ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 177 สบายดีหรือไม่
ม่านกระโจมสักหลาดขนาดกลางเลิกเปิดขึ้น เผยให้เห็นร่างของเด็กสาวในชุดชาวปศุสัตว์ซอมซ่อ นางประคองอ่างไม้ก้าวเดินออกมา
วัยแรกรุ่นสิบหกสิบเจ็ด นัยน์ตากระจ่างใสดุจธารน้ำแข็ง คิ้วเรียวงามปานขุนเขา พวงแก้มอิ่มเอิบดูจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิดแผกจากสตรีชาวทุ่งหญ้าที่กรำแดดลม ผิวพรรณนางขาวผ่องสะอาดสะอ้าน ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์นุ่มนวล
แสงสายัณห์ยามพลบค่ำอาบย้อมขอบฟ้าเป็นสีเลือดทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ขนานไปกับทุ่งหญ้าเวิ้งว้างเบื้องหน้า ท่ามกลางแสงสลัว ฝูงแกะสีขาวดุจหิมะกำลังเคลื่อนตัวกลับจากแดนไกลราวกับผู้จาริกฝ่าเปลวเพลิง เสียงร้องระงมแว่วมากลางฟ้าดินสงัด แฝงความกระวนกระวายปรารถนาจะคืนรัง
เด็กสาวสาดน้ำในอ่างทิ้ง ก่อนเงยหน้ามองทิวทัศน์ นัยน์ตากระจ่างใสพลันวูบไหวเหม่อลอย
นางคุ้นชินกับภาพความอ้างว้างนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ทั้งที่เพิ่งเหยียบย่างสู่ม่อเป่ยได้เพียงไม่กี่เดือน นัยน์ตาของนางทอดมองไปหยุดยังพญาเหยี่ยวครามที่กำลังสยายปีกร่อนถลาอยู่ใต้แสงอาทิตย์อัสดง
ฉับพลัน ความระทมทุกข์ไร้ที่มาพลันทะลักท้นเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจ
ความรู้สึกนี้สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด เพิ่งคลายจากหว่างคิ้วก็ม้วนตัวกลับมารัดรึงวิญญาณ นางรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ยืนนิ่งงันราวกับสูญเสียบางสิ่งสำคัญ เรี่ยวแรงที่จะก้าวเท้ากลับเข้ากระโจมมลายสิ้น
วินาทีนี้นางเพียงปรารถนาจะยืนนิ่งงัน เหม่อมองเงาร่างชาวปศุสัตว์และฝูงแกะคืนรัง จับจ้องพญาเหยี่ยวผู้อ้างว้างเดียวดาย ไม่ต้องคิดทบทวน ไม่ต้องแยแสสิ่งใด ปล่อยให้ฟ้าดินสลายและกาลเวลาผันผ่านไปเงียบๆ
ทะเลกระโจมน้อยใหญ่ค่อยๆ จุดคบไฟสีเหลืองนวลขึ้นทีละดวง ท่ามกลางม่านราตรีที่คืบคลาน แสงสลัวลอดผ่านรอยแยกม่านประตู ขับเน้นไออุ่นบางเบากลางลมหนาว
ร่างบอบบางยังคงยืนหยัดไม่ไหวติง ความมืดเบื้องหลังค่อยๆ กลืนกินเงากระโจมจนเหลือเพียงโครงร่างเลือนราง แสงไฟรอบด้านยิ่งข่มให้เรือนร่างของนางดูเปราะบาง ทว่าเจ้าตัวกลับจมดิ่งในภวังค์
ภายในห้วงความคิดที่ว่างเปล่า นางเองก็ไม่รับรู้ว่าตนกำลังเหม่อลอยถึงสิ่งใด
จากมหานครที่รุ่งโรจน์ที่สุดในใต้หล้า รอนแรมขึ้นเหนือทะลวงสู่ทุ่งหญ้าไพศาล ช่วงเวลาที่ผ่านมา นางซึมซับความกันดารอ้างว้างของดินแดนคนเถื่อนนี้จนซึมลึกเข้ากระดูก
หลายครายามยืนหยัดกลางทุ่งร้างและกวาดสายตามองรอบทิศ นางเคยหลงทางและสับสน
ก่อนหน้านี้นางเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว ว่าในโลกอันแสนวุ่นวายและโกลาหลใบนี้ แท้จริงนางตัวคนเดียวมาเนิ่นนาน ต้องแบกรับความอ้างว้างของทั้งโลกไว้เพียงลำพัง
ทว่าเพื่อภารกิจสำคัญ นางไม่มีสิทธิ์จมปลักกับความอ่อนแอ เด็กสาวนำขบวนคาราวานเล็กๆ บุกป่าฝ่าดงตระเวนไปทั่วทุ่งหญ้า พลิกแผ่นดินหาหนทางหยั่งรากฝังลึกในดินแดนศัตรู
ในฐานะคนแปลกหน้าจากแดนไกล การฝังรากในถิ่นคนเถื่อนมิใช่เรื่องง่ายดาย กองคาราวานเป็นได้เพียงเปลือกนอกไว้ตบตาชั่วคราว
ในสถานการณ์ตึงเครียดและสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายลงทุกขณะ ฐานะพ่อค้าเร่ไม่อาจซื้อความไว้วางใจจากชาวปศุสัตว์ ชนเผ่า และราชสำนักได้ ยิ่งไม่มีทางแทรกซึมสืบข่าวเพื่อบรรลุภารกิจ
นางและขุมกำลังในมือ ต้องการฉากหน้าที่แข็งแกร่งและแนบเนียนกว่านี้
กระทั่งบ่ายวันหนึ่ง ลมคลั่งกรรโชกแรงดุจเทพเจ้าพิโรธ เมฆดำทะมึนบดบังผืนฟ้าจนบรรยากาศกดดันถึงขีดสุด ยามควบม้าข้ามเนินเขาชัน นางพลันประจันหน้ากับฉากนองเลือดที่ทำเอาหนังหัวชาหนึบ
เบื้องล่างหุบเขา ฝูงหมาป่าหิวโซสิบกว่าตัวกำลังกางกรงเล็บตีวงล้อมชาวปศุสัตว์ซอมซ่อห้าคน ฝูงแกะแห้งกรังไม่กี่ตัวแตกตื่นหนีตาย ส่งเสียงร้องโหยหวนสั่นประสาท
ในบรรดาชาวปศุสัตว์ทั้งห้า บุรุษสองนายล้มจมกองเลือดไปแล้ว อาภรณ์ฉีกขาดวิ่น ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยขย้ำเหวอะหวะ หนึ่งในนั้นถูกกัดกระชากหลอดลม เลือดสดๆ ทะลักพุ่งเป็นฟอง
สามชีวิตที่ยังยืนหยัด หนึ่งคือสตรีที่น้ำตานองหน้าด้วยความหวาดผวา สองมือกำท่อนไม้ผูกหินก้อนเขื่องกวัดแกว่งสุดชีวิต เพื่อปกป้องเด็กน้อยวัยไม่ถึงสิบขวบสองคนด้านหลัง
ณ ทุ่งหญ้าอันโหดร้าย หมาป่าคือมัจจุราชไร้ปรานี ส่วนฝูงหมาป่าหิวโซคือฝันร้ายตามธรรมชาติของชาวปศุสัตว์เร่ร่อน
สดับเสียงกรีดร้องตื่นตระหนกของเด็กน้อย และเสียงแผดร้องสิ้นหวังของสตรีผู้เป็นมารดา เด็กสาวไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที นางสั่งลูกน้องที่เหลือซุ่มกำลัง นำยอดฝีมือเพียงสี่นายชักดาบควบม้าทะยานลงจากเนินเขาดุจสายฟ้าฟาด
การล้อมปราบกินเวลาเพียงชั่วจิบชา เพื่อปิดบังตัวตน นางไม่อาจแสดงวรยุทธ์ล้ำเลิศจนผิดสังเกต โชคดีที่ฝูงหมาป่าสิบกว่าตัวนับว่ารับมือได้ ทันทีที่จ่าฝูงถูกเกาทัณฑ์ทะลวงกะโหลกดับดิ้น พวกมันที่เหลือจึงถอยร่นหนีตายไป
เด็กสาวสั่งผู้ติดตามเร่งปฐมพยาบาลบุรุษที่ล้มจมกองเลือด ทว่าท้ายที่สุดยื้อชีวิตได้เพียงคนเดียวที่หลอดลมยังไม่ขาดสะบั้น ฉากนองเลือดนี้ทำให้นางอดขอบตาแดงก่ำไม่ได้ หากนางชักม้ามาเร็วกว่านี้สักนิด บางทีอาจไม่เกิดความสูญเสีย
การรอดพ้นคมเขี้ยวมาได้หวุดหวิด ทำให้สตรีผู้นั้นซาบซึ้งจนแทบคุกเข่าโขกศีรษะ นางอ้อนวอนเชิญผู้มีพระคุณกลับไปพักพิงที่กระโจม หมายต้อนรับขับสู้อย่างสุดกำลัง
เด็กสาวมิได้ปฏิเสธ นางช่วยควบม้าต้อนฝูงแกะที่แตกเตลิดกลับมา ก่อนสั่งผู้ติดตามหามร่างผู้เคราะห์ร้ายทั้งคนเป็นและคนตายกลับค่าย
ทักษะภาษาชี่ตันของเด็กสาวอยู่ในระดับพื้นๆ ด้วยระยะเวลาฝึกฝนแสนสั้น โชคดีในหมู่ผู้ติดตามมียอดฝีมือที่แตกฉานภาษาเผ่าชี่ตันแฝงตัวอยู่
ตลอดทางนางจึงแสร้งเป็นคนใบ้บกพร่องด้านการพูด โยนหน้าที่เจรจาให้ผู้ติดตามจัดการ จึงลบรอยพิรุธจนหมดจด
เด็กสาวสั่งผู้ติดตามปั้นน้ำเป็นตัว สร้างภูมิหลังลวงโลกว่านางคือบุตรสาวหัวหน้าเผ่าขนาดกลางที่ถูกข้าศึกกวาดล้างจนแตกพ่าย ผู้ติดตามทั้งสี่คือองครักษ์เดนตายที่คุ้มกันนางหนีตาย ยามนี้เร่ร่อนไร้ถิ่นพำนัก
โศกนาฏกรรมเช่นนี้มีเกลื่อนทุ่งหญ้าม่อเป่ย มันคือข้ออ้างชั้นเลิศที่ลบล้างข้อสงสัย ว่าเหตุใดพวกนางจึงมีวรยุทธ์แกร่งกล้า ซ้ำยังมีม้าศึก เกาทัณฑ์ และดาบโค้งครบมือ สตรีชาวบ้านผู้ซื่อตรงจึงเชื่อสนิทใจ
เมื่อเหยียบย่างถึงที่หมาย เด็กสาวกลับพบว่าสถานที่นี้เส็งเคร็งเกินกว่าจะเรียกว่าค่าย มีเพียงกระโจมซอมซ่อสี่ห้าหลัง ประชากรชาวปศุสัตว์รวมกันยังไม่ถึงยี่สิบชีวิต ชุมชนจิ๋วหลิวเช่นนี้ไม่อาจแม้แต่จะเรียกว่าชนเผ่าด้วยซ้ำ
นี่คือภาพสะท้อนของชาวปศุสัตว์ชนชั้นล่างสุดบนทุ่งหญ้า ชุมชนเล็กจ้อยเพียงไม่กี่กระโจม หรือแม้แต่กระโจมโดดเดี่ยว แท้จริงแล้วกระจายเกลื่อนอยู่ทั่วดินแดนม่อเป่ย
แหล่งที่ซุกหัวนอนของพวกเขาล้วนแร้นแค้นถึงขีดสุด
ทุ่งหญ้าผืนใดที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมถูกกองกำลังชนเผ่าใหญ่ยึดครองเบ็ดเสร็จ ไม่มีวันตกถึงท้องคนยากไร้
กระนั้นพวกเขาก็มิได้อยากสวามิภักดิ์ต่อชนเผ่าใหญ่ เพราะราคาของการขอพึ่งใบบุญ คือการสละอิสรภาพตกเป็น ‘ทาสปศุสัตว์’ นี่คือกฎเหล็กป่าเถื่อนแห่งม่อเป่ย
ดินแดนกันดารนี้ไร้ความมั่งคั่งเฉกเช่นจงหยวน ทรัพยากรแต่ละชนเผ่ามีจำกัดจำเขี่ย หากเผชิญ ‘ภัยขาว’ พายุหิมะในฤดูหนาว การพังพินาศล่มสลายของชนเผ่าย่อมเป็นเรื่องปกติสามัญ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสงครามกลืนกินระหว่างเผ่าที่นองเลือดทุกวี่วัน
ย่อมไม่มีหัวหน้าเผ่าหน้าโง่คนใดยอมเฉือนเนื้อแบ่งเสบียงจำกัดไปอุ้มชูคนยากไร้ ดังนั้น ชาวปศุสัตว์ที่มาสวามิภักดิ์ จึงถูกกดหัวเป็นได้เพียงทาสรับใช้
วีรกรรมช่วยชีวิตของเด็กสาวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ชาวปศุสัตว์ที่เหลือต่างออกมาต้อนรับอย่างกตัญญู หลังสตรีผู้นั้นจัดการให้ผู้บาดเจ็บนอนพัก นางก็ตัดสินใจเชือดแกะแห้งกรังหนึ่งตัวเพื่อบูชาผู้มีพระคุณ
คืนนั้นหน้ากองไฟ แม้กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อแกะย่างไฟจะลอยแตะจมูก ทว่าเด็กสาวกลับกลืนไม่ลงแม้แต่คำเดียว
ในกระโจมทรุดโทรม ยังมีหญิงชราหลังค่อมอีกคนที่ต้องเลี้ยงดู ครอบครัวหกชีวิต… ยามนี้เหลือเพียงห้า ทรัพย์สินทั้งชีวิตคือฝูงแกะผอมแห้งยี่สิบกว่าตัว
เสบียงน้อยนิดปานนี้ ต่อให้รีดเลือดปูอย่างไร ก็ไม่อาจประทังชีวิตคนทั้งหมดให้รอดพ้นฤดูหนาว
หนำซ้ำ วันนี้ยังเชือดไปแล้วหนึ่ง และกำลังจะถูกกลืนกินจนเหลือแต่กระดูก
สภาพบัดซบเช่นนี้สะท้อนชัดเจน ว่าพวกเขายัดทะนานสิ่งใดลงท้องประทังชีวิตในยามปกติ ไร้เกาทัณฑ์ล้ำเลิศ ไร้ดาบโค้งและม้าศึก อาวุธในมือมีเพียงท่อนไม้โง่งมผูกหิน ลำพังแค่จะออกล่าสัตว์ป่ายังเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
รสชาติฝาดเฝื่อนของเปลือกไม้และรากหญ้า… มันคือฝันร้ายวัยเด็กที่ฝังลึกในกระดูกของนาง
เด็กน้อยสองคนเบิกตากว้างจ้องมองเนื้อย่างตาไม่กะพริบ น้ำลายสอด้วยความหิวโหย ทว่ากลับถูกมารดาผลักไสไล่ส่งอย่างเด็ดขาด มิยอมให้ล่วงล้ำเข้าใกล้ของกำนัลแขก
เพราะแกะตัวนั้นแห้งเหี่ยวเกินไป… สัตว์เลี้ยงของพวกนางล้วนหนังหุ้มกระดูก ลำพังแค่ใช้เลี้ยงดูเด็กสาวและผู้ติดตามทั้งสี่ยังแทบไม่พอยาไส้
มิใช่แค่อาจจะ… ทว่าย่อมไม่พออย่างแน่นอน
สมองของเด็กสาวตื้อตัน ไม่อาจทนมองภาพหดหู่ได้อีกต่อไป
รุ่งอรุณวันถัดมา นางจึงนำยอดฝีมือที่แสร้งเป็นองครักษ์ทั้งสี่ ควบม้าบุกทะลวงเข้าป่าล่าสัตว์
รุ่งสางออกล่า สายัณห์หอบร่างกลับค่าย ติดต่อกันหลายวัน ทรยศต่อความเหนื่อยล้าแลกมาซึ่งซากสัตว์ป่ากองพะเนิน
เด็กสาวโยนเนื้อสัตว์แบ่งปันให้ชาวปศุสัตว์อย่างเท่าเทียม ซื้อใจแลกกับตั๋วผ่านทางในการกลายเป็นพวกพ้องสายเลือดเดียวกัน
กระทั่งพวกนางบั่นคอพยัคฆ์ร้ายได้หนึ่งตัว ถลกหนังเสือลายพาดกลอนผืนงามไร้รอยตำหนิ นางก็ทะยานขึ้นเป็นผู้มั่งคั่งที่สุดในละแวก ซ้ำยังกวาดต้อนความศรัทธาและสวามิภักดิ์จากชาวปศุสัตว์ซอมซ่อทั้งหมดมาไว้ใต้ฝ่าเท้า
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มปศุสัตว์สี่ห้ากระโจมจึงประกาศตั้งตนเป็นชนเผ่า นามว่า ‘เผ่าเสี่ยวเยี่ย’
นับแต่นั้น ภายใต้ธงนำของเด็กสาว เผ่าเสี่ยวเยี่ยก็แผ่กิ่งก้านสาขา กวาดต้อนคนเร่ร่อนหิวโหยที่กระจัดกระจายทั่วทุ่งหญ้า ควบคู่กับการบุกทะลวงล่าสัตว์อย่างบ้าคลั่ง เพื่อกอบโกยเสบียงและทรัพยากรให้พอกพูน
ชาวเร่ร่อนที่ถูกกวาดต้อนมา มิได้ถูกเหยียบย่ำเป็นทาสทุ่งหญ้า เด็กสาวเปิดทางให้พวกเขาหยัดยืนอย่างเท่าเทียม แลกกับข้อแม้เดียว… ต้องจับอาวุธร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ และปล้นชิงเสบียงด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของตน
ยามชาวเร่ร่อนตระหนักถึงกองเสบียงอุดมสมบูรณ์ของเผ่าเสี่ยวเยี่ย รู้ซึ้งว่าจะไม่ต้องทนกอดท้องหิวโซอีกต่อไป ล้วนเต็มใจคุกเข่าสวามิภักดิ์ ส่วนพวกหัวแข็งกระด้างกระเดื่อง ย่อมถูกเด็กสาวตวัดดาบเด็ดหัวเชือดไก่ให้ลิงดู สยบราบคาบลงเป็นทาสรับใช้เดนตาย
ยอดฝีมือเยี่ยนเหมินที่ลักลอบนำมาจากซ่ายหนาน ภายใต้บัญชาของนาง ล้วนปลอมโฉมเป็นชาวปศุสัตว์เร่ร่อน กระจายตัวฝังรากตามจุดต่างๆ ก่อนค่อยๆ ทยอยเข้าร่วมสวามิภักดิ์ต่อเผ่าเสี่ยวเยี่ยอย่างแนบเนียน
ขุมกำลังที่เหลือ รวมถึงยอดฝีมือที่ลอบเข้ามาสมทบภายหลัง หลังผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวด ถูกสับเปลี่ยนแบ่งออกเป็นสองสาย
สายแรก... สวมรอยเป็นกองคาราวานพ่อค้าเร่ ตระเวนแทรกซึมใช้ลิ้นเจรจาพาทีและตีสนิทซื้อใจชนเผ่าต่างๆ
สายที่สอง… คัดสรรเฉพาะพวกมันสมองเป็นเลิศ แตกฉานภาษาทุ่งหญ้า และกลมกลืนกับวิถีคนเถื่อน ให้แยกย้ายแทรกซึมไปในดินแดนห่างไกล ลอกเลียนกลยุทธ์ของเผ่าเสี่ยวเยี่ย สร้างชนเผ่าย่อยขึ้นมาเป็นเครือข่าย
ด้วยหมากกระดานนี้ เพียงไม่กี่เดือน ชนเผ่าทารกในลักษณาการเดียวกันเกือบยี่สิบเผ่า ก็ผุดขึ้นประดุจดอกเห็ดทั่วทุกหัวระแหง และตามแผนทะลวงไส้ของเด็กสาว มันจะทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก
บนกระดานม่อเป่ยอันกว้างใหญ่ไพศาล ชนเผ่ามดปลวกที่มีกระโจมเพียงร้อยกว่าหลัง ก็เปรียบดั่งเกลียวคลื่นจิ๋วหลิวในมหาสมุทร ไร้ตัวตนและไม่สะดุดตาผู้ใด
ทว่าฉากหลังและสถานะของพวกมันล้วนถูกฟอกขาวจนทนทานต่อการตรวจสอบทุกมิติ ย่อมปิดตายรอยรั่วเรื่องความลับแตก
ชนเผ่าเงาเหล่านี้สามารถผูกมิตรไปมาหาสู่ชนเผ่าข้างเคียงได้อย่างอิสระ หรือกระทั่งสวามิภักดิ์ขอพึ่งใบบุญเผ่าทรงอำนาจ ตลอดจนลอบแทรกซึมเจาะทะลวงเข้าสู่แกนกลางของชนเผ่าหลัก
หากต้องล้วงคองูเห่า สอดแนมความเคลื่อนไหวหรือจารกรรมข่าวกรองทางการทหาร ย่อมไร้อุปสรรคใดขวางกั้น
ส่วนคาราวานพ่อค้า นอกจากฉากหน้าแล้ว ยังรับหน้าที่สายใยเชื่อมโยงเครือข่าย คำสั่งเลือดของเด็กสาวย่อมถูกถ่ายทอดผ่านพวกมันดั่งใยแมงมุม
แน่นอน หากมีราชการด่วนประดุจไฟไหม้คิ้ว นางย่อมสั่งชาวปศุสัตว์ในเผ่าควบม้าส่งสารโดยตรง ทว่าความเสี่ยงย่อมสูงลิ่ว ภัยมืดกลางทางอาจพรากชีวิตได้ทุกเมื่อ ทุ่งหญ้าเลือดแห่งนี้หาใช่จงหยวนอันสงบสุข
กล่าวโดยสรุป แม้เพิ่งแทรกซึมสู่ม่อเป่ยได้เพียงหยิบมือ ทว่าเด็กสาวกลับหยั่งรากลึกได้อย่างมั่นคง และถักทอเครือข่ายจารกรรมทะลวงฟ้าขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่าง
ผลงานสะท้านฟ้าปานนี้ ไม่ว่ายอดกุนซือหน้าไหนล่วงรู้ ย่อมต้องตบเข่าฉาดเอ่ยปากชื่นชมด้วยความคารวะ
บางครา เด็กสาวก็อดลอบลำพองใจอยู่เงียบๆ มิได้
ทว่านางหาได้กล้าผยองจนลืมตัว เพราะกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าตนกำลังเหยียบอยู่บนปากเหว ต้องก้าวเดินดุจเหยียบแผ่นน้ำแข็งบางทุกฝีก้าว หากหมากตานี้ผิดพลาดจนบ่อนทำลายแผนการใหญ่ของคุณชาย… นั่นย่อมหมายถึงหายนะพินาศย่อยยับ
ด้วยสติปัญญาเฉียบแหลม นางจับจุดบอดของเผ่าเสี่ยวเยี่ยได้อย่างรวดเร็ว และลงดาบสกัดกั้นทันท่วงที
เผ่าเสี่ยวเยี่ยที่อู้ฟู่เกินหน้าเกินตาย่อมเป็นภัยมหันต์ ล่อเป้าสายตาโจรทุ่งหญ้าและเผ่าข้างเคียงให้มารุมทึ้ง หากถูกบีบให้เปิดศึกนองเลือด นางย่อมต้องงัดวรยุทธ์แท้จริงออกมาปกป้องเผ่า ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน ดึงดูดสายตาสอดรู้สอดเห็นและการตรวจสอบจากเบื้องบนอย่างเลี่ยงไม่พ้น
ดังนั้น เผ่าเสี่ยวเยี่ยในยามนี้ ยามมองจากภายนอกจึงเป็นเพียงเผ่ามดปลวกยากแค้นที่มีกระโจมร้อยกว่าหลัง ซอมซ่อไม่ต่างจากเผ่าอื่น ทว่าลึกๆ แล้ว เด็กสาวมิได้รีดนาทาเร้นชาวปศุสัตว์ อย่างน้อยก็เบิกเสบียงให้พวกเขาได้กินจนอิ่มท้อง
มนุษย์ต้องกินให้อิ่มท้อง มิเช่นนั้นก็เป็นได้แค่ซากศพเดินดิน
เด็กสาวเคยอาบเหงื่อต่างน้ำ กัดก้อนเกลือกินประทังชีวิตโดยไม่รู้ชะตากรรมพรุ่งนี้ ฝันร้ายเหล่านั้นสลักลึก จนก้นบึ้งหัวใจนางยังคงหลงเหลือความเมตตาอ่อนโยน
นางทนทอดสายตามองเพื่อนมนุษย์แห้งเหี่ยวหนังหุ้มกระดูก สวมอาภรณ์ขาดวิ่น ทนหิวโหยคลานต่ำเยี่ยงสุนัขข้างถนนไม่ได้ ทุกคราที่เห็น ภาพเหล่านั้นจะกรีดลึกในอกจนปวดร้าว
ขมวดปมแล้ว วันคืนที่ฝังตัวในดงศัตรู นางต้องตื่นตัวระแวดระวังประดุจเดินบนใบมีด ไร้ซึ่งเสี้ยววินาทีแห่งความผ่อนคลาย ภาระหนักอึ้งบนบ่ากดทับจนแทบกระอักเลือด หายใจติดขัดหลายต่อหลายหน
แม้สติปัญญาจะล้ำเลิศ จิตใจเด็ดขาดอำมหิต รับมือคลื่นลมได้เพียงลำพัง ทว่าภายใต้เกราะเหล็กนั้น… นางก็เป็นเพียงดรุณีวัยสิบหกสิบเจ็ดปี
การดิ้นรนเอาชีวิตรอดในดงหมาป่าอันตราย ทุกคราที่สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายกลางดึกจนไม่อาจข่มตาหลับ นางมักถูกความอ้างว้างและโดดเดี่ยวกลืนกินวิญญาณจนหมดสิ้น
หยาดน้ำตาคือสัญลักษณ์แห่งความขลาดเขลา นางปรารถนาจะหยัดยืนเป็นยอดคนเหนือผู้ใด ดังนั้นทุกคราที่ขอบตาร้อนผ่าว นางจะขบกรามแน่น กำผ้าห่มจนข้อขาวซีด เพื่อสะกดกลั้นความอ่อนแอ
ทว่า… กำแพงเหล็กใช่ว่าจะไร้รอยร้าว
ยามเปราะบางที่สุด นางมักปล่อยใจหวนคำนึงถึงวันคืนในเมืองเยี่ยนผิง นึกถึงรอยยิ้มและเรื่องราวที่เคยชโลมหัวใจให้ชุ่มชื่น
คะนึงหาจนริมฝีปากคลี่หยักยิ้ม คะนึงหาจนความเดียวดายกรีดลึก คะนึงหา… จนหยาดน้ำตารินไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจสกัดกั้น
ทว่าไม่ว่าราตรีนั้นจะโศกศัลย์เพียงใด ทันทีที่แสงอรุณทอทาบฟ้า นางจะฝังกลบความอ่อนแอลงหลุม ยามเยื้องย่างปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน… นางคือหัวหน้าเผ่าเสี่ยวเยี่ยผู้เหี้ยมหาญไร้พ่าย คือ ‘ซูเยี่ยชิง’ ผู้ยืนตระหง่านท้าทายทุกพายุคลั่ง
บัดนี้ ยามเผชิญหน้ากับแสงอัสดงอ้างว้างกลางทุ่งร้าง ความเหนื่อยล้าสาหัสพลันถาโถมเข้าใส่ ราวกับปราณแท้ในร่างถูกสูบกลืนจนแห้งเหือด นางปรารถนาจะล้มตัวลงพักพิงเหลือเกิน
ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความขมขื่น และความยากแค้นแสนสาหัสที่แบกรับมาตลอดทาง ตีรวนขึ้นมากระจุกแน่นที่ลำคอ
หลายปีที่ผ่านมา นางแทบไม่เคยเผยความอ่อนแอเช่นนี้ กำพร้าไร้บิดามารดา ไร้ร่มโพธิ์ร่มไทร นางสลักคำว่า ‘อดทนและเหี้ยมเกรียม’ ไว้บนกระดูกมาเนิ่นนาน
แม้วัยเยาว์ต้องบอบช้ำ เคยคุดคู้ตัวสั่นงันงกใต้เพิงหญ้าผุพังกลางพายุหิมะ เคยกัดเปลือกไม้กลืนเลือดประทังความหิวโหยมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าสวรรค์ยังมีเมตตา ให้นางพานพบผู้คนที่หลอมรวมเป็นครอบครัวสายเลือดเดียวกันในเวลาต่อมา
หลายปีมานี้ ได้รับความเมตตาจากพี่รองดุจน้องสาวในไส้ ชีวิตของนางนับว่าเสวยสุขไม่น้อย
เหยียบม่อเป่ยครานี้ ฝ่าฟันพายุคาวเลือดมานับไม่ถ้วน นางไม่เคยปริปากบ่นต่อโชคชะตา ทว่าไม่รู้ตื้นลึกหนาบางใด วินาทีนี้จิตใจนางกลับปั่นป่วนว้าวุ่นจนแทบคุมไม่อยู่
อาจเป็นเพราะม่านอัสดงบนทุ่งหญ้าเวิ้งว้างเกินเยียวยา หรืออาจเป็นเพราะพญาเหยี่ยวครามยังคงร่อนถลาโดดเดี่ยวไม่จากไป ความเหนื่อยล้าและน้อยใจจึงทะลักท้นดุจทำนบแตก บดขยี้กำแพงเหล็กในใจนางจนพังครืน
ใต้หล้าล้วนอนิจจัง ชีวิตมนุษย์ย่อมหนีไม่พ้นคลื่นลมโหมกระหน่ำ ไร้ผู้ใดเหล็กไหลจนไม่เคยอ่อนแอ หากมี… ย่อมสมควรยินดี เพราะนั่นหมายความว่ามันผู้นั้นยังไม่เคยประจันหน้ากับนรกที่แท้จริง
ซูเยี่ยชิงปรารถนาเพียงมุมมืดสงบ ทรุดกายนั่งลงโดยไร้แสงตะเกียง กอดเข่าซุกซ่อนความอ่อนแอ ถอนหายใจระบายความอัดอั้นเพียงลำพัง
หากวินาทีนี้ มีมิตรสหายรู้ใจปรากฏกายเบื้องหน้า จะประเสริฐเพียงใด ต่อให้คออ่อนด้อยพิษสุรา ต่อให้ไม่ต้องปริปากเอ่ยคำ นางก็พร้อมกระดกรวดเดียวสามไหรวด
ทว่าที่นี่คือทุ่งหญ้า… คือม่อเป่ย คือดินแดนคนเถื่อนที่ถูกตัดขาดจากเมืองเยี่ยนผิงนับพันลี้
สหายร่วมเป็นร่วมตายล้วนมีภารกิจเลือดรัดตัว ผู้ใดจะโผล่พรวดพราดมาเยือนกลางแดนศัตรูเยี่ยงนี้ได้
การพบพาน... จึงเป็นได้เพียงฝันกลางวันอันเลื่อนลอย
ท่ามกลางภวังค์อ้างว้าง ซูเยี่ยชิงพลันสดับเสียงกีบเท้าม้า
เร่งร้อนและดุดันยิ่งนัก!
กึกก้องปานอสนีบาตฟาดผ่ากลางโสตประสาท ระเบิดทะลวงลึกถึงกลางขั้วหัวใจ
บางทีเสียงควบตะบึงนี้อาจแว่วมาเนิ่นนาน หรือบางทีมันเพิ่งแหวกทะลุความเงียบสงัดเข้าสู่โสตประสาท
ทว่ามันชัดเจนกังวาน... หาใช่ภาพหลอนลวงตาอย่างเด็ดขาด!
นางหันขวับกลับไปมอง
นัยน์ตานางเบิกกว้าง
เบื้องหน้าแสงตะเกียงสลัวของกระโจมข้างเคียง ม้าศึกปราดเปรียวดุดันตัวหนึ่งพุ่งทะยานแหวกราตรีมาดุจสายฟ้าฟาด จังหวะที่สายบังเหียนถูกกระชากตึง ม้าศึกพลันยกสองขาหน้าตั้งตระหง่าน กีบเท้าตะกุยอากาศแผดเสียงคำรามก้องฟ้า
เงาร่างบุรุษบนหลังม้า สวมเกราะศึกเต็มยศสง่างาม ผ้าคลุมสะบัดพลิ้วไหวกลางลมหนาว ท่วงท่าองอาจทะลวงฟ้าเหนือสามัญชน
ซูเยี่ยชิงราวกับถูกสายฟ้าฟาดฟันกลางกระหม่อม ร่างบางแข็งทื่อหยัดยืนนิ่งงัน
ตื่นตะลึง ยินดี และเหลือเชื่อ อารมณ์นับพันระเบิดสั่นสะเทือนเส้นใยความรู้สึกอันเปราะบางของนางในค่ำคืนนี้จนพังครืน
ความปิติในใต้หล้ามีนับหมื่นพัน ทว่าแทบไร้สิ่งใดเทียบเทียมการพบพานผู้รู้ใจในแดนไกลสุดขอบฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้น… บุรุษผู้นี้ยังเป็นคนที่นางเฝ้าคะนึงหาจนแทบขาดใจในทุกลมหายใจเข้าออก
ชั่ววินาทีนั้น ซูเยี่ยชิงคิดว่าตนจมดิ่งอยู่ในห้วงฝันมายา
กระทั่งอีกฝ่ายพลิกกายลงจากหลังม้า ก้าวอาดๆ เข้ามาประจันหน้า รอยยิ้มบนริมฝีปากชายหนุ่มนั้นช่างอบอุ่นละมุนละไม ราวกับสายน้ำละลายน้ำแข็งในวสันตฤดู ราวกับแสงตะวันแรกแย้ม สาดส่องแผดเผาความเหนื่อยล้า ความขมขื่น และความโดดเดี่ยวที่สุมแน่นในอกนางตลอดหลายเดือนจนมลายสิ้น
เขาแย้มยิ้มพลางเอ่ยสั้นๆ “สบายดีหรือไม่”