ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 167 ประชันหน้า
โย่วเสียนหวังแห่งราชสำนักเทียนหยวน ฉ๋าลาห่าน เพิ่งล่วงเข้าวัยสี่สิบมาได้ไม่นาน ผิวพรรณกร้านแดดดำคล้ำตามแบบฉบับนักรบที่ราบสูง การกุมอำนาจล้นฟ้ามายาวนานหล่อหลอมให้เขามีกลิ่นอายคุกคามแม้ไร้ซึ่งโทสะ โดยเฉพาะนัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้น เพียงตวัดมองก็สยบขวัญผู้คนได้ชะงัด
เบื้องล่างข่านเทียนหยวน หากเว้นองค์รัชทายาท จั่วเสียนหวังและโย่วเสียนหวังย่อมเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด บารมีข่มทับแทบทุกผู้คน ต่อให้เป็นองค์หญิงคนโปรดอย่างเซียวเยี่ยนก็ยังต้องล่าถอยให้สามส่วน
เบื้องหน้าผู้คน ยอดฝีมือผู้นี้มักสะกดพลังบำเพ็ญไว้เพียงระดับราชันย์ขั้นต้น ทว่าแท้จริงกลับทะลวงเข้าสู่ระดับราชันย์ขั้นกลางมาเนิ่นนานแล้ว นี่คือหมากซ่อนคมในฝักที่ราชสำนักเทียนหยวนยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด
โย่วเสียนหวังหันขวับมองกลับไปจากบนหลังม้าศึก นัยน์ตาสะท้อนภาพกองทหารม้าเบาแห่งทัพเยี่ยนเหมินในชุดเกราะตะวันสว่างวาบ ควบตะบึงฝีเท้าจัดจ้าน นำทัพโดยขุนพลหนุ่มในชุดเกราะหมิงกวง แผ่รังสีองอาจห้าวหาญ นำขบวนรุกคืบเข้ามาด้วยจังหวะมั่นคงผ่าเผย
เขากระตุกสายบังเหียน สั่งการให้ทั้งขบวนหยุดชะงัก สีหน้าเรียบเฉยดุจศิลา เพียงทอดสายตาประเมินขุนพลหนุ่มผู้นั้นจากระยะไกล
“ต้าอ๋อง ขุนพลหนุ่มผู้นั้นคือบุตรชายคนโตของแม่ทัพรักษาด่านเยี่ยนเหมินกวนจ้าวเป่ยวั่ง ทั้งยังเป็นทายาทสายตรงเพียงหนึ่งเดียวที่ตระกูลจ้าววางตัวไว้ในปัจจุบันพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามที่องค์หญิงตรัส แผนการของนางในเมืองเยี่ยนผิงที่พังพินาศ ล้วนมีเงาของคนผู้นี้ชักใยอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งองค์หญิงยังระแวงว่า… ขุนพลหนุ่มผู้นี้อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กระชากแผนการเมืองไต้โจวให้แหลกสลายลง”
“ในสายตาองค์หญิง สติปัญญาของขุนพลหนุ่มผู้นี้คู่ควรกับคำว่า ‘ฉลาดล้ำจนเข้าขั้นปีศาจ’ ไม่อาจประมาทได้แม้แต่น้อย”
“ทว่าการที่มันกรีธาทหารม้าเบาไล่กวดมาในยามนี้ มีจุดประสงค์แอบแฝงใดกันแน่”
ข้างกายฉ๋าลาห่าน ชายชราชุดคลุมดำวัยล่วงเลยห้าสิบ ท่วงท่าภูมิฐานเปี่ยมสติปัญญา ลูบเคราเลียนแบบจริตปัญญาชนชาวฉี เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
ฉ๋าลาห่านนิ่งสงบดุจขุนเขา เอ่ยเสียงเรียบ “บุคคลที่บีบให้องค์หญิงต้องพ่ายแพ้ล่าถอยกลับมา ย่อมมิใช่ชนชั้นสามัญ องค์หญิงตรัสว่ามันคือยอดบุรุษหนุ่มที่หาได้ยากยิ่งของต้าฉี ย่อมไม่ผิดเพี้ยน”
ชายชราผู้รับบทกุนซือข้างกายโย่วเสียนหวังกล่าวสืบต่อ “จะว่าไป ตระกูลจ้าวส่วนใหญ่ล้วนเป็นยอดขุนพลทะลวงฟัน ผู้ที่ปราดเปรื่องเรื่องกลศึกพลิกแพลงกลับมีน้อยนิด นับนิ้วได้ก็มีเพียงฮูหยินของจ้าวเป่ยวั่งเท่านั้นที่พอจะเรียกขานว่ามีมันสมอง”
“แผนนองเลือดที่เมืองไต้โจวเมื่อปีกลายก็พุ่งเป้าปลิดชีพนาง ทว่าผลลัพธ์กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า การลอบสังหารสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งที่ผิดพลาดครั้งนั้น สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อพวกเราอย่างรุนแรง”
“บัดนี้ตระกูลจ้าวกลับให้กำเนิดปีศาจน้อยเช่นนี้โผล่มาอีกคน ซ้ำยังโผล่มาเหยียบด่านเยี่ยนเหมินกวนอย่างกะทันหัน ความนัยซ่อนเร้นเบื้องหลังหมากตานี้… ชวนให้ขบคิดยิ่งนัก”
“ยิ่งไปกว่านั้น จนบัดนี้ ราชสำนักก็ยังไม่อาจกระชากหัว ‘ไส้ศึก’ ชาวฉีผู้นั้นออกมาสับทิ้งได้”
วาจานี้สะกิดจุดบอด โย่วเสียนหวังฉ๋าลาห่านหรี่ตาลงอย่างอันตราย
ในฐานะโย่วเสียนหวัง เขาย่อมตระหนักดีว่าไส้ศึกผู้นี้คือหอกข้างแคร่ที่ทิ่มแทงราชสำนักอย่างสาหัส หากไม่ถอนรากถอนโคน ราชสำนักแทบจะขยับตัวทำสิ่งใดไม่ได้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าความลับทางทหารและแผนสู้ศึกจะรั่วไหลออกไปยามใด ทว่าเวลาล่วงเลยมาปานนี้ กลับยังควานหาเงาหัวไส้ศึกผู้นั้นไม่พบ
เฉกเช่นที่จ้าวหนิงเคยวางหมากข่มขวัญเซียวเยี่ยนในคุกศาลต้าหลี่ การที่เขากล้าเปิดไพ่ว่ามีไส้ศึกแฝงตัวอยู่ในราชสำนักเทียนหยวน ก็เพราะเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าพวกมันจะไม่มีวันควานหาตัวเจอ
ยามเซียวเยี่ยนซมซานกลับราชสำนักเทียนหยวนและถ่ายทอดวาจานี้ เวลานั้นผู้คนทั่วทั้งราชสำนักรวมถึงโย่วเสียนหวัง ล้วนเหยียดหยามว่าจ้าวหนิงเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนที่โอหังไม่เจียมตัว
ทว่าผลลัพธ์กลับตบหน้าพวกมันฉาดใหญ่ หากมิใช่เพราะวิกฤตที่เมืองไต้โจวปะทุขึ้น เครือข่ายสายลับที่เซียวเยี่ยนทุ่มเทวางรากฐานจนหยั่งรากลึก คงไม่ถูกถอนรากถอนโคนพังพินาศในชั่วข้ามคืน ราชสำนักเทียนหยวนคงยังหลอกตัวเองว่าจ้าวหนิงเพียงพ่นลมปากเหลวไหล และไส้ศึกผู้นั้นไม่มีอยู่จริง
ยามนี้ข่านเทียนหยวนกำลังพิโรธดุจเพลิงผลาญ โย่วเสียนหวังเองก็แบกรับแรงกดดันดุจภูเขาไฟที่รอวันปะทุ
ปมปริศนาสารพัดพันธนาการห้วงความคิด ทำให้ยามที่โย่วเสียนหวังทอดสายตามองจ้าวหนิง นัยน์ตาของเขาพลันหนักอึ้ง แม้เปลือกนอกจะดูเยือกเย็นไร้กังวล บารมีน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลาย ทว่าภายในใจกลับโคจรหมากนับพันหมื่นขบวน ไม่อาจและไม่กล้าหละหลวมแม้แต่เสี้ยววินาที
เมื่อกองทหารม้าเบาแห่งทัพเยี่ยนเหมินควบกวดมาจนทัน จ้าวหนิงนำทหารม้าองครักษ์เพียงไม่กี่นายแยกตัวพุ่งตรงเข้ามาหา โย่วเสียนหวังฉ๋าลาห่านพลันรวบรวมสมาธิถึงขีดสุด
เขาหมายประชันหน้าด้วยตนเองสักครา เพื่อหยั่งเชิงศัตรูคู่อาฆาตในวันข้างหน้าของราชสำนักเทียนหยวน… ทายาทสายตรงตระกูลจ้าว นายน้อยแห่งทัพเยี่ยนเหมินผู้นี้
จ้าวหนิงเห็นโย่วเสียนหวังเป็นฝ่ายพลิกตัวลงจากม้าศึกก่อน จึงไม่คิดวางท่าเย่อหยิ่ง เขากระโดดลงจากอานม้า ก้าวเดินไปเบื้องหน้าสองก้าวเพื่อประสานมือคารวะ… อย่างไรเสีย ยามนี้ต้าฉีกับราชสำนักเทียนหยวนก็ยังไม่ได้ฉีกหน้าเปิดศึกเลือดกันอย่างสมบูรณ์
“โย่วเสียนหวังแห่งราชสำนักเทียนหยวน ฉ๋าลาห่าน ขอคารวะแม่ทัพจ้าว”
“จ้าวหนิงแห่งทัพเยี่ยนเหมิน ขอคารวะโย่วเสียนหวัง”
ฐานะของทั้งสองถือว่าห่างชั้นกันลิบลับ ทว่าด้วยบารมีระหว่างแคว้น จ้าวหนิงย่อมไม่จำเป็นต้องลดตัวมากพิธี ขณะที่อีกฝ่ายยกมือทาบอกค้อมตัวทำความเคารพตามธรรมเนียมทุ่งหญ้า เขาเพียงประสานมือคารวะตอบกลับไปอย่างเรียบง่าย
สำหรับโย่วเสียนหวังฉ๋าลาห่านแห่งเผ่าเทียนหยวนผู้นี้ จ้าวหนิงในชาติอดีตคุ้นเคยความอำมหิตของมันเป็นอย่างดี
ในฐานะหนึ่งในสองต้าอ๋องผู้ทรงอิทธิพล บารมีเป็นรองเพียงข่านเทียนหยวนและองค์รัชทายาท ฉ๋าลาห่านมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ เป็นถึงลูกพี่ลูกน้องสายเลือดเดียวกัน และใช้แซ่เดียวกับข่านเทียนหยวน นั่นคือ… ปั๋วเอ่อร์ชื่อจวิน
นามเต็มของมันคือ ปั๋วเอ่อร์ชื่อจวิน ฉ๋าลาห่าน เฉกเช่นเดียวกับนามที่แท้จริงของเซียวเยี่ยน... ปั๋วเอ่อร์ชื่อจวิน เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์
ความเหี้ยมหาญที่คู่ควรกับฐานะของมัน คือพลังบำเพ็ญและมันสมองทางทหารอันเลิศล้ำ ในชาติอดีตยามที่ทัพใหญ่เทียนหยวนบดขยี้ด่านเยี่ยนเหมินกวนจนแตกพ่าย ฉ๋าลาห่านคือแม่ทัพทะลวงฟันที่ควบม้าเหยียบข้ามประตูด่านเป็นคนแรก
ในวาระนั้น มันระเบิดพลังบำเพ็ญระดับราชันย์ขั้นกลาง บุกทะลวงฟาดฟันเด็ดหัวผู้คนกลางด่านเยี่ยนเหมินกวนอย่างบ้าคลั่ง ไร้ผู้ใดต้านทานติด
ตลอดสงครามนองเลือดสิบปี ฉ๋าลาห่านเหยียบย่ำศพชาวฉีสร้างผลงานสะท้านฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า
วาระที่เมืองเยี่ยนผิงแตกพ่าย ก็เป็นผลงานร่วมรบระหว่างมันกับจั่วเสียนหวัง เวลานั้นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเพียงหนึ่งเดียวของต้าฉี ถูกพวกมันสองคนรุมบั่นคอกลางสมรภูมิเลือด
หลังจากนั้น ขุนพลจากตระกูลบู๊ของต้าฉีที่ถูกฉ๋าลาห่านสับสังหารล้วนมีมากจนเกินคณานับ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ ขุนพลกล้าผู้ห้าวหาญ และเหล่ายอดบุรุษแห่งต้าฉีที่สมควรมีอนาคตไกล ล้วนตกตายกลายเป็นกองกระดูกขาวโพลนสังเวยคมดาบของมันทั้งสิ้น
ภายหลัง หากมิใช่เพราะซ่งจื้อทะลวงเข้าสู่ระดับราชันย์ขั้นกลางได้ทันเวลา ซ้ำยังก้าวเท้าข้างหนึ่งเหยียบเข้าสู่ระดับราชันย์ขั้นปลายได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ทั้งยังเสด็จนำทัพจับศึกด้วยองค์เองเพื่ออุดรอยรั่วขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงของต้าฉี… เกรงว่าแผ่นดินต้าฉีคงถูกบดขยี้แหลกลาญ ไม่มียืนหยัดต้านทานได้ถึงสิบปี
อดีตดุจควันไฟจางหาย ทว่าภาพความแค้นเหล่านั้นกลับไม่อาจจุดประกายคลื่นอารมณ์ใดๆ ในใจจ้าวหนิงได้อีกแล้ว เกิดใหม่มาบรรจบครบหนึ่งปี บัดนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาสามารถกวาดตามองผ่านได้อย่างเยือกเย็น มิใช่เพราะปลงตกสังเวช แต่เป็นเพราะเขาพลิกกระดานหมากและบิดเบือนชะตากรรมไปมากมายมหาศาล สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เขามีความมั่นใจ มีไพ่ตายซุกซ่อน และมีแสงสว่างแห่งความหวัง
“พวกข้าเพิ่งชักม้าจากมา แม่ทัพจ้าวกลับเร่งรุดควบตามหลังมาติดๆ ไม่ทราบว่ามีธุระอันใด” โย่วเสียนหวังเอ่ยหยั่งเชิงอย่างสงวนท่าที
ทว่าคำถามที่ตะโกนก้องอยู่ในใจมันคือ จ้าวหนิงคงไม่ได้มาเชิญคอพวกมันกลับเข้าด่านกระมัง ต้าฉีคงไม่อนุญาตให้พวกมันมุ่งหน้าไปเมืองเยี่ยนผิงแล้วใช่หรือไม่
จ้าวหนิงกระตุกยิ้มบาง “รับพระราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ ข้ามีหน้าที่นำทหารม้าเบาออกลาดตระเวนทุ่งหญ้า”
วาจาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าเมื่อปะทะโสตประสาทโย่วเสียนหวัง กลับโหมกระหน่ำคลื่นพายุในใจมันอย่างรุนแรง สายตาของฉ๋าลาห่านจำต้องตวัดกลับไปจับจ้องขบวนทหารม้าเดนตายหนึ่งพันนายเบื้องหลังจ้าวหนิงอย่างอดไม่ได้
ชนเผ่าใหญ่น้อยในทุ่งหญ้า หากว่าตามศักดิ์ฐานะล้วนเป็นเพียงขุนนางผู้น้อยของต้าฉี ข่านเทียนหยวนยามเข้าเฝ้าซ่งจื้อ ยังต้องคุกเข่าถวายบังคมเฉกเช่นขุนนาง หากอ้างอิงตามหลักการนี้ ต้าฉีย่อมมีสิทธิ์ขาดในการสอดส่องควบคุมทุ่งหญ้า
ทว่าในความเป็นจริง กองทัพชายแดนต้าฉีไม่ได้กรีธาทัพขนานใหญ่ออกลาดตระเวนทุ่งหญ้ามาเนิ่นนานแล้ว ยามปกติแม้ไปมาหาสู่ ก็เป็นเพียงการส่งขุนนางบุ๋นนำคณะทูตเหยียบออกนอกด่านเท่านั้น
พฤติการณ์เฉกเช่นจ้าวหนิง ที่ไร้เงาขุนนางบุ๋นติดตาม ซ้ำยังกรีธาทหารม้าเดนตายหนึ่งพันนายออกเหยียบย่ำทุ่งหญ้า ในรอบหลายสิบปีมานี้แทบไม่เคยปรากฏให้เห็น
“หรือว่ามีชนเผ่าใดโดนกองโจรปล้นม้ากวาดล้าง จึงร้องขอให้แม่ทัพรุดไปช่วยเหลือกระนั้นหรือ” ฉ๋าลาห่านซ่อนเร้นพิรุธมิดชิด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จ้าวหนิงกวาดสายตามองขุมกำลังใต้บังคับบัญชาฉ๋าลาห่าน สวนกลับเสียงเย็น “หากไร้โจรขโมยม้า กองทัพชายแดนต้าฉีก็ไม่มีสิทธิ์เหยียบทุ่งหญ้าอย่างนั้นหรือ”
สันหลังฉ๋าลาห่านพลันเย็นวาบ เพราะภายในใจมันซุกซ่อนแผนร้ายระดับสะท้านแผ่นดินเอาไว้
แม้ทุ่งหญ้าจะถูกผูกขาดโดยสี่ราชสำนักใหญ่ ทว่าชนเผ่าขนาดกลางและเล็กก็ยังมีอยู่เกลื่อนกล่น เมื่อเผ่าอ่อนแอเหล่านี้เผชิญการปล้นชิงจากโจรขโมยม้า การบากหน้ามาขอความคุ้มครองจากกองทัพชายแดนต้าฉี แม้ไม่บ่อยนักแต่ก็เคยเกิดขึ้น
ในสถานการณ์เช่นนั้น การที่ทัพชายแดนต้าฉีจะเคลื่อนพลขจรศักดิ์ศรี ย่อมถือเป็นเรื่องปกติสามัญ ทว่าคำตอบของจ้าวหนิงกลับกำลังตบหน้าฉ๋าลาห่านว่า สถานการณ์เบื้องหน้ามิได้เรียบง่ายปานนั้น
ถ้าเช่นนั้น การที่จ้าวหนิงผู้เป็นทายาทสายตรงตระกูลจ้าว ว่าที่แม่ทัพใหญ่แห่งด่านเยี่ยนเหมินกวน ปีศาจจำแลงในสายตาเซียวเยี่ยน ยอดบุรุษหนุ่มที่หาได้ยากยิ่งแห่งต้าฉี… จู่ๆ ก็นำทัพชายแดนกรีธาพลลาดตระเวนทุ่งหญ้า จุดประสงค์แอบแฝงคือสิ่งใดกันแน่ โย่วเสียนหวังผู้นี้จะไม่อกสั่นขวัญแขวนได้อย่างไร
“ย่อมกระทำได้ กองทัพสวรรค์แห่งแว่นแคว้นเบื้องบน ย่อมเหยียบย่ำลาดตระเวนทุ่งหญ้าได้ทุกเมื่อ” ฉ๋าลาห่านตอบกลับอย่างไร้รอยตะเข็บ สีหน้าสงบนิ่งเยือกเย็นดุจก้นบึ้งทะเลสาบ มองไม่ออกถึงตื้นลึกหนาบาง ซ้ำยังเจือแววนอบน้อมต่อต้าฉีได้อย่างพอดิบพอดี
“หากแม่ทัพจ้าวประสงค์จะไปเยือนราชสำนักเทียนหยวน เปิ่นอ๋องย่อมเป็นเกียรติยิ่งนักที่จะได้ร่วมทาง ทั่วทั้งราชสำนักเทียนหยวนย่อมเรืองรองด้วยการมาเยือนของท่าน และพร้อมต้อนรับขับสู้อย่างสมเกียรติที่สุด”
มีหรือจ้าวหนิงจะไม่รู้ทันหมากหยั่งเชิงในวาจาของฉ๋าลาห่าน เขาเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ
“โย่วเสียนหวังไม่จำเป็นต้องโยนหินถามทาง ข้าบอกท่านตามตรงได้เลยว่า ทัพเยี่ยนเหมินครานี้จะมีคนไปเยือนราชสำนักเทียนหยวนแน่นอน ทว่าผู้นั้น… ไม่ใช่ข้า”
“ทว่าข้าก็มีความสนใจในราชสำนักเทียนหยวนมาโดยตลอด วันหน้าหากมีโอกาส ย่อมต้องไปเยี่ยมเยือนสักครา ถึงเวลานั้นหากโย่วเสียนหวังยังจดจำวาจาในวันนี้ได้ ก็อย่าลืมต้อนรับข้าให้สมเกียรติด้วยเล่า”
สิ้นคำโดยไม่รอให้โย่วเสียนหวังสวนกลับ จ้าวหนิงก็ประสานมือลวกๆ “ข้ายังมีราชการทหารติดพัน คงไม่อาจรั้งอยู่เสวนา วันหน้าเราสองย่อมต้องได้พานพบกันอีกแน่ ถึงเวลานั้นค่อยตั้งวงร่ำสุรา จุดเทียนสนทนายันรุ่งสางก็ยังไม่สาย”
กล่าวจบจ้าวหนิงก็สะบัดมือ ส่งสัญญาณให้กองทหารเบื้องหลังเคลื่อนพล เขาตวัดแส้ม้า ทะยานร่างนำทัพผ่ากลางขบวนราชทูตโย่วเสียนหวังไปอย่างโอหังผ่าเผย
ขบวนทูตราชสำนักเทียนหยวนจำต้องแหวกทางตรงกลางออก ทอดสายตามองขุนพลหนุ่มที่นำทหารม้าเดนตายแห่งเยี่ยนเหมิน ควบตะบึงเหยียบย่ำผ่านหน้าพวกมันไปอย่างกร้าวร้าวโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
ท่ามกลางฝุ่นธุลี โย่วเสียนหวังที่รั้งอยู่ริมทางสงบปากคำเงียบกริบ กระทั่งทัพม้าหนึ่งพันนายควบหายไปลับตา ใบหน้าของมันถึงค่อยๆ บิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอำมหิต
นัยน์ตาของมันยามนี้อาบย้อมไปด้วยจิตสังหารล้ำลึก เป็นจิตสังหารที่ต้องกัดฟันสะกดกลั้นเอาไว้ตลอดการสนทนา
หากกระทำได้ มันสามารถยื่นมือบดขยี้จ้าวหนิงให้แหลกคามือได้อย่างง่ายดาย หรือกระทั่งกลืนกินทัพม้าเบาหนึ่งพันนายนี้ก็ยังทำได้ ทว่า… มันไม่อาจลงมือ
สถานการณ์ยามนี้แตกต่างกับตอนที่จ้าวหนิงเพิ่งเยียบเมืองไต้โจวเมื่อปีกลายราวฟ้ากับเหว วันนี้หากมันกล้าตวัดดาบใส่กองทัพเยี่ยนเหมิน วันรุ่งขึ้นต้าฉีย่อมมีข้ออ้างประกาศสงครามนองเลือดกับราชสำนักเทียนหยวนทันที
“ต้าอ๋อง วาจาเพียงไม่กี่ประโยคของไอ้เด็กจ้าวหนิง ซ่อนเร้นคมดาบไว้ลึกซึ้งนัก ดูท่าทัพเยี่ยนเหมินที่ออกลาดตระเวนทุ่งหญ้าครานี้ คงไม่ได้มีแค่กองทหารของมันเพียงกองเดียวเป็นแน่” ชายชราชุดดำครุ่นคิดพลางเอ่ยเสียงขรึม
นั่นคือสาส์นที่จ้าวหนิงจงใจทิ้งไว้ชัดเจน ฉ๋าลาห่านตกผลึกขบคิดเรื่องนี้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว สิ่งที่มันกำลังครุ่นคิดอย่างหนักในยามนี้ คือประโยคทิ้งท้ายของจ้าวหนิงที่ว่า ‘วันหน้าเราสองย่อมต้องได้พานพบกันอีกแน่’
นัยแห่งวาจานี้คือสิ่งใด วันหน้าคือเมื่อใด จะพานพบกันที่ใด กลางสมรภูมิเลือด หรือ ณ ใจกลางราชสำนักเทียนหยวน
ผู้ใดกันที่มุ่งหน้าสู่ราชสำนักเทียนหยวน จ้าวเป่ยวั่งหรือ วันหน้าจ้าวหนิงก็จะไปเยือนราชสำนักด้วยตนเองหรือ มันจะไปทำไม มันหมายตาสิ่งใด
หรือจ้าวหนิงหมายมั่นจะเหยียบสมรภูมิ มันล่วงรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าราชสำนักเทียนหยวนเตรียมเปิดศึกกวาดล้างเผ่าต๋าต้าน ทัพเยี่ยนเหมินระแคะระคายเรื่องนี้มาเนิ่นนานแล้วใช่หรือไม่ พวกมันรู้ได้อย่างไร เป็น ‘ไส้ศึก’ บัดซบผู้นั้นที่คาบข่าวไปแพร่งพรายหรือ แล้วไส้ศึกผู้นั้น… ตกลงมันคือผู้ใดกันแน่
กองทัพเยี่ยนเหมินตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะสอดมือเข้าแทรกแซงมหาสงครามครั้งนี้ ทิศทางการเคลื่อนทัพของพวกมันคือสิ่งใด จะชิงลงมือแทรกแซงเมื่อใด การที่ทัพเยี่ยนเหมินกระจายขุมกำลังลาดตระเวนทุ่งหญ้า ตกลงแล้วมีเป้าหมายอำมหิตใดซ่อนอยู่ ราชสำนักเทียนหยวนควรตลบหลังรับมือเช่นไร ฮ่องเต้ต้าฉีทรงซุกซ่อนไพ่ตายใดไว้ ต้าฉี… จะกรีธาทัพใหญ่เหยียบทุ่งหญ้าหรือไม่
ปริศนาขดเป็นปมรัดรึงพรั่งพรูระเบิดก้องในหัวของโย่วเสียนหวัง สมองของมันอื้ออึงสับสน ชั่วขณะนั้น… มันกลับควานหาคำตอบใดไม่ได้เลย
เครือข่ายสายลับของเซียวเยี่ยนพังพินาศย่อยยับจนไม่เหลือซาก ตัวนางเองก็ซมซานกลับทุ่งหญ้า บัดนี้ราชสำนักเทียนหยวนสูญเสียดวงตาและหูในต้าฉีไปจนสิ้น จึงไม่อาจคลี่คลายเงื่อนงำเหล่านี้ได้ทันท่วงที
พลสอดแนมที่ลอบส่งไปป้วนเปี้ยนใกล้ด่านเยี่ยนเหมินกวนและด่านซานไห่กวน จนบัดนี้ก็ยังคว้าน้ำเหลว ไม่ได้ข่าวสารอันใดที่มีน้ำหนักพอจะป้อนให้ราชสำนักใช้ประเมินสถานการณ์ได้เลยแม้แต่น้อย
ต่อให้ฉ๋าลาห่านจะเปี่ยมด้วยสติปัญญาเลิศล้ำปานใด เผชิญหมากตานี้มันยังต้องกุมขมับ
ท้ายที่สุด มันตวัดตัวขึ้นอานม้า ทอดสายตามองเงากองทหารม้าเบาเบื้องหน้าที่ควบห่างออกไปจนลับตา จมดิ่งสู่ห้วงความคิดอันล้ำลึก
ณ วินาทีนี้ โย่วเสียนหวังสงบสติอารมณ์ลงได้มากแล้ว มันเอ่ยเสียงเนิบนาบเยียบเย็น “เพียงลมปากไม่กี่ประโยค กลับทิ้งปมปริศนาซ่อนคมดาบไว้มากมาย จนปั่นป่วนให้ข้าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว… ว่าที่เจิ้นกั๋วกงแห่งต้าฉีผู้นี้ ร้ายกาจจนไม่อาจหยั่งถึงขุมลึกได้เลยจริงๆ”