ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 168 พานพบ
จ้าวหนิงกรีธาทัพทะลวงขึ้นเหนือตลอดเส้นทาง สิบวันมานี้กองทหารม้าเหยียบย่ำผ่านชนเผ่าขนาดกลางและเล็กนับไม่ถ้วน ยามบรรดาหัวหน้าเผ่าทอดสายตาเห็นธงรบทัพเยี่ยนเหมิน ล้วนก้มหัวศิโรราบหมอบกราบอยู่แทบเท้า ข้อเรียกร้องเรื่องเสบียงทัพไร้ผู้ใดหาญกล้าปริปากปฏิเสธ
จ้าวหนิงกว้านซื้อเนื้อเสบียงตากแห้งและเนยแข็งตามราคาตลาด แจกจ่ายให้ไพร่พลพกพาติดกาย รักษาปริมาณเสบียงกองทัพให้พรักพร้อมสำหรับเจ็ดวันอยู่เสมอ
ค่ายทหารม้าอี่จื้อออกด่านครานี้ จัดกำลังพลแบบหนึ่งนายต่อม้าศึกสองตัว ภาระเสบียงของคนและม้าจึงไม่นับว่าหนักหนา
เสบียงเจ็ดวันแม้มิได้อุดมสมบูรณ์ ทว่าตราบใดที่ไม่ถลำลึกเข้าสู่แดนทุรกันดารย่อมเพียงพอ ด้วยฝีเท้าของทหารม้าเดนตาย ควบตะบึงเพียงไม่กี่วันย่อมต้องปะทะเข้ากับชนเผ่าใหญ่น้อย ต่อให้เผชิญเหตุพลิกผันจนเสบียงขาดแคลน ก็ยังสามารถใช้กำลังบีบบังคับกวาดต้อนวัวแกะจากฝูงปศุสัตว์มาประทังทัพได้ทุกเมื่อ
เป้าหมายการเดินทัพของจ้าวหนิงครานี้ คือราชสำนักต๋าต้าน ระยะทางนับว่าไม่ไกลนัก
ท่ามกลางสี่ราชสำนักใหญ่แห่งทุ่งหญ้า เผ่าต๋าต้านตั้งอยู่ประชิดด่านเยี่ยนเหมินกวนที่สุด ไร้ก้างขวางคอคั่นกลาง อาณาเขตดินแดนเชื่อมต่อกับต้าฉีโดยตรง
ตรงข้ามกับราชสำนักเทียนหยวนที่ตั้งอยู่ลึกสุดกู่ อาณาเขตทั้งหมดฝังรากอยู่ในม่อเป่ย ขบวนราชทูตของฉ๋าลาห่านหากหมายเหยียบด่านเยี่ยนเหมินกวน จำต้องรอนแรมผ่านดินแดนของราชสำนักอื่น
เผ่าต๋าต้านมีต้าฉีเป็นกำแพงหนุนหลัง นี่คือปราการธรรมชาติอันแข็งแกร่ง สาเหตุที่ราชสำนักเทียนหยวนยังไม่กล้าตวัดดาบใส่เผ่าต๋าต้านตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมมีปัจจัยนี้เป็นปราการขวางกั้น
วันหนึ่ง ณ ชนเผ่าซอมซ่อที่มีกระโจมเพียงไม่กี่ร้อยหลัง หลังรีดเร้นเสบียงทัพจนแล้วเสร็จ ขณะจ้าวหนิงเตรียมชักม้าจากไป เขาสังเกตเห็นหัวหน้าเผ่ามีท่าทีอึกอักคล้ายมีถ้อยคำอัดอั้น จึงเอ่ยปากหยั่งเชิง
แม้ชนเผ่านี้จะสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักต๋าต้าน ทว่าอำนาจควบคุมของราชสำนักทุ่งหญ้านั้นหละหลวมต่างจากราชวงศ์จงหยวนลิบลับ ชนเผ่าย่อยล้วนมีอำนาจเบ็ดเสร็จในอาณาเขตตน ผลที่ตามมาคือยามเกิดวิกฤต พวกมันต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตนเอง
นอกเหนือจากขุมกำลังหลักของเผ่าต๋าต้านแล้ว ในสายตาชนเผ่าใต้อาณัติ ราชสำนักต๋าต้านก็เป็นเพียงหัวเรือใหญ่แห่งสมาพันธ์เท่านั้น
วาจาสั่นเครือแฝงความหวาดผวาของหัวหน้าเผ่าเฒ่า ทำให้จ้าวหนิงมองทะลุถึงก้นบึ้งความคิดของอีกฝ่ายในพริบตา
ที่แท้ ห่างออกไปทางทิศตะวันตกราวร้อยกว่าลี้ ณ ตะเข็บชายขอบทะเลทรายโกบี มีขุมกำลังโจรขโมยม้าอำมหิตซุ่มซ่อนอยู่ กองกำลังนับสองพันนาย ซ้ำหัวหน้าโจรยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิด พวกมันมักกรีธาพลออกปล้นชิงชนเผ่าอ่อนแอในแถบนี้เป็นอาจิณ
ขุมกำลังในมือหัวหน้าเผ่าเฒ่ามีพลเกาทัณฑ์ไม่ถึงห้าร้อย ยอดฝีมือสูงสุดบรรลุเพียงระดับคุมปราณขั้นปลาย ย่อมไม่อาจต้านทานคมดาบศัตรู หลังพ่ายศึกยับเยินจึงต้องก้มหน้าศิโรราบ บัดนี้ต้องคอยส่งส่วยวัวแกะและทรัพย์สินมหาศาลเพื่อแลกกับลมหายใจ
ถูกสูบเลือดสูบเนื้อครั้งแล้วครั้งเล่า ชนเผ่าที่เคยอุดมสมบูรณ์บัดนี้จึงแห้งเหี่ยวแร้นแค้นจนตรอก
ปลาใหญ่กินปลาเล็กคือกฎเหล็กแห่งการดิ้นรน กฎข้อนี้สลักลึกบนทุ่งหญ้าอย่างเหี้ยมเกรียม เมื่อขุมกำลังถดถอย ชนเผ่าข้างเคียงที่เข้มแข็งกว่าก็เริ่มจ้องตะครุบ หมายกลืนกินพวกมันให้สิ้นซาก
หากถูกบดขยี้เมื่อใด พวกมันย่อมร่วงหล่นกลายเป็นขี้ข้าและทาสรับใช้ของศัตรูทันที
ในสภาวะจนตรอก หัวหน้าเผ่าเฒ่าทอดสายตาเห็นกองทัพเยี่ยนเหมินของจ้าวหนิง แม้ความขลาดกลัวจะฝังรากลึกกว่าความเคารพ ทว่ายังฝืนรวบรวมความกล้า เอ่ยปากอ้อนวอนขอให้จ้าวหนิงนำทัพกวาดล้างโจรขโมยม้ากลุ่มนี้
จ้าวหนิงครุ่นคิดเพียงชั่วอึดใจ ก็พยักหน้ารับคำขอของหัวหน้าเผ่าเฒ่า หมายตวัดดาบกวาดล้างรังโจรกลุ่มนี้ระหว่างทาง
ขยะโจรขโมยม้าไม่ถึงสองพันนาย จ้าวหนิงไม่คิดเสียเวลาส่งม้าเร็วไปขอกำลังเสริมจากเยี่ยนเหมินกวน อาศัยเพียงทหารม้าเดนตายหนึ่งพันนายในกำมือ เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะเหยียบพวกมันให้จมดินได้สบาย
สุนัขจิ้งจอกท้ายที่สุดก็คือโจรเร่ร่อน เก่งกาจแค่รังแกเหยื่ออ่อนแอ หากต้องปะทะกับกองทัพทหารม้าเหล็กเต็มรูปแบบ ย่อมไม่มีที่ว่างให้พวกมันได้เหิมเกริม
ค่ายทหารม้าอี่จื้อคือหอกทะลวงฟันชั้นยอดแห่งทัพเยี่ยนเหมิน หากแม้แต่ขยะกระจอกกลุ่มเดียวยังบดขยี้ไม่ได้ ย่อมน่าสมเพชจนไม่อาจทนดู ตระกูลจ้าวคงไม่มีหน้าแบกป้ายตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งต้าฉีอีกต่อไป
แน่นอนว่า การตัดสินใจของจ้าวหนิงมิใช่เพราะเมตตาธรรมค้ำจุนโลก และมิใช่เพียงเวทนาสังเวชชนเผ่ากระจอกกลุ่มนี้
เมื่อกรีธาทัพออกจากเขตชนเผ่า อาศัยคนนำทางชี้ร่องรอย กองทัพเบนเข็มมุ่งหน้าตะวันตกเฉียงเหนือเต็มกำลัง
ควบม้าพ้นมาได้ไม่ไกล จ้าวซวิ่นก็ตวัดเสียงเอ่ยถามจ้าวหนิง
“การเดินทัพครานี้แม้มิได้เร่งร้อนรุกคืบ ทว่าการปะทะโจรขโมยม้าสองพันคน ย่อมต้องสิ้นเปลืองกำลังพล ไฉนหลานหนิงถึงได้รับภารกิจไร้สาระนี้มา”
การนำทัพขึ้นเหนือของจ้าวหนิงครานี้ สองสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งย่อมส่งยอดฝีมือติดตามคุ้มกันอย่างรัดกุม จ้าวซวิ่นผู้เพิ่งสลัดหลุดจากเงามืดในชีวิต ปรารถนาจะรอนแรมขัดเกลาจิตใจ จึงเลือกอาสาติดตามกองทัพจ้าวหนิงมาด้วย
จ้าวหนิงไม่ตอบคำ เพียงกระตุกยิ้มมุมปาก “ท่านอาสี่คงมีคำตอบในใจอยู่แล้วกระมัง”
จ้าวซวิ่นไม่อ้อมค้อม เอ่ยตรงจุด “ด่านเยี่ยนเหมินกวนว่างเว้นศึกเลือดมาเนิ่นนาน ทว่ามหาสงครามกำลังจะอุบัติในเร็ววัน เจ้าต้องการใช้เลือดโจรขโมยม้ากลุ่มนี้ ลับคมดาบและทดสอบพลังรบที่แท้จริงของทัพเยี่ยนเหมินสินะ”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ
แท้จริงแล้วเขายังซ่อนอีกหนึ่งจุดประสงค์อำมหิต นั่นคือการกว้านซื้อใจบรรดาชนเผ่าใต้อาณัติเผ่าต๋าต้าน
ผู้ใดมืดบอดช่างหัวมัน แต่เขารู้ซึ้งแจ่มแจ้งว่า มหาสงครามนองเลือดกับราชสำนักเทียนหยวนในภายภาคหน้า ย่อมเป็นศึกสยดสยองที่ไม่มีคำว่าง่ายดาย
เผ่าต๋าต้านคือกระดูกชิ้นโตบนทุ่งหญ้าที่ข่านเทียนหยวนยังเคี้ยวไม่ลง การหว่านเมล็ดพันธุ์ซื้อใจผู้คนในดินแดนนี้ให้ศิโรราบต่อทัพเยี่ยนเหมิน ย่อมปูทางสู่การจับมือร่วมรบในวันข้างหน้า
หนึ่งวันคล้อยหลัง ทัพของจ้าวหนิงก็รุกคืบประชิดเป้าหมาย ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาบริเวณรอยต่อทะเลทรายโกบี
ผืนหญ้าเขียวขจีสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เบื้องล่างเทือกเขาทอดยาวประดุจกำแพงยักษ์คือผืนทรายโกบีอันรกร้างทุรกันดาร ลึกเข้าไปทางประจิมคือดินแดนมรณะไร้ผู้คน ตามเบาะแสของคนนำทาง รังโจรขโมยม้ากบดานลึกอยู่ในหุบเขา
จ้าวหนิงกวาดสายตาประเมินชัยภูมิ เพียงครู่ก็ตระหนักแจ้งถึงความเจ้าเล่ห์ของพวกมัน ชัยภูมินี้เปิดทางให้ถอยร่นเข้าสู่ผืนทรายมรณะได้อย่างง่ายดาย ต่อให้เผชิญทัพใหญ่บดขยี้ พวกมันก็ยังดิ้นรนหลบหนีเอาชีวิตรอดได้
อาศัยความชำนาญเส้นทางในทะเลทรายมรณะ การลากถ่วงเวลาจนกองทัพที่ไล่ล่าเหนื่อยล้าพังทลายไปเอง ย่อมไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
ขณะจ้าวหนิงตวัดมือเตรียมสั่งการพลสอดแนมระดับคุมปราณลอบเร้นเข้าหุบเขาเพื่อประเมินสถานการณ์ โสตประสาทพลันสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติแว่วมาจากส่วนลึกของช่องเขา
แม้ระยะทางจะห่างไกลจนเสียงเบาบาง ทว่าคลื่นระเบิดปราณแท้อันดุดันกลับสะท้อนกึกก้องชัดเจน ภายในนั้นย่อมมียอดฝีมือกำลังปะทะเดือด ซ้ำระดับพลังบำเพ็ญยังเหี้ยมหาญไม่ธรรมดา
ชั่วอึดใจ คลื่นความโกลาหลลุกลามบานปลาย เสียงสบถก่นด่าผสานเสียงม้าศึกกรีดร้องระงม สมรภูมิด้านในดุเดือดเลือดพล่าน ไม่ปล่อยให้จ้าวหนิงลังเลว่าจะฉวยโอกาสทะลวงทัพเข้าไปหรือไม่ เสียงแผดร้องดังกังวานประดุจกระเรียนเซียนคำรามก็พลันระเบิดก้องฟ้า!
บาดหูและสะเทือนเลื่อนลั่นถึงขั้ววิญญาณ!
ถัดจากนั้น ร่างเงากระเรียนเซียนสีขาวพิสุทธิ์พลันทะยานแหวกม่านเมฆเหนือหุบเขา ปีกยักษ์สยายกว้างร่วมห้าสิบจั้งกระพือพัดอย่างทรงพลัง ขับเน้นกลิ่นอายองอาจสะกดข่มขวัญผู้คนทั้งบาง!
ยามทอดสายตามองวิชาจำแลงกระเรียนเซียนยักษ์ นัยน์ตาของจ้าวหนิงหรี่แคบลงอย่างอันตราย
“เคล็ดวิชากระเรียนขาวตระกูลหยาง! ยอดฝีมือตระกูลหยางบุกตะลุยเดี่ยวในหุบเขาหรือ ประเมินจากความหนาแน่นและขนาดมหึมาของปราณก่อรูป ผู้ลงมือต้องฝึกฝนวิชากระเรียนขาวจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ ซ้ำยังเหยียบย่างเข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางแล้ว”
จ้าวซวิ่นหน้าถอดสี เคล็ดวิชาสืบทอดของยอดตระกูลขุนนางระดับสูงล้วนล้ำลึกสุดหยั่ง การจะขัดเกลาจนบรรลุขั้นสมบูรณ์นับเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญราวปีนป่ายสวรรค์
จ้าวหนิงไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองคาดเดา ว่ายอดฝีมือตระกูลหยางหน้าไหนโผล่มาเหยียบที่นี่
เพราะสองตาของเขาประจักษ์ชัดแล้ว
ภายใต้เงาปีกกระเรียนขาว บนชะง่อนผาอันสูงชัน ร่างเงาสายหนึ่งพลันตระหง่านง้ำทะลุฟ้า
รูปร่างสูงโปร่งระหง มือขวากำดาบม่อเตายาวหนึ่งจั้งสองฉื่อ มือซ้ายหิ้วหัวมนุษย์โชกเลือดที่เพิ่งถูกบั่นคอขาดสะบั้น ทัศนียภาพจากเบื้องล่างช่างกระแทกสายตาอย่างรุนแรง ทั้งห้าวหาญดุดัน และแผ่รังสีอำมหิตสะกดวิญญาณ
นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นตวัดมองมาทางจ้าวหนิง
วินาทีที่ทอดสายตาเห็นกองทหารม้าเบาแห่งทัพเยี่ยนเหมิน นางไร้ซึ่งความลังเล ทิ้งดิ่งร่างจากยอดผาสูงชัน ชายเสื้อคลุมโบกสะบัดพัดพลิ้วดุจปีกพญาเหยี่ยว ปลายเท้าเหยียบยืมพลังทะยานสลับชะง่อนหินเพียงไม่กี่ก้าว ชั่วพริบตาก็ร่อนถล่มลงจอดกระแทกพื้นอย่างดุดัน
ท่วงท่าคล่องแคล่วเหี้ยมหาญ แฝงเสน่ห์อันตรายที่สยบสายตาผู้คน
“ที่แท้ก็แม่หนูเจียนี” จ้าวซวิ่นกระตุกยิ้มชื่นชม
ยามนี้จ้าวหนิงเห็นชัดเจนว่า เบื้องหลังหยางเจียนี ฝูงเดนตายโจรขโมยม้านับร้อยกำลังพุ่งทะลักตามมาติดๆ อาการกวัดแกว่งศัสตราอย่างคลุ้มคลั่งผสานเสียงคำรามอาฆาต ฟ้องชัดว่าหัวมนุษย์ที่นางหิ้วต่องแต่งอยู่นั้น ย่อมเป็นตัวเบ้งของพวกมัน
จ้าวหนิงตวัดมือสั่งการเสียงเฉียบขาด “ค่ายทหารม้าอี่จื้อรับคำสั่ง พลสอดแนมทะลวงแนวหน้า ยึดชัยภูมิที่สูงชี้เป้าสังหาร ทัพใหญ่ตั้งค่ายกลปีกนกบดขยี้ บุกทะลวงล้างบางรังโจรให้สิ้นซาก”
ขุนพลนายกองขานรับคำสั่งดุจฟ้าผ่า จ้าวซวิ่นชักดาบพุ่งทะยานนำยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดและหน่วยสอดแนมทะลวงเปิดทาง ทั้งเพื่อกางร่มเงาคุ้มกันหยางเจียนี และสนองแผนบดขยี้ของจ้าวหนิง
ม้าศึกเดนตายหนึ่งพันนายที่คุมเชิงอยู่ตีนเขา กระทืบกีบเท้าระเบิดพลังทะลวงฟันออกไปจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงคลื่นฝุ่นธุลีเหลืองตลบอบอวลประดุจพายุทรายมรณะ
ทว่าตัวจ้าวหนิงกลับปักหลักนิ่งสนิทดุจขุนเขา ไม่เร่งร้อนขยับเขยื้อน
ฝูงสุนัขจรจัดที่พุ่งทะลักจากหุบเขา เบิกตากว้างอย่างโง่งม คาดไม่ถึงว่าจุดบอดสายตาเบื้องหน้าจะมีกองทัพม้าเหล็กแห่งเยี่ยนเหมินซุ่มซ่อนอยู่ ความตื่นตระหนกแช่แข็งพวกมันจนสองเท้าชะงักกึกกลางคัน
วินาทีที่ทัพเยี่ยนเหมินทั้งหมดเปิดเผยเขี้ยวเล็บทะลวงพ้นสันเขา ฝูงโจรขี้ขลาดก็แหกปากแผดร้องลั่น หันหลังวิ่งหางจุกตูดหนีตายกลับเข้ารัง เสียงโหวกเหวกโวยวายแตกตื่นดังก้อง ประเมินสถานการณ์แล้ว คงหมายรวบรวมขุมกำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
หยางเจียนีผู้อาบย้อมด้วยฝุ่นเลือดหลังฝ่าทะลวงดงดาบ ไร้ซึ่งจริตมารยาหญิง นางฉีกหลบวิถีทะลวงฟันของทัพม้า ก่อนพุ่งตรงดิ่งขึ้นมายังเนินเขาที่จ้าวหนิงปักหลัก
สภาพหยาดเหงื่อโซมกายและลมหายใจหอบถี่ ฟ้องชัดว่าศึกตัดหัวเมื่อครู่สูบผลาญปราณแท้ของนางไปจนเหือดแห้ง ทว่าคราบเลือดและฝุ่นดินบนใบหน้าขาวผ่อง กลับไม่อาจบดบังรัศมีงดงามดุดันของนางได้เลยแม่แต่น้อย
หยางเจียนีเหวี่ยงหัวโจรเคราดกกระแทกพื้น กระแทกโคนดาบม่อเตาปักดิน ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินอย่างโอหัง ท่านั่งกางขาห้าวหาญดุจบุรุษชาตรีของนาง ช่างแผ่กลิ่นอายนักรบเดนตายอย่างแท้จริง
นางสูดลมหายใจหนักหน่วงสองเฮือก ก่อนตวัดสายตามองจ้าวหนิง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นยังคงกระจ่างใสไร้มลทิน ไม่แปดเปื้อนความโสมมใดแม้เพิ่งผ่านการสังหารหมู่
“ไฉนเจ้ามาอยู่ที่นี่”
“เจ้าต่างหาก ไฉนมาโผล่ที่นี่”
ทั้งสองโพล่งถามแทบจะพร้อมกัน
“เจ้าพูดก่อน”
“เจ้าก่อนเถอะ”
จ้าวหนิงกะพริบตา ความกระอักกระอ่วนสายหนึ่งพาดผ่าน
หยางเจียนีผู้เย็นชาไร้ความรู้สึกต่อบรรยากาศอึดอัด สะบัดมือปรามจ้าวหนิง แล้วชิงเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนเหยียบผ่านชนเผ่าละแวกนี้ ได้ยินกิตติศัพท์สุนัขจรจัดกลุ่มนี้เข้า เห็นว่าว่างอยู่ เลยแวะมาเด็ดหัวเล่น”
สิ้นคำ นางตวัดปลายเท้าเขี่ยหัวโจรที่เบิกตาโพลงตายตาไม่หลับ “นี่คือหัวหน้าของพวกมัน เป็นถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง แต่เสือกอ่อนหัดปวกเปียก ข้าสับลงไปดาบเดียวก็หัวหลุด เสียเวลาขัดเกลาวิชาข้าชะมัด”
เจตนาของนางชัดเจน นางมองการบุกทะลวงรังโจรเด็ดหัวแม่ทัพ เป็นเพียงหินลับมีดขัดเกลาพลังบำเพ็ญ ทว่าความอ่อนหัดของเหยื่อกลับทำให้นางหงุดหงิดผิดหวัง
จ้าวหนิงลอบสูดปาก ยามเพิ่งเหยียบด่านเยี่ยนเหมินกวน จ้าวซินยังรายงานว่าหยางเจียนีรั้งอยู่เพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น มาบัดนี้พานพบกันอีกครา พลังบำเพ็ญของนางกลับทะลวงเพดาน เหยียบย่างเข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางไปเสียแล้ว
อัตราการก้าวกระโดดผิดมนุษย์มนาเช่นนี้ จุดประกายความระแวงในใจเขา… ลางสังหรณ์อันตรายสายหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน