ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 171 เข้าพบ
หยางเจียนีลอบบริภาษตนเองว่าช่างไร้จุดยืนสิ้นดี
แม้ระดับบำเพ็ญเพียรของจ้าวหนิงจะด้อยกว่าหนึ่งขั้นย่อย แต่นั่นมิใช่อุปสรรคขวางกั้นการชำระแค้น หลังทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิด นางย่อมรั้งพลังลมปราณลงมาหนึ่งขั้นเพื่อสั่งสอนเขาได้อย่างคล่องแคล่ว
กดพลังประลองอย่างเท่าเทียม ย่อมสมเหตุสมผลมิใช่หรือ
ยามพบหน้าจ้าวหนิงคราแรกบนทุ่งหญ้า ทัพกำลังติดพันศึก ซ้ำนางยังสวาปามเสบียงของเขาไปเสียอิ่มหนำ รับของกำนัลมาแล้วจะตวัดดาบใส่ย่อมกระดากใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ล้วนมิเหมาะจะเปิดศึกห้ำหั่น
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา จ้าวหนิงง่วนกับภารกิจรัดตัว ทั้งบัญชาการรบ คุมทัพเดินทาง และผูกมิตรชาวทุ่งหญ้าอย่างออกรส แม้นนางจะกระหายศึกจนคันไม้คันมือแทบคลั่ง ทว่าก็ไม่อาจลัดคิวรบกวนธุระสำคัญของเขา
นางถือตนว่ามีเหตุผลพอ
ทว่ายิ่งอดกลั้นยิ่งอัดอั้น ยิ่งรั้งรอยิ่งเสียเปรียบ จวบจนราตรีนี้ ความอดทนของหยางเจียนีขาดผึง นางมิใช่พวกอมพะนำ เรื่องใดต้องชำระย่อมสะสางให้สิ้นซาก ยามลั่นดาบ ย่อมไร้ความลังเลแม้เพียงเสี้ยว
สมัยอยู่แดนเจียงจั่ว ยามพานพบพวกบัณฑิตหลงเงาตัวเองมาดักหน้า ขวางทางสัญจร ดึงดันจะร่ายกวีพร่ำเพ้อเกี้ยวพาราสี นางไม่เคยไว้หน้าพวกมันแม้แต่น้อย
กระทืบจนเลือดกำเดากระฉูด อัดจนกระอักหมอบราบ เพียงเท่านี้นางก็ปราศจากแมลงวันตามตอแย
ช่างเรียบง่ายและเด็ดขาดยิ่ง
ศึกสะสางกับจ้าวหนิงครานี้ ย่อมหลีกหนีมิพ้น
นางจึงปรากฏกาย
ประจวบเหมาะเห็นจ้าวหนิงว่างเว้นภารกิจ นอนเอนกายไขว่ห้างชมจันทร์ ท่าทางผ่อนคลายไร้กังวล หยางเจียนีเห็นแล้วอารมณ์เบิกบานขึ้นถนัดตา
เพื่อตอกย้ำว่าจ้าวหนิงกำลังเสพสุนทรีย์ยามค่ำคืน มิได้หมกมุ่นกับแผนทหารใด นางจึงจงใจก้าวมายืนค้ำหัว ยืดคอชะโงกสำรวจสีหน้าและแววตาของเขา
ส่วนกิริยานี้จะดูทื่อมะลื่อ พิลึกพิลั่น หรือเบาปัญญาเพียงใด หยางเจียนีหาได้ใส่ใจไม่
เมื่อจ้าวหนิงผุดลุกขึ้นนั่ง หยางเจียนีที่ยืนค้ำดาบม่อเตายาววาเศษก็เอ่ยเสียงเรียบ “มาสู้กันสักตั้ง”
ถอยจนสุดขอบเหว ย่อมไร้ทางถอย ทนจนถึงขีดสุด ย่อมไม่ต้องทนอีกต่อไป จ้าวหนิงพลันบังเกิดโทสะประทุ ในเมื่อสตรีตรงหน้ากระหายศึกจนตัวสั่น เขาก็พร้อมจะสนอง
ติดเพียงหากพ่ายแพ้คงเสียหน้าจนหมดสง่าราศี อีกฝ่ายรั้งตำแหน่งรองผู้บัญชาการค่ายอี่จื้อ เป็นถึงรองขุนพลใต้สังกัด หากแม่ทัพปราชัย ภายภาคหน้าคงยากจะเชิดหน้าชูตาชี้นิ้วสั่งการผู้ใด
ทว่าครั้นจะเอ่ยปากขอให้นางรั้งระดับพลังลงมา จ้าวหนิงก็กระดากปากเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย ชายชาตรีอกสามศอก ยังต้องบากหน้าให้สตรีออมมือ บัดซบสิ้นดี
จังหวะที่จ้าวหนิงเตรียมผงกหัวรับคำและคว้าดาบ กลิ่นหอมเลิศรสพลันโชยปะทะจมูก
หยางเจียนีตอบสนองไวดุจอัสนี นางหันขวับ ตวัดสายตาคมกริบปานเกาทัณฑ์พุ่งตามทิศทางลมในชั่วพริบตา
บุรุษหนุ่มในอาภรณ์ชาวทุ่งหญ้า ประคองถาดไม้บรรจุลูกแกะย่างหนังกรอบเกรียม เนื้อในชุ่มฉ่ำ กลิ่นเครื่องเทศหอมฟุ้งเย้ายวน ก้าวตรงมาจากด้านข้าง
“ท่านแม่ทัพ ดึกดื่นป่านนี้ข้าเห็นท่านยังมิพักผ่อน เกรงว่าจะหิว จึงย่างแกะมาถวายตัวหนึ่ง ท่านแม่ทัพโปรดรับไว้…”
บุรุษหนุ่มเผ่าเร่ร่อนกล่าวถึงตรงนี้ พลันสะดุ้งเมื่อเห็นหยางเจียนีจ้องเขม็งมาทางตน… ไม่สิ นางกำลังจ้องเขม็งแทบกลืนกินแกะย่างในถาดต่างหาก เขาฉีกยิ้มประจบประแจงกว้างขึ้น “ท่านแม่ทัพหยางก็อยู่ด้วยหรือ… ท่านแม่ทัพรับแกะย่างด้วยหรือไม่”
ภาษาต้าฉีของเขาแปร่งหูและกระท่อนกระแท่นยิ่ง
นามของเขาคือ ‘เก๋อหลี่ฉี’ แห่งเผ่าเก๋อซาง ตามคำโอ้อวดของเฒ่าหัวหน้าเผ่า เขาคือบุรุษหนุ่มที่ปราดเปรื่องที่สุด หัวไว เอาการเอางาน ทั้งศาสตร์การคุมปศุสัตว์และวิธีย่างแกะล้วนเป็นเลิศหาตัวจับยาก
เพื่อเป็นตัวแทนความภักดีของเผ่าเก๋อซาง ต่อบารมีของจ้าวหนิงที่กวาดล้างโจรม้า ซ้ำยังมอบพวกมันเป็นทาสรองมือรองตีน เผ่าเก๋อซางจึงพนมมืออุทิศบุรุษที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตน ให้ติดตามปรนนิบัติรับใช้จ้าวหนิงอย่างถวายหัว
หยางเจียนีชำเลืองมองจ้าวหนิงแวบหนึ่ง พวงแก้มขาวผ่องพลันซับสีเลือดจางๆ
มีหรือจ้าวหนิงจะไม่ทะลวงเจตนาของนาง เขาตัดสินใจเด็ดขาดทันที “ข้าไปหยิบสุรา”
ดังนั้น ภายใต้อำนาจสินบนของลูกแกะย่าง หยางเจียนีที่สวาปามจนไขมันเยิ้มเต็มริมฝีปาก จำต้องพับโครงการชำระแค้นกับจ้าวหนิงในคืนนี้ลงไปอีกครา
ยามปลีกตัวล่าถอย หยางเจียนียังคงหน้ามุ่ยงุ่นง่าน ลอบก่นด่าตนเองในใจ… หยางเจียนีเอ๋ยหยางเจียนี เจ้ามันช่างโลเลสิ้นดี
…
หนึ่งวันถัดมา จ้าวหนิงนำทัพม้าเบาค่ายอี่จื้อ เผชิญหน้ากับขบวนต้อนรับจากราชสำนักต๋าต้าน
เนื่องจากจุดหมายคือศูนย์กลางอำนาจ การส่งม้าเร็วแจ้งข่าวล่วงหน้าย่อมเป็นขั้นตอนที่ขาดมิได้ และการที่อีกฝ่ายยกขบวนมาต้อนรับไกลถึงหกสิบลี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมเกียรติ แม้บรรดาศักดิ์ขุนนางของจ้าวหนิงจะมิได้สูงส่งล้นฟ้า ทว่าสถานะ ‘ทูตสวรรค์จากแดนใหญ่’ ย่อมทำให้ราชสำนักต๋าต้านมิกล้าเพิกเฉยละเลย
ผู้นำขบวนคือสตรีอายุน้อย บนมงกุฎประดับประดามุกและอัญมณีพราวตา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ใบหน้าอิ่มเอิบฉายรอยยิ้มเปี่ยมชีวิตชีวา ทันทีที่จ้าวหนิงตวัดขาลงจากอานม้า นางก็รีบปรี่เข้ามาย่อกายคารวะแต่ไกล
เมื่อสดับคำแนะนำตัว จ้าวหนิงจึงล่วงรู้ว่า นางคือองค์หญิงแห่งราชสำนักต๋าต้าน
องค์หญิงผู้นี้ช่างเจรจานัก พอปะหน้าก็เจื้อยแจ้วมิหยุดปาก นางหาได้แยแสว่าจ้าวหนิงมาเยือนด้วยราชกิจอันใด ทว่ากลับกระตือรือร้นใคร่รู้แต่วิถีชีวิตและความตระการตาของแผ่นดินต้าฉี
ตลอดเส้นทางนางซักไซ้ไล่เลียงมิขาดสาย นัยน์ตาทอประกายหลงใหลต่อความเจริญมั่งคั่งของแดนจงหยวน หากเทียบกับเก๋อหลี่ฉี สำเนียงต้าฉีของนางถือว่าฉะฉานลื่นไหลไร้ที่ติ สนทนากับจ้าวหนิงได้อย่างราบรื่น ซ้ำยังหลุดร่ายบทกวีประพันธ์กลอนออกมาเป็นระยะ
เมื่อเหยียบย่างถึงราชสำนักต๋าต้าน จ้าวหนิงก็พานพบกับขบวนต้อนรับที่ยิ่งใหญ่อลังการตระการตากว่าเดิม
ศูนย์กลางอำนาจย่อมคึกคัก กระโจมขาวตั้งตระหง่านเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ประเมินสายตาคงมีไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นหลัง กระโจมเขตชั้นในล้วนสูงใหญ่โอ่อ่าดุจตำหนัก
ณ ที่แห่งนี้ นอกจากชาวทุ่งหญ้า ยังมีกองคาราวานสัญจรขวักไขว่ บ้างมาจากเผ่าข้างเคียง ทว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นพ่อค้าชาวหูจากซีอวี้ผู้มีเกศาหยักศก นัยน์ตาสีฟ้าคราม และเครื่องหน้าคมเข้ม
ยามเฉียดใกล้ กลิ่นสาบสางแปลกประหลาดโชยคลุ้ง ผสมปนเปกับกลิ่นสาบปศุสัตว์จนตลบอบอวล หากวัดกันด้วยสุขอนามัย ชนเผ่าเหล่านี้ล้วนห่างชั้นจากชาวต้าฉีราวฟ้ากับเหว
เมื่อมองจากมุมนี้ ย่อมมิแปลกที่ชาวฉีจะเหยียดหยามเรียกขานพวกมันว่า ‘อนารยชน’
พ่อค้าชาวฉีเองก็ปะปนอยู่มิใช่น้อย อาภรณ์ล้วนประณีตหรูหรา ยามเผชิญหน้าพ่อค้าชาวหู พวกเขามักเชิดหน้าวางมาดหยิ่งยโสโอหัง ประหนึ่งสายเลือดตนสูงส่งกว่า ท่าทีราวกับเม็ดเงินของพวกตนหอมหวนและสูงค่ากว่าเงินตราคนเถื่อน
ระดับข่านแห่งต๋าต้าน ย่อมมิมีทางลดตัวลงมาต้อนรับจ้าวหนิงด้วยตนเอง
ขณะเคลื่อนขบวนตามเหล่าชนชั้นสูงต๋าต้านมุ่งสู่ศูนย์กลางราชสำนัก พ่อค้าและชาวปศุสัตว์สองฟากฝั่งต่างละทิ้งกิจวัตรและบทสนทนา หันขวับมาจ้องเขม็งยังกลุ่มของจ้าวหนิง
แววตาเหล่านั้นล้วนมองราวกับเห็นสัตว์ประหลาดหายาก เด็กเล็กจำนวนมิใช่น้อยถึงขั้นวิ่งกรูตามท้ายขบวน
ชนชั้นสูงต๋าต้านที่รับหน้าที่คุ้มกัน แม้เปลือกนอกจะดูนอบน้อม ทว่าสุ้มเสียงกลับซ่อนเร้นเจตนาโอ้อวดภูมิปัญญาอย่างล้นเหลือ เอ่ยปากไม่กี่คำจำต้องสอดแทรกสำนวนต้าฉี หรือพยายามลากพงศาวดารจงหยวนมาอ้างอิงอย่างฝืดเคือง ราวกับหากไม่ได้อวดภูมิคงอกแตกตาย
บางครายังแสร้งอวดอ้างความมั่งคั่ง ทำทีหลุดปากถึงเม็ดเงินภาษีมหาศาลที่รีดเร้นได้ในแต่ละปี ก่อนพรรณนาถึงวิถีชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าของตน
ด้วยบารมีที่จ้าวหนิงคือทายาทสายตรงแห่งตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งของต้าฉี ถ้อยคำพร่ำเพ้อโอ้อวดของพวกมันจึงหลั่งไหลมิหยุดหย่อน
สรุปรวบรัด สันดานเบื้องลึกของพวกมันตีแผ่ได้ในประโยคเดียว ‘แม้ดินแดนนี้จะเทียบชั้นเมืองหลวงต้าฉีมิได้ ทว่าก็หาได้ห่างชั้นจนต่ำต้อย ในเมื่อล้วนเป็นชนชั้นสูง ย่อมมีรสนิยมและฐานะทัดเทียม เจ้าอย่าได้บังอาจเหยียดหยามพวกเราเป็นอันขาด’
ทัศนคติเศรษฐีภูธรเยี่ยงนี้ ชาติก่อนจ้าวหนิงพานพบมาจนชินชา ยามนี้จึงคร้านจะฉีกหน้า ทำเพียงเออออห่อหมก สนทนากับองค์หญิงและขุนนางเถื่อนอย่างเป็นกันเอง ถนอมปมด้อยเล็กๆ ในใจพวกมัน
กระโจมกษัตริย์ตระหง่านโอ่อ่า พื้นที่ภายในกว้างขวางอลังการ การตกแต่งหรูหราฟู่ฟ่า เครื่องทองประดับประดาสะท้อนแสงจนแสบตา สวนทางกับรสนิยมวิจิตรสง่างามของต้าฉีโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวล่วงเข้าสู่กระโจม สายตาปะทะเข้ากับร่างของข่านต๋าต้านที่ประทับอยู่บนบัลลังก์เป็นอันดับแรก
ในสายตาจ้าวหนิง หากต้องพรรณนารูปลักษณ์อีกฝ่ายด้วยถ้อยคำจำกัดความ ย่อมเป็น ‘ตาเฒ่าใกล้ลงโลงที่มั่งคั่งล้นฟ้า’
ที่ว่าเฒ่าชรา คืออายุก้าวล่วงวัยชรา เกศาหงอกขาวโพลน
ที่ว่ามั่งคั่งล้นฟ้า คือประเมินจากอาภรณ์ประดับยศ
ละทิ้งเรื่องอาภรณ์ปักไหมทองลายวิจิตร และเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าไปเสีย ลำพังเพียงหมวกทรงกรวยยอดมนที่ทั้งเทอะทะและหรูหราเกินพอดีใบนั้น ก็ทำเอาจ้าวหนิงรู้สึกหนักอึ้งแทน เกรงเหลือเกินว่ากระดูกคอของอีกฝ่ายจะทานน้ำหนักมิไหว
โครงร่างของข่านต๋าต้านเดิมทีคงสูงใหญ่ ทว่ายามนี้กลับอ้วนเผละเสียทรง ใบหน้าอูมด้วยก้อนไขมัน พุงพลุ้ยยื่นล้ำหน้า นั่งตระหง่านราวกับภูเขาเนื้อทับถม ลำแขนท่อนขาบวมฉุ ประเมินด้วยสายตาน้ำหนักคงทะลุห้าร้อยชั่ง
ผิดกับความกำยำล่ำสันของเว่ยอู๋เซี่ยน ข่านผู้นี้มีเพียงไขมันล้วนๆ หากบัลลังก์มิได้กว้างขวางปานเตียงนอน เกรงว่าคงยัดร่างเนื้อนี้ลงไปมิได้ ซ้ำข้างกายยังมีหญิงงามแรกรุ่นคอยปรนนิบัติพัดวีถึงแปดนาง
สาวใช้เหล่านั้นที่รายล้อมปรนนิบัติ มองดูคล้ายเถาวัลย์บอบบางที่เกาะเกี่ยวพันธนาการต้นไม้ใหญ่
จ้าวหนิงลอบตั้งข้อกังขา หากตาเฒ่านี่ประสงค์จะขยับเขยื้อน ลำพังกำลังขาจะพยุงร่างลุกยืนไหวหรือไม่
ความแคลงใจนี้กระจ่างชัดเมื่อจ้าวหนิงประกอบพิธีคารวะเสร็จสิ้น แม้อีกฝ่ายจะฉีกยิ้มกว้างเป็นมิตร ทว่ากลับทำเพียงยกมืออูมๆ ขึ้นเป็นเชิงปัดเป่าพิธีรีตอง ไร้ซึ่งวี่แววจะขยับเขยื้อนกายลุกขึ้นแม้แต่คืบ
จ้าวหนิงทรุดตัวลงนั่ง กล่าวทักทายพอเป็นพิธี ก่อนตวัดเข้าประเด็นทันควัน “ที่ข้ารอนแรมมาครานี้ มีข้อราชการสำคัญยิ่งจำต้องหารือกับท่านข่าน ขอท่านโปรดสั่งให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องล่าถอยออกไปก่อนเถิด”
ข่านต๋าต้านนับว่าว่านอนสอนง่าย โบกมือไล่ข้าราชบริพารและสาวใช้ถอยร่นออกไปจนสิ้น ภายในกระโจมจึงหลงเหลือเพียงองค์รัชทายาทและองค์หญิงสองคนเท่านั้น
สองพี่น้องคู่นี้วัยห่างกันราวฟ้ากับเหว องค์รัชทายาทอายุปาเข้าไปเกือบครึ่งร้อย ท่าทีสงบนิ่งสุขุม ส่วนองค์หญิงผู้รุดไปต้อนรับจ้าวหนิง กลับยังไม่พ้นวัยปักปิ่น เป็นวัยคึกคะนองและกระหายความครึกครื้น
“ท่านแม่ทัพจ้าวคือสหายที่ดั้นด้นรอนแรมมาไกล มีข้อราชการใดจงว่ามาเถิด พวกเราสดับฟังอยู่” ข่านต๋าต้านประดับรอยยิ้มอารี วาจาถอดแบบบรรดาขุนนางใต้หล้า พยายามยัดเยียดสำนวนต้าฉีเข้ามาปะปนเพื่ออวดภูมิปัญญา
จ้าวหนิงเค้นเสียงขึงขังเฉียบขาด “ท่านข่านล่วงรู้หรือไม่ ราชสำนักเทียนหยวนกำลังซุ่มระดมไพร่พล เตรียมกรีธาทัพมาบดขยี้เผ่าต๋าต้าน”
ทันทีที่วาจานี้ลั่นออกไป ข่านต๋าต้านพลันชะงักงัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะครื้นเครง องค์รัชทายาทเองก็อ้าปากค้าง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหยัน
“ท่านแม่ทัพจ้าวช่างมีอารมณ์ขัน หากเป็นเรื่องตลกขบขันอื่น ข้ายังพอจะหัวเราะผสมโรง แต่เรื่องคอขาดบาดตายระดับชาติ ท่านอย่าได้เอ่ยส่งเดชจะดีกว่า” ข่านต๋าต้านหัวเราะร่วน ครั้นเห็นใบหน้าจ้าวหนิงนิ่งสนิทไร้แววล้อเล่น จึงค่อยๆ หุบรอยยิ้มลง
จ้าวหนิงสวนคำทันควัน “หรือว่าท่านข่านจะหูหนวกตาบอด ต่อพายุโลหิตที่กำลังก่อตัวบนทุ่งหญ้ายามนี้จริงๆ”
ข่านต๋าต้านมีสีหน้าไม่ยี่หระ โบกมือปัดพลางเอ่ยเสียงขรึม “ท่านแม่ทัพจ้าว ข้าล่วงรู้ดีว่าพวกเทียนหยวนฝังสายลับไว้ในเมืองหลวงต้าฉีมากมาย ซ้ำยังก่อหวอดสร้างความวุ่นวายไว้มิใช่น้อย”
“การที่ต้าฉีรู้สึกเสียหน้า จนกระหายจะตลบหลังสั่งสอนพวกเทียนหยวน ข้าย่อมเข้าใจ ทว่าหากท่านประสงค์จะปั้นน้ำเป็นตัว หลอกล่อให้ต๋าต้านกรีธาทัพไปห้ำหั่นกับเทียนหยวนแล้วล่ะก็ ต้าฉีคงดีดลูกคิดรางแก้วพลาดไปถนัด”
“ราชสำนักเราไม่มีวันหูเบาหลงเชื่อคำลวง ยอมตกเป็นดาบให้ผู้อื่นยืมไปเข่นฆ่าศัตรูเด็ดขาด”
จ้าวหนิงขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบ “ท่านข่านไม่ระแคะระคายเลยรึ ว่ายามนี้ทั้งเผ่าหนวี่เจินและชี่ตัน ล้วนกระโดดลงเรือลำเดียวกับราชสำนักเทียนหยวนไปหมดสิ้นแล้ว”
“เมื่อสามปีก่อน ข่านเทียนหยวนจัดงานประเพณีน่าต๋ามู่ใหญ่โต เชื้อเชิญผู้นำทุกชนเผ่าเข้าร่วม หนวี่เจินกับชี่ตันล้วนตบเท้าเข้าร่วม มีเพียงท่านที่ไม่ไยดี หรือเพราะท่านรั้งอยู่แต่ในกระโจม จึงหูหนวกตาบอดไม่รู้ว่าเกิดข้อตกลงอำมหิตอันใดขึ้นในงานนั้น”
เผ่าเทียนหยวน เผ่าหนวี่เจิน เผ่าชี่ตัน และเผ่าต๋าต้าน คือขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนทุ่งหญ้ายามนี้ และเป็นเพียงสี่ขั้วอำนาจที่สถาปนาราชสำนักเป็นของตนเอง