ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 181 ความหวาดผวา
ขุมกำลังที่จ้าวเลี่ยนำมา ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณนับพันนายที่จ้าวหนิงลอบซุ่มฝึกฝนในเมืองเยี่ยนผิงนานนับครึ่งปี
ทว่าเกณฑ์ ‘ระดับคุมปราณ’ เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ นายทหารระดับผู้บังคับกองขึ้นไปล้วนเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิด โดยมีขุมกำลังหลักเป็นคนของตระกูลจ้าว
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จ้าวเลี่ยบำเพ็ญ ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ฉบับปรับปรุงจนทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย หลังจ้าวหนิงหารือกับจ้าวเสวียนจี จึงมอบหมายให้เขากุมบังเหียนทัพผู้บำเพ็ญเพียรนับพันที่ติดอาวุธหน้าไม้ผลึกม่วงกลุ่มนี้
ในฐานะไพ่ตายก้นหีบ กองกำลังของจ้าวเลี่ยย่อมไม่ปรากฏตัวเอิกเกริก ณ ด่านเยี่ยนเหมินกวน พวกเขาเร้นกายมุ่งหน้าขึ้นเหนือทะลวงออกนอกด่าน อาศัยการประสานงานของฟ่านอี้และซูเยี่ยชิงตามหมากที่จ้าวหนิงวางไว้ ไปกบดานซ่อนเร้นในหุบเขาเร้นลับไม่ไกลจากอาณาเขตเผ่าเสี่ยวเยี่ย
แหล่งกบดานนี้เดิมทีเป็นซ่องโจรภูเขา หลังบดขยี้พวกมันจนแตกพ่ายและริบเสบียงพร้อมจับกุมเชลยที่รอดชีวิต ทัพของจ้าวเลี่ยก็อิ่มหนำสำราญไร้ข้อกังวลเรื่องเสบียงกรัง
ยามจ้าวหนิงนำขบวนเคลื่อนออกจากราชสำนักต๋าต้าน เขาได้สั่งให้หยางเจียนีล่วงหน้าไปก่อน สมทบกับยอดฝีมือตระกูลฟ่านกลางทาง แล้วเร่งรุดไปบรรจบกับค่ายของจ้าวเลี่ย
จากนั้นจึงอาศัยขุมพลังรบอันเบ็ดเสร็จ บุกทะลวงกวาดล้างโจรภูเขานับสิบกลุ่มในรัศมีหลายร้อยลี้จนราบเป็นหน้ากลอง ยอดฝีมือระดับคุมปราณขึ้นไปในหมู่โจรถูกบั่นคอสังเวยคมดาบจนสิ้น ทว่ากลับจงใจละเว้นชีวิตสวะระดับล่างไว้
การเก็บกวาดโจรภูเขาระดับล่างกว่าสามพันชีวิต ก็เพื่อบีบให้พวกมันเป็นทัพหน้าในการลอบจู่โจมยามวิกาล
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหมากกระดานใหญ่ที่จ้าวหนิงวางไว้แต่ต้น
จากความทรงจำในอดีตชาติ เผ่าต๋าต้านถูกเผ่าชี่ตันและเผ่าเทียนหยวนขนาบตีจนตั้งตัวไม่ติด พินาศย่อยยับในเวลาเพียงไม่กี่เดือน จ้าวหนิงจึงคาดการณ์ตั้งแต่ก่อนก้าวเท้าออกจากด่านเยี่ยนเหมินกวนแล้วว่า ราชสำนักต๋าต้านอาจไร้ซึ่งความตื่นตัวต่อภัยสงครามโดยสิ้นเชิง
หากสามารถใช้ลิ้นโน้มน้าวข่านต๋าต้านได้ย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าหากล้มเหลว เขาก็จำต้องใช้ไม้แข็ง บีบให้พวกมันเบิกตาดูความจริงโดยเร็วที่สุด
เมื่อวานนี้ จ้าวหนิงลอบถ่ายทอดคำสั่งเด็ดขาดแก่ค่ายอี่จื้อแต่เนิ่นๆ ซ้ำยังให้ซูเยี่ยชิงควบคุมตัวชาวเผ่าเสี่ยวเยี่ยไว้ทั้งหมด รอจนทัพจ้าวเลี่ยบรรจบกับยอดฝีมือตระกูลฟ่านและหออี้ผิ่น ก็เปิดฉากจู่โจมค่ายอี่จื้อตามแผนที่วางไว้
นี่คืองิ้วโรงใหญ่ทะลุฟ้า
แม้ฉากการรบจะดูดุเดือดเลือดพล่าน ทว่ายอดฝีมือทั้งสองฝ่ายต่างรับบัญชาเด็ดขาดห้ามลงมือปลิดชีพ
ฝั่งโจรภูเขายังถูกข่มขู่สำทับ หากล้มลงหรือบาดเจ็บต้องแกล้งตายคาที่ ห้ามลุกขึ้นมาสู้ต่อเด็ดขาด ส่วนทหารค่ายอี่จื้อที่เปี่ยมด้วยระเบียบวินัยและไหวพริบ ย่อมแสดงละครตบตาได้สมจริงไร้ที่ติ
ในเมื่อผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงในกลุ่มผู้ลอบจู่โจมล้วนเป็นคนกันเอง จ้าวหนิงจึงไร้ความกังวลว่าค่ายอี่จื้อจะสูญเสียกำลังพล
สำหรับโจรภูเขาสวะเหล่านั้น ต่อให้บางคนหน้ามืดตามัวลืมคำสั่งระหว่างตะลุมบอน พลังรบของพวกมันก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ภายใต้การคุมเชิงของยอดฝีมือสองฝั่ง การที่พวกมันคิดจะรุมทึ้งทหารค่ายอี่จื้อในชุดเกราะหนักย่อมเป็นเพียงฝันกลางวัน โจรภูเขาที่คลุ้มคลั่งพุ่งเข้าใส่ ย่อมมีจุดจบคือหัวหลุดจากบ่าในดาบถัดมา
ท่ามกลางการรบพุ่ง ทหารค่ายอี่จื้อรับมุกตามคำสั่งจ้าวหนิง แสร้งถอยร่นและล้มตายไปทีละคน ด้วยเกราะหนาคุ้มกาย ต่อให้โดนคมดาบโจรภูเขาฟาดฟันเข้าบ้าง ขอเพียงไม่ทะลุจุดตายก็ไร้รอยขีดข่วน
หลังงิ้วฉากนี้รูดม่าน ค่ายอี่จื้อแทบไร้ผู้พลีชีพ มีเพียงผู้บาดเจ็บสองสามร้อยนาย… บาดแผลย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์ชุลมุน ซ้ำหากไร้คนเจ็บ ฉากนองเลือดนี้ก็คงดูจอมปลอมเกินไป
ส่วนโจรภูเขาที่บาดเจ็บ ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
กล่าวโดยสรุป การปะทะอันดุเดือดนี้กินเวลาเพียงชั่วอึดใจ ด้วยความต่างชั้นของขุมกำลัง ค่ายอี่จื้อจึง ‘พ่ายแพ้’ อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความมืดมิด และรัชทายาทต๋าต้านที่มิใช่ขุนศึกเจนสนาม พอถูกจู่โจมก็ขวัญหนีดีฝ่อเผ่นหนีแต่หัววัน จึงไม่อาจจับพิรุธใดได้
ผู้ที่มีโอกาสล่วงรู้ความจริงมากที่สุด คือเหล่าองครักษ์ของรัชทายาทต๋าต้านที่รั้งท้ายสกัดศัตรู
ในหมู่พวกมันย่อมมียอดฝีมือและผู้ปราดเปรื่อง
น่าเสียดาย ที่คนเหล่านี้… ถูกกำหนดให้ต้องทิ้งลมหายใจไว้ที่นี่ทั้งหมด
นอกเหนือจากพวกมัน กลุ่มคนที่อาจปากสว่างแพร่งพรายความลับ ก็คือโจรภูเขาที่ถูกหลอกใช้
ทว่าจ้าวหนิงกะจะใช้พวกมันแค่กระดาษชำระเช็ดคราบเลือด เขาไม่คิดจะปล่อยโจรภูเขารอดไปแม้สักตัว หากพวกมันเป็นสุจริตชน จ้าวหนิงอาจยอมเสียเวลาหาวิธีละเว้นชีวิต แต่ความจริงคือ… สวะพวกนี้สมควรตาย
อีกกลุ่มคือชาวเผ่าเสี่ยวเยี่ยที่อยู่ติดกัน หากพวกมันเห็นค่ายอี่จื้อถอนทัพออกไปอย่างครบถ้วนในวันนี้ ย่อมกลายเป็นภัยหอกข้างแคร่ ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่เมื่อคืน ซูเยี่ยชิงจึงส่งคนไปประกบจับตาดูพวกมันไว้ ปิดตายกระโจมไม่ให้โผล่หัวออกมา
รอจนค่ายอี่จื้อถอนกำลังลับตา การควบคุมเผ่าเสี่ยวเยี่ยจึงจะสิ้นสุดลง
“ดูแววตาของพวกโจรภูเขาสิ ช่างว่างเปล่าและไร้เดียงสา ราวกับชาวบ้านตาดำๆ ที่พวกมันเคยบั่นคอเสียจริง” จ้าวซวิ่นลูบปลายคาง เชยชมสภาพน่าสมเพชของโจรภูเขาด้วยความสำราญใจ ใบหน้าฉายแววเย้ยหยันและสะใจ
“วิปริต” จ้าวเลี่ยถ่มน้ำลายลงพื้น รังเกียจท่าทีของจ้าวซวิ่นอย่างไม่ปิดบัง
พวกเขาไม่รีรอให้เสียเวลา คุมตัวกลุ่มโจรภูเขาไปยังหุบเขาลับตา บีบให้พวกมันขุดหลุมฝังศพตัวเอง ท้ายที่สุด ยอดฝีมือของจ้าวเลี่ยก็มิได้ลงทัณฑ์ทรมานให้มากความ สับไกหน้าไม้ผลึกม่วงปลิดชีพพวกมันร่วงหล่นลงหลุมแล้วฝังกลบเป็นอันเสร็จสิ้น
จากนั้น ทหารค่ายอี่จื้อก็ผลัดเปลี่ยนไปสวมชุดโจรภูเขา เคลื่อนทัพลงใต้มุ่งหน้ากลับด่านเยี่ยนเหมินกวน
ในนามแล้วพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นวิญญาณเร่ร่อนในสนามรบ ย่อมไม่อาจโผล่หัวให้เผ่าต๋าต้านจับได้อีก
ส่วนกองกำลังของจ้าวเลี่ย เร่งลบเลือนร่องรอยคาวเลือดจนหมดจด ทว่าพวกเขาจะไม่หันหลังกลับด่านเยี่ยนเหมินกวน
……
ณ ราชสำนักเทียนหยวน
เบื้องหน้ากระโจมที่ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนดุจขุนเขา รัชทายาทเหมิงชื่อผู้มีท่วงท่าองอาจยืนไพล่มือไว้เบื้องหลัง ทอดสายตามองสุริยันสีชาดที่ค่อยๆ ลอยเด่นเหนือขอบฟ้า หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมแผ่รังสีอำมหิต
“ท่านพี่อย่าได้กังวลจนเกินไป การที่จ้าวหนิงอ้อมเมืองศิลาไป อาจไม่มีเจตนาสลักสำคัญอันใด คนผู้นี้มักมีลูกไม้แปลกประหลาดคาดเดายากเสมอ” เซียวเยี่ยนก้าวเข้ามาจากด้านหลัง
เหมิงชื่อนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย
พระราชสาส์นที่ส่งถึงต้าฉีลุล่วงแล้ว ซ่งจื้อรับปากให้เขาเดินทางไปขอขมาที่เมืองเยี่ยนผิง ทุกกระดานล้วนเดินไปตามหมากที่เขาวางไว้
ทว่าในจังหวะนี้เอง เมืองศิลากลับส่งข่าวร้อน ตอนที่ส่งคนไปดักรอต้อนรับขบวนของจ้าวหนิง อีกฝ่ายกลับหักหัวม้าอ้อมเมืองศิลา เร่งรุดเจาะทะลวงเข้าสู่ใจกลางดินแดนชี่ตัน
พฤติกรรมวิปริตนี้ กระตุ้นสัญชาตญาณอันตรายของเหมิงชื่อในทันที
หากเป็นยามปกติ เรื่องนี้ย่อมไร้ความหมาย ต่อให้จ้าวหนิงจะเหยียบย่ำหน้าชาวชี่ตัน ก็เป็นเพียงความโอหังจองหอง ทว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เหมิงชื่อไม่กล้าชะล่าใจ
กระนั้น เขาก็ไม่ถึงขั้นรวนเรตื่นตระหนก “แผนเด็ดหัวคุณชายตระกูลจ้าวผู้นี้ จั่วเสียนหวังเตรียมหมากรับมือไว้อย่างรัดกุมแล้ว ย่อมไม่มีข้อผิดพลาด ข้ามิได้กังวลใจนัก”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็แค่นเสียงเย้ยหยัน “ขอเพียงสองสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งยังไม่ออกมาจากด่านเยี่ยนเหมินกวน คุณชายตระกูลจ้าววัยสิบกว่าปีจะสร้างคลื่นลมอันใดได้ ต่อให้มันจะเก่งกาจปานใด ท้ายที่สุดก็เป็นแค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่หย่านม”
“คิดว่าอ้อมเมืองศิลาไปแล้ว จะขุดคุ้ยความลับสะท้านฟ้าอะไรได้เชียว หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นไม่ได้แปลว่ามันเก่งกาจ แต่แปลว่าข้ามันสวะ ที่ปกปิดแผนเตรียมรบไม่มิดชิด”
“สิ่งที่ข้ากังวลในยามนี้ คือไส้ศึกของราชวงศ์ต้าฉีที่ซุกซ่อนอยู่ในราชสำนักต่างหาก”
เซียวเยี่ยนเงียบงัน ยามเอ่ยถึงไส้ศึกผู้นี้ นางเองก็ปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นกัน
ทว่าขณะที่เหมิงชื่อเบือนกายกลับ พลันปรากฏจุดดำเล็กๆ ทะลวงพ้นเส้นขอบฟ้าท่ามกลางแสงอรุณ และขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพ่งพินิจดูให้ดี กลับเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่กำลังเหินทะยานแหวกอากาศพุ่งเข้ามาดุจดาวตก
อีกฝ่ายมิได้ควบตะบึงบนพื้นดิน ทว่ากำลังเหาะเหินเรี่ยยอดหญ้า!
ยอดฝีมือระดับราชันย์!
เซียวเยี่ยนหน้าถอดสี นัยน์ตาเหมิงชื่อหดเกร็ง ลางสังหรณ์อัปมงคลพุ่งปะทุขึ้นในใจของคนทั้งสองพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ตอนจ้าวหนิงอ้อมเมืองศิลา จั่วเสียนหวังเพียงส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายมารายงานข่าวข้ามคืน ทว่าบัดนี้ จั่วเสียนหวังถึงขั้นทุ่มใช้ยอดฝีมือระดับราชันย์เป็นม้าเร็ว!
ย่อมเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์วัยกลางคนรุดมาถึงราชสำนักในชั่วพริบตา ทิ้งตัวลงกระแทกพื้นพุ่งทะยานมาเบื้องหน้าเหมิงชื่อ ประสานมือคารวะลวกๆ ก่อนเค้นเสียงหนักอึ้ง “รัชทายาท เมื่อคืนนี้เกิดเรื่องวิปริตขึ้นแล้ว”
“ขบวนของจ้าวหนิงควบม้าตะบึงมาสองวันสองคืนรวด หลังบรรลุถึงอาณาเขตเผ่าเสี่ยวเยี่ยริมแม่น้ำชางสุ่ย จู่ๆ พวกมันก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยภายในชั่วข้ามคืน”
“พวกเราเค้นคอถามชาวเผ่าเสี่ยวเยี่ย หัวหน้าเผ่าสารภาพว่า ขบวนของจ้าวหนิงถูกขุมกำลังมืดลอบจู่โจมกลางดึก การปะทะดุเดือดเลือดพล่านถึงขีดสุด”
“ครั้นรุ่งสาง พวกมันเข้าไปตรวจสอบค่าย… กลับไม่พบผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว”
สิ้นคำรายงาน เซียวเยี่ยนถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง เหมิงชื่อใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับขาว ก่อนตวาดกร้าว “ใครหน้าไหนบังอาจลอบกัดกองทัพเยี่ยนเหมิน บนทุ่งหญ้าผืนนี้ นอกจากราชสำนักเทียนหยวน ยังมีสวะตัวใดกล้ากระตุกหนวดเสือกองทัพเยี่ยนเหมินอีก”
บุรุษวัยกลางคนส่ายหน้า สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด “พวกเราขุดคุ้ยไม่พบเบาะแสของขุมกำลังมืดนั่นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หัวใจเซียวเยี่ยนร่วงหล่นวูบ สัญชาตญาณกรีดร้องว่าหายนะมาเยือนแล้ว
นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมรณะอีกครา… วิกฤตถึงขีดสุด ที่น่าสะพรึงคือวิกฤตครั้งนี้นางไม่อาจหยั่งรู้ตื้นลึกหนาบางได้เลย ศัตรูเปรียบดั่งอสูรกายยักษ์ที่เร้นกายในเงามืด อ้าปากกว้างรอขย้ำเหยื่อ แข็งแกร่งทว่าไร้ร่องรอย
นางกำลังจะถูกกลืนกิน ทว่ากลับต่อต้านอันใดไม่ได้เลย
ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยนัก ยามนางนั่งบัญชาการอยู่ในเมืองเยี่ยนผิง สั่งการให้ลูกน้องกลืนกินหออี้ผิ่นแต่กลับพ่ายแพ้ยับเยิน ต้องทนรับฟังรายงานความปราชัยที่หลั่งไหลเข้ามา ก็เป็นความรู้สึกบัดซบเช่นนี้
จิตสังหารและความหวาดผวาเกาะกุมหัวใจ จนนางไม่อาจสะกดกลั้นอาการสั่นสะท้านของร่างกายไว้ได้
เหมิงชื่อหลับตาลง สูดลมหายใจลึกสะกดกลั้นอารมณ์ ชั่วพริบตาในหัวมีล้านความคิดตีรวน
ผู้ที่มีแรงจูงใจและความกล้าหาญเด็ดหัวกองทัพเยี่ยนเหมินมีเพียงพวกตน ทว่าพวกตนมิได้ลงมือ เช่นนั้นขุมกำลังมืดที่เล่นงานจ้าวหนิง ย่อมเป็นไปได้เพียงตัวตนเดียว
คือตัวจ้าวหนิงเอง!
กล่าวอีกนัย… คือกองทัพเยี่ยนเหมิน!
พวกมันจัดฉากนี้ขึ้นเพื่อเหตุใด
ย่อมต้องมีแผนอำมหิตแอบแฝง
กองทัพเยี่ยนเหมินกระหายสิ่งใดกันแน่?
สงคราม!
ดั่งที่เซียวเยี่ยนเคยวิเคราะห์ ขุนนางบู๊ราชวงศ์ต้าฉี เมื่อไร้ซึ่งไฟสงคราม อำนาจบารมีก็ตกต่ำลงทุกวัน ซ้ำยังถูกพวกขุนนางบุ๋นเหยียบย่ำกดขี่
ดังนั้น พวกมันจึงกระหายสงคราม
เช่นนั้น หมากกระดานนี้ของพวกมันคือสิ่งใด?
จัดฉากว่ากองทัพเยี่ยนเหมินที่ลาดตระเวนบนทุ่งหญ้าถูกซุ่มโจมตีจนพินาศย่อยยับ จากนั้นก็สาดโคลนใส่เผ่าชี่ตัน เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจุดชนวนไฟสงคราม
แผนการนี้มีสิทธิ์สำเร็จหรือ?
หากเป็นยามปกติ ย่อมล้มเหลว
ข่านชี่ตันเพียงรุดลงใต้ไปเยือนเมืองเยี่ยนผิง ย่อมชี้แจงแถลงไขข้อกังขานี้ให้กระจ่างได้
ทว่าบัดนี้เล่า?
คำตอบคือ… สัมฤทธิ์ผลแน่นอน
เพราะทุ่งหญ้าผืนนี้กำลังจะลุกเป็นไฟอยู่รอมร่อ!
เผ่าชี่ตันและเผ่าเทียนหยวนเตรียมกรีธาทัพบดขยี้เผ่าต๋าต้านในเร็ววัน ไม่ว่าฮ่องเต้ต้าฉีหรือกองทัพเยี่ยนเหมินจะมีท่าทีเช่นไร หรือมีราชโองการใด สงครามนี้ก็ไม่อาจยุติ
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ภายใต้วิกฤตนี้ กำลังจะแปรเปลี่ยนจากนายบ่าวกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต
คำถามคือ… กองทัพเยี่ยนเหมินเอาความโอหังมาจากไหน ถึงกล้าก่อเรื่องอุกอาจเช่นนี้ พวกมันไม่กลัวข่านชี่ตันรุดไปเมืองเยี่ยนผิงเพื่อแฉความจริงหรือไร
พวกขุนนางบุ๋นต้าฉีที่หวังหลบเลี่ยงสงคราม ย่อมกระโดดออกมาเป็นปากเสียงแก้ต่างให้ข่านชี่ตันแน่
เว้นเสียแต่ว่า… กองทัพเยี่ยนเหมินจะมั่นใจเต็มสิบส่วน ว่าต่อให้ข่านชี่ตันจะคุกเข่าอ้อนวอนหน้าเมืองเยี่ยนผิง สงครามบนทุ่งหญ้าก็จะปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
เหตุใดพวกมันถึงได้กำเริบเสิบสานปานนั้น?
มีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว
กองทัพเยี่ยนเหมินล้วงรู้แผนการศึกของราชสำนักเทียนหยวนทะลุปรุโปร่งมาแต่แรกแล้ว!
ก้อนเนื้อในอกเหมิงชื่อกระตุกวูบอย่างรุนแรง
ผิดแล้ว… ก่อนหน้านี้เขาคำนวณหมากพลาดถนัด เขาประเมินกองทัพเยี่ยนเหมินต่ำไป และประเมินจ้าวหนิงต่ำเกินไป
การที่จ้าวหนิงหิ้วคอรัชทายาทต๋าต้านไปเผ่าชี่ตัน ไม่ใช่เพื่อเจรจาผูกมิตร แต่เพื่อจัดฉากลอบสังหารครั้งนี้! เพื่อจุดไฟสงครามไปพร้อมกับการบีบเผ่าต๋าต้านให้เป็นทัพหน้า!
เผ่าต๋าต้านย่อมต้องระดมไพร่พลเตรียมทำศึกทันที แผนลอบจู่โจมเผ่าต๋าต้านของพวกเขามีอันต้องพังพินาศย่อยยับ เพียงเพราะเขาประมาทฝีมือของจ้าวหนิง!
ใบหน้าเหมิงชื่อซีดเผือดไร้สีเลือด
ทว่าวิกฤตที่บัดซบยิ่งกว่า ได้วางแผ่หลาอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
ราชสำนักเทียนหยวน มีหนอนบ่อนไส้ของราชวงศ์ต้าฉีแฝงตัวอยู่จริงๆ
พวกมันพลิกแผ่นดินหามาเนิ่นนานแต่คว้าน้ำเหลว จนแทบปักใจเชื่อว่าบุคคลผู้นี้เป็นเพียงตัวหมากหลอกของจ้าวหนิง ทว่าความจริงตบหน้าฉาดใหญ่… ไส้ศึกผู้นี้มีตัวตนอยู่จริง
หากไร้หนอนบ่อนไส้ผู้นี้ ตระกูลจ้าวจะล่วงรู้หมากกระดานรบของพวกมันได้อย่างไร
และไส้ศึกผู้นั้น แพร่งพรายความลับระดับคอขาดบาดตายไปอีกมากน้อยเพียงใด!
เหมิงชื่อไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้งไปกว่านี้
เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดผวาที่กัดกินหัวใจ
ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็ตระหนักรู้แจ้ง ว่าลำพังอำนาจของเขาเพียงคนเดียว ไม่อาจกุมบังเหียนสถานการณ์วิปริตนี้ได้อีกต่อไป
“ข้าจะไปขอเข้าเฝ้าท่านข่าน”