ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 179 ลอบจู่โจมยามวิกาล (ตอนต้น)
ณ ราชสำนักเทียนหยวน
ภายในกระโจมทองหลังใหญ่ รัชทายาทเหมิงชื่อ โย่วเสียนหวังฉ๋าลาห่าน และองค์หญิงเซียวเยี่ยน กำลังล้อมวงหารือเคร่งเครียด
“จากสถานการณ์เมื่อวันก่อน ราชสำนักแดนใต้ไร้เจตนาเปิดศึกแตกหัก การส่งทหารม้าเบากองทัพเยี่ยนเหมินมากำแหงบนทุ่งหญ้า เป็นเพียงการข่มขวัญ บีบให้พวกเรายอมรับเงื่อนไขเท่านั้น”
เหมิงชื่อเลื่อนม้วนเอกสารส่งให้เซียวเยี่ยน เพื่อให้นางและฉ๋าลาห่านผลัดกันพิจารณา “ทว่ากองทัพเยี่ยนเหมินอาจมิได้คิดเช่นนั้น ยามนี้จ้าวหนิงคงบรรลุถึงเผ่าชี่ตันแล้ว พวกเราต้องระวังให้จงหนัก”
เซียวเยี่ยนกวาดตาอ่านเนื้อหา นัยน์ตาหงส์พลันวูบไหว ก่อนส่งต่อให้โย่วเสียนหวัง
เหมิงชื่อเอ่ยสืบไป “ต้าหานมีพระราชวินิจฉัยเด็ดขาด แผนบดขยี้เผ่าต๋าต้านคือกลยุทธ์ชี้เป็นชี้ตาย ย่อมไม่อาจล้มเลิกเพียงเพราะความเคลื่อนไหวอันคลุมเครือของราชวงศ์แดนใต้
“ยิ่งกองทัพเยี่ยนเหมินจับตาดูทุ่งหญ้าเขม็งเท่าใด พวกเรายิ่งต้องชิงลงมือให้เร็วที่สุด ปล่อยเวลาเนิ่นนานไปย่อมเกิดตัวแปรแทรกซ้อน หากพับแผนการยามนี้ วันหน้าสถานการณ์อาจพลิกผันเกินควบคุม”
ฉ๋าลาห่านอ่านเอกสารจบ ใบหน้าหยาบกร้านพลันถมึงทึง นัยน์ตาปะทุเพลิงโทสะดั่งถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง
“สิ่งที่พวกเรากระหายที่สุดในยามนี้คือเวลา” เหมิงชื่อเน้นเสียง “ต้องสะกดราชสำนักแดนใต้ให้นิ่งงัน การกวาดล้างเผ่าต๋าต้านใช้เวลาเพียงหยิบมือ ตราบใดที่กองทัพหลวงแดนใต้ไม่เคลื่อนพล ลำพังทัพเยี่ยนเหมินกองเดียว ย่อมไม่อาจหยุดยั้งขุมกำลังพวกเราได้”
“ม้วนเอกสารนี้ คือพระราชสาส์นที่จะส่งเยือนราชสำนักแดนใต้ เชื่อว่าเงื่อนไขเหล่านี้ มากพอจะล่อหลอกให้ฮ่องเต้แดนใต้พึงพอใจ และยุติการสืบสาวคดีสายลับเมืองเยี่ยนผิงเสียที”
ฉ๋าลาห่านยืดตัวตรง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเดือดดาล “องค์รัชทายาท เงื่อนไขเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเช่นนี้ ข้าขอคัดค้าน”
เซียวเยี่ยนสงวนท่าที ใบหน้างามฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง
เหมิงชื่อยกมือขึ้นสะกดอารมณ์อีกฝ่าย “ราชสำนักแดนใต้หมายให้ต้าหานเสด็จไปรับผิดถึงเมืองเยี่ยนผิง เรื่องนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ พวกเราไม่มีวันก้มหัว เงื่อนไขไร้สาระปานนี้ พวกมันย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเราต้องปฏิเสธ”
“ตั้งราคาสูงลิบ ย่อมรอให้ต่อรอง ต้าหานมิต้องเสด็จแดนใต้ ทว่าข้าในฐานะรัชทายาท… จำเป็นต้องไป และมิใช่ไปมือเปล่า แต่ต้องหอบหิ้วความสวามิภักดิ์จอมปลอมไปด้วย”
“ราชทูตของพวกเราถูกไล่ตะเพิดมานับครั้งไม่ถ้วน พิสูจน์แล้วว่าทรัพย์สินและสาวงามไม่อาจซื้อใจฮ่องเต้แดนใต้ได้อีก พวกเราต้องร่างสนธิสัญญา ยอมส่งส่วยร้อยละสามสิบของภาษีรายปี เหยื่อชิ้นโตก้อนนี้… ย่อมจูงใจได้มากพอ”
ฉ๋าลาห่านอดกลั้นโทสะจนหน้าดำหน้าแดง “องค์รัชทายาทจะเสด็จแดนใต้ไม่ได้เด็ดขาด หากราชสำนักแดนใต้กักขังท่านไว้เป็นตัวประกัน จะทำเช่นไร”
เหมิงชื่อยกยิ้มมุมปาก “การส่งตัวประกันคือเงื่อนไขตายตัวแต่แรก ต่อให้ต้าหานเสด็จเยี่ยนผิงด้วยองค์เอง สุดท้ายก็ต้องมีองค์ชายถูกทิ้งไว้เป็นตัวประกันอยู่ดี มีเพียงหมากตานี้ จึงจะตบตาพวกมันได้สนิท และดับโทสะของขุนนางกับราษฎรแดนใต้”
ฉ๋าลาห่านอ้าปากหมายคัดค้าน แต่เหมิงชื่อตวัดมือตัดบท “ข้าต้องไป”
เขากวาดตามองเซียวเยี่ยน “เจ้าคงเข้าใจเจตนาข้า”
นางผงกศีรษะ “รัชทายาทจำต้องล่องใต้ หากไม่ทำเช่นนี้ ย่อมไม่อาจทลายกำแพงระแวดระวังของราชสำนักแดนใต้ได้”
“เจ้าคิดว่าเหยื่อก้อนนี้พอหรือไม่”
“เท่าที่ข้าประเมินสันดานราชสำนักแดนใต้ หมากตานี้มากพอจะหยุดยั้งไฟสงครามของพวกมันแล้ว อย่างไรเสีย ยามนี้พวกมันยังพะวักพะวนกับศึกสายเลือดภายใน”
“ดี ตกลงตามนี้”
ฉ๋าลาห่านผุดลุกพรวด “รัชทายาท…”
เหมิงชื่อเห็นท่าทีดั่งสิงโตคลุ้มคลั่งของอีกฝ่าย ก็หัวเราะลั่นอย่างสุดกลั้น “โย่วเสียนหวังจะร้อนรนไปไย
“ข้าจะล่องใต้ ทว่ามิได้เหยียบเมืองเยี่ยนผิงจริงๆ ทันทีที่ข้าบรรลุถึงด่านเยี่ยนเหมินกวน สงครามบดขยี้เผ่าต๋าต้านย่อมเปิดฉากพอดี เมื่อเวลานั้นมาถึง… ข้าย่อมชักม้าหวนกลับ”
ฉ๋าลาห่านชะงักงัน เมื่อล่วงรู้ถึงแผนลวงฟ้า ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตบเข่าฉาดด้วยความเบิกบาน
…….
ณ เมืองเยี่ยนผิง พระราชวังหลวง ตำหนักฉงเหวิน
ฮ่องเต้ซ่งจื้อกวาดพระเนตรอ่านพระราชสาส์น รอยแย้มพระสรวลอิ่มเอมเปี่ยมด้วยความลำพองพระทัยปรากฏชัด เงยพระพักตร์ตรัสกับจ้าวเสวียนจีและสวีหมิงหล่างว่า
“ราชสำนักเทียนหยวนยอมศิโรราบแล้ว พวกมันจะส่งรัชทายาทมาคุกเข่าขอขมาถึงเมืองเยี่ยนผิง ทั้งยังบากหน้าเสนอส่งส่วยเพิ่มร้อยละสามสิบของภาษีรายปี แลกกับการที่ต้าฉีอภัยโทษความโง่เขลาก่อนหน้านี้
“หมากส่งทัพเยี่ยนเหมินกดดันข่มขวัญบนทุ่งหญ้า สัมฤทธิ์ผลอย่างงดงาม ท้ายที่สุด… สันดานคนเถื่อนย่อมสยบต่อคมดาบ ขอเพียงราชสำนักขยับขุมกำลัง พวกมันก็รู้จักความหวาดผวา”
ซ่งจื้อเบือนพระพักตร์หันหาจ้าวเสวียนจี ตรัสชมเชยไม่ขาดปาก “ร้อยปีผันผ่าน บารมีทัพเยี่ยนเหมินที่สะกดข่มทุ่งหญ้ายังคงไร้เทียมทาน ตระกูลจ้าวกุมกำลังทหาร สมดั่งตระกูลขุนพลอันดับหนึ่งแห่งต้าฉีโดยแท้”
จ้าวเสวียนจีค้อมศีรษะถ่อมตน ก่อนยกความดีความชอบถวายคืน “นั่นล้วนเป็นเพราะพระบารมีปกเกล้า ทัพเยี่ยนเหมินซ่องสุมสรรพกำลังหลายระลอก ยามนี้มีทหารม้าหุ้มเกราะเหยียบแสนหกหมื่นนาย พวกหูย่อมหัวหดไม่กล้ากำแหงพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อสรวลลั่นตำหนักอย่างเบิกบานพระทัย ก่อนจะตรัสยกยอปอปั้นแลกเปลี่ยนกับจ้าวเสวียนจีอยู่พักใหญ่
สวีหมิงหล่างยืนนิ่งงันดั่งรูปสลัก สายตาจดจ่ออยู่เพียงปลายจมูก ปิดปากเงียบกริบ หากเป็นกาลก่อน ยามเขายังรั้งตำแหน่งขุนนางบุ๋นทรงอำนาจอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี ย่อมไม่มีวันทนดูจ้าวเสวียนจีเชิดหน้าชูตาเช่นนี้แน่
ทว่ายามนี้ สิ้นไร้เขี้ยวเล็บ ทำได้เพียงหดหัวเจียมตัวอยู่ในกระดอง
ท้ายที่สุด ซ่งจื้อตรัสสรุป “ในเมื่อเผ่าเทียนหยวนยังรู้จักที่ต่ำที่สูง เจิ้นก็จะรับปากคำขอ ให้โอกาสพวกมันรอดตายสักครา ดูซิว่ารัชทายาทเทียนหยวนผู้นี้ ยามคลานมาถึงเยี่ยนผิงจะมีสภาพเช่นไร”
จ้าวเสวียนจีสนับสนุน ก่อนเอ่ยทูลเตือน “แม้นราชสำนักเทียนหยวนยอมค้อมหัวส่งรัชทายาทมา ทว่าก่อนที่มันจะก้าวเท้าถึงเมืองหลวง พวกเรายังคงห้ามหละหลวมการป้องกันเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อโยนพระราชสาส์นลงบนโต๊ะ ไม่ใส่พระทัยแม้แต่น้อย “ชนเผ่าเร่ร่อนกระจ้อยร่อย ยังกล้าหน้าไหว้หลังหลอกเจิ้นอีกหรือ หากพวกมันรู้จักเจียมตัว เจิ้นก็จะไว้ชีวิตสักหน
“หากมันกล้าพลิกพลิ้ว เจิ้นมิต้องลำบากระดมทัพหลวง ลำพังแค่ทัพเยี่ยนเหมิน... จะบดขยี้ราชสำนักพวกมันให้แหลกเป็นผุยผง ก็ง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ
“เลวร้ายที่สุด เจิ้นก็แค่ตวัดพู่กันส่งราชโองการ บัญชาให้เผ่าต๋าต้าน เผ่าหนวี่เจิน และชนเผ่าอื่นร่วมรุมทึ้ง เผ่าเทียนหยวนอวดดี เป็นแค่หนึ่งในสี่เผ่าใหญ่ จะก่อคลื่นลมได้สักกี่น้ำ”
ตรัสจบ ทอดพระเนตรเห็นสวีหมิงหล่างยืนใบ้กินราวกับเศษสวะนอกวง ซ่งจื้อก็ทอดพระเนตรด้วยแววตาสังเวช ตรัสถามเสียงเรียบ “อัครเสนาบดีมีความเห็นอันใด”
“ฝ่าบาทและท่านมหาเสนาธิการตรัสได้ถูกต้องแล้ว กระหม่อมเห็นพ้องพ่ะย่ะค่ะ” สวีหมิงหล่างประสานมือตอบอย่างว่านอนสอนง่าย
ซ่งจื้อขานรับในลำคอ “เพื่อป้องกันรัชทายาทเทียนหยวนเล่นลิ้นตลบตะแลง สั่งกองทัพเยี่ยนเหมินบนทุ่งหญ้าคอยตามประกบ จับตาดูมันจนกว่าจะเหยียบถึงด่านเยี่ยนเหมินกวน”
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเสวียนจีประสานมือรับคำ
ซ่งจื้อโบกพระหัตถ์ เป็นสัญญาณไล่ให้ทั้งสองทูลลา
“กระหม่อมทูลลา” สวีหมิงหล่างเบี่ยงกายหลบทาง ปล่อยให้จ้าวเสวียนจีก้าวเดินนำหน้า ก่อนตนจะเดินรั้งท้ายอย่างสงบเสงี่ยม
……
ณ เผ่าเสี่ยวเยี่ย
เสียงกีบเท้าม้าบดขยี้ผืนดินฝ่าความมืดทะลวงเข้ามาอย่างดุดัน ปลุกชาวปศุสัตว์จนสะดุ้งตื่น ค่ายอี่จื้อแตกตื่นโกลาหล รัชทายาทต๋าต้านและพรรคพวกที่เพิ่งล้มตัวลงนอน ต้องลุกพรวดคว้าเสื้อผ้าสวมกระหืดกระหอบ พุ่งทะยานออกมาด้วยใจสั่นสะท้าน
เขากวาดตามองเห็นจ้าวซวิ่นตะโกนก้องสั่งรวมพลอยู่ไม่ไกล บนท้องฟ้ามียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดหลายสายเหาะทะยานกลับเข้าค่าย ดูท่าจะเป็นหน่วยสอดแนมที่ออกไปสืบข่าว
รัชทายาทต๋าต้านพุ่งพรวดไปคว้าท่อนแขนอีกฝ่าย เค้นเสียงถามด้วยความประหม่าสุดขีด “ท่านแม่ทัพจ้าว เกิดบ้าอะไรขึ้น”
จ้าวซวิ่นปรายตาดุดันมอง “ข้าศึกบุกค่าย”
“ข้าศึกบุก? สุนัขตัวใดกล้ามาโจมตีพวกเรา” รัชทายาทต๋าต้านหน้าซีดเผือด ล่อกแล่กซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนก “หรือว่ากลุ่มโจร โจรภูเขากล้าปล้นค่ายทหารรึ
“ท่านแม่ทัพจ้าว พวกมันคงไม่ได้พุ่งเป้ามาที่พวกเราใช่หรือไม่ หรือว่าร่องรอยพวกเราแดงขึ้นมาแล้ว ทว่าถึงเป็นเช่นนั้น เหตุใดพวกชี่ตันต้องระดมพลบดขยี้พวกเราด้วย”
“ไม่ถูก... เผ่าต๋าต้านกับชี่ตันไร้ความบาดหมางทั้งอดีตและปัจจุบัน… พวกมันคงไม่ได้มุ่งหัวพวกท่านหรอกกระมัง”
จ้าวซวิ่นสะบัดมืออีกฝ่ายหลุดกระเด็น ยืนรับฟังรายงานจากหน่วยสอดแนม ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของรัชทายาทต๋าต้าน แม่ทัพหนุ่มก็กระแทกเสียงเย็นเยียบ “พวกมันคือกลุ่มโจร แห่กันมามืดฟ้ามัวดินจากทุกสารทิศ จำนวนมหาศาลนับไม่ถ้วน”
“โจรภูเขาจริงๆ รึ” รัชทายาทต๋าต้านผงะงาย
เสี้ยวลมหายใจนั้น หวงเค่อเจี๋ยพุ่งเข้ามารายงานจ้าวซวิ่นว่าทัพจัดกระบวนเสร็จสิ้น จ้าวหนิงก้าวอาดๆ มาจากอีกด้านก่อนตวาดกร้าว “ตั้งค่ายรับศึก”
ทหารค่ายอี่จื้อบนลานกว้างพุ่งทะยานเข้าประจำตำแหน่งดุจหมาป่ากระหายเลือด
ทว่าส่วนใหญ่ขยับได้เพียงครึ่งก้าว คลื่นทหารม้าทมิฬระลอกแรกก็พุ่งบดขยี้ถึงหน้าประตูค่าย ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดของศัตรูชิงจังหวะเหินร่างขึ้นเหยียบกำแพงค่าย เข้าประจัญบานกับทหารค่ายอี่จื้ออย่างดุเดือดเลือดพล่าน
ข้าศึกไหลบ่าดุจคลื่นทะลวงฟัน ยอดฝีมือหนาแน่นดั่งเมฆา จ้าวซวิ่นนำขบวนผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวพุ่งเข้าปะทะดุเดือด ทว่าขุมกำลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดกลับตกเป็นรองอย่างหนัก เพียงอึดใจค่ายกลก็ถูกซัดแตกกระจุย จำต้องถอยร่นอย่างเสียเปรียบ
ชั่วไม่กี่อึดใจ ท่ามกลางปราณแท้ระดับวิญญาณต้นกำเนิดที่ระเบิดแสงแสบตาสาดซัด ผู้บำเพ็ญเพียรค่ายอี่จื้อร่วงหล่นจากกำแพงค่ายทีละร่าง สูญเสียปราการประตูค่ายโดยสิ้นเชิง เปิดทางให้ทหารม้าข้าศึกทะลวงฝ่าเข้ามาดั่งเขื่อนแตก
แนวหน้าข้าศึกยืนตระหง่านบนกำแพง แผดเสียงภาษาชี่ตันก้องค่าย “พวกเราคือนักรบแห่งเขาเทียนหลาง ใครรักตัวกลัวตายจงหมอบคลานยอมจำนน”
“ท่านผู้นำลั่นวาจา ยอมศิโรราบละเว้นโทษตาย”
“ทิ้งอาวุธปลดเกราะ ไว้ชีวิตลูกหมา”
ทหารค่ายอี่จื้อมีหรือจะไยดีคำขู่ ล้วนกัดฟันสู้ยิบตาประหนึ่งหมาป่าหลังชนฝา
ทว่าตราชั่งแห่งสมรภูมิกลับเอนเอียงไปเพียงฝั่งเดียว
รอบค่ายพักแรม ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายศัตรูเหาะทะยานข้ามกำแพงค่ายไม่ขาดสาย นำร่องให้กองกำลังทหารปีนป่ายบุกทะลวงเข้าห้ำหั่นด้านใน จำนวนของพวกมันมหาศาลเกินต้านทาน ค่ายอี่จื้อรับมือไม่หวาดไม่ไหว ทหารหุ้มเกราะล้มตายเกลื่อนกล่น แนวรบพังทลายถอยร่นไม่เป็นท่า
ค่ายพักแรมแปรสภาพเป็นขุมนรกโลหิตในพริบตา ทหารม้าที่ทะลวงด่านเข้ามาแกว่งดาบสังหารบ้าคลั่ง ประสานกับยอดฝีมือที่เหินข้ามกำแพงลงมาบดขยี้อย่างโหดเหี้ยม เพียงไม่นานทุกสารทิศก็ตกอยู่ในไฟสงครามสุดโกลาหล
นักรบค่ายอี่จื้อบ้างกระโจนขึ้นหลังม้า บ้างยืนหยัดสู้ตายบนพื้นดิน พุ่งเข้าแลกชีวิตห้ำหั่นศัตรูจนเลือดสาดกระเซ็น
เห็นกองกำลังค่ายอี่จื้อล้มตายระนาว ถูกฉีกทึ้งและถูกบีบวงล้อมแคบลงทุกที รัชทายาทต๋าต้านตับขวัญแทบสลาย สองขาสั่นพั่บๆ ยืนแทบไม่อยู่
แม้ตัวมันจะเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย รอบกายมีองครักษ์ฝีมือดีคุ้มกัน ทว่าการลอบเดินทางครานี้มิได้เตรียมใจมาปะทะแตกหัก ขุมกำลังที่พกมาจึงมีจำกัด สวนทางกับยอดฝีมือข้าศึกที่มีจำนวนล้นหลามเกินจินตนาการ
กวาดตาประเมินคร่าวๆ ลำพังยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดก็ทะลุสามสิบคนไปแล้ว องครักษ์ของมันกับผู้คุ้มกันตระกูลจ้าวรวมกัน… ยังมีระดับวิญญาณต้นกำเนิดแค่สิบกว่าคนเท่านั้น
ไม่ต้องนับรวมผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างและคลื่นทหารหุ้มเกราะที่ทะลักผ่านกำแพงค่ายเข้ามาดั่งมดปลวก
“ท่านแม่ทัพจ้าว คุณชายจ้าว พวกเราจะเอาอย่างไรดี รอกระดูกไปกองรวมกันรึ”
ทั้งชีวิตมันเสวยสุขบนกองเงินกองทอง เคยผ่านสมรภูมิโหดเหี้ยมเฉียดตายเยี่ยงนี้ที่ใด ยามนี้ลนลานทำอะไรไม่ถูก “โจรภูเขาสวะเหตุใดจึงแข็งแกร่งปานนี้ ถึงกับซุกซ่อนยอดฝีมือมากมายก่ายกอง พวกมันต้องการสิ่งใด เหตุใดต้องบดขยี้พวกเรา”
ไม่อาจตำหนิที่มันหวาดผวาจนเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง เพราะข้าศึกที่โถมเข้ามาแข็งแกร่งดั่งมัจจุราช อีกไม่กี่อึดใจคงกลืนกินค่ายทัพจนสิ้นซาก ทหารอี่จื้อสองสามร้อยนายที่ล้อมวงคุ้มกันใกล้ๆ ดูท่าจะต้านทานไว้ไม่ได้อีกต่อไป
เสียงตะโกนกร้าวตอนบุกทะลวงประตูค่าย ประกาศเจตนาว่าเป็นกลุ่มโจรเทียนหลาง ทว่าเมื่อกวาดตามองความโหดเหี้ยมเบื้องหน้า รัชทายาทต๋าต้านไม่มีเศษเสี้ยวความเชื่อใจแม้แต่น้อย
มีกลุ่มโจรหน้าโง่ที่ใดกล้าบุกโจมตีทัพเยี่ยนเหมินอย่างอุกอาจถึงเพียงนี้
ทุ่งหญ้าแห่งนี้มีกองโจรแข็งแกร่งระดับนี้ตั้งแต่เมื่อใด
หากรังโจรแห่งหนึ่งซุกซ่อนยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดถึงสามสี่สิบคน ซ้ำยังมีขั้นปลายปะปนอยู่เพียบ เช่นนั้นพวกมันย่อมไม่ใช่แค่โจรภูเขากระจอกมาเนิ่นนานแล้ว
หากไม่กลายเป็นผีเฝ้าทุ่งใต้คมดาบทัพราชสำนัก ก็ต้องถูกเกณฑ์เข้าสวามิภักดิ์เป็นกองกำลังหลักไปแล้ว
“พร่ำเพ้อเรื่องพวกนี้ยามนี้จะมีประโยชน์อันใด” จ้าวหนิงกัดฟันกรอดแววตาเหี้ยมเกรียม “ฝ่าวงล้อม ตีฝ่าออกไปเดี๋ยวนี้”
“ได้ รีบไป พวกเรารีบเผ่นกันเถอะ” รัชทายาทต๋าต้านพยักหน้าหงึกหงัก
“ข้าศึกมืดฟ้ามัวดิน จำต้องมีหน่วยกล้าตายระวังหลัง ดึงดูดเป้าหมาย มิฉะนั้นไม่มีทางตีฝ่าออกไปรอดแน่”