื่อยยากนัก ข้ามิได้รุดมาแบ่งเบาภาระท่านพี่ให้เร็วกว่านี้ ช่างละอายต่อคำว่า ‘พี่น้อง’ ยิ่งนัก”
ดั่งคำพี่รักน้องเคารพ จ้าวเป่ยวั่งโบกมือปัด “จะกล่าวเรื่องพวกนี้ไปไย ข้าเป็นพี่ใหญ่ ย่อมเป็นภาระหน้าที่ที่สมควรแบกรับ การที่เจ้าหวนคืนเยี่ยนเหมินกวนได้อีกครา นับว่าเหนือความคาดหมายของข้านัก เพราะคดีในกาลก่อน...”
“อดีตก็คืออดีต ท่านพี่อย่าได้รื้อฟื้นเลย การที่ข้าเหยียบเยี่ยนเหมินกวนได้ในวันนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าข้าสลัดอดีตทิ้งสิ้นแล้ว”
จ้าวซวิ่นกล่าวสืบต่อ นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำ “ยามนี้เค้าลางบนทุ่งหญ้าแปรผัน หากราชสำนักเทียนหยวนปฏิเสธราชโองการฝ่าบาท เกรงว่าไฟสงครามคงมิอาจดับมอด นี่ต่างหากคือวิกฤตที่พี่น้องเราต้องเตรียมรับมือ”
จ้าวเป่ยวั่งพยักหน้าเคร่งขรึม ลอบพินิจจ้าวซวิ่นอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ “หลายปีมานี้เจ้าเอาแต่เมามายซังกะตาย เหตุใดจู่ๆ จึงสลัดคราบกลับมามีชีวิตชีวาได้”
วาจานี้ถือว่ารักษาน้ำใจยิ่งนัก ตลอดหลายปีจ้าวซวิ่นมิใช่เพียงซังกะตาย ทว่าเหลวแหลกประดุจซากศพเดินได้ กลายเป็นปลิงเกาะกินตระกูล เผาผลาญลมหายใจรอวันลงโลงต่างหาก
จ้าวซวิ่นคลี่รอยยิ้ม “เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้เสี่ยวหนิงจื่อ”
“เสี่ยวหนิงจื่อรึ มันไปสร้างวีรกรรมสะท้านฟ้าอันใด ถึงกระชากเจ้ากลับมาจากขุมนรกได้”
จ้าวเป่ยวั่งปรายตามองบุตรชายที่กำลังสวมบทลูกแหง่ว่านอนสอนง่ายข้างกายภรรยา เอ่ยถามด้วยความฉงน “เจ้าจงเล่ามาให้กระจ่าง มรสุมที่ซัดกระหน่ำเมืองเยี่ยนผิงตลอดขวบปีที่ผ่านมา หนิงเอ๋อร์มีบทบาทอันใดกันแน่”
“จดหมายของท่านพ่อยกความชอบเกินครึ่งให้หนิงเอ๋อร์ ระบุว่าหมากกระดานส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการประสานมือระหว่างมันกับเด็กตระกูลเว่ย ทว่าบิดาย่อมรู้ไส้พุงบุตรชาย มันเป็นแค่อันธพาลเสเพล จะไปมีมันสมองลึกล้ำปานนั้นได้อย่างไร”
“คดีของบุตรีบุญธรรมเจ้าเมื่อปีก่อน นับเป็นจุดเปลี่ยนก็จริง ทว่ามันมิอาจพลิกฟ้าคว่ำดินเปลี่ยนนิสัยคนได้ถึงเพียงนี้ หากทุกอย่างเป็นดั่งคำท่านพ่อ มันคงบรรลุสัจธรรมชั่วข้ามคืนแล้ว ช่างผิดวิสัยเกินไป”
จ้าวซวิ่นส่ายหน้า ยิ้มขื่นพลางเอ่ย “คำกล่าวของท่านพ่อย่อมมิผิดเพี้ยน”
“การโค่นรากถอนโคนตระกูลหลิว บดขยี้แผนชั่วของขุนนางฝ่ายบุ๋น และลากคอจารชนเป่ยหู ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังหมากกระดานนี้อย่างแท้จริงคือเสี่ยวหนิงจื่อและซื่อจื่อแห่งลู่กั๋วกง ท่านพ่อเป็นเพียงผู้อนุมัติและเคลื่อนกำลังพลเท่านั้น”
“ดั่งที่ท่านพี่คาดการณ์ เสี่ยวหนิงจื่อตาสว่างเพราะคดีของจ้าวยวี่เจี๋ย ทว่าเนื้อแท้มันมีสติปัญญาเฉียบแหลม สิ่งที่ขาดหายคือจุดแตกหักเพื่อก้าวผ่าน และการเติบโตของบุรุษ ย่อมต้องหล่อหลอมด้วยความเจ็บปวดและวิกฤต”
“โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตนั้นพัวพันกับสตรี การที่บุรุษจะลอกคราบเปลี่ยนสัญดานในชั่วข้ามคืน ย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก”
สิ้นวาจา ใบหน้าของจ้าวซวิ่นฉายแววรำลึกปนรวดร้าว เขาพรูลมหายใจยาวเหยียด
อดีตกาล เขาเองก็เคยดิ้นรนในบ่วงรักจนพลาดพลั้ง เผชิญจุดพลิกผันสะท้านชีวิต ทว่าจุดที่เขาแพ้จ้าวหนิงคือ เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืนหยัด แต่กลับจมปลักล้มลุกคลุกคลานอยู่ในโคลนตมไม่อาจฟื้นคืน
ยามขุดคุ้ยบาดแผลเก่าขึ้นมาทบทวน ภายในอกย่อมหนีไม่พ้นความสมเพชและละอายใจ
จ้าวเป่ยวั่งเพิ่งอ้าปากหมายปลอบประโลม จ้าวซวิ่นก็ชิงเอ่ยต่อ
“หลายปีมานี้ ข้าสะอิดสะเอียนชีวิตที่จมปลักในไหสุราเต็มทน รังเกียจซากศพเดินได้ที่เป็นตัวถ่วงตระกูล จนขยะแขยงแม้แต่จะมองเงาตนเองในคันฉ่อง เพียงแต่ข้าขี้ขลาดเกินกว่าจะกล้าลุกขึ้นสู้”
“คราก่อนที่ขุนนางบุ๋นใช้นางโลมมาป้ายสี ข้ายังมืดแปดด้านหาทางรอดไม่ออก กลับเป็นเสี่ยวหนิงจื่อที่ใช้วาจาเพียงไม่กี่คำ กรีดทะลวงจุดตายของคดีได้อย่างหมดจด”
“ยามนั้น ท่วงท่าของเสี่ยวหนิงจื่อที่ครุ่นคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจ ช่างองอาจเด็ดขาด เฉียบคมเกินวัย จนข้าเผลอซ้อนทับภาพตนเองในอดีตลงไป”
“กาลก่อน ข้าก็เคยเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ แบกปณิธานเพลิงหมายสลักชื่อจารึกผลงานเพื่อตระกูลและแผ่นดิน เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา ใครจะคาดคิดว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคน กลับตกต่ำย่อยยับถึงเพียงนี้”
“จริงอยู่ รากฐานปราณของข้าพังทลาย ชาตินี้ระดับพลังคงหยุดนิ่งเพียงวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ไร้วาสนาปีนป่ายสู่ยอดเขาสูงสุด ต้องร่วงหล่นเป็นเพียงสามัญชน”
“แต่ข้ากลืนเลือดรับสภาพนี้ไม่ได้ ข้าไม่อาจทนมองตัวเองเน่าเปื่อย กลายเป็นสวะอับเฉาไร้ค่า”
“ต่อให้ไร้วาสนาเป็นยอดฝีมือสะท้านหล้า ไม่อาจยืนตระหง่านเหนือผู้คนนับหมื่น ทว่าอย่างน้อย… ข้าก็ต้องเป็นบุรุษที่เคารพตัวเองได้”
“เช่นนี้ ยามเผชิญหน้ากับเสี่ยวหนิงจื่อที่กำลังหลั่งเลือดชโลมเหงื่อเพื่อตระกูล ข้าจะได้ไม่ต้องสมเพชตัวเองจนอยากแทรกแผ่นดินหนี”
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงเหยียบที่นี่อีกครา”
เมื่อได้กระชากความอัดอั้นในใจระบายกับผู้เป็นพี่ ตะกอนขุ่นมัวในอกก็สลายสิ้น เขารับรู้จุดยืนตนเองกระจ่างชัด ทราบทิศทางก้าวเดินในอนาคต วินาทีนี้ร่างกายประดุจได้รับการปลดแอก ปลอดโปร่งเบาสบาย
ลึกซึ้งในนัยน์ตาซุกซ่อนเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นลุกโชน
“ประเสริฐ เจ้าตาสว่างได้เช่นนี้ พี่ชายอย่างข้าย่อมยินดีที่สุด” จ้าวเป่ยวั่งเห็นน้องชายที่ทิ้งขว้างชีวิตนับสิบปี ในที่สุดก็สลัดคราบคนตายซากสำเร็จ จิตใจพลันเบิกบานสุดแสน หัวเราะลั่นสะท้านฟ้า
หวังโหรวฮวาหันขวับกลับมาตวัดสายตาอีกครา
จ้าวเป่ยวั่งเตรียมหดคอตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับพบว่าอีกฝ่ายไร้รังสีอำมหิต สายตาที่นางทอดมองพี่น้องทั้งสองกลับอ่อนโยนและโล่งใจ เจือด้วยความปิติลึกซึ้ง
เห็นได้ชัดว่าหวังโหรวฮวาก็เฝ้ารอให้น้องชายของสามีสลัดฝันร้าย ลุกขึ้นผงาดอีกคราเช่นกัน
จ้าวเป่ยวั่งพลันยืดอกผยองอย่างภาคภูมิ หลังจากหวังโหรวฮวาทิ้งสายตาค้อนประหลับประเหลือกแล้วหันกลับไป เขาก็ลูบเคราปลายคาง จ้องแผ่นหลังจ้าวหนิงพลางพึมพำ
“หลายปีก่อนยามเจ้าล้มลุกคลุกคลาน ข้าเฝ้าหาทางจุดไฟในตัวเจ้ามาตลอดแต่ไร้ผล คาดไม่ถึงว่างานที่ข้าคว้าน้ำเหลว กลับถูกไอ้ลูกกระต่ายนี่จัดการเสร็จสรรพ นี่มิเท่ากับว่า… ข้าด้อยกว่าบุตรชายตัวเองหรอกหรือ”
“เช่นนี้มิกลายเป็นว่า ข้าใช้ชีวิตสูญเปล่ามาหลายสิบปีเลยหรือไร”
จ้าวซวิ่นได้ยินถ้อยคำรำพึงก็หลุดหัวเราะร่วน “ท่านพี่ ข้ามิได้ล้อเลียน ทว่าสติปัญญาของเสี่ยวหนิงจื่อ ท่านอาจทาบไม่ติดฝุ่นจริงๆ เรื่องนี้ย่อมช่วยไม่ได้ ในเมื่อมันมีสายเลือดพี่สะใภ้ไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่ง”
จ้าวเป่ยวั่งไตร่ตรองแล้วเห็นพ้อง จึงยืดอกผยองหนักกว่าเดิม “เช่นนั้นเจ้าจงแหกตาดูว่านางคือฮูหยินของผู้ใด เจ้าไม่ลองตรองดูเล่าว่า ระหว่างสตรีผู้ฉลาดล้ำ กับบุรุษที่ครอบครองสตรีฉลาดล้ำได้ ผู้ใดเหนือชั้นกว่ากัน”
จ้าวซวิ่นถึงกับผงะ อึ้งงันจนไร้วาจาไปชั่วขณะ
จ้าวเป่ยวั่งสับเท้าก้าวอาดๆ นำหน้าไปแล้ว
เมื่อครู่แม้จะแสร้งเดือดดาลกลบเกลื่อนความขัดเขิน ทว่ายามนี้ สายตาที่ทอดมองจ้าวหนิงกลับอัดแน่นด้วยความภาคภูมิใจและรักใคร่ทะนุถนอมสุดหัวใจ
ถึงที่สุดแล้ว สายเลือดที่ผงาดเหนือกว่าเขา ย่อมเป็นบุรุษที่ได้ชื่อว่าบุตรชาย… ไร้ซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติภูมิ มิหนำซ้ำยังนำไปโอ้อวดคุยโวได้ยันปรโลก
วินาทีนี้จิตใจเขาตัดสินเด็ดขาด ในเมื่อจ้าวหนิงฉายแววพยัคฆ์มังกร สร้างความเชิดหน้าชูตาถึงเพียงนี้ เช่นนั้นยามร่วมโต๊ะอาหาร ย่อมต้องดวลสุรากับบุตรชายสักสองจอก
กาลก่อน จ้าวเป่ยวั่งมิเคยอนุญาตให้จ้าวหนิงแตะต้องเมรัย ซ้ำยังสั่งห้ามเด็ดขาด
ดังนั้น นี่จึงนับเป็นครั้งแรกที่จ้าวหนิงได้รับการยอมรับและคำชมเชยขั้นสูงสุดจากบิดา นั่นคือการ…
ชนจอกร่ำสุราเยี่ยงบุรุษ