ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 170 หวาดระแวง
ขณะเดียวกัน จ้าวหนิงลอบพึงพอใจกับพลังรบของค่ายอี่จื้อที่สำแดงออกมา
ต้าฉีว่างเว้นศึกสงครามมาเนิ่นนาน หากไม่นับศึกปราบหนานเจาที่ล่วงล้ำชายแดนเมื่อยี่สิบปีก่อน แผ่นดินก็แทบไร้สมรภูมิเลือด กองทหารรักษาพระองค์ส่วนกลางจมปลักกับความสุขสบาย ภายนอกดูน่าเกรงขาม ทว่าแก่นแท้กลับเน่าเฟะเสื่อมถอยจนมิอาจพึ่งพา
มีเพียงกองทัพรักษาชายแดนทั้งสี่ทิศที่ยังคงเขี้ยวเล็บอันคมกริบไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ตะวันคล้อยต่ำ จ้าวหนิงสั่งค่ายอี่จื้อตั้งค่ายพักแรม ณ จุดนั้น แม้รังโจรม้าจะมีสิ่งปลูกสร้างครบครัน ทว่าเขากลับสั่งห้ามไพร่พลเหยียบย่างเข้าไปตั้งค่ายด้านในเด็ดขาด ต่อให้เพียงชั่วข้ามคืนก็ไม่อนุญาต
นี่มิใช่กฎเหล็กข้อบังคับ ทว่าจ้าวหนิงต้องการขีดเส้นแบ่งระหว่างทัพเยี่ยนเหมินกับเดนมนุษย์ให้ชัดเจน ผนวกกับความทระนงเกียรติของทหารชายแดน หากไร้เหตุสุดวิสัย พวกเขาย่อมมิยอมลดตัวลงไปเกลือกกลั้วค้างอ้างแรมในรังโจร
หยางเจียนีสวาปามเสร็จสิ้น… สวาปามจนหมดเกลี้ยงไร้ร่องรอย ห่อผ้าตุงๆ ที่จ้าวหนิงโยนให้บรรจุเสบียงของเขาถึงครึ่งหนึ่ง ทว่ายามนี้นางกวาดเรียบวุธ ไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเนื้อหรือเศษแป้ง
นางกระดกถุงน้ำหนังวัวจนหยดสุดท้ายก่อนเรอออกมาอย่างอิ่มเอม เมื่อเห็นจ้าวหนิงจัดการธุระเสร็จสิ้น สายตานางก็เหลือบมองดาบม่อเตายาววาเศษที่ปักอยู่บนพื้น พลางลังเลใจ ก่อนทอดสายตามองห่อผ้าว่างเปล่าในมือสลับกัน
ท้ายที่สุดเหตุผลก็เอาชนะสัญชาตญาณดิบ นางละทิ้งความคิดคว้าดาบม่อเตา หันมาพับห่อผ้าอย่างประณีตบรรจง ลุกไปผูกติดอานม้าจนเข้าที่เข้าทาง แล้วจึงกลับมานั่งขัดสมาธิบนโขดหินตามเดิม
จ้าวหนิงหันมาเห็นการกระทำของนางพอดี สายตาหยุดอยู่ที่ห่อผ้าข้างอานม้าครู่หนึ่ง ผ้าใบนั้นพับเก็บเรียบกริบทุกกระเบียดนิ้ว ขาดเพียงมิได้ผูกเป็นปมดอกไม้เท่านั้น
“จากนี้ไป เจ้าจงตามข้า…”
“เจ้าคุมทัพได้…”
หยางเจียนีมิได้แย่งพูด นางรีบเม้มริมฝีปากบางที่กำลังจะเอื้อนเอ่ย นัยน์ตากลมโตดำขลับจ้องมองจ้าวหนิงตาไม่กะพริบ นั่งนิ่งสดับฟังเพื่อให้อีกฝ่ายกล่าวจนจบ
“เป้าหมายต่อไปของข้าคือเผ่าต๋าต้าน เจ้าต้องร่วมทางไปกับข้า” จ้าวหนิงเอ่ยรวบรัดเด็ดขาด
เดิมทีเขาตั้งใจกล่าวอ้างว่า ‘ท่านแม่สั่งให้เจ้าร่วมทางไปกับข้า’ แล้วตบท้ายด้วยการหยั่งเชิง ‘เจ้าเต็มใจหรือไม่’ ทว่าความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นในหัว เขาก็ปัดมันทิ้งไปทันที
ประโยคแรกฟังดูคล้ายตัวเขาเองไม่เต็มใจให้อีกฝ่ายติดตาม ส่วนประโยคหลังยิ่งดูอ่อนข้อไร้บารมีแม่ทัพ ในเมื่อการร่วมทางคือแผนที่วางไว้แต่แรก ย่อมไร้ความจำเป็นต้องไถ่ถามความสมัครใจให้มากความ
หยางเจียนีพยักหน้ารับ น้ำเสียงใสกังวานดุจสายธารและสงบนิ่งดั่งวังน้ำลึก ทว่าแฝงความทื่อมะลื่ออยู่บ้าง “เจ้าคุมทัพได้ไม่เลว”
การพยักหน้าหมายถึงการยอมรับคำสั่งอย่างเด็ดขาดไม่อิดออด ส่วนประโยคหลังบ่งชี้ว่านางเห็นด้วยกับยุทธวิธีบุกทะลวงรังโจรม้า ตลอดจนการแบ่งทรัพย์สินและชี้ชะตาเชลยศึก สิ่งนี้ทำให้นางเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตัวเขาไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ถ้อยคำรวบรัดยิ่ง จ้าวหนิงทะลวงเจตนาของหยางเจียนีได้ในพริบตา จนอดหลุดหัวเราะในลำคอออกมามิได้
ดูท่าในสายตานางก่อนหน้านี้ เขาคงเป็นเพียงคุณชายเสเพลที่เอาแต่จมจ่อมอยู่กับสตรี ทำตัวเหลวไหลไร้แก่นสาร พอแสดงฝีมือให้ประจักษ์ขึ้นมาบ้าง ย่อมคู่ควรแก่คำชมเชย
รุ่งอรุณวันถัดมา ทหารค่ายอี่จื้อถอนค่ายแต่เช้าตรู่ นอกเหนือจากกองกำลังคุ้มกันทรัพย์สินและผู้บาดเจ็บที่มุ่งหน้าลงใต้สู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ทหารม้าเบาส่วนใหญ่ถูกแบ่งเป็นหลายสาย คุมตัวเชลยโจรม้าแยกย้ายส่งมอบแก่ชนเผ่าที่เคยตกเป็นเหยื่อ
พิกัดที่ตั้งของชนเผ่าเหล่านี้ล้วนได้มาจากการรีดเค้นปากคำเชลยศึก พวกเขากระจายตัวอยู่ในรัศมีสามร้อยลี้ ระยะทางมิได้ไกลเกินเอื้อม การแยกขบวนของทัพเยี่ยนเหมินครานี้ แม้จะทำให้กำหนดการล่าช้าไปบ้าง ทว่ามิได้เหนือบ่ากว่าแรง
ข่าวการกวาดล้างโจรม้าของจ้าวหนิง แว่วเข้าหูผู้ที่คอยจับตาดูอยู่ในเงามืดอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางรอนแรมกลับ โย่วเสียนหวัง ‘ฉ๋าลาห่าน’ แห่งราชสำนักเทียนหยวน หลังถูกขบวนของจ้าวหนิงทิ้งห่าง ก็ลอบส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย สะกดรอยตามทัพเยี่ยนเหมินอยู่ห่างๆ
เขาต้องการสืบให้แน่ชัดว่าจ้าวหนิงมุ่งหน้าไปแห่งหนใด ตรวจสอบเจตนาที่แท้จริงของการนำทัพออกลาดตระเวนทุ่งหญ้า รวมถึงเสาะหาว่ามีแผนการซ้อนเร้นอื่นใดแอบแฝง
เมื่อสดับรายงาน ฉ๋าลาห่านพลันขมวดคิ้วประหลาดใจ “เหตุใดจู่ๆ ทัพเยี่ยนเหมินถึงหันไปกวาดล้างโจรม้า”
เฒ่ากุนซือลูบเคราครุ่นคิด ก่อนเอ่ยเสียงขรึม “ท่านอ๋อง การเคลื่อนไหวของจ้าวหนิงครานี้ซ่อนนัยยะลึกซึ้ง เราจำต้องขบคิดให้จงดี”
ฉ๋าลาห่านปรายตามอง “นัยยะอันใด”
“ยามนี้ยังมิอาจฟันธง ทว่าเราสามารถมองทะลุไปถึงหมากกระดานที่ใหญ่กว่า”
“ใหญ่ปานใด”
“เจตนาแท้จริงที่ทัพเยี่ยนเหมินกรีธาทัพออกลาดตระเวนทุ่งหญ้า”
“เจ้ารู้เจตนาของพวกมันหรือ”
“ก่อนหน้ามืดแปดด้าน ทว่ายามนี้พอเห็นเค้าลางแล้ว”
“กวาดล้างโจรม้าคือหนึ่งในเป้าหมายของพวกมันงั้นหรือ”
“หากมิใช่ แล้วพวกมันจะเสียเวลาไปกับโจรม้าปลายแถวเพื่อการใด”
“ปราบโจร ก็แค่ซื้อใจและสร้างบารมี”
“สร้างบารมีข่มผู้ใด และซื้อใจผู้ใดเล่า”
มิรอให้ฉ๋าลาห่านตอบ เฒ่ากุนซือก็เอ่ยเสียงเฉียบขาด “ย่อมต้องสร้างบารมีข่มขวัญราชสำนักเรา และซื้อใจชนเผ่าที่เคยถูกโจรม้าย่ำยีเหล่านั้น”
“หึ บดขยี้โจรภูเขากระจอกๆ กลุ่มเดียว คิดจะมาข่มขวัญราชสำนักเทียนหยวนหรือ”
“กลุ่มเดียวย่อมไม่พอ ทว่าหากทัพม้าเยี่ยนเหมินกวาดล้างโจรม้าไปทั่วทุกหย่อมหญ้าบนทุ่งกว้างเล่า”
ฉ๋าลาห่านใบหน้าตึงเครียด หากเหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป ทั่วทั้งทุ่งหญ้าย่อมประจักษ์ถึงแสนยานุภาพอันเหี้ยมโหดของทัพเยี่ยนเหมิน
กุนซือเอ่ยต่อ “เจตนาเบื้องหลังการซื้อใจและข่มขวัญของพวกมันต่างหาก ที่สมควรใคร่ครวญให้ถ่องแท้”
ใบหน้าของฉ๋าลาห่านแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิต “เจตนาของฮ่องเต้ต้าฉี คือชี้ให้เราเห็นว่า วันนี้พวกมันบดขยี้โจรม้าได้ พรุ่งนี้ก็ยกทัพมาเหยียบราชสำนักเทียนหยวนให้ราบเป็นหน้ากลองได้เช่นกัน นี่คือการบีบให้พวกเรายอมรับเงื่อนไขของมัน”
“นอกจากข้อนี้ ข้าก็มองไม่เห็นคำตอบอื่น”
ฉ๋าลาห่านสูดลมหายใจลึก “หากเป็นเช่นนั้นย่อมยุ่งยาก หากพวกเรายืนกรานปฏิเสธเงื่อนไข พวกมันย่อมขี่เสือลงยาก ต้องงัดไม้แข็งที่อำมหิตกว่านี้มาบีบคั้นราชสำนักเทียนหยวนแน่”
“ทว่าเงื่อนไขอัปยศเหล่านั้น พวกเราไม่มีวันก้มหัวยอมรับเด็ดขาด”
“หากปฏิเสธ เพลิงสงครามย่อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ”
“ดูท่าต้าฉีจะลับดาบรอศึกนี้ไว้แล้ว น่าเจ็บใจที่สายลับของเราในเมืองไต้โจวไม่อาจล้วงข่าวอันใดมาได้ มิเช่นนั้นเราคงก้าวนำพวกมันไปแล้วหนึ่งก้าว”
“การกวาดล้างโจรของทัพเยี่ยนเหมินครานี้ อย่างน้อยก็ซื้อใจชาวต๋าต้านได้จำนวนมหาศาล หากสงครามปะทุ คนเหล่านั้นย่อมจับอาวุธร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่พวกมัน”
“ราชสำนักต๋าต้านมิใช่ก้างขวางคอ เราสามารถนำทัพสายฟ้าแลบบดขยี้พวกมันให้แหลกลาญในคราเดียว ทว่าหากชนเผ่าใต้หล้าต๋าต้านลุกฮือขึ้นต่อต้านพร้อมทัพเยี่ยนเหมิน การถล่มราชสำนักต๋าต้านก็เป็นเพียงการเด็ดหัวหน้า แต่ไม่อาจถอนรากถอนโคนพวกมันได้หมดจด”
ฉ๋าลาห่านนิ่งขรึม คิ้วขมวดเป็นปมแน่น
เฒ่ากุนซือครุ่นคิด ก่อนโพล่งทะลุกลางปล้อง “ดูจากเส้นทางเดินทัพของจ้าวหนิง เป้าหมายของมันร้อยทั้งร้อยคือราชสำนักต๋าต้าน”
นัยน์ตาฉ๋าลาห่านตวัดวูบคมปลาบ ไร้ซึ่งคำกล่าวใด
เฒ่ากุนซือกล่าวต่อ “หากในราชสำนักเทียนหยวนมีหนอนบ่อนไส้ของตระกูลขุนนางบู๊ต้าฉีแฝงตัวอยู่จริง แผนกลืนกินต๋าต้านย่อมเสี่ยงรั่วไหล การที่จ้าวหนิงดั้นด้นไปต๋าต้านยามนี้ เป็นไปได้สูงยิ่งว่ามันกำลังนำข่าวไปแจ้งเตือน”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ เฒ่ากุนซือสูดลมหายใจหนาวเหน็บ “หรือว่าเป้าหมายของจ้าวหนิง คือการผูกพันธมิตรกับข่านแห่งต๋าต้าน”
นัยน์ตาฉ๋าลาห่านทอประกายเหี้ยมเกรียม “มิน่าเล่า จ้าวหนิงถึงต้องลงมือล้างบางโจรม้า”
ต้าฉีล่วงรู้หมากรบของเทียนหยวนที่จะยกทัพถล่มต๋าต้าน จึงเริ่มขยับตัวรับมือ
ด้านหนึ่ง ทัพเยี่ยนเหมินส่งจ้าวหนิงเป็นทูตมุ่งสู่ราชสำนักต๋าต้าน เพื่อเจรจาผูกพันธมิตรทางทหาร อีกด้านหนึ่ง ใช้กองกำลังกวาดล้างโจรภูเขารายทาง เพื่อซื้อใจชาวต๋าต้าน วางรากฐานสำหรับอภิมหาสงครามในวันข้างหน้า
ฉ๋าลาห่านสัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์ที่พลิกผันอย่างกะทันหัน ความตายกำลังคืบคลานเข้ามา
ทว่าเมื่อตรึกตรองให้ลึกซึ้ง กลับพบจุดขัดแย้ง หากต้าฉีล้วงความลับทางทหารของเทียนหยวนได้จริง เหตุใดจึงมัวเสียเวลาส่งทัพเยี่ยนเหมินมาตระเวนปราบโจร ด้วยแสนยานุภาพและความทระนงเกียรติของต้าฉี ย่อมต้องระดมพลประชิดชายแดน แล้วเปิดศึกห้ำหั่นแตกหักกับราชสำนักเทียนหยวนโดยตรง
อีกทั้งฮ่องเต้ต้าฉีเพียงสะบัดพู่กันลงราชโองการฉบับเดียว สั่งให้เผ่าต๋าต้านส่งกำลังสนับสนุนการศึก ย่อมจบเรื่อง
การส่งทัพเยี่ยนเหมินรอนแรมมาลาดตระเวนทุ่งหญ้า ช่างเป็นการกระทำที่ยุ่งยากเกินจำเป็น แท้จริงแล้วฮ่องเต้ต้าฉีซ่อนเจตนาใดไว้ ราชสำนักต้าฉีกำลังเดินหมากกระดานใดกันแน่
ฉ๋าลาห่านขบคิดจนปวดเศียรเวียนเกล้าก็หาคำตอบมิได้ สัมผัสได้เพียงคลื่นใต้น้ำที่ซับซ้อนสุดหยั่งคาด
ชั่วจิบชา เขาก็ตัดสินใจเฉียบขาด “พวกเราไม่ต้องรั้งรอทัพใหญ่แล้ว เร่งม้ากลับราชสำนักเดี๋ยวนี้”
กองทัพราชสำนักเทียนหยวนที่เตรียมถล่มเผ่าต๋าต้าน กำลังซุ่มซ่อนระดมพลลับๆ เดิมทีรอเพียงหญ้าสารทเปลี่ยนสี ปศุสัตว์อ้วนท้วน ม้าศึกพ่วงพี ก็พร้อมลั่นกลองรบทันที
ทว่ายามนี้ หมากของต้าฉีกลับยากหยั่งถึง กระดานรบเต็มไปด้วยตัวแปรพลิกผัน ไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่าพายุโลหิตจะโหมกระหน่ำเมื่อใด และยามมันมาเยือน จะมาในรูปแบบใด
บรรยากาศบนทุ่งหญ้าดำดิ่งสู่ความเงียบสงบก่อนพายุใหญ่ เขาจำต้องเร่งรุดกลับราชสำนัก เพื่อกางแผนที่รับมือกับข่านแห่งเทียนหยวน องค์รัชทายาท และเหล่าขุนพลระดับสูงโดยด่วน
…
ตัดกลับมา จ้าวหนิงรู้สึกผ่อนคลายปลอดโปร่งยิ่งนัก
ยามจันทร์กระจ่างฟ้า เขาเพิ่งโคจรปราณเสร็จสิ้น ก้าวออกจากกระโจมหาทำเลราบเรียบ เอนกายหนุนผืนหญ้า นั่งไขว่ห้างทอดสายตามองผืนฟ้ายามราตรีที่ไร้เมฆหมอก ดื่มด่ำห้วงเวลาอันเงียบสงบ
ระยะทางสู่ราชสำนักต๋าต้านหดสั้นลง ควบม้าอีกเพียงสองวันย่อมถึงที่หมาย ตลอดเส้นทาง ทัพเยี่ยนเหมินลบชื่อโจรม้าออกจากแผนที่ไปอีกสองกลุ่ม แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ร้อยคน ทว่าผลลัพธ์ในการซื้อใจกลับงดงามไม่ต่างกัน
ยิ่งรุกประชิดศูนย์กลางอำนาจ กฎระเบียบยิ่งเข้มงวด โจรม้ายิ่งบางตา สถานการณ์มิได้ต่างจากต้าฉี ยามนี้ในป่าลึกเขาสูงของต้าฉี ล้วนเกลื่อนกลาดไปด้วยโจรป่าตั้งตนเป็นใหญ่ บางกลุ่มถึงขั้นมีขุมกำลังอิทธิพลน่าเกรงขาม
ทุกคราที่เด็ดหัวโจรม้า และมอบเชลยเดนมนุษย์ให้แก่ชนเผ่าผู้ตกเป็นเหยื่อ จ้าวหนิงมักได้รับการต้อนรับขับสู้ประดุจทวยเทพจุติ จากบรรดาชาวทุ่งหญ้าที่ซื่อตรงและโผงผาง
ท่าทีหมอบกราบเทิดทูนสุดหัวใจ รอยยิ้มเปี่ยมศรัทธา และถ้อยคำสรรเสริญซาบซึ้ง ล้วนหล่อเลี้ยงความจองหองในใจจ้าวหนิง ยิ่งได้เสพสมฉากเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตใจเขายิ่งฮึกเหิมกระปรี้กระเปร่า
ใต้หล้านี้มีผู้ใดบ้างเล่า ชิงชังความยำเกรงและคำสรรเสริญเยินยอ
เหล่าทหารค่ายอี่จื้อยามนี้ล้วนราศีจับ ไม่ว่าจะย่างกรายไปแห่งหนใดล้วนยืดอกผ่าเผย นี่มิใช่เพียงบารมีของเสื้อเกราะเยี่ยนเหมิน ทว่าเป็นเพราะพวกเขาได้รับความเคารพศรัทธาจากผู้อื่นอย่างแท้จริง
ปุถุชนย่อมดิ้นรนตะเกียกตะกายเพื่อความแข็งแกร่ง หวังเพียงให้ผู้คนหวาดหวั่น จะได้เยื้องย่างอย่างโอหัง ทว่าเมื่อเหยียบย่างถึงจุดสูงสุด กลับมิพึงพอใจแค่ความหวาดกลัว ทว่ากระหายการสวามิภักดิ์และเทิดทูนบูชาดั่งเทพเจ้า
ความศรัทธานี้ชโลมล้างจิตใจให้เบิกบาน ขยายอัตตาให้พองโต สัมผัสได้ถึงอำนาจบารมีอันยิ่งใหญ่ล้นฟ้า ราวกับตนคือผู้ลิขิตชะตา
จ้าวหนิงยัดเยียดประสบการณ์ดั่งทวยเทพนี้ให้แก่ทหารค่ายอี่จื้อ ด้วยเหตุนี้ แม้เพิ่งร่วมรบเคียงบ่าได้ไม่นาน ทว่าสถานะของเขาในใจเหล่าขุนพล กลับหยั่งรากฝังลึกดุจศิลาผา ไม่อาจมีผู้ใดสั่นคลอน
เหนือสิ่งอื่นใด ระดับการบำเพ็ญเพียรของจ้าวหนิงยามนี้รุดหน้าทะยานฟ้า แม้จะยังไม่ทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ทว่าก็อยู่ห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หากเทียบความเร็ว ย่อมก้าวกระโดดกว่าช่วงก่อนหน้าเสียอีก
จ้าวหนิงตระหนักถึงสาเหตุดี ยามนี้จิตใจเขามิได้แบกรับความหนักอึ้งเฉกเช่นตอนเพิ่งหวนคืนชีพอีกต่อไป ภายในใจกระจ่างใส รอยยิ้มประดับใบหน้าบ่อยครั้ง เมื่อสภาวะจิตสมบูรณ์พร้อม ไม่ว่าฝ่าฟันอุปสรรคใด ย่อมบังเกิดผลลัพธ์ทวีคูณ
เฉกเช่นหยางเจียนี สตรีผู้นี้จิตใจบริสุทธิ์แน่วแน่ ไร้มลทินทางโลก ไม่เคยแบกรับเรื่องราวไร้สาระให้รกสมอง การฝึกปรือจึงทะยานฟ้าดั่งติดปีก จ้าวหนิงถือว่าได้ลักจำเคล็ดวิชานี้มาจากนาง
ท่ามกลางห้วงความคิด หยางเจียนีพลันโผล่พรวดเข้ามาในครรลองสายตา
นางชะโงกใบหน้าขาวผ่องดุจหงส์ก้มลงมาจ้องเขา บดบังดาราระยิบระยับบนผืนฟ้า นัยน์ตาคู่นั้นวาวโรจน์ยิ่งกว่าหมู่ดาวใดยามทาบทับผืนราตรี ปลายผมดำขลับพลิ้วไหวตามแรงลมประดุจสายน้ำ
ทว่าหัวใจของจ้าวหนิงกลับกระตุกวูบ
เขาหาได้เห็นเพียงใบหน้าจิ้มลิ้มหมดจดของหยางเจียนี ทว่ากลับเห็นประกายเย็นเยียบของคมดาบม่อเตาพาดแนบอยู่ข้างแก้มของนาง
ดูท่าศึกครานี้… คงหนีไม่พ้นเสียแล้ว