ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 161 ด่านเยี่ยนเหมินกวน (ตอนกลาง)
สัญชาตญาณแรกของยอดฝีมือเป่ยหูย่อมเป็นการหนีตาย
กำแพงเมืองจีนอยู่ห่างออกไปเพียงสามสี่ลี้ สำหรับยอดฝีมือระดับคุมปราณ ระยะทางแค่นี้สั้นดุจพลิกฝ่ามือ กลยุทธ์ของพวกมันเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ… นั่นคือแยกย้ายกันตีฝ่าวงล้อม
ทว่าความจริงกลับโหดร้าย ไร้เงาผู้ใดสลัดหลุดจากการไล่ล่า ยอดฝีมือที่หนีไปได้ไกลที่สุดทะยานไปไม่ถึงห้าร้อยก้าว ก็ถูกยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางตามประกบติด ท้ายที่สุด ยอดฝีมือเป่ยหูสิบกว่าชีวิต นอกเหนือจากร่างไร้วิญญาณที่ตกตายคาที่ ที่เหลือล้วนถูกจับเป็น
ระหว่างรอเชลยถูกคุมตัวกลับมา จ้าวหนิงเก็บเกาทัณฑ์ ‘เช่อเตียว’ แล้วก้าวขึ้นสู่เนินเขา
เขาประคองจ้าวฉี่หยางที่กำลังประสานมือคารวะตามกฎตระกูลให้ลุกขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไร้บาดแผลฉกรรจ์ จึงหยิบขวดโอสถส่งให้เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่เหล่าทหารบาดเจ็บ
“ได้ข่าวว่าเจ้าจะมา แต่ไม่คิดว่าจะรวดเร็วปานนี้ เสี่ยวหนิงมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร” จ้าวฉี่หยางกลืนโอสถลงคอ สีหน้าฟื้นฟูคืนสีเลือดรวดเร็ว เขาก้าวมาตบไหล่จ้าวหนิงพลางหัวเราะร่วนอย่างห้าวหาญ
เขาคือลูกพี่ลูกน้องของจ้าวหนิง แม้ถือกำเนิดจากสายรองและมีพรสวรรค์เพียงสามัญ แต่สายเลือดที่เชื่อมโยงย่อมทำให้ทั้งสองสนิทสนมกลมเกลียว
“ข้าเพียงอยากสำรวจแนวป้องกันชายแดนก่อนถึงด่านเยี่ยนเหมินกวน หลายวันมานี้จึงตระเวนตามแนวกำแพงเมืองจีน บังเอิญพบพวกท่านเข้าพอดี” จ้าวหนิงแย้มยิ้มตอบ
ช่วงนี้เขาลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งวันทั้งคืน เพื่อหยั่งรากทำความเข้าใจสภาพกองทัพชายแดนก่อนเข้ารับตำแหน่ง ทั้งยังลอบตรวจสอบช่องโหว่ของค่ายคูประตูหอรบ แม้ปัจจุบันเขาจะยังมิใช่แม่ทัพใหญ่แห่งด่านเยี่ยนเหมินกวน ทว่าจิตวิญญาณแห่งผู้ปกครองดินแดนได้หยั่งรากลึกในใจเขาแล้ว
จวบจนคืนนี้ จ้าวหนิงเตรียมยุติการลาดตระเวนเพื่อมุ่งหน้าสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนในวันรุ่งขึ้น ตลอดเส้นทางเขาไม่พบช่องโหว่ร้ายแรงใด ดูท่าจ้าวเป่ยวั่งผู้เป็นบิดา แม้เบื้องหน้าจะดูเหลาะแหละเรื่อยเปื่อย ทว่าฝีมือคุมกองทัพกลับเฉียบขาดสอบผ่าน
แน่นอนว่าความดีความชอบครึ่งค่อนย่อมตกเป็นของมารดาเขา และบางทีอาจจะมากกว่าบิดาเสียด้วยซ้ำ
ขณะจ้าวหนิงสนทนากับจ้าวฉี่หยาง ทหารที่เกือบถูกเหมิงถูบั่นแขนซ้ายขาดก่อนหน้านี้พลันลากสังขารกะเผลกเข้ามาประสานมือคารวะ “ขอบพระคุณคุณชายจ้าวที่ช่วยชีวิต บุญคุณครั้งนี้ผู้น้อยจะจดจำตราบชีพสลาย”
“คนกันเอง มิต้องเกรงใจ”
แม้ทหารผู้นี้จะมิใช่คนตระกูลจ้าว ทว่าเมื่อสังกัดกองทัพเยี่ยนเหมิน คำว่า ‘คนกันเอง’ ย่อมมิใช่คำกล่าวเกินจริง
ไม่นาน ยอดฝีมือตระกูลจ้าวก็คุมตัวเชลยเป่ยหูทั้งหมดกลับมา ยามนี้ ทหารเยี่ยนเหมินยืนยืดอกผ่าเผย องอาจดุจพยัคฆ์ ตรงข้ามกับยอดฝีมือเป่ยหูที่บาดเจ็บสาหัส สภาพอเนจอนาถไร้ซึ่งราศี จ้าวหนิงปรายตามองกลุ่มเชลยด้วยแววตาเย็นเยียบ น้ำเสียงราบเรียบดุจน้ำแข็งเอ่ยขึ้น
“ข้าจะให้โอกาส บอกจุดประสงค์ที่พวกเจ้าลอบเข้าเขตแดนต้าฉีมา ข้าถามหนึ่งคำ พวกเจ้าตอบหนึ่งคำ หากคำตอบไม่เข้าหู ข้าจะบั่นคอพวกเจ้าทิ้งทีละคน”
เขาก้าวเดินช้าๆ “วางใจเถอะ ข้าคือคุณชายตระกูลใหญ่แห่งต้าฉี ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี ข้าไม่กินเนื้อพวกเจ้าหรอก... แต่ข้าจะให้สหายของพวกเจ้า กลืนกินเนื้อพวกเจ้าสดๆ ทีละชิ้นลงไปเอง”
สิ้นคำ นิ้วเรียวพลันชี้กราดไปยังเชลยผู้หนึ่ง “เจ้า ตอบคำถามข้ามา”
สิ้นประโยค ใบหน้าเชลยเป่ยหูพลันซีดเผือด บ้างตื่นตระหนก บ้างถลึงตาอาฆาต บ้างลนลานสติแตก บ้างขบกรามแน่นยอมตายไม่จำนน
จ้าวหนิงรออยู่สองลมหายใจ เมื่อไร้เสียงตอบรับ เขาจึงปรายตามองยอดฝีมือข้างกาย
บุรุษวัยกลางคนใบหน้าซูบผอม รูปลักษณ์ซอมซ่อไม่แยแสการแต่งกาย ทว่าแววตากลับลึกล้ำนิ่งสงบดุจบ่อน้ำไร้ระลอกคลื่น ราวกับปราชญ์ผู้มองทะลุสัจธรรมโลกีย์ เขาคือจ้าวซวิ่น… บุคคลที่เคยถูกใส่ความในคดีสังหารคณิกา และเป็นผู้ที่เคยชุบเลี้ยงจ้าวยวี่เจี๋ย
จ้าวซวิ่นก้าวเดินไร้สุ้มเสียง ย่างสามขุมเข้าหาเชลยปากแข็งผู้นั้น เขาเมินเฉยต่อเสียงบริภาษคำราม มือขวาตะปบตบโคนคออีกฝ่ายจนดิ้นไม่หลุด ขณะที่มือซ้ายชักมีดสั้นประกายเย็นเยียบออกมาอย่างเนิบนาบ
เสียงกรีดร้องโหยหวนฉีกกระชากราตรีอันเงียบสงัดแห่งหุบเขาเปลี่ยว
หลังจากเชลยคนที่สามถูกแล่เนื้อทั้งเป็นจนเหลือแต่โครงกระดูก และเชลยที่เหลือถูกบังคับยัดเศษเนื้อคาวคลุ้งเต็มปาก จ้าวหนิงก็ได้รับคำตอบที่ต้องการ
ทุกอย่างตรงตามที่เหมิงถูเคยลั่นวาจา พวกมันลอบเร้นเข้าเมืองไต้โจวเพื่อสืบความเคลื่อนไหว ว่ากองทัพเยี่ยนเหมินกำลังจัดทัพเตรียมทำศึกหรือไม่
ขณะเดียวกันก็มุ่งหวังตรวจสอบว่าราชวงศ์ต้าฉีได้เคลื่อนย้ายกองทัพรักษาพระองค์จากส่วนกลางมาประจำการชายแดนเพื่อเปิดศึกใหญ่หรือไม่ นอกจากนี้ การโยกย้ายกำลังพล เสบียงกรัง และยุทโธปกรณ์ ล้วนตกอยู่ในขอบข่ายการสอดแนมทั้งสิ้น
ราชสำนักเทียนหยวนลักลอบส่งกองกำลังเยี่ยงเหมิงถูมามากกว่าหนึ่งกลุ่ม และหน่วยลาดตระเวนที่ไร้ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดคุมทัพยิ่งมีจำนวนมหาศาล
กองกำลังเหล่านี้กระจายตัวแทรกซึม การลอบเข้าเมืองไต้โจวถูกจัดลำดับก่อนหลังอย่างรัดกุม เส้นทางเร้นกายล้วนเป็นเทือกเขาสูงชันกันดาร ทั้งยังมีกรอบเวลาปฏิบัติการจำกัดเด็ดขาด ห้ามรั้งอยู่ในเมืองไต้โจวนานเกินกำหนด เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเคลื่อนไหวสะดุดตา
จากเค้าลางเบื้องหน้า จ้าวหนิงอนุมานหมากกระดานนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราชสำนักเทียนหยวนกำลังหวาดผวาเกรงว่าต้าฉีจะยาตราทัพบุกขยี้ทุ่งหญ้า
นับแต่คดีจารชนของเซียวเยี่ยนปะทุ ความสัมพันธ์ระหว่างต้าฉีและราชสำนักเทียนหยวนก็ดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง การสูญเสียเซียวเยี่ยนและเครือข่ายสายลับใต้บังคับบัญชา ทำให้อีกฝ่ายตาบอดหูหนวก ไร้แหล่งข่าวในแผ่นดินต้าฉีโดยสมบูรณ์
ด้วยความระแวงว่าต้าฉีจะกรีธาทัพล้างแค้น พวกมันจึงจำใจเสี่ยงตายส่งสายลับเรือนหมื่นแทรกซึมเข้าสืบข่าวตามแนวชายแดนเมืองไต้โจว ยามนี้ ไม่ว่าประเมินจากมุมมองใด สถานการณ์ที่ราชสำนักเทียนหยวนกำลังเผชิญล้วนตึงเครียดและตีบตันยิ่ง
กลุ่มของจ้าวหนิงมิได้รั้งอยู่บนหุบเขาเปลี่ยวนานนัก เมื่อผู้บาดเจ็บสกัดจุดห้ามเลือดและฟื้นฟูพลังงานได้ระดับหนึ่ง ทั้งหมดก็เคลื่อนขบวนไปพักแรม ณ หอสังเกตการณ์ริมกำแพงเมืองจีน หลังจากนั้นไม่นาน ทัพหนุนจากเยี่ยนเหมินก็รุดมาสมทบ เมื่อรวมกำลังกันแล้วจึงปักหลักตรึงกำลังที่หอสังเกตการณ์ตลอดคืน
รุ่งอรุณ จ้าวหนิงควบม้าล่วงหน้ามุ่งสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ทิ้งให้จ้าวฉี่หยางคุมขบวนคนเจ็บรั้งท้าย จวบจนยามบ่าย จ้าวหนิงก็เดินทางมาถึงด่านเยี่ยนเหมินกวน
ในบรรดาปราการหน้าด่านทั้งเก้าแห่งใต้หล้า ด่านเยี่ยนเหมินกวนครองความเป็นหนึ่ง
หน้าผาสูงชันตระหง่านขนาบซ้ายขวา ตรงกลางคือเส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อนดุจเขาวงกต ปราการหินตั้งตระหง่านท้าทายฟ้าดินอยู่บนจุดสูงสุด นามว่าด่านเยี่ยนเหมินกวน ตัวปราการมิใช่เพียงกำแพงศิลาชั้นเดียว ทว่าถูกรังสรรค์อิงตามภูมิประเทศแนวเขา สลับซับซ้อนด้วยป้อมค่ายทั้งชั้นในและชั้นนอก ระบบป้องกันรัดกุมดุจตาข่ายฟ้า ‘ป้อมปราการทรงสี่เหลี่ยม’ ไร้ช่องโหว่ให้ศัตรูแทรกซึม
ประวัติศาสตร์แห่งเยี่ยนเหมินกวนหยั่งรากลึกถึงยุคจ้านกั๋ว
เมื่อจ้าวอู่หลิงหวังพลิกโฉมหน้ากองทัพด้วยยุทธวิธี ‘สวมชุดหูขี่ม้ายิงธนู’ ตีโต้ชนเผ่าหลินหูและโหลวฝานจนแตกพ่าย จึงสถาปนาเขตอวิ๋นจง เยี่ยนเหมิน และไต้จวิ้นขึ้น กาลต่อมา หลี่มู่ยอดแม่ทัพสวรรค์รุดมาประจำการ ณ ที่แห่งนี้ จารึกวีรกรรมกวาดล้างทัพม้าซยงหนูนับแสนในศึกเดียว ผงาดเป็นสุดยอดขุนพลไร้พ่ายแห่งยุค
ครั้นราชวงศ์ต้าฉินรวบรวมใต้หล้าเป็นปึกแผ่น จิ๋นซีฮ่องเต้มีพระราชโองการบัญชาเหมิงเถียนกรีธาทัพสามแสนนาย เคลื่อนพลทะลวงเยี่ยนเหมินกวนบุกทะลวงเป่ยหู ยึดคืนดินแดนเหอเท่า ขับไล่ซยงหนูถอยร่นเหนือเทือกเขาอินซาน ก่อนสถาปนากำแพงเมืองจีนตระหง่านฟ้า
ล่วงเข้าสู่ยุคราชวงศ์ฮั่น นามของหลี่กวง เว่ยชิง ฮั่วชวี่ปิ้ง และยอดขุนพลอีกนับไม่ถ้วน ล้วนเคยใช้อาบเลือดบดขยี้ซยงหนูทั้งในและนอกด่านเยี่ยนเหมินกวน จารึกเกียรติภูมิไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
ต้นรัชศกต้าฉี แผ่นดินบอบช้ำจากไฟสงคราม ราชสำนักเป่ยหูที่รวบรวมทุ่งหญ้าเบ็ดเสร็จฉวยโอกาสกรีธาทัพรุกรานชายแดนระลอกแล้วระลอกเล่า วิกฤตสุดคือคราที่ข่านเป่ยหูบัญชาทัพม้าสามแสนด้วยตนเอง เหยียบด่านเยี่ยนเหมินกวนจนแตกพ่าย ปล้นสะดมชายแดนหลายโจวแล้วล่าถอยกลับไป
ปฐมกษัตริย์ไท่จู่มุ่งชำระแค้นล้างอายให้แผ่นดิน ทรงซ่องสุมไพร่พลม้าศึกกล้าแกร่งนับแรมปี
จากนั้นทรงแต่งตั้งบรรพชนตระกูลจ้าวรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการสามเหล่าทัพ นำไพร่พลสองแสนทะลวงเยี่ยนเหมินกวนบุกเบิกม่อเป่ย พ่วงด้วยบรรพชนตระกูลซุนคุมทัพปีกขวาเคลื่อนทัพพ้นซานไห่กวน และบรรพชนตระกูลเว่ยคุมทัพทะลวงฟันตีตลบจากเหลียงโจวขึ้นเหนือ สอดประสานเป็นค่ายกลปีกกาซ้ายขวา
ภายใต้การสนับสนุนของทัพซานไห่และทัพหลงโย่ว บรรพชนตระกูลจ้าวกรำศึกม่อเป่ยเจ็ดครา… คว้าชัยปาดคอศัตรูทั้งเจ็ดครา
สมรภูมิสุดท้าย บรรพชนตระกูลจ้าวนำพลม้าเหล็กแปดพันนายฝ่าพายุหิมะโหมกระหน่ำยามราตรี บุกทะลวงสายฟ้าแลบนับร้อยลี้ เหยียบราชสำนักเป่ยหูจนราบเป็นหน้ากลอง กระชากหัวจั่วเสียนหวัง… ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเป่ยหูผู้บรรลุระดับราชันย์ขั้นปลายให้สิ้นชีพคาสนามรบ
สิบกว่าวันให้หลัง บรรพชนตระกูลจ้าวควบม้าไล่ล่าข่านเป่ยหูที่ลนลานหนีตาย จับเป็นส่งตัวกลับเมืองเยี่ยนผิง
นับแต่วันนั้น ม่อเป่ยถูกสยบราบคาบ ทุ่งหญ้าแตกสานซ่านเซ็นไร้ซึ่งราชสำนักศูนย์กลาง ชนเผ่าหูใหญ่น้อยหน้าไหนก็มิกล้ากำแหง ล้วนต้องศิโรราบต่อบารมีต้าฉี ส่งทูตถวายเครื่องบรรณาการทุกปีมิเคยก้าวล่วง
จากผลงานสะท้านฟ้า บรรพชนตระกูลจ้าวได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งทำเนียบเสนาธิการทหาร นับแต่นั้น ลูกหลานสายเลือดตระกูลจ้าวก็แบกรับภาระพิทักษ์ด่านเยี่ยนเหมินกวน สยบม่อเป่ยสืบทอดเจตนารมณ์จากรุ่นสู่รุ่น จวบจนปัจจุบันกาลเวลาล่วงเลยมาร้อยสิบหกปีแล้ว
ยืนตระหง่านเบื้องหน้ากำแพงด่านศิลาดำ แหงนมองหอรบเทียมฟ้า สายตากวาดผ่านเหล่าทหารทะลวงฟันในชุดเกราะเหล็กถือทวนยาว คิ้วตาดุดันคมปลาบดุจกระบี่ ยืนหยัดต้านลมหนาวดั่งสนทะนง จ้าวหนิงหวนรำลึกถึงเกียรติภูมิในอดีต ห้วงความคิดพลันเดือดพล่าน ความปิติภาคภูมิใจ ล้นทะลักกลางอก
วีรกรรมอาบเลือดของบรรพชน ปลุกเร้าศรัทธาและความภาคภูมิในสายเลือดคนรุ่นหลัง เสียงควบม้าฝ่าศาสตราวุธของวีรชนผู้ล่วงลับ จุดประกายไฟให้หนุ่มสาวเลือดเดือดพล่าน ฮึกเหิมปรารถนาจะสวมเกราะจับทวน ทะยานเข้าสมรภูมิฟาดฟันศัตรูเพื่อสลักชื่อในแผ่นดิน
ทว่าสำหรับจ้าวหนิง ด่านเยี่ยนเหมินกวนมิใช่เพียงสรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ แต่คือขุมนรกแห่งความโศกศัลย์ ในชาติภพก่อน จ้าวเป่ยวั่งพร้อมด้วยยอดฝีมือตระกูลจ้าว และทหารหาญพิทักษ์ด่านนับไม่ถ้วน ล้วนถูกบดขยี้หลั่งเลือดชโลมธรณี กลายเป็นเพียงกองกระดูกขาวโพลนทับถมขุนเขาแห่งนี้
ทว่ายามนี้ ภายในใจจ้าวหนิงกลับสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายและกระจ่างแจ้ง
เพราะเขารู้ดีว่า หมากกระดานที่เขาวางระเบิดไว้ในเมืองเยี่ยนผิง จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เลือดคราวก่อนจนหมดสิ้น ชาตินี้โศกนาฏกรรมย่อมไม่มีวันซ้ำรอย! เมื่อปราศจากการบ่อนทำลายจากเครือข่ายของเซียวเยี่ยน ด่านเยี่ยนเหมินกวนย่อมผงาดตระหง่านเป็นปราการเหล็กไหล ยากที่ผู้ใดจะทะลวงผ่าน
และภารกิจต่อไปของเขา คือการตอกฝาโลงฝังทัพมหึมาของเป่ยหู มิให้เหยียบย่างข้าม ‘ปราการอันดับหนึ่งใต้หล้า’ ที่หล่อหลอมจากวิญญาณวีรชนแห่งนี้ไปได้ชั่วกัลปาวสาน
ระหว่างที่จ้าวหนิงจมจ่อมในภวังค์ความคิด ชายฉกรรจ์เคราครึ้มผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง เขากระชับมือไพล่หลัง โน้มตัวจ้องมองจ้าวหนิงด้วยสายตาราวกับประเมินสัตว์ประหลาด เดินวนรอบตัวพินิจพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ปากส่งเสียงเดาะลิ้นจิ๊จ๊ะเป็นระยะ ราวกับกำลังทึ่งในสิ่งอัศจรรย์
จ้าวหนิงดึงสติกลับมา ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก ชายฉกรรจ์เคราครึ้มพลันยื่นฝ่ามือใหญ่ประดุจพัดใบลาน ตะปบลงมาบนศีรษะเขาราวกับเหยี่ยวโฉบลูกไก่ จับหัวเขาโยกซ้ายขวาอย่างแรง คล้ายอยากจะงัดกะโหลกดูมันสมองด้านใน
ก่อนที่จ้าวหนิงจะถูกเขย่าจนสมองไหล ชายฉกรรจ์พลันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉงน
“เจ้าลองบอกข้าที หัวของเจ้าโตมาอย่างไร มองดูก็มิเห็นมีอันใดพิเศษ ไฉนจึงไม่เหมือนหัวข้า ลองคิดดู จ้าวเป่ยวั่งอย่างข้านับเป็นยอดคนแห่งยุค จิตใจกว้างขวางองอาจผ่าเผย เหตุใดจึงให้กำเนิดลูกชายเจ้าเล่ห์แสนกล วางแผนลึกล้ำอำมหิต ทำตัวดั่งกุนซือเฒ่าเช่นเจ้าได้ เจ้าลองตอบมาตามตรง ตกลงเจ้าใช่ลูกชายข้าแน่หรือ”
กล่าวจบ ชายเคราครึ้มก็เดาะลิ้นอีกครา นัยน์ตาเจือแววเคลือบแคลงลึกล้ำ
ขณะที่จ้าวหนิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ฝ่ามือของจ้าวเป่ยวั่งที่กุมศีรษะเขาก็ถูกฝ่ามือปริศนาฟาดกระเด็น วินาทีต่อมา เนื้อเอวของยอดแม่ทัพใหญ่ก็ถูกบิดเป็นเกลียว ร่างกายบึกบึนบิดเบี้ยวตามแรงดึง เจ็บจนต้องยิงฟันสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
“เจ้าลองบอกข้ามา หนิงเอ๋อร์ใช่ลูกชายเจ้าหรือไม่ ไอ้คนสมควรตาย เจ้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดหมายความว่าอย่างไร ตัวเองโง่เง่าดักดานปานสุกร ยังไม่อนุญาตให้ข้าคลอดบุตรชายที่ฉลาดเฉลียวบ้างหรือ จ้าวเป่ยวั่ง หากวันนี้เจ้าพูดจาไม่เข้าหู อย่าหาว่าข้าหักหน้าเจ้ากลางลานฝึก”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดุดันแผ่รังสีอำมหิต ทว่าเจ้าของเสียงกลับเป็นสตรีรูปร่างบอบบางอรชรผู้หนึ่ง
ทหารยามบนกำแพงปราการต่างสะดุ้งเฮือก เบือนหน้าหนีไปทางอื่นนานแล้ว บ้างแหงนมองเมฆขาว บ้างชื่นชมทิวเขา ทำทีหูหนวกตาบอด ไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น
ฉากพิลึกพิลั่นเบื้องหน้ามิได้ทำให้คลื่นอารมณ์ของจ้าวหนิงสั่นไหว เขาชินชากับภาพยอดขุนพลเกรงใจภรรยาเช่นนี้มานานแล้ว ชายหนุ่มจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนก้าวออกไปประสานมือค้อมเอวคารวะอย่างจริงจัง
“ลูกคารวะท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ”