ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 18 อำนาจแก่งแย่งห้ำหั่น
“ตระกูลฟ่านแม้ยามนี้จะตกต่ำ ทว่ารากฐานยังนับเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ ไฉนจึงลดตัวไปคบค้าสมาคมกับสุนัขเป่ยหู การลอบแว้งกัดตระกูลจ้าว ผู้ที่กอบโกยผลประโยชน์มหาศาลย่อมเป็นพวกมัน ทว่าตระกูลฟ่านของพวกเจ้าเล่า ได้สิ่งใดตอบแทน”
จ้าวหนิงก้าวอาดๆ ไปเบื้องหน้า ทอดสายตามองสองพ่อลูกที่วิญญาณหลุดลอยจากร่าง “ลำพังขุมกำลังเศษสวะของตระกูลฟ่านในยามนี้ ย่อมไม่มีขวัญเทียมฟ้ากล้ากระตุกหนวดพยัคฆ์อย่างตระกูลจ้าว จงคายออกมา ผู้ใดชักใยพวกเจ้าอยู่เบื้องหลัง”
ขั้วอำนาจใดในราชสำนักต้าฉีที่มุ่งร้ายหมายหัวตระกูลจ้าว ผู้ใดกันแน่ที่ชูธงบัญชาการลอบกัดครั้งนี้ จ้าวหนิงจำต้องขุดรากถอนโคนหาความจริง แม้ก้นบึ้งจิตใจจะมีเป้าหมายอยู่บ้าง ทว่านั่นยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน
“ชีวิตข้าสองพ่อลูกตกอยู่ในกำมือพวกเจ้า จะบั่นคอหรือสับร่างก็เชิญลงมือ ทว่าเรื่องราวทั้งหมด ล้วนเกิดจากข้าฟ่านจงหมิงหน้ามืดตามัว โลภโมโทสันในสินจ้างของเป่ยหู จึงวางหมากเคลื่อนไหวเพียงลำพัง หาได้มีส่วนพัวพันกับตระกูลฟ่านแม้แต่น้อย”
นับแต่จ้าวเสวียนจีหิ้วปีกมัจจุราชคิ้วขาวกลับมา ฟ่านจงหมิงก็ตระหนักว่าชะตาตนขาดสะบั้นแล้ว เขารู้แจ้งแก่ใจ โทษทัณฑ์กบฏสมคบศัตรูแผ่นดินไม่มีทางล้างมลทินได้ ทำได้เพียงก้มหน้ารอรับดาบประหาร สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวไว้ได้คือกัดฟันตัดหางปล่อยวัด ไม่ดึงตระกูลฟ่านลงเหวไปด้วย
แผนลอบสังหารปราชัยย่อยยับ ตระกูลฟ่านย่อมไร้ ‘ผลงานชิ้นเอก’ ไปสอพลอขั้วอำนาจเบื้องบน หากยังถูกลากไปพัวพันและโดนกวาดล้างซ้ำรอย ตระกูลฟ่านย่อมถูกถอนรากถอนโคน สิ้นไร้หนทางผงาดคืนสู่อำนาจไปชั่วกัปชั่วกัลป์
ฟ่านจงหมิงยอมทิ้งชีวิตตนเอง ดีกว่ามองดูตระกูลต้องแหลกสลายย่อยยับ
“ไร้ส่วนพัวพันกับตระกูลฟ่านงั้นหรือ ช่างพ่นวาจามักง่ายนัก ฟ่านจงหมิง… เจ้ามันก็แค่มดปลวกริอ่านเขย่าต้นไม้ใหญ่ หัดดูเงาตนเองเสียบ้าง คิดจะเอาตัวรอดแบกรับความผิดแทนคนทั้งตระกูล ก็เบิกตาดูเสียก่อนว่าบ่าของเจ้ากว้างพอให้เหยียบย่ำหรือไม่”
ผู้ที่เอื้อนเอ่ยวาจาทรงอำนาจชี้ตายได้ปานนี้ ย่อมเป็นเจิ้นกั๋วกงแห่งต้าฉี พระบิดาของหวงไท่โฮ่วองค์ปัจจุบัน ผู้นำสูงสุดแห่งตระกูลจ้าว… จ้าวเสวียนจี
ยอดฝีมือระดับราชันย์ขั้นต้นคิ้วขาว ตัวตนระดับตำนานที่เพียงกระทืบเท้าก็สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งดินแดนม่อเป่ย ยามนี้กลับถูกหิ้วคอเสื้อหมดสภาพเป็นตายเท่ากัน ประดุจลูกไก่ในกรงเล็บพญาอินทรี
“หลานคารวะท่านปู่”
“หลานขอกราบคารวะท่านปู่”
“คารวะผู้นำตระกูล”
ขณะจ้าวชี่เยว่ประสานมือคารวะ กลับพบว่าจ้าวหนิงทรุดเข่ากระแทกพื้น โขกศีรษะคำนับเต็มพิธีการเฉกเช่นสายเลือดตระกูลจ้าวทั่วไป น้ำเสียงยังเจือความสั่นสะท้าน จ้าวชี่เยว่ไม่กระจ่างถึงต้นสายปลายเหตุ จึงปรายตามองด้วยความฉงน
จ้าวหนิงหมอบกราบราบรื่น ใบหน้าซุกซ่อนแนบชิดผืนดิน ไม่ยอมเปิดเผยร่องรอยอารมณ์ให้ผู้ใดเห็น
จ้าวเสวียนจีมีเรือนร่างสูงใหญ่กำยำตระหง่าน หนวดเคราขาวโพลน ครองพลังบำเพ็ญแกร่งกล้าเป็นอันดับสองแห่งต้าฉี ยามประจันหน้ากับบุคคลภายนอกย่อมแผ่รังสีอำมหิตน่าสะพรึงกลัว ต่อให้ต้องเบิกตัวเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ เขายังหยัดยืนหลังตรงองอาจ และเมื่ออยู่เป็นการส่วนตัว ฮ่องเต้ยังต้องตรัสเรียกขานว่าท่านตาด้วยความยำเกรง
ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางสายเลือดเดียวกัน จ้าวเสวียนจีมักทอดทิ้งความดุดัน แปรเปลี่ยนเป็นผู้อาวุโสเปี่ยมเมตตา ต่อให้เป็นดรุณีวัยเตาะแตะปั้นโคลนเล่น เขายังลดตัวลงนั่งยองๆ หยอกล้อด้วยได้เป็นนานสองนาน สายเลือดตระกูลจ้าวขอเพียงไร้ชนักติดหลัง ย่อมไร้ผู้ใดต้องตัวสั่นงันงกยามอยู่เบื้องหน้าเขา
จ้าวหนิงในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรพรสวรรค์ล้ำเลิศอันดับหนึ่ง ซ้ำยังครองตำแหน่งทายาทผู้นำตระกูล ปกติแล้วย่อมมักคุ้นสนิทสนม เป็นหลานรักคนโปรดที่จ้าวเสวียนจีทะนุถนอม ไม่เคยถูกตีกรอบด้วยธรรมเนียมหยุมหยิมประการใด
เมื่อเห็นจ้าวหนิงทรุดเข่าโขกศีรษะเต็มพิธีการ จ้าวเสวียนจีจึงชะงักงัน นัยน์ตาทอประกายฉงน
พริบตานั้น เฒ่าเจิ้นกั๋วกงพลันฉุกคิด ตีความเอาเองว่ากระจ่างแจ้งถึงต้นสายปลายเหตุ โทสะในอกปะทุเดือดพล่าน หนวดเคราสั่นสะท้านด้วยแรงโกรธ หันขวับหมายตวัดฝ่ามือบดขยี้ฟ่านจงหมิงให้แหลกคาที่ “ไอ้เดรัจฉาน สมคบคิดสุนัขเถื่อนลอบกัดหลานข้า ดูสิว่าหลานข้าขวัญผวาเพียงใด ข้าจะสับเจ้าให้แหลกเป็นก้อนเนื้อ”
ในมโนสำนึกของจ้าวเสวียนจี จ้าวหนิงที่เผชิญการลอบสังหารสายฟ้าแลบจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ซ้ำยังต้องดิ้นรนฝ่าวงล้อมมัจจุราชในเมืองไต้โจว ย่อมต้องขวัญหนีดีฝ่อตื่นตระหนกสุดขีด
แม้หลานชายจะอาศัยปฏิภาณไหวพริบและกำลังเสริมจากจ้าวชี่เยว่ กระชากหน้ากากผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหู ประวิงเวลาจนเขารุดมาเสริมทัพทันกาล ทว่าเส้นใยความอดกลั้นในใจย่อมขึงตึงจนแทบขาดสะบั้น
ยามประจันหน้ากับสายเลือดคุ้มภัย ตระหนักว่ารอดพ้นขุมนรกแล้ว จ้าวหนิงจึงปลดเปลื้องกำแพงจิตใจ อาการหวาดผวาย้อนหลังจึงปะทุออกมาจนเสียกิริยา
ลำพังตัวเขาเองยามได้รับสาส์นด่วน ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ในเมืองไต้โจว ยังหลังชุ่มด้วยเหงื่อเย็นเยียบ หวาดผวาว่าหลานรักจะรักษาศีรษะไว้บนบ่าไม่ได้ จึงเร่งควบม้าฝ่าลมกรดรุดหน้ามาโดยไม่หยุดพักแม้แต่เสี้ยวจิบชา
สถานการณ์โสมมยิ่งนัก ครานี้ตระกูลฟ่านลอบจูบปากกับพวกคนเถื่อน ใช้จ้าวยวี่เจี๋ยเป็นหมากบ่อนไส้หมายบดขยี้ตระกูลจ้าว ถึงขั้นกระชากยอดฝีมือระดับราชันย์ออกโรง ย่อมประจักษ์ชัดว่าเครือข่ายอำมหิตของพวกมันหยั่งรากลึกเพียงใด
ในฐานะผู้นำตระกูล เขากลับตาบอดหูหนวกไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย นับเป็นความผิดฉกรรจ์ หนำซ้ำยังเกือบทำให้สายเลือดสุดที่รักถูกเด็ดหัว เขาช่างอัปยศอดสูจนไร้หน้าไปพบปะผู้ใด
จ้าวหนิงเห็นจ้าวเสวียนจีง้างฝ่ามือเตรียมบดขยี้ฟ่านจงหมิง ก็สลัดความตื้นตันจากการพบหน้าทิ้ง รีบหยัดกายขึ้นรั้งแขนท่านปู่ไว้ “คนผู้นี้ยังตายไม่ได้ขอรับ พวกเราจำต้องรีดเค้นมัน เพื่อลากคอขั้วอำนาจมืดที่ลอบกัดตระกูลจ้าวออกมา”
เขารู้ซึ้งถึงสันดานรักหวงลูกหลานของจ้าวเสวียนจีดี หากไม่เร่งรั้งไว้ ต่อให้อีกฝ่ายตระหนักว่าการเด็ดหัวฟ่านจงหมิงยามนี้ไร้ประโยชน์ แต่ก็คงตวัดฝ่ามือระบายโทสะแทนเขาไปแล้ว
“เช่นนั้นก็มอบให้เจ้าจัดการ” จ้าวเสวียนจีสะบัดแขนเสื้ออย่างเด็ดขาด
จ้าวหนิงทอดสายตาสมเพชมองสองพ่อลูกเบื้องล่าง “ดังที่ท่านปู่ลั่นวาจา โทษฐานปองร้ายตระกูลจ้าว พวกเจ้าสองคนไร้ปัญญาแบกรับ อาศัยยามที่ลมหายใจพวกเจ้ายังมีค่า จงคายชื่อผู้บงการเบื้องหลังออกมา หากดึงดันปิดปาก ต่อให้ตระกูลจ้าวไร้หลักฐานมัดตัว ก็ย่อมเปิดฉากกวาดล้างตระกูลฟ่านเต็มรูปแบบ ลำพังขุมกำลังเศษสวะของพวกเจ้า จะทนรับเพลิงพิโรธของตระกูลจ้าวได้หรือ”
ฟ่านจงหมิงถลึงตาจ้องจ้าวหนิง ขบกรามแหลกละเอียด “ต่อให้ตระกูลฟ่านตกต่ำ ทว่าหาใช่หมูในอวยให้ผู้ใดเหยียบย่ำบีบคั้นได้ตามใจชอบ”
จ้าวหนิงแค่นเสียงหยามหยันความจองหอง “กระดูกสันหลังแข็งกร้าวนักนะ ทว่าสันดานกลับไร้ยางอายหาใดเปรียบ สมคบสุนัขเป่ยหูเล่นงานตระกูลจ้าว พวกเจ้าหลงคิดว่ากำลังแว้งกัดแค่ตระกูลจ้าวอย่างนั้นหรือ… แผ่นดินต้าฉี อนาคตบ้านเมือง ล้วนถูกเดรัจฉานอย่างพวกเจ้าผลักลงเหว”
“ศึกหนานเจาเมื่อปีก่อน ตระกูลฟ่านกุมอำนาจแม่ทัพหลวง ทว่ากลับถูกชนเผ่าหนานหมานตีแตกพ่ายย่อยยับ สูญเสียไพร่พลทำแคว้นอัปยศ ร่วงหล่นเป็นกบฏแผ่นดิน ล่วงเลยมาถึงบัดนี้ กลับยังไม่ตระหนักถึงบาปกรรมอีกหรือ”
วาจาเหล่านี้ประดุจดาบทะลวงจุดตาย กรีดลึกเข้ากลางแผลเก่าจนโลหิตสาดกระเซ็น ฟ่านจงหมิงแผดเสียงคำรามลั่นปานสัตว์ร้ายเข้าตาจน
“เจ้ามันจะไปรู้อะไร ที่ตระกูลฟ่านพ่ายศึกชนเผ่าหนานหมาน หาใช่เพราะพวกเราขี้ขลาดตาขาว หาใช่เพราะแม่ทัพไร้กลศึก ทว่าเป็นเพราะถูกอำนาจบัดซบบีบคั้น ทัพหลวงกรีธาศึก ราชสำนักกลับยัดเยียดขุนนางบุ๋นมาเป็นผู้ตรวจการกองทัพ”
“เจ้ารู้ซึ้งถึงอำนาจผู้ตรวจการกองทัพหรือไม่ เจ้าย่อมไม่มีวันรู้ ตระกูลจ้าวผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จ คำไหนคำนั้นในกองทัพเยี่ยนเหมิน ทว่าตระกูลฟ่านหาได้มีบารมีค้ำฟ้าเยี่ยงพวกเจ้า”
“ศึกครานั้น ไอ้ผู้ตรวจการอาศัยอำนาจกุมเสบียงกรัง สันดานโง่เขลาเรื่องพิชัยสงคราม กลับสาระแนชี้โบ๊ชี้เบ๊สั่งการรบ ยามแม่ทัพตระกูลฟ่านขัดขืน มันก็ยัดข้อหาว่าขัดราชโองการเตรียมก่อกบฏ หนำซ้ำยังถวายฎีกาสาดโคลน กล่าวหาว่าแม่ทัพตระกูลฟ่านเห็นมันเป็นหัวหลักหัวตอ ซ่องสุมกำลังทรยศ เสนอให้ราชสำนักไต่สวนสับหัวพวกเรา”
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเย็น “ตระกูลฟ่านอย่างไรเสียก็ถือป้ายตระกูลขุนพลทรงเกียรติ กุมอำนาจแม่ทัพบัญชาการศึก ไฉนต้องหัวหดเกรงกลัวอีแค่บัณฑิตปลายแถว มหาสงครามชี้เป็นชี้ตายเบื้องหน้า แม่ทัพใหญ่มีขวัญเทียมฟ้ายอมให้สุนัขตัวใดมาครอบงำได้อย่างไร”
“ตระกูลฟ่านย่อมไม่เคยหวาดกลัว”
ฟ่านจงหมิงหน้าดำทะมึนตะเบ็งเสียงกร้าว “ไอ้ผู้ตรวจการนั่นถูกแม่ทัพตระกูลฟ่านบั่นคอทิ้งกลางค่ายในเวลาไม่นาน ทว่าเปล่าประโยชน์ พอหัวมันหลุดจากบ่า ขุนนางบุ๋นตำแหน่งรองลงมาก็กระโดดงับตำแหน่งแทน ด้านหนึ่งถวายฎีกาฟ้องร้องราชสำนัก อีกด้านก็งัดป้ายอาญาสิทธิ์สั่งกองทัพตั้งค่ายตรึงกำลัง ห้ามเคลื่อนพลแม้แต่ก้าวเดียว ฝ่าฝืนถือเป็นกบฏแผ่นดิน”
จ้าวหนิงขมวดคิ้วมุ่น “บั่นคอคนเดียวไม่สยบ ก็บั่นมันสองคน สองคนไม่จบ ก็สับมันทิ้งทั้งสิบคน ศัตรูใหญ่อยู่เบื้องหน้า ผู้ใดขัดคำสั่งแม่ทัพต้องถูกเด็ดหัว กฎอัยการศึกใช่เศษกระดาษไร้ค่าเสียเมื่อใด”
ฟ่านจงหมิงแหงนหน้าหัวเราะร่วน เสียงสะท้อนความรันทดและเคียดแค้นคลุ้มคลั่งอย่างหาที่สุดไม่ได้
“บั่นคอสิบคนงั้นหรือ จะเอาปัญญาที่ไหนไปบั่นคอพวกมัน เจ้าคิดว่าทุกขุมกำลังจะหยัดยืนเยี่ยงตระกูลจ้าว ทุกตระกูลค้ำฟ้าประดุจขุนพลอันดับหนึ่งอย่างนั้นหรือ ใต้หล้ามีปราการหน้าด่านนับไม่ถ้วน ทว่าขั้วอำนาจที่ผูกขาดด่านสำคัญได้เบ็ดเสร็จ นอกเหนือจากตระกูลจ้าวแล้วก็ไร้ผู้ใดเทียมทาน ปราการแห่งอื่น ล้วนถูกแย่งชิงควบคุมดูแลร่วมกันโดยตระกูลขุนนางหลายสาย”
“รากฐานพวกเจ้าฝังลึกในกองทัพเยี่ยนเหมิน ย่อมไร้สุนัขตัวใดกล้าขัดคำสั่งทหาร ต่อให้มีตัวตลกกำเริบเสิบสาน ก็ย่อมลากคอไปสับทิ้งได้จนสิ้นซาก ทว่าตระกูลฟ่านของข้า… กรีธาทัพหลวงแห่งราชสำนักออกศึก”
“นอกจากผู้ตรวจการกองทัพ ตำแหน่งเสนาธิการทหาร สมุห์บัญชี ผู้คุมคลังเสบียง อาวุธ ม้าศึก เกราะป้องกัน ไปจนถึงผู้คุมกฎและนายกองสารพัด… พวกปลิงที่กุมเส้นเลือดใหญ่ของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นเสบียงกรัง อาวุธยุทโธปกรณ์ การปูนบำเหน็จ เบี้ยหวัด ม้าศึก พิธีการ และเอกสารราชการ ล้วนถูกยัดเยียดให้ขุนนางบุ๋นผูกขาดทั้งสิ้น”
“พวกเราจะง้างดาบสับหัวพวกมันให้เกลี้ยงค่ายเลยหรือ หากลงมือล้างบาง พวกเราย่อมถูกตีตราเป็นกบฏแผ่นดินอย่างแท้จริง”
“จ้าวหนิง เจ้าไม่กระจ่างหรอก ภายใต้กฎระเบียบของทัพหลวง สิ่งที่เรียกว่าแม่ทัพบู๊ ต่อให้เป็นขุนพลแห่งตระกูลฟ่าน... ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่มีหน้าที่พุ่งทะลวงฟันเป็นทัพหน้าคอยรับดาบเท่านั้น”
“ภายหลัง ราชสำนักส่งตัวผู้ตรวจการคนใหม่ลงมา กว่าจะถึงยามนั้น โอกาสทองในการเผด็จศึกก็หลุดลอยไปสิ้น ทัพชนเผ่าหนานหมานยึดครองชัยภูมิสมบูรณ์ ส่วนไอ้บัณฑิตคนใหม่ก็เอาแต่เห่าหอนว่าทัพหลวงต้าฉีเกรียงไกร ไฉนต้องหวาดกลัวคนป่าเถื่อน บีบให้พวกเราบุกตะลุยฝ่าดงธนูเข้าไป”
“แม่ทัพตระกูลฟ่านถูกราชสำนักคาดโทษ อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จตกอยู่ในอุ้งมือผู้ตรวจการ จำต้องกัดฟันก้มหน้ารับคำสั่ง แม้จะอาบเลือดสู้ตาย ทหารกล้าทอดร่างเป็นภูเขาเลากา ท้ายที่สุดก็ปราชัยย่อยยับ ศึกนรกครานั้น… ยอดฝีมือตระกูลฟ่านถูกฝังคาสมรภูมิไปกว่าครึ่ง”
“แล้วบทสรุปเป็นเช่นไร โทษทัณฑ์พ่ายศึกสมควรตกเป็นของไอ้ผู้ตรวจการ ทว่าราชสำนักกลับใช้ปลายพู่กันตวัดบิดเบือนสัจธรรม ตระกูลฟ่านกลับกลายเป็นแพะรับบาป ผู้นำตระกูลที่รั้งตำแหน่งแม่ทัพ และขุนพลตระกูลฟ่านทุกระดับชั้นล้วนถูกริบอำนาจ บรรดาศักดิ์สืบทอดถูกลิดรอนจนสิ้น”
เอ่ยถึงจุดนี้ ฟ่านจงหมิงก็น้ำตาอาบแก้ม ทุกข์ทรมานแสนสาหัส หันขวับไปจ้องจ้าวเสวียนจีที่นั่งสงบนิ่งหน้าโต๊ะศิลา “เจิ้นกั๋วกงนั่งตระหง่านบัญชาการทำเนียบเสนาธิการทหาร จะมืดบอดไม่รู้แจ้งถึงสถานการณ์ในศึกครานั้นเลยหรือ กองทัพทั่วหล้า นอกเหนือจากทหารองครักษ์รักษาพระองค์ ล้วนขึ้นตรงต่อทำเนียบเสนาธิการทหาร ยามเกิดศึกสงคราม ย่อมถูกควบคุมบัญชาการโดยพวกท่าน ทว่าในศึกหนานเจา… ทำเนียบเสนาธิการทหารเคยขยับตัวทำสิ่งใดบ้าง”
จ้าวเสวียนจีที่หลับตาพักผ่อนหาได้ลืมตาขึ้นมา น้ำเสียงยังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ทำเนียบเสนาธิการทหารเพียงกุมหมากกระดานใหญ่ เคลื่อนพลออกศึก และสนับสนุนเสบียงกรัง กิจการภายในกองทัพ ย่อมเป็นหน้าที่ของแม่ทัพจัดการกันเอง ศึกหนานเจา… นับเป็นเพียงสมรภูมิท้ายแถว ทำเนียบเสนาธิการทหารไร้ความจำเป็นต้องลดตัวลงไปบัญชาการศึกด้วยตนเอง”
“ทว่าระหว่างสมรภูมิเลือด ไฉนทำเนียบเสนาธิการทหารจึงไม่ออกหน้ากางปีกปกป้องตระกูลฟ่าน ปล่อยให้บัณฑิตผู้ตรวจการกำเริบเสิบสานทำตามอำเภอใจ กองทัพหลวงแห่งราชวงศ์ออกศึก บัญญัติกฎผู้ตรวจการกองทัพขึ้นมาตั้งแต่ยุคสมัยใดกัน และหลังพ่ายศึก เหตุใดพวกท่านจึงไม่ยื่นมือเข้ากอบกู้ ปล่อยให้พวกขุนนางบุ๋นสาดโคลนป้ายความผิดให้ตระกูลฟ่านแต่เพียงผู้เดียว”
จ้าวเสวียนจีแค่นเสียงเรียบ “ผู้นำตระกูลฟ่านของเจ้า ท้ายที่สุดก็รั้งป้ายแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจ ท้ายที่สุด… ก็คือคนแพ้สงคราม ดั้งเดิมย่อมต้องน้อมรับอาญาเป็นหลัก จะให้ข้ายกเหตุผลใดไปกางปีกปกป้องพวกเจ้าได้อีก”
ฟ่านจงหมิงใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึง “สรุปแล้ว ต่อให้มียศถาบรรดาศักดิ์ถึงเจิ้นกั๋วกง ท้ายที่สุดก็ยังหวาดหวั่นอำนาจพวกขุนนางบุ๋น ไม่กล้างัดข้อทวงความยุติธรรมกับพวกมันสินะ ตระกูลจ้าวแม้เป็นเสาหลักขุนพลอันดับหนึ่ง ทว่าหลังฉากคือพระญาติฝ่ายหญิงขั้วใหญ่ที่สุดแห่งราชวงศ์ เจิ้นกั๋วกงเองก็ปอดแหก กลัวพวกขุนนางบุ๋นจะฉวยโอกาสใช้ข้อหาพระญาติผูกขาดอำนาจมาลอบกัดพวกเจ้าใช่หรือไม่”