ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 182 ขอขมา
ทันทีที่จ้าวหนิงและรัชทายาทต๋าต้านเหยียบย่างกลับสู่ราชสำนักต๋าต้าน ท่าทีโอหังจองหองของข่านต๋าต้านก็พลิกผันราวพลิกฝ่ามือ แปรเปลี่ยนเป็นนอบน้อมยำเกรงจนถึงขีดสุด
ทุกสิ่งเป็นไปตามคำกล่าวของรัชทายาทต๋าต้าน ข่านต๋าต้านเร่งส่งบัญชาระดมพลทันควัน ท่ามกลางวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวาน ม้าเร็วที่ถูกส่งไปกระจายข่าวตามเผ่าย่อยล้วนเป็นถึงยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดทั้งสิ้น
ราชสำนักต๋าต้านมีทัพประจำการอยู่หกหมื่นนาย จากคำบอกเล่าของรัชทายาทต๋าต้าน จ้าวหนิงล่วงรู้ว่าในยามฉุกเฉิน ภายในสิบห้าวัน จะมีไพร่พลนับแสนจากแต่ละเผ่าย่อยเคลื่อนทัพมากระจุกตัว ณ ราชสำนัก
ขุมกำลังเหล่านี้ย่อมรวมถึงทัพของหุนเสียหวัง ‘ปาถู’ ซึ่งนับเป็นกำลังรบหลักของเผ่าต๋าต้าน
นอกเหนือจากนี้ ไพร่พลที่ระดมจากเผ่าย่อยขนาดกลางและเล็กก็มีจำนวนมิใช่น้อย กะคร่าวๆ ราวแสนนาย ทว่าเผ่าเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ห่างไกล การรวมพลจึงกินเวลาเนิ่นนาน
คล้อยหลังการถ่ายทอดบัญชาระดมพล ข่านต๋าต้านก็มิได้รั้งรอ สั่งการให้ระดมขนทรัพย์สินมหาศาลออกมา เพื่อชดเชยแก่ทหารกล้าหนึ่งพันนายของจ้าวหนิงที่สังเวยชีวิต
หีบสมบัติอัดแน่นถูกสุมกองพะเนินดุจขุนเขาย่อมๆ ภายในมิได้มีเพียงแก้วแหวนเงินทอง ทว่าอุดมไปด้วยทรัพยากรบำเพ็ญเพียรล้ำค่า หีบใบเขื่องที่ตั้งตระหง่านอยู่แถวหน้า ล้วนบรรจุโอสถและของวิเศษระดับสามขึ้นไปทั้งสิ้น
อาทิ โอสถวิเศษเบิกทางสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิด
จ้าวหนิงกวาดสายตาประเมินมูลค่าทรัพย์สินคร่าวๆ อย่าว่าแต่ชดเชยทหารม้าเบาหนึ่งพันนายเลย ต่อให้สูญเสียทหารม้าเบาถึงห้าพันนายก็ยังเหลือเฟือ นี่ขนาดยังรวมค่าหัวยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดอย่างพวกจ้าวซวิ่นเข้าไปด้วยแล้ว
สิ่งนี้ชี้ชัดว่า การที่ข่านต๋าต้านทุ่มสมบัติออกมา มิใช่เพียงการชดเชยตามเนื้อผ้า ทว่าแฝงเจตนาขอขมาต่อความโง่เขลาก่อนหน้า ซ้ำยังปรารถนาผูกมิตร ไปจนถึงขั้นติดสินบน
จ้าวหนิงย่อมอ่านหมากทะลุปรุโปร่ง ยามเผชิญการจู่โจมสายฟ้าแลบของเผ่าชี่ตันและเทียนหยวน แม้ราชสำนักต๋าต้านจะไหวตัวทัน ทว่าการเตรียมศึกย่อมไม่อาจรัดกุมเท่าฝ่ายรุก ลำพังขุมพลังของตนย่อมไม่อาจต้านทานไหว
ยามนี้ ข่านต๋าต้านจึงจำต้องพึ่งพิงบารมีกองทัพเยี่ยนเหมิน ดังนั้น การทุ่มเทสรรพกำลังลบรอยแค้นในใจจ้าวหนิง จึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
“ของกำนัลเล็กน้อย ไร้ราคาค่างวด หวังว่าแม่ทัพจ้าวจะรับไว้ ก่อนหน้านี้พวกเราตาบอดล่วงเกินท่าน หากไร้ซึ่งความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่าน เผ่าต๋าต้านคงถึงคราววิบัติ”
“แม่ทัพจ้าวมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อเผ่าต๋าต้าน วันหน้าในแผ่นดินนี้ ท่านจะได้รับเกียรติเป็นรองเพียงรัชทายาท ไม่ว่าผู้ใดพบพาน ล้วนต้องก้มหัวเคารพเต็มพิธีการ”
ข่านต๋าต้านใบหน้าฉาบด้วยความรู้สึกผิดแกมประจบประแจง หยัดกายลุกจากบัลลังก์ ร่างมหึมาดุจขุนเขาเนื้อทอดเงาดำทะมึนปกคลุมทั่วกระโจม
“แม่ทัพจ้าวเป็นวีรบุรุษเยาว์วัย ได้ยินว่ายังไร้ฮูหยินข้างกาย หากท่านไม่รังเกียจ หญิงงามแห่งเผ่าต๋าต้าน ท่านสามารถเลือกเฟ้นได้ตามอำเภอใจ”
เขาสืบเท้าเข้าหาจ้าวหนิง ตบไหล่อีกฝ่ายแผ่วเบา พลางแผดเสียงหัวเราะกึกก้องดั่งอสนีบาต แสร้งทำสนิทสนมเอ่ย “ต่อให้เป็นองค์หญิงในราชสำนัก ขอเพียงแม่ทัพจ้าวถูกตาต้องใจ ย่อมให้พวกนางคอยปรนนิบัติได้ทันที ข้ารับรองว่าพวกนางล้วนเต็มอกเต็มใจ”
กล่าวพลาง เขาก็จงใจปรายตามององค์หญิงแรกรุ่นที่นั่งเยื้องไปด้านข้าง
ข่านต๋าต้านมีธิดามากมาย ทว่าหากวัดความเยาว์วัยงดงาม ย่อมต้องยกให้ ‘ท่าน่า’ ผู้ซึ่งเคยต้อนรับจ้าวหนิงมาก่อน
ยามนี้ นัยน์ตากลมโตฉ่ำวาวของท่าน่าจับจ้องเสี้ยวหน้าจ้าวหนิงไม่กะพริบ แฝงแววใคร่รู้ เลื่อมใสศรัทธา และรู้สึกผิด… เป็นสายตาของสตรีที่ทอดมองวีรบุรุษอย่างแท้จริง
พอได้ยินถ้อยคำบิดา ท่าน่าก็พลันขวยเขินแกมเคืองขุ่น นางถลึงตาใส่ข่านต๋าต้านที่พูดจาไม่ระวังปาก ทว่าหาได้มีท่าทีขลาดอาย ซ้ำยังลอบมองจ้าวหนิงเป็นระยะ
ท่าทีของข่านต๋าต้านหาได้ทำให้จ้าวหนิงประหลาดใจแม้แต่น้อย
หลังรัชทายาทต๋าต้านที่ขวัญผวาสะอึกสะอื้นเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนประหนึ่งเด็กน้อย เพียงปรายตามองหนวดเคราที่สั่นระริกของข่านต๋าต้าน จ้าวหนิงก็รู้แจ้งว่าเป้าหมายตนลุล่วงโดยสมบูรณ์
จะหาว่าข่านต๋าต้านโง่เง่าเบาปัญญาก็คงไม่ถูกนัก แม้เขาจะถูกจ้าวหนิงปั่นหัวเข้าเต็มเปาก็ตาม
ในเมื่อมีพ่อค้ามารายงานว่าเผ่าชี่ตันกำลังระดมทัพ ซ้ำยังเกิดเหตุลอบสังหารสายฟ้าแลบเมื่อคืน เช่นนี้แล้วเขาจะเลือกเชื่อว่าไฟสงครามกำลังมาเยือน หรือยังคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงหมากของจ้าวหนิง ย่อมเดาได้ไม่ยาก
มองให้ลึกถึงแก่น ข่านต๋าต้านผู้นี้ก็มิใช่มหาราชปรีชาญาณอันใด มิเช่นนั้นในอดีตชาติ เผ่าต๋าต้านคงไม่ถึงคราวพินาศย่อยยับด้วยน้ำมือเขา
“เงินชดเชยดวงวิญญาณทหารกล้าที่ท่านข่านมอบให้ ข้าขอรับไว้” จ้าวหนิงย่อมไม่มีเหตุผลให้ผลักไสผลประโยชน์ “ส่วนเรื่องสตรีคงต้องขอปัดตกไป หลังจากนี้เผ่าต๋าต้านเพียงเตรียมทำศึกให้รัดกุม ส่วนข้าจำต้องกลับด่านเยี่ยนเหมินกวนแล้วเช่นกัน”
ท่าน่าได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงด้วยความผิดหวัง ขบริมฝีปากแน่น นัยน์ตาสั่นไหวคล้ายแฝงความขุ่นเคือง คงก่นด่าในใจว่าหญิงงามปานนาง จ้าวหนิงยังไม่รู้จักคว้าไว้ ช่างตาบอดเสียจริง
ทว่าไม่นานนางก็คลายปมในใจ บางทีอาจฉุกคิดได้ว่า จ้าวหนิงเพิ่งสูญเสียทหารกล้าไปถึงหนึ่งพันนาย ย่อมไร้อารมณ์สุนทรีย์ในยามนี้
ข่านต๋าต้านหน้าถอดสี รีบโพล่งถาม “เหตุใดแม่ทัพต้องรีบกลับด่านเยี่ยนเหมินกวนด้วยเล่า”
“แล้วเหตุใดถึงกลับไม่ได้” จ้าวหนิงย้อนถามเสียงเรียบ
ข่านต๋าต้านรู้ตัวว่าเสียกิริยา จึงแค่นหัวเราะแห้ง ทว่าแรงกดดันมหาศาลจากภัยสงครามบีบให้เขาจำต้องลดทิฐิ “ข้าหลงนึกว่า กองทัพเยี่ยนเหมินจะยื่นมือเข้าช่วยเผ่าต๋าต้านทำศึกเสียอีก”
จ้าวหนิงปรายตามอง น้ำเสียงเย็นเยียบ “นี่คือสงครามของเผ่าต๋าต้าน หาใช่ของกองทัพเยี่ยนเหมิน”
ข่านต๋าต้านชะงักงัน รัชทายาทต๋าต้านที่ยืนอยู่ด้านข้างร้อนรนจนทนไม่ไหว รีบแทรกขึ้น “แต่ที่แม่ทัพจ้าวกร่างมาถึงราชสำนัก ก็เพื่อให้พวกเราเตรียมรับศึก มิให้หมากของเผ่าชี่ตันและเทียนหยวนสัมฤทธิ์ผลมิใช่หรือ”
จ้าวหนิงไม่แม้แต่จะชายตามอง น้ำเสียงยังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “เป้าหมายข้าลุล่วงแล้ว พวกเจ้าเริ่มระดมไพร่พลแล้ว สำหรับกองทัพเยี่ยนเหมิน ศึกระหว่างชนเผ่าบนทุ่งหญ้า เราไม่จำเป็นต้องสอดมือยุ่ง การที่พวกเจ้าห้ำหั่นผลาญกำลังกันเอง… นับเป็นเรื่องประเสริฐสำหรับเรา”
สิ้นคำกล่าว ข่านและรัชทายาทต๋าต้านล้วนหน้าเปลี่ยนสี
สัจธรรมย่อมเป็นสัจธรรมวันยังค่ำ
เผ่าชี่ตันและเทียนหยวนจับมือกัน หากเผ่าต๋าต้านไม่เร่งระดมทัพเตรียมรับมือ ปล่อยให้ถูกทะลวงฟันกะทันหัน ย่อมพินาศย่อยยับไม่มีชิ้นดี
หากเป็นเช่นนั้น สี่ชนเผ่าใหญ่จะเหลือเพียงสาม เผ่าชี่ตันและเทียนหยวนจะยิ่งใหญ่เกรียงไกร ขุมกำลังแข็งแกร่งจนคุกคามด่านชายแดน ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่สิ่งที่กองทัพเยี่ยนเหมินและต้าฉีปรารถนา
ทว่ายามนี้เผ่าต๋าต้านเริ่มเตรียมทัพ ย่อมสามารถงัดข้อกับสองมหาชนเผ่าได้ มีคุณสมบัติพอที่จะรบพุ่งผลาญกำลังกันเองจนย่อยยับ
ยามนี้ การนั่งบนภูผาดูพยัคฆ์กัดกัน แล้วค่อยฉกฉวยผลประโยชน์ ย่อมเป็นหมากตาที่ประเสริฐที่สุดของกองทัพเยี่ยนเหมิน
นโยบายระดับชาติที่ต้าฉีมีต่อทุ่งหญ้า ล้วนหยั่งรากบนพื้นฐานของการสกัดกั้นมิให้ขุมอำนาจใดผงาดขึ้นเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว การที่ชนเผ่าห้ำหั่นกันเอง ย่อมเข้าทางต้าฉีพอดิบพอดี
“แม่ทัพจ้าว ท่านกับข้าเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา ยามนี้ท่านจะสะบัดก้นทอดทิ้งพวกเราไม่เหลียวแลได้อย่างไร” รัชทายาทต๋าต้านวิงวอนเสียงหลง
ต่อให้เขามั่นใจว่าเผ่าต๋าต้านแข็งแกร่งพอจะต้านทานการรุมกินโต๊ะของสองมหาชนเผ่าได้ ทว่าสงครามย่อมรีดเค้นเลือดเนื้อและเสบียงกรังมหาศาล หลังจบศึกย่อมบอบช้ำสาหัส ซึ่งนั่นรังแต่จะพาเผ่าต๋าต้านดิ่งลงเหว
จ้าวหนิงโบกมือตัดบท ส่งสัญญาณให้รัชทายาทหุบปาก เขาคร้านจะเสวนากับสวะพวกนี้ต่อ ประสานมือลวกๆ พลางเอ่ย “ข้าเหนื่อยล้า อยากพักผ่อน ขอตัว”
สิ้นคำ ก็ไม่เปิดช่องให้ทั้งสองรั้งตัว หมุนกายเดินจากไปทันที ก่อนไป ไม่วายพยักพเยิดให้ผู้ติดตาม ขนหีบสมบัติที่ข่านต๋าต้านประทานให้ติดมือไปจนเกลี้ยง
ในเมื่อทหารร้อยหกสิบกว่านายของจ้าวหนิง ฉากหน้าล้วนพลีชีพที่เผ่าเสี่ยวเยี่ยจนสิ้น ผู้ติดตามเหล่านี้จึงเป็นคนที่รัชทายาทต๋าต้านจัดหามาให้ยามกลับถึงราชสำนัก
วิกฤตของเผ่าต๋าต้าน จ้าวหนิงคร้านจะยื่นมือสอด ทว่าขุมทรัพย์ก้อนโตที่ข่านต๋าต้านประเคนให้ กลับไม่ยอมปล่อยหลุดมือแม้อีแปะเดียว ท่าทีเช่นนี้ทำเอาข่านและรัชทายาทต๋าต้านถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทว่ายามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดกล้ากระตุกหนวดเสือจ้าวหนิง ดังนั้นต่อให้ในใจจะคั่งแค้นเพียงใด ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนก้อนเลือดลงคอ
คล้อยหลังจ้าวหนิง ข่านต๋าต้านก็ทิ้งตัวกระแทกบัลลังก์ แม้พลังบำเพ็ญจะอยู่ในเกณฑ์สูง ทว่ารูปร่างอ้วนฉุเทอะทะ ยืนนานเข้าก็พานจะปวดเมื่อยร้าวไปทั้งร่าง
“ท่านข่าน หากทัพเยี่ยนเหมินไม่ส่งกำลังเสริม ศึกครานี้พวกเราจะคว้าชัย… คงหืดขึ้นคอแน่” รัชทายาทต๋าต้านหน้าดำคร่ำเครียด “จ้าวหนิงผู้นี้โอหังกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ถึงกับไม่เห็นหัวท่านข่านแม้แต่น้อย”
เขาย่อมจองหองทะนงตนไม่ต่างจากบิดา หลงใหลว่าเผ่าต๋าต้านมีรากฐานหยั่งรากลึก ยอดฝีมือเดินกันขวักไขว่ ส่วนลึกในใจจึงดูแคลนเผ่าชี่ตันและเทียนหยวน
ทว่าก็ไม่ได้หน้ามืดตามัวถึงขั้นคิดว่า เผ่าต๋าต้านจะต้านทานการรุมสกรัมของสองมหาชนเผ่าได้โดยไร้บาดแผล
หากเผ่าต๋าต้านไร้เทียมทานปานนั้น คงกลืนกินเผ่าย่อย รวบรวมทุ่งหญ้าเป็นปึกแผ่นไปตั้งนานแล้ว
ข่านต๋าต้านถอนหายใจหนักหน่วง “เป็นเพราะความโง่ของพวกเรา ที่ทำให้เขาสูญเสียทหารกล้าถึงหนึ่งพันนาย ต่อให้ประเคนทรัพย์สินชดเชย ทว่าชีวิตคนหาได้ซื้อคืนด้วยเงินทองไม่ การที่เขาจะผูกใจเจ็บก็สมควรอยู่”
ฟังถึงตรงนี้ รัชทายาทต๋าต้านพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ “จริงสิ ในหมู่ทหารของจ้าวหนิง มียอดฝีมือตระกูลจ้าวแฝงตัวอยู่ไม่น้อย เขาถึงขั้นเรียกคนผู้หนึ่งว่าท่านอาสี่”
“หนำซ้ำในขบวนของเขา ยังมีสตรีงามหยาดเยิ้มล่มเมืองอยู่นางหนึ่ง ดูจากท่าทีที่คนรอบข้างปฏิบัติต่อนาง ฐานะย่อมไม่ธรรมดา ทว่านางกลับมิได้แซ่จ้าว หรือว่า…”
“ฮูหยินของเขา…” ข่านต๋าต้านกระจ่างแจ้งในบัดดล “เช่นนี้ย่อมสมเหตุสมผล ญาติมิตรถูกเด็ดหัว ซ้ำยังต้องสังเวยสตรีงามข้างกาย มิน่าเล่า ท่าทีมันถึงได้แข็งกร้าวดุดันปานนั้น”
บรรยากาศในกระโจมพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงัน
ครู่ใหญ่ รัชทายาทต๋าต้านจึงเอ่ยหยั่งเชิง “ท่านข่าน เราสมควรเพิ่มทรัพย์สินประเคนให้จ้าวหนิงอีกสักหน่อยดีหรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดับไฟแค้นของมันให้จงได้”
“มันเป็นตัวแทนจากกองทัพเยี่ยนเหมิน ซ้ำยังรั้งตำแหน่งว่าที่เจิ้นกั๋วกงแห่งต้าฉี หากมันเก็บอคติไว้ในใจ พอกลับถึงทัพเยี่ยนเหมินแล้วสาดโคลนใส่พวกเรา เกรงว่าภัยมืดจะตามติดเป็นเงาตามตัว”
ข่านต๋าต้านปรายตามองรัชทายาทอย่างลึกซึ้ง ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ มีหรือเขาจะอ่านไม่ออก คำด่าทอว่าจ้าวหนิงโอหังเมื่อครู่ ก็แค่สบถระบายโทสะ หาได้สะท้อนเจตนาที่แท้จริงไม่
ในฐานะว่าที่ข่าน ไม่ว่าศึกครานี้จะลงเอยเยี่ยงไร รัชทายาทผู้นี้ย่อมไม่ปรารถนาหักหาญน้ำใจกับว่าที่ผู้นำการทหารอันดับหนึ่งแห่งต้าฉีเป็นแน่แท้
“ศึกครานี้ทหารเยี่ยนเหมินนับพันต้องพลีชีพเพราะพวกเรา พวกเรามิเพียงต้องลดหัวขอขมาจ้าวหนิง ทว่ายังต้องขอขมากองทัพเยี่ยนเหมิน ยิ่งไปกว่านั้น… ยังต้องโขกศีรษะขอขมาองค์ฮ่องเต้ต้าฉี”
ข่านต๋าต้านครุ่นคิดชั่วอึดใจ ท้ายที่สุดก็กัดฟันยอมโอนอ่อน “เพิ่มทรัพย์สมบัติประเคนให้จ้าวหนิงอีกเท่าตัว ขณะเดียวกันจงส่งคนนำของกำนัลล้ำค่าไปเยือนด่านเยี่ยนเหมินกวน ข้าจะจรดพู่กันเขียนราชสาส์นถวายฮ่องเต้ต้าฉีด้วยตนเอง”
รัชทายาทต๋าต้านเห็นบิดารู้หลบหลีกเป็นงานเช่นนี้ ก็อดมิได้ที่จะลิงโลด “ท่านข่านปรีชาญาณยิ่ง”
ภายในกระโจมกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครา
จู่ๆ ข่านต๋าต้านก็เงยหน้าจ้องมองท่าน่าที่กำลังเหม่อลอยจมในภวังค์ “ท่าน่า ประเดี๋ยวเจ้าจงนำสมบัติที่เพิ่มขึ้นไปมอบให้ที่กระโจมจ้าวหนิง คืนนี้… เจ้าจงปรนนิบัติค้างแรมที่นั่นเสียเลย”