ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 180 ลอบจู่โจมยามวิกาล (ตอนปลาย)
สีหน้าจ้าวหนิงดำทะมึน ท้ายที่สุดฝ่ามือหนาก็ตบฉาดลงบนต้นขา ตัดสินใจเด็ดขาด เขาหันไปสั่งจ้าวซวิ่นที่เพิ่งถอยร่นกลับมา “ท่านอาสี่ พาทุกคนฝ่าออกไปทางขวา คุ้มกันพวกข้าทะลวงวงล้อมไปทางซ้าย”
จ้าวซวิ่นหน้าซีดเผือด ทว่ายังคงพยักหน้ารับคำ “ขอรับ คุณชาย”
จ้าวหนิงตวัดสายตาจ้องรัชทายาทต๋าต้านเขม็ง อีกฝ่ายชะงักงันไปชั่วอึดใจ ก่อนลนลานหันไปสั่งผู้บัญชาการองครักษ์ข้างกาย “เจ้านำกำลังไปช่วยแม่ทัพจ้าวระวังหลัง ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน พวกเจ้า…ตามมาให้ทันล่ะ”
ผู้บัญชาการองครักษ์หน้าถอดสีไร้สีเลือด เขาย่อมมองออกว่าสถานการณ์ตรงหน้า หากพุ่งออกไปคือการกระโจนเข้าสู่วงล้อมสังหาร มีแต่ตายสถานเดียว ไร้หนทางตามรอยรัชทายาทต๋าต้านได้อีก
ทว่าคำสั่งย่อมเป็นคำสั่ง เขามิอาจขัดขืน ทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม
“จังหวะนี้แหละ ลงมือ” จ้าวหนิงตวาดกร้าว
“ฆ่า” นัยน์ตาจ้าวซวิ่นแดงก่ำ แผดเสียงคำรามดุจสัตว์ร้าย นำยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดส่วนใหญ่พุ่งทะยานออกไป
ผู้บัญชาการองครักษ์ขบกรามแน่น ตะโกนก้องเป็นภาษาต๋าต้าน นำกำลังส่วนใหญ่พุ่งทะลวงตามหลังจ้าวซวิ่น
วินาทีนั้น ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดฝ่ายศัตรูพลันตวาดลั่น “พวกมันกำลังจะฝ่าวงล้อม อย่าปล่อยให้หนีรอดไปได้”
“สกัดไว้ให้หมด หากหลุดรอดไปได้ พวกเราไม่อาจรับผลที่ตามมาไหวแน่”
“ห้ามเหลือรอดแม้แต่คนเดียว”
ถ้อยคำเหล่านั้นเสียดแทงเข้าหูรัชทายาทต๋าต้านอย่างชัดเจน กระแทกกระทั้นจนก้อนเนื้อในอกแทบกระดอนหลุดจากคอหอย ไม่รอให้เขาลนลานจนขวัญหนีดีฝ่อ จ้าวหนิงก็คว้าคอเสื้อเขาหมับ ตวาดกร้าวข้างหู
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไป”
แรงกระชากดึงรัชทายาทต๋าต้านหลุดจากภวังค์ เขารีบรีดเร้นพลังบำเพ็ญพุ่งทะยานตามหลังจ้าวหนิง โดยมียอดฝีมือตระกูลจ้าวและองครักษ์ที่เหลืออีกไม่กี่คนคอยคุ้มกัน ตีฝ่าออกไปทางด้านซ้าย
เมื่อมีกลุ่มจ้าวซวิ่นดึงดูดความสนใจ แม้การตีฝ่าวงล้อมจะอาบย้อมไปด้วยเลือดและมีสหายล้มตาย ทว่าท้ายที่สุดพวกเขาก็ทะลวงหลุดจากจุดที่ศัตรูหนาแน่นที่สุด กระโจนข้ามกำแพงค่ายออกมาได้สำเร็จ
ยามเหลียวมองกลับไปด้วยความขวัญผวา รัชทายาทต๋าต้านเห็นองครักษ์ยอดฝีมือของตนร่วงหล่นลงทีละคน ขณะที่ยอดฝีมือศัตรูหลายคนเริ่มแยกตัวไล่กวดมาจากด้านข้าง
ผู้ไล่ล่าแผ่รังสีอำมหิตร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด พวกมันทะยานร่างไล่กวด พลางกวัดแกว่งศาสตราปราณตะคอกสั่งให้หยุด ซ้ำยังส่งเสียงเรียกพรรคพวกให้ตามมาสมทบ
ระยะห่างระหว่างกันยังไม่ไกลนัก ด้วยพลังบำเพ็ญที่ไม่ธรรมดา รัชทายาทต๋าต้านจึงได้ยินเสียงตวาดเดือดดาลของอีกฝ่ายชัดเจน
“รัชทายาทต๋าต้านอยู่นั่น ตามข้ามา”
“ต้องจับเป็นรัชทายาทต๋าต้านให้ได้ ห้ามปล่อยให้มันหนีรอดไปเด็ดขาด”
“หากปล่อยมันหลุดมือ ภารกิจที่ท่านอ๋องมอบหมายล้มเหลว พวกเราต้องตายโหงกันหมด”
สิ้นเสียงนั้น นัยน์ตารัชทายาทต๋าต้านแทบเหลือกถลนออกจากเบ้า
คนพวกนี้มุ่งเป้ามาที่เขา
พวกมันไม่ใช่โจรภูเขากระจอก! มิฉะนั้นจะหลุดคำว่า ‘ภารกิจที่ท่านอ๋องมอบหมาย’ ออกมาได้อย่างไร
สวะพวกนี้…ต้องเป็นทหารม้าชี่ตันจำแลงมาแน่
มิน่าเล่า ยอดฝีมือฝั่งศัตรูถึงได้มากมายก่ายกองปานนี้
รัชทายาทต๋าต้านอกสั่นขวัญแขวน อดฉุกคิดไม่ได้ว่า คนพวกนี้ต้องการจับเป็นเขาไปทำไม?
“คุณชาย พวกมันใกล้ตามทันแล้ว”
รัชทายาทต๋าต้านยังไม่ทันขบคิดให้กระจ่าง ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวคนหนึ่งก็ตะโกนบอกจ้าวหนิงด้วยความร้อนรนถึงขีดสุด
“เร็ว เร็วเข้า เร็วกว่านี้อีก”
รัชทายาทต๋าต้านสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงสั่นสะท้านของจ้าวหนิงอย่างชัดเจน
หัวใจของเขาดิ่งวูบลงสู่ห้วงเหวแห่งความสิ้นหวัง
พวกเขาหนีไม่พ้นแน่ ในบรรดาผู้ไล่ล่ามียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ความเร็วเหนือชั้นเกินไป
ควรทำอย่างไรดี
ทิ้งจ้าวหนิง แล้วเผ่นหนีเอาตัวรอดคนเดียว?
เขามีพลังบำเพ็ญระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ย่อมมีโอกาสรอดสูงกว่า ส่วนจ้าวหนิงอยู่เพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น มีแต่จะเป็นตัวถ่วง
ขณะที่รัชทายาทต๋าต้านกำลังชั่งน้ำหนัก คนตระกูลจ้าวเมื่อครู่ก็เอ่ยปากอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล “คุณชาย โปรดดูแลครอบครัวข้าด้วย”
สิ้นเสียงนั้น ถ้อยคำประสานก็ดังขึ้นพร้อมกันอีกหลายสาย “คุณชาย รักษาตัวด้วย”
“ไม่” จ้าวหนิงแผดเสียงคำรามอย่างสิ้นหวัง
รัชทายาทต๋าต้านเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวข้างกายจ้าวหนิงล้วนหยุดฝีเท้าลงกันหมดสิ้น!
มิเพียงแค่นั้น พวกเขายังลงมือฉุดรั้งองครักษ์ของเขาเอาไว้ด้วย
เดิมทีเหล่าองครักษ์ย่อมไม่อยากหยุดฝีเท้า ทว่ากลับถูกยอดฝีมือตระกูลจ้าวใช้กำลังบังคับรั้งตัวไว้
ยามนี้ใครๆ ล้วนดูออก หากไร้คนอยู่รั้งท้ายสกัดกั้น ทั้งเขาและจ้าวหนิงไม่มีทางหนีรอดไปได้เด็ดขาด!
“พวกเจ้าอยู่รั้งท้าย” รัชทายาทต๋าต้านตวาดสั่งองครักษ์ของตนโดยไร้ความลังเล
เมื่อเห็นว่าองครักษ์บางคนพยายามขัดขืน เขาก็รีบแผ่จิตสังหารพลางข่มขู่สำทับ “สกัดพวกมันไว้ หากใครขัดขืน กลับไปเมื่อไหร่ข้าจะฆ่าล้างโคตรพวกเจ้าให้เหี้ยน”
สิ้นคำประกาศกร้าว เหล่าองครักษ์ล้วนร่างกายแข็งค้าง สายตาที่มองไปยังรัชทายาทต๋าต้านเปี่ยมด้วยความหวาดผวา ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
รัชทายาทต๋าต้านฉวยจังหวะนั้นคว้าแขนจ้าวหนิง สับเท้าพุ่งทะยานหนีเอาชีวิตรอดโดยไม่รั้งรอแม้แต่ครึ่งเค่อ
ยามนี้เขากระจ่างแจ้งแล้ว หากทิ้งจ้าวหนิงไว้ จุดจบภายหน้าย่อมพังพินาศ ในเมื่อเป้าหมายที่แท้จริงของพวกชี่ตันคือตัวเขา พวกมันอาจไม่ลงมือสังหารจ้าวหนิง
ทว่าหากจ้าวหนิงรอดชีวิตกลับไปได้ การกระทำที่เขาทอดทิ้งสหายร่วมรบในวันนี้ ย่อมสร้างรอยแค้นฝังลึก วันหน้ากองทัพเยี่ยนเหมิน หรือกระทั่งราชวงศ์ต้าฉี ย่อมต้องตามชำระความ!
นี่คือสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่กระตุ้นให้สมองเขาแล่นปราด
การสละชีพสกัดกั้นของยอดฝีมือตระกูลจ้าวและเหล่าองครักษ์บรรลุผลตามคาด ทั้งสองฝ่าข้ามที่ราบได้อย่างราบรื่น เร้นกายเข้าสู่ป่าลึก อาศัยภูมิประเทศสลับซับซ้อน สลัดหลุดจากการไล่ล่าได้ในที่สุด
หนีตายหัวซุกหัวซุนมาทั้งคืน ยามตะวันเบิกฟ้า พวกเขาก็รุดพ้นอาณาเขตเผ่าชี่ตันแล้ว เมื่อแน่ใจว่าเบื้องหลังไร้เงาผู้ติดตาม รัชทายาทต๋าต้านที่เรี่ยวแรงเหือดแห้งก็ปล่อยมือจากจ้าวหนิง ทิ้งตัวนอนแผ่หราบนโขดหิน อ้าปากหอบหายใจรวยรินประดุจปลาขาดน้ำ
สภาพของจ้าวหนิงเองก็อเนจอนาถไม่ต่างกันนัก
หลังพักหอบจนพอฟื้นกำลัง รัชทายาทต๋าต้านก็หยัดกายลุกขึ้นนั่ง ชี้หน้าด่าทอไปทางทิศตะวันออกด้วยความคั่งแค้น
“ไอ้พวกเดรัจฉาน! เดรัจฉานชี่ตัน ถึงกับกล้าฉวยโอกาสลอบกัดตอนกลางคืน ช่างกินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไร ข้าจะทำให้พวกมันต้องชดใช้”
“สวะโสโครก บังอาจลงมือกับข้า กล้าประกาศศึกกับเผ่าต๋าต้าน เช่นนั้นเปิ่นไท่จื่อจะสนองประสงค์พวกมันเอง หากครานี้ข้าไม่กวาดล้างเผ่าชี่ตันให้สิ้นซาก ขอสาบานว่าจะไม่ขอเกิดเป็นคนอีก”
มาถึงยามนี้ เขากระจ่างแจ้งแล้วว่าจุดประสงค์ที่พวกชี่ตันต้องการจับเป็นเขาคือสิ่งใด… พวกมันต้องการรีดเค้นความลับทางการทหารและการเมืองของเผ่าต๋าต้าน ขุมกำลังของแต่ละเผ่าย่อย การจัดวางกำลังพล ตลอดจนข้อมูลของขุนนางใหญ่และยอดฝีมือ
จากนั้นก็จะใช้ฐานะรัชทายาทของเขาเป็นเครื่องมือต่อรอง ยามเปิดศึก ย่อมใช้เขาข่มขู่กองทัพต๋าต้าน หรือแม้แต่บงการความเคลื่อนไหวของข่านต๋าต้านได้
ซ้ำร้ายพวกมันอาจวางแผนการณ์ไกล หลังจากพิชิตเผ่าต๋าต้านลงได้ ก็จะเชิดเขาออกหน้าเกลี้ยกล่อมผู้คน บงการเขาในฐานะหุ่นเชิด
และนี่คือประโยชน์สูงสุดของรัชทายาทเช่นเขาในยามศึก
นอกเหนือจากนี้ พวกชี่ตันไร้เหตุผลอื่นใดที่จะต้องจับตาย
พวกชี่ตันต้องการเปิดศึกกับเผ่าต๋าต้านจริงๆ!
จ้าวหนิงทรุดฮวบลงกับพื้น ทุบกำปั้นลงบนโขดหิน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความรวดร้าวโศกสลด “ค่ายอี่จื้อของข้า คนตระกูลข้า ล้วนสูญสิ้น… ข้าจะกลับไปสู้หน้าท่านพ่อและราชสำนักได้อย่างไร”
รัชทายาทต๋าต้านเห็นสภาพจ้าวหนิงเช่นนั้น ความรู้สึกผิดและละอายใจก็ตีตื้นขึ้นมาจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
จ้าวหนิงเคยเตือนมาตลอดว่าเผ่าชี่ตันเตรียมจะบุก ทว่าเขากลับดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อ
หากคราวนี้จ้าวหนิงไม่ดั้นด้นรวบรวมหลักฐานในดินแดนชี่ตัน เพื่อพิสูจน์แผนการร้ายและช่วยเหลือเผ่าต๋าต้าน พวกเขาก็คงไม่ต้องลักลอบเข้ามา ทหารใต้สังกัดของจ้าวหนิงก็คงไม่ถูกกวาดล้างจนเหี้ยน และคนสนิทเหล่านั้นก็คงไม่ต้องสังเวยชีวิต...
รัชทายาทต๋าต้านรีบคุกเข่าลงข้างกายจ้าวหนิง รั้งมือที่กำลังทุบตีโขดหินอย่างบ้าคลั่งเอาไว้ “แม่ทัพจ้าว ผิดหมื่นครั้งพันครั้งล้วนเป็นความผิดของข้า เป็นข้าที่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง เป็นเพราะข้า กองทัพเยี่ยนเหมินถึงได้…”
“ท่านวางใจเถิด ข้ากลับไปแล้ว ย่อมชดเชยให้แก่เหล่าทหารกล้าที่พลีชีพอย่างแน่นอน ชดเชยให้สามเท่า… ไม่สิ สิบเท่า! ข้าจะรับรองให้ครอบครัวของพวกเขาสุขสบาย มีกินมีใช้ไปชั่วชีวิต พรั่งพร้อมด้วยลาภยศสรรเสริญ”
“เผ่าต๋าต้านจะชดใช้ความเสียหายแก่กองทัพเยี่ยนเหมิน และจะทูลสรรเสริญความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของแม่ทัพจ้าวต่อองค์ฮ่องเต้ต้าฉี แม่ทัพจ้าว โปรดหักห้ามความโศกเศร้าด้วยเถิด…”
“พวกชี่ตันมันมีสันดานหมาป่า อำมหิตผิดมนุษย์มนา พวกเราจะกลับราชสำนักเดี๋ยวนี้เพื่อระดมทัพเข้าบดขยี้มัน! แม่ทัพจ้าว คนทั้งเผ่าต๋าต้านจะสลักบุญคุณของท่านไว้ในใจ และจะมอบของกำนัลตอบแทนให้ท่านพึงพอใจอย่างแน่นอน”
จ้าวหนิงมองรัชทายาทต๋าต้านที่หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความรู้สึกผิด เมื่อแน่ใจแล้วว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลั่นออกมาจากใจจริง เขาก็เผยอปาก ส่ายหน้าด้วยความปวดร้าวไร้สุ้มเสียง “ข้าหลงนึกว่าหากอ้อมหลบเมืองศิลา เร่งรุดแทรกซึมเข้าถึงใจกลางเผ่าชี่ตัน จะสามารถสลัดหลุดจากการจับตาและซื้อเวลาสืบข่าวได้ ไม่คิดเลยว่า… สุดท้ายก็ยังถูกพวกมันไล่ล่าจนเจอ”
รัชทายาทต๋าต้านกระจ่างแจ้งในบัดดล เพิ่งเข้าใจซึ้งถึงเจตนาดีอันแสนยากลำบากของจ้าวหนิง
ยามนึกถึงตอนที่ตนเหน็ดเหนื่อยแล้วเอาแต่ลอบก่นด่าจ้าวหนิง เขาก็ละอายใจจนแทบสิ้นมโนธรรม เมื่อเทียบกับความปราดเปรื่องของจ้าวหนิงแล้ว ตัวเขาก็โง่บัดซบไม่ต่างอะไรกับสุกร
ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “ใครจะไปคาดคิดว่าพวกชี่ตันจะวิกลจริตถึงขั้นนี้ บังอาจปลอมเป็นโจรภูเขามาลงมือกับกองทัพเยี่ยนเหมิน...”
ในความรู้สึกของเขา กองทัพเยี่ยนเหมินคือขุมกำลังที่สามารถเดินกร่างบนทุ่งหญ้าอย่างไร้ข้อกังขา ไม่มีผู้ใดกล้าแหยม ก่อนหน้านี้เขาทะนงตนว่ามีกองทัพเยี่ยนเหมินคุ้มครอง ระหว่างทางจึงทำตัวหย่อนยานมาตลอด
ถ้ารู้แต่แรกว่าพวกชี่ตันจะบังอาจเหิมเกริมปานนี้ ก่อนออกจากราชสำนัก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องอัญเชิญยอดฝีมือระดับราชันย์มาคุ้มกันให้จงได้
“โชคดีที่พวกเราหนีรอดมาได้ ขอเพียงกลับไปรวบรวมไพร่พล ก็จะสามารถล้างแค้นให้แก่ดวงวิญญาณผู้พลีชีพได้” รัชทายาทต๋าต้านรีบกล่าวสำทับ
ส่วนลึกในใจเขากลับลอบยินดี… โชคดีที่รอดมาได้ เขายังมีโอกาสแก้ตัวจากความโง่เขลา และกอบกู้ภาพลักษณ์ของตนเองกลับคืน
จ้าวหนิงพยักหน้า หยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก “กลับไป… เตรียมทำศึก”
อาณาเขตเผ่าเสี่ยวเยี่ย, ค่ายอี่จื้อ
แสงอรุณสาดส่องปกคลุมค่ายทหารที่ตั้งตระหง่านเป็นระเบียบ กระโจมที่ถูกพังทลายเมื่อคืน ยามนี้ถูกพับเก็บไว้ด้านหนึ่งอย่างเรียบร้อย เหล่าทหารค่ายอี่จื้อทยอยขนมันขึ้นบรรทุกบนหลังม้า
ใจกลางค่าย ปรากฏกลุ่มเชลยไร้อาวุธนับพันถูกทหารค่ายอี่จื้อคุมตัวไว้ กะด้วยสายตาคร่าวๆ ราวสองสามพันคน ภายใต้คมศัสตราของกองทัพ พวกมันต่างแสดงสีหน้าสิ้นหวัง หวาดผวา และงุนงงสับสน
อีกด้านหนึ่ง ซากศพถูกสุมกองรวมกันไว้ จำนวนเพียงสิบกว่าร่าง ซ้ำยังแทบไม่มีร่างใดสวมเกราะของกองทัพเยี่ยนเหมินเลย ส่วนทหารค่ายอี่จื้อที่ได้รับบาดเจ็บราวสองสามร้อยนาย ล้วนนั่งจับกลุ่มพูดคุยหัวเราะร่วนอย่างเบิกบาน
นอกจากนี้ ภายในและภายนอกค่ายยังปรากฏยอดทหารกล้าเพิ่มขึ้นอีกกว่าหนึ่งพันนาย ลมหายใจพวกเขาลึกล้ำหนักแน่น ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสิ้น มิหนำซ้ำ… ไม่มีผู้ใดมีพลังต่ำกว่าระดับคุมปราณเลยแม้แต่คนเดียว!
แม้พวกเขาจะไม่ได้เสวนากับทหารค่ายอี่จื้อมากนัก ทว่าต่างฝ่ายต่างพยักหน้าให้เกียรติกัน บรรยากาศกลมเกลียวปรองดอง
ชนเผ่าเสี่ยวเยี่ยล้วนหดหัวหลบซ่อนอยู่แต่ในกระโจม ไม่กล้าย่างกรายออกมาแม้แต่ครึ่งก้าว เฉกเช่นเดียวกับราตรีที่ผ่านมา
จ้าวซวิ่น ซูเยี่ยชิง ฟ่านอี้ และจ้าวเลี่ย ยืนสนทนากันอยู่หน้ากลุ่มเชลย ขณะที่หยางเจียนีนั่งคร่อมอย่างองอาจอยู่บนเครื่องกั้นม้าที่พังทลาย สัปหงกงีบหลับด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
จ้าวเลี่ยพยักพเยิดหน้าไปทางองครักษ์รัชทายาทต๋าต้านสองนายที่บาดเจ็บสาหัส เอ่ยถาม “สองคนนี้จะเอายังไงดี?”
“บั่นคอทิ้งซะ” จ้าวซวิ่นตอบกลับโดยไม่เสียเวลาคิด
จ้าวเลี่ยเกาหัวแกรก “พวกมันเป็นถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิด ฆ่าทิ้งไม่น่าเสียดายแย่หรือ”
จ้าวซวิ่นถลึงตาใส่ “หากปล่อยพวกมันรอดไปพบรัชทายาทต๋าต้าน อีกฝ่ายย่อมรู้ความจริงว่า ศึกเมื่อคืนแม้ฉากหน้าจะดูโหดหินเลือดพล่าน ทว่าแท้จริงแล้ว… ค่ายอี่จื้อแทบไม่มีใครตายเลยสักคน”
บุรุษผู้นิสัยดุดันรักความยุติธรรมดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในเมืองเยี่ยนผิง เพิ่งถูกพวกตระกูลขุนนางบุ๋นวางหลุมพรางมอมเหล้า จนเผลอพลั้งมือทุบตีอันธพาลที่รังแกหญิงชราตายคาถนน ร้อง ‘อ้อ’ ออกมาคำหนึ่ง “แล้วพวกโจรภูเขากลุ่มนี้ล่ะ จะเอาอย่างไร”
“ฝังกลบซะ” คำตอบของจ้าวซวิ่นยังคงสั้นกระชับดุจเดิม
คราวนี้จ้าวเลี่ยไร้ข้อกังขาใด “พวกสวะเดนคนที่คอยกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว สันดานชั่วช้าเช่นนี้ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย สมควรส่งพวกมันลงนรกไปตั้งนานแล้ว”
จ้าวซวิ่นลูบปลายคาง เดาะลิ้นอย่างเสียดาย “น่าเสียดายนักที่ไอ้สวะรัชทายาทนั่นยังไม่ตาย ช่างขัดหูขัดตาข้าเสียจริง”
ฟ่านอี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีเคร่งขรึมเอ่ยแทรกขึ้น “มันยังมีชีวิตอยู่ ย่อมทำประโยชน์ได้มากกว่าตาย”
จ้าวซวิ่นเห็นคำพูดหยอกล้อของตน ถูกฟ่านอี้อธิบายกลับอย่างเป็นจริงเป็นจังถึงเพียงนั้น ก็ถึงกับใบ้กินไปชั่วขณะ