ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 183 ราคาที่ต้องจ่าย
ยามรัชทายาทเหมิงชื่อแห่งเทียนหยวนเข้าเฝ้าข่านเทียนหยวน โย่วเสียนหวังฉ๋าลาห่านและองค์หญิงเซียวเยี่ยนไร้สิทธิ์ติดตาม ทั้งสองจึงทำได้เพียงรอคอยในกระโจมใหญ่ของรัชทายาท
เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่คาดการณ์ ความว้าวุ่นเกาะกุมจนไม่อาจอยู่นิ่ง ทั้งสองก้าวออกจากกระโจม หมาดหมายจะไปหยั่งเชิงหน้ากระโจมข่าน
ทว่าฉับพลันนั้น กลางนภาแจ่มใสยามบ่ายกลับบังเกิดเสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงกึกก้องฟ้า!
ทะเลเมฆาก่อตัวฉับพลัน เงามังกรหงส์แหวกว่าย พุ่งทะยานจากทุกสารทิศบรรจบเหนือกระโจมข่าน รวดเร็วดุจประกายไฟ กระนั้นชั้นเมฆหลากรูปทรงกลับซ้อนทับเป็นระเบียบ ไร้ซึ่งความสับสนวุ่นวาย
วินาทีถัดมา เหนือกระโจมข่านโอ่อ่า เสาปราณสีม่วงทะลวงสวรรค์ ฟาดฟันใจกลางทะเลเมฆ กวนปั่นจนบังเกิดนิมิตอัศจรรย์นับหมื่นพัน ก่อตัวเป็นวังวนลึกล้ำสุดหยั่ง ก่อนเมฆาทุกชั้นฟ้าจะแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม
แสงสีม่วงอาบย้อมทั่วราชสำนักเทียนหยวน ประดุจเพลิงม่วงแผดเผา รัศมีร้อยลี้สว่างวาบ รัศมีพันลี้ปกคลุมด้วยม่านหมอก
ชนเผ่าเทียนหยวนทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าขุนนาง ยอดฝีมือ หรือชาวบ้าน ล้วนทิ้งภารกิจก้าวออกจากกระโจม ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นยำเกรง คุกเข่าโขกศีรษะแนบพื้นด้วยศรัทธาสูงสุด
เซียวเยี่ยนและฉ๋าลาห่านหัวใจกระตุกวูบ รีบคุกเข่ากราบกรานโดยสัญชาตญาณ
ทุกผู้ตระหนักชัด ข่านเทียนหยวนกำลังสำแดงตบะบารมีขั้นไร้ผู้ต่อต้าน
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วเผ่าเทียนหยวนล้วนฝึกปรือเคล็ดวิชาที่ข่านเทียนหยวนรังสรรค์ แม้ระดับต่างกัน ทว่าแก่นแท้คือรากเดียวกัน ยามผู้อยู่บนจุดสูงสุดสำแดงพลัง ย่อมกระตุ้นปราณและจิตของผู้คนให้สั่นพ้อง ก่อเกิดความยำเกรงฝังรากลึกในวิญญาณ
ท่ามกลางฝูงชนนับไม่ถ้วน มีเพียงหยิบมือที่กล้าเงยหน้ามองผืนฟ้า ท่ามกลางปราณม่วงไร้ขอบเขต มังกรเหินหงส์ร่ายรำ อินทรีโฉบมัจฉากระโจน พยัคฆ์คำรามสุนัขป่าหอน ดวงดาวเรียงรายดุจตัวหมาก สรรพสิ่งล้วนเปี่ยมชีวิตชีวา หันหน้าเข้าหาวังวนปราณม่วงใจกลางฟ้า
เสี้ยววินาทีนั้น เสาแสงบรรจบฟ้าดินพลันขับดันอำพันสีเลือดดุจไข่มุก พุ่งทะยานทวนกระแสจากกระโจมข่าน สาดประกายแดงเจิดจ้าสะกดวิญญาณ
ไข่มุกโลหิตแผ่รังสีอำมหิตหยาดเยิ้ม พุ่งทะลวงเข้าสู่วังวนลึกล้ำ หมาดหมายเจาะทะลวงสวรรค์เบื้องบน ฉับพลันวังวนมหาศาลพลันถูกอาบย้อมด้วยแสงสีเลือดกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร กวาดล้างกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
บัดนั้น ส่วนลึกของวังวนพลันปรากฏม้วนคัมภีร์คล้ายราชโองการ ร่วงหล่นอ้อยอิ่งดุจขนนก กลิ่นอายยิ่งใหญ่เกรียงไกร เจิดจรัสจนนิมิตอัศจรรย์นับหมื่นพันรอบด้านหมองหม่นไร้รังสีในพริบตา
“เคล็ดวิชาเก้าวิวัฒน์ลิขิตสวรรค์…”
ฉ๋าลาห่านวิญญาณสั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนสุดหยั่ง ทั้งเลื่อมใสเร่าร้อน ยำเกรงสุดหัวใจ ทว่าแฝงความกังวล ละอาย และเคียดแค้นผสมปนเป
เซียวเยี่ยนยิ่งร่างสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ในฐานะหนึ่งในสี่ผู้สูงศักดิ์สุดแห่งราชสำนัก เป็นรองเพียงข่านเทียนหยวน นางย่อมรู้ซึ้งว่า ‘เคล็ดวิชาเก้าวิวัฒน์ลิขิตสวรรค์’ คือสิ่งใด และตระหนักดีว่าการที่ข่านเทียนหยวนยอมสำแดงวิชานี้ในยามนี้ มีความหมายหนักหนาสาหัสเพียงใด
ทั่วแดนกว้างใหญ่ ราษฎรธรรมดาโขกศีรษะร่างสั่นเทาประดุจรองรับแรงกดดันจากทวยเทพ ขุนนางตบะกล้าผู้ฝืนเงยหน้าล้วนเบิกตากว้าง นัยน์ตาวูบไหวด้วยความหวาดหวั่นต่อขุมพลังมหาศาล และศิโรราบต่อข่านเทียนหยวนอย่างหมดหัวใจ
คัมภีร์สวรรค์ร่วงหล่นตามเสาแสงสู่กระโจมข่านในชั่วอึดใจ วังวนลึกล้ำเลือนหาย นิมิตหมื่นพันสลายสิ้น ท้องฟ้าหวนคืนสู่ความแจ่มใส แสงโลหิตมลายสูญ ทุกสรรพสิ่งกลับคืนสู่ความสงบ
ทว่าเซียวเยี่ยนยังคงคุกเข่าจมจ่อม ฟันขาวขบกัดริมฝีปากจนปริแตก หยาดเลือดรินรดคางขาวผ่องโดยที่ตัวนางมิอาจรับรู้
ฉ๋าลาห่านสีหน้าเคร่งขรึม นัยน์ตาเจือจิตสังหาร เขาก้มมองเซียวเยี่ยนเงียบงัน ไร้ซึ่งถ้อยคำห่วงใยหลุดพ้นจากริมฝีปากแม้ครึ่งคำ
เวลาล่วงเลย ราชสำนักหวนคืนสู่ความสงบ ขณะผู้คนทั่วเผ่าต่างวิพากษ์วิจารณ์นิมิตฟ้าดินและสรรเสริญความแข็งแกร่งไร้เทียมทานของข่านเทียนหยวนด้วยความเร่าร้อน รัชทายาทเหมิงชื่อก็ก้าวกลับมายังกระโจมใหญ่ ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำ ทรุดกายลงนั่งตำแหน่งประธานเงียบกริบ
ฉ๋าลาห่านและเซียวเยี่ยนมิกล้าเอื้อนเอ่ย แม้กระแสใจจะร้อนรนดั่งไฟสุม เนิ่นนาน เหมิงชื่อจึงสะกดกลั้นความว้าวุ่น ตวัดสายตามองทั้งสองก่อนเค้นเสียงลอดไรฟัน
“ในราชสำนัก… ไร้เงาสายลับราชวงศ์ใต้”
ผู้ฟังทั้งสองเบิกตากว้างชะงักงัน หากราชสำนักไร้สายลับ จ้าวหนิงล่วงรู้ได้อย่างไรว่าชี่ตันและเทียนหยวนเตรียมขย้ำต๋าต้าน หากไม่รู้ข่าว ละครฉากใหญ่ที่มันจัดฉากขึ้นในเผ่าเสี่ยวเยี่ยจะอธิบายเช่นไร
จิตใจของเซียวเยี่ยนและฉ๋าลาห่านปั่นป่วนประดุจคลื่นคลั่ง ทว่าไร้ซึ่งความกังขา เพราะนี่คือผลลัพธ์ที่ข่านเทียนหยวนยอมสังเวยแก่นโลหิต ใช้ ‘เคล็ดวิชาเก้าวิวัฒน์ลิขิตสวรรค์’ ทำนายฟ้าดิน ย่อมไร้ข้อผิดพลาด
เซียวเยี่ยนจมดิ่งในความคิด ฉ๋าลาห่านใคร่ครวญชั่วครู่ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “หากเป็นเช่นนี้… ยามไอ้เด็กจ้าวหนิงอาละวาดที่เผ่าเสี่ยวเยี่ย มันหารู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องหมากสงครามของเราไม่ และไม่รู้เรื่องชี่ตันบุกต๋าต้านด้วยซ้ำ ที่มันจัดฉากให้คนสวมรอยเป็นทหารชี่ตันลอบโจมตีตัวเอง ก็เพื่อสร้างข้ออ้างว่าชี่ตันเปิดศึกกับกองทัพเยี่ยนเหมิน เบิกทางให้ทัพเยี่ยนเหมินมีความชอบธรรมยกพลกวาดล้างทุ่งหญ้า ขณะเดียวกันก็ซ้อนแผนหลอกรัชทายาทต๋าต้าน ลากต๋าต้านลงน้ำไปด้วยกัน”
“แก่นแท้ของเรื่องนี้คือผลพวงจากเมืองเยี่ยนผิง ตระกูลจ้าวและตระกูลขุนนางบู๊ราชวงศ์ใต้ตั้งปณิธานแน่วแน่จะทำศึกกับทุ่งหญ้า ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อจุดชนวนสงคราม ก่อนหน้าพวกเราหลงคิดว่าจ้าวหนิงปัญญาแยบยล วางหมากรัดกุม ที่แท้ก็แค่อาศัยจังหวะโชคช่วย บังเอิญเดินหมากตรงกับแผนเราพอดี… น่าแค้นนัก”
ขาดคำ เขาก็ตวัดสายตามองเซียวเยี่ยนอย่างไม่เป็นมิตร เซียวเยี่ยนแฝงตัวในเมืองเยี่ยนผิงหลายปี กลับคาดการณ์ตื้นลึกจุดนี้ไม่ออก นับว่าไร้น้ำยาโดยแท้ ข่าวสายลับก็เป็นนางที่นำกลับมา สุดท้ายกลายเป็นเรื่องเหลวไหล ทว่าราชสำนักต้องจ่ายราคาแพงลิ่วเพื่อพิสูจน์ความจริง
นอกเหนือจากความวุ่นวายในการกวาดล้างสายลับก่อนหน้า เพียงแค่ข่านเทียนหยวนฝืนใช้วิชาลับ ‘เคล็ดวิชาเก้าวิวัฒน์ลิขิตสวรรค์’ จนสูญเสียแก่นพลัง ก็ถือเป็นมหันตภัยแล้ว เซียวเยี่ยนใบหน้าซีดเผือด ไม่ปริปากเอื้อนเอ่ย
แม้เหมิงชื่อจะรักใคร่น้องสาวเพียงใด ทว่าแววตาที่มองนางบัดนี้ไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงเปลวเพลิงแห่งโทสะและการตำหนิเด่นชัด
“หลายปีมานี้ ตระกูลขุนนางบู๊ราชวงศ์ใต้รองรับการกดขี่จากขุนนางบุ๋น พวกมันกระหายจะพลิกกระดานอำนาจ สงครามย่อมเป็นหมากตาเดียวที่ดีที่สุด การที่เจ้าล้มเหลวที่เมืองเยี่ยนผิง เครือข่ายถูกถอนรากถอนโคน เท่ากับเปิดช่องให้ตระกูลจ้าวฉวยโอกาส ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงกล้าสาดโคลนว่าชี่ตันลอบโจมตีกองทัพเยี่ยนเหมิน”
“เมื่อประจวบเหมาะ ขุนนางและราษฎรราชวงศ์ใต้ย่อมเดือดดาล ต่อให้ขุนนางบุ๋นขัดขวาง ก็ไม่อาจรั้งกองทัพใหญ่ออกจากด่านได้อีก และก่อนหน้านี้… พวกเรามัวแต่ระแวงเงาตัวเอง ระแวดระวังสายลับจนเสียกระบวน นำพาสถานการณ์ดิ่งลงเหวเช่นนี้”
เขาเบรกถ้อยคำ สูดลมหายใจสะกดกลั้นโทสะ “เดิมที แค่เราเปิดศึกสายฟ้าแลบขยี้เผ่าต๋าต้าน ย่อมกลืนกินอำนาจเบ็ดเสร็จก่อนที่ขุนนางบุ๋นบู๊แคว้นใต้จะทะเลาะกันจบ จากนั้นค่อยยอมสงวนท่าทีต่อราชวงศ์ใต้ โยนชี่ตันออกไปเป็นแพะรับบาป ปัญหาย่อมคลี่คลายไปกว่าครึ่ง เผ่าเทียนหยวนจะรอดพ้นข้อครหา ไม่ต้องเผยเขี้ยวเล็บเร็วเกินกาล
“แต่ดูบัดนี้ สงครามยังไม่ทันเริ่ม กองทัพเยี่ยนเหมินก็จ่อคอหอยพร้อมบดขยี้ นี่ยังไม่รวมถึงยุทธวิธีรบ ทันทีที่ปะทะกับกองทัพเยี่ยนเหมิน เราต้องผูกเพลิงแค้นกับราชวงศ์ใต้ กลายเป็นศัตรูก่อนเวลาอันควร
“ยามนี้เรายังไม่พร้อมทำศึกแคว้น หากปล่อยให้ราชวงศ์ใต้ยกทัพใหญ่บุกเหนือ เราจะรับมือเช่นไร แผนการใหญ่ที่ราชสำนักวางไว้ ต้องมาสะดุดสะบักสะบอมเพราะความผิดพลาดโง่เขลานี้”
ถ้อยคำเหล่านั้นล้วนเป็นสัจธรรม ทุกพยางค์ประดุจดาบน้ำแข็งทะลวงขั้วหัวใจเซียวเยี่ยน เมื่อเผชิญคำตำหนิไร้เยื่อใยจากพี่ชายที่คอยปกป้องทะนุถนอม นางทำได้เพียงหลับตาลงด้วยความรวดร้าว
นางไม่อาจตัดพ้อว่าเหมิงชื่อไร้น้ำใจ ก่อนหน้านี้แม้นางล้มเหลวย่อยยับที่เยี่ยนผิง ซมซานกลับราชสำนักดั่งสุนัขพ่ายแพ้ เหมิงชื่อก็ไม่เคยหมางเมิน ทว่าครานี้… พลิกคว่ำเพราะเรื่องสายลับลวงโลกและข้อมูลผิดพลาดของนาง เหมิงชื่อที่เชื่อใจนางจึงประเมินสถานการณ์พลาด แผนการยิ่งใหญ่ในการรวบรวมทุ่งหญ้า กรีฑาทัพลงใต้พิชิตใต้หล้า ต้องพังทลายไม่เป็นท่า
ราคาที่ต้องจ่ายมันหนักหนาสาหัสเกินไป ต่อให้รัชทายาทรักใคร่ผูกพันเพียงใด ก็ไม่อาจระงับความผิดหวังในตัวนางได้อีก
ทว่าฉ๋าลาห่านกลับมองว่าเหมิงชื่อสั่งสอนยังเบาไป เขาแค่นเสียงหยัน จ้องจิกเซียวเยี่ยน “รู้อยู่เต็มอกว่ากองทัพเยี่ยนเหมินและตระกูลจ้าวคือเสี้ยนหนามตำใจ เป็นอุปสรรคชิ้นเอกในการรวบรวมทุ่งหญ้า หนึ่งปีก่อนพวกเราจึงวางแผนถอนรากถอนโคนปัญหานี้
“หากแผนลอบสังหารจ้าวหนิงเมื่อปีที่แล้ว ล่อจ้าวเป่ยวั่งและภรรยาออกจากด่านเยี่ยนเหมินกวน ซุ่มเด็ดหัวยอดฝีมือตระกูลจ้าวสำเร็จลุล่วง… ป่านนี้กองทัพเยี่ยนเหมินคงเป็นมังกรไร้หัว แตกกระสานซ่านเซ็น ตระกูลจ้าวย่อมบอบช้ำสาหัส จ้าวเสวียนจีต้องวุ่นวายฟาดฟันกับขุนนางบุ๋น จะเอาเวลาที่ไหนมาแยแสทุ่งหญ้า ต่อให้กองทัพเยี่ยนเหมินอยากทะลวงด่าน ก็ไร้กำลังเคลื่อนทัพ ไม่มีทางกระทบสงครามของเราแม้แต่น้อย”
“แต่ดูสารรูปบัดนี้ จ้าวหนิง… ไอ้สวะที่สมควรตกตายไปนานแล้ว กลับยังลอยหน้าลอยตากวนน้ำให้ขุ่นในทุ่งหญ้า ปั่นป่วนหมากกระดานนี้จนวินาศ ทำให้พวกเราตกเป็นเบี้ยล่าง… บัดซบสิ้นดี!”
วาจานี้เปรียบดั่งกระชากเซียวเยี่ยนโยนลงกระทะทองแดงและภูเขาใบมีด นางเจ็บปวดรวดร้าวเกินต้านทาน ร่างกายสั่นระริกอย่างสูญเสียการควบคุม แผนการที่เมืองไต้โจวเมื่อปีก่อน เดิมทีไร้ช่องโหว่ ไร้เหตุผลที่จะล้มเหลว แต่นางผู้บัญชาการด้วยตนเองกลับพ่ายแพ้ยับเยิน นี่คือบาปกรรมของนาง
เพราะไม่อาจเด็ดหัวหรือทำลายขุมปราณจ้าวหนิงในวันนั้น จึงลุกลามให้เครือข่ายอำนาจในเมืองเยี่ยนผิงของนางสูญสิ้น ถอนรากถอนโคนจนราบคาบ บีบบังคับให้ราชสำนักเทียนหยวนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก!
เซียวเยี่ยนสำนึกผิดจนแทบอยากกระอักเลือดตาย นางมิใช่เพียงตัวไร้ค่า ทว่าคือต้นเพลิงแห่งหายนะ! นางมิใช่เขี้ยวเล็บอันภูมิใจของเผ่าเทียนหยวนอีกต่อไป เป็นเพียงมอดปลวกโสมมในราชสำนักเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าความพ่ายแพ้ที่ไต้โจวหรือเยี่ยนผิง แม้นางจะตระหนักถึงความผิดพลาด ทว่าก้นบึ้งยังหลงคิดว่ามีสายลับราชสำนักคอยขายข่าว บาปกรรมทั้งหมดจึงมิใช่นางแบกรับผู้เดียว ยามจ้าวหนิงกระซิบเรื่องสายลับในคุกศาลต้าหลี่ แม้นางตื่นตระหนก แต่ส่วนลึกกลับโหยหาให้มันเป็นความจริง เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะล้างมลทินให้นางได้บ้าง
ทว่าบัดนี้ ความจริงตอกหน้าอย่างโหดร้าย ความพ่ายแพ้ทั้งหมดล้วนเกิดจากความโง่เขลาไร้น้ำยาของนางแต่เพียงผู้เดียว ไร้ข้ออ้างใดมาปกป้อง จ้าวหนิงปั่นหัวนางเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางโง่งมประดุจลิงป่าที่จ้าวหนิงจูงจมูกปั่นจนหัวหมุน
โสตประสาทของนางอื้ออึง นัยน์ตาพร่ามัว โลกทั้งใบหมุนคว้างกะทันหัน ทรวงอกบีบรัดอย่างรุนแรงราวกับมือที่มองไม่เห็นกระชากขั้วหัวใจ หายใจติดขัดทรมานเจียนตาย
เหมิงชื่อและฉ๋าลาห่านคร้านจะปรายตามองเซียวเยี่ยน ยามนี้ด่าทอไปก็ไร้ค่า หรือจะให้ลากคอนางไปเซ่นสังเวยธงรบ?
“รัชทายาท… ศึกครั้งนี้ เรายังเดินหน้าต่อหรือไม่” ฉ๋าลาห่านเอ่ยถามเหมิงชื่อ
“เกาทัณฑ์ขึ้นสาย ย่อมต้องน้าวยิง” เหมิงชื่อตอบเสียงเหี้ยม “เจตนารมณ์ของท่านข่านเด็ดขาดนัก ไม่ว่าเราจะรบหรือไม่ กองทัพเยี่ยนเหมินย่อมทะลวงด่านมาบดขยี้เราอยู่ดี เพราะฉะนั้น… เราต้องชิงลงมือกวาดล้างพวกมันก่อน”
“หากไม่กลืนกินต๋าต้านเสียบัดนี้ การรวบรวมทุ่งหญ้าให้เป็นปึกแผ่นย่อมยากลำบาก สถานการณ์วันข้างหน้าจะยิ่งเลวร้าย มีเพียงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทุ่งหญ้าเท่านั้น เราจึงจะมีขุมกำลังต่อกรกับราชวงศ์ใต้ ศึกนี้… ไร้หนทางถอย”
เหมิงชื่อกล่าวพร้อมจิตสังหารเย็นเยียบ “ส่วนเรื่องศึกแคว้นกับต้าฉีจะระเบิดเร็วกว่ากำหนดหรือไม่ นั่นสุดวิสัยจะควบคุม ทำได้เพียงเผชิญหน้าสังหารไปทีละก้าว”
ฉ๋าลาห่านพยักหน้าขึงขัง มาถึงขั้นนี้ แผนลวงส่งเหมิงชื่อลงใต้ตบตาต้าฉีย่อมเป็นหมัน ทว่าเขาหาได้หวาดหวั่น จิตวิญญาณนักรบกลับลุกโชน “ช้าเร็วก็ต้องปะทะกับราชวงศ์ใต้ จะกลัวอันใด ในเมื่อกองทัพเยี่ยนเหมินกล้าโผล่หัวออกมา เราจะฝังพวกมันไว้ที่นี่ ไม่ให้เหลือรอดกลับไป! ร้อยกว่าปีแล้ว… ถึงเวลาให้พวกมันรับรู้ว่า กองทัพใหญ่เทียนหยวนวันนี้มิใช่เบี้ยล่างดั่งวันวาน หนี้เลือดในอดีต เราจะทวงคืนด้วยเลือดทาแผ่นดิน”
เหมิงชื่อพยักหน้า เพลิงสงครามลุกโชนในดวงตา เขาลุกขึ้นยืนตระหง่าน “เรียกตัวท่านอ๋องทุกสายแห่งราชสำนัก… ข้าจะบัญชาการศึก!”
ประโยคนี้ประกาศชัด ในมหาสงครามที่กำลังปะทุ เขาคือจอมทัพผู้ชี้เป็นชี้ตาย อย่างน้อยก็ในปฐมบทของสมรภูมิ
ฉ๋าลาห่านรับคำสั่งเด็ดขาดก่อนก้าวพรวดออกจากกระโจม
ขณะเหมิงชื่อสะบัดชายเสื้อเตรียมจากไป เซียวเยี่ยนที่ก้มหน้าจมจ่อมพลันลุกพรวด นางโซซัดโซเซถลันเข้าคว้าแขนเสื้อเหมิงชื่อ เบิกตากว้างถามเสียงหลง
“ท่านข่าน… ท่านข่านยังไม่บรรลุระดับเทวะ ยามนี้ฝืนสำแดงวิชาลับเคล็ดวิชาเก้าวิวัฒน์ลิขิตสวรรค์ ย่อมผลาญแก่นปราณมหาศาล… ท่านข่านต้องจ่ายราคาเท่าใด”
นัยน์ตานางเปี่ยมด้วยการวิงวอน โหยหาคำตอบที่ไม่ทำลายล้างหัวใจจนเกินไป นางปรารถนาจะหลอกตัวเองว่าต่อให้จ้าวหนิงปั่นหัวนางจนเละเทะ ก็ไม่ได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ต่อข่านเทียนหยวน มิเช่นนั้น ชั่วชีวิตนี้นางจะแบกรับตราบาปนี้ได้อย่างไร ท้ายที่สุด… ข่านเทียนหยวนคือวีรบุรุษเหนือคน คือเสาหลักค้ำยันเผ่าเทียนหยวน และเป็นสายเลือดที่นางเทิดทูนเหนือเกล้า
เหมิงชื่อชะงักงัน เนิ่นนานจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเยือกเย็น “เดิมที ภายในสองปี ท่านข่านย่อมทะลวงระดับเทวะสำเร็จ ทว่าบัดนี้… ภายในสี่ปีจะเหยียบย่างถึงระดับนั้นได้หรือไม่ คงยากจะคาดเดา”
สิ้นคำ เหมิงชื่อผู้แบกรับโทสะสุดขีดก็สะบัดแขนเสื้อสลัดมือนางทิ้งโดยไม่ปรายตามอง ก่อนก้าวฉับออกจากกระโจม
เซียวเยี่ยนทรุดฮวบดิ่งลงกับพื้น ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด วิญญาณหลุดลอย
นางรู้ซึ้งแก่ใจ ระดับเทวะชี้ขาดชะตากรรมสงครามเพียงใด และยิ่งตระหนักว่าข่านเทียนหยวนผู้ผงาดสู่ระดับราชันย์ตั้งแต่วัยไม่ถึงยี่สิบ ชั่วชีวิตไม่เคยสะดุดคอขวดการบำเพ็ญเพียรที่สาหัสปานนี้ ท่ามกลางไฟสงครามปะทุ การที่ข่านเทียนหยวนต้องยืดเวลาทะลวงระดับเทวะออกไป… ซ้ำยังไร้ความแน่นอน สำหรับเผ่าเทียนหยวนแล้ว นี่คือมหันตภัยล้างบาง!
พริบตานั้น ลำคอเซียวเยี่ยนพลันเปล่งเสียงแหบพร่าวิปริต ใบหน้าบิดเบี้ยวแสยะยิ้มสลับร่ำไห้ นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยสติสัมปชัญญะแตกซ่าน รักษาสภาพวิปลาสโซซัดโซเซวิ่งเตลิดเปิดเปิง
วันนี้… องค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนหยวน ปั๋วเอ่อร์ชื่อจวิน·เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์
…วิกลจริตไปแล้วโดยสมบูรณ์