ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 185 ความเปลี่ยนแปลงในรอบร้อยปี
ยามเห็นอีกฝ่ายก้าวข้ามธรณีประตู ความขัดเคืองนับร้อยพันประการพลันปะทุขึ้นในอกจ้าวหนิง
อาคันตุกะมีเรือนร่างสูงโปร่ง แม้อาภรณ์จะเรียบง่าย มิได้จงใจรัดรึงทรวดทรง ทว่าเครื่องแต่งกายสตรีต้าฉีล้วนเน้นย้ำความงาม ต่อให้เป็นเพียงเสื้อคลุมบางและกระโปรงสามัญ ส่วนเว้าส่วนโค้งเย้ายวนกลับฉายชัดอย่างหมดจด
ยามอยู่ในชุดลำลอง มิใช่ชุดรัดกุมสำหรับต่อสู้ ทรวงอกอวบอิ่มไร้สิ่งรัดรึงยิ่งดูตระการตา ผนวกกับบั้นเอวคอดกิ่ว เรียวขาคู่นั้นย่อมเหยียดตึงยาวสลวยเป็นพิเศษ
จ้าวหนิงย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายช่วงขายาว ซ้ำยังรู้ซึ้งว่าเรียวขาคู่นั้นทั้งตรงสลวยและเปี่ยมด้วยพลังระเบิดมหาศาล ยามตะลุยทุ่งหญ้า เขาเคยประจักษ์เรือนร่างในชุดรัดกุมของนางมาแล้วทั้งสิ้น
เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าจะขาวเนียนดุจหยกหรือไม่… ทว่าพิจารณาจากดวงหน้าพริ้มเพราขาวอมชมพู ผิวพรรณผุดผ่องปานหยกมันแกะ เรือนกายส่วนอื่นย่อมไม่ด้อยไปกว่ากัน พลังเย้ายวนย่อมพุ่งทะยานถึงขีดสุด
ถุย… เย้ายวนอันใด นี่มันแม่เสือภูเขาบ้าเลือดชัดๆ วันๆ เอาแต่จ้องจะใช้ง้าวฟันหัวเขา หน้าตางดงามไปจะมีประโยชน์อันใด จ้าวหนิงลอบสบถในใจด้วยความขัดเคือง
ผู้ที่ยั่วโมโหจ้าวหนิงจนต้องลอบด่าทอเป็นกิจวัตร นอกจาก ‘หยางเจียนี’ แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก
ในห้วงสิบปีแห่งศึกแคว้นชาติปางก่อน จ้าวหนิงกับหยางเจียนีไร้ซึ่งความเกี่ยวพันลึกซึ้ง นับว่าห่างเหิน ครั้นหวนคืนชีพ แม้จะรู้สึกว่าวีรกรรมคึกคะนองวัยเยาว์ค่อนข้างน่าอัปยศ ทว่านั่นก็เป็นเพียงการทิ้งหน้าตาตนเอง หาได้เกี่ยวพันอันใดกับอีกฝ่าย
จ้าวหนิงแยกแยะบุญคุณความแค้นเด็ดขาดมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมไม่มีทางรู้สึกติดค้างหยางเจียนีเพียงเพราะเรื่องพรรค์นี้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ตัวเขาจะหวนคืนชีพ ทว่ารสนิยมความงามหาได้แปรเปลี่ยน เขายังคงหลงใหลสตรีประเภท ‘โฉมงามดุจเทพธิดา กิริยาอ่อนโยนปานสายน้ำ’
แม้จ้าวยวี่เจี๋ยจะเคยมอบความปวดร้าว ทว่ายังไม่ถึงขั้นกรีดรอยแผลเป็นฝังลึกในวิญญาณ ลูกผู้ชายต้องแยกแยะ ปัญหาของจ้าวยวี่เจี๋ยคือกมลสันดานส่วนตัว จะให้เหมารวมปฏิเสธสตรีผู้อ่อนโยนทั้งใต้หล้าเพียงเพราะสตรีนางเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้
แม้หยางเจียนีจะแบกฉายาหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเจียงจั่ว รูปโฉมงดงามล่มเมือง รูปลักษณ์ภายนอกไร้ที่ติ ทว่าในสายตาจ้าวหนิง นางก็แค่หญิงงามทั่วไป ยังไม่พอจะกระชากใจเขาให้สั่นไหวได้แม้แต่เสี้ยว
หลายปีมานี้ จ้าวหนิงท่องหอนางโลมเลื่องชื่อทั่วเยี่ยนผิง แหวกว่ายพุ่มไม้หมื่นบุปผา จิตใจขัดเกลาจนหนักแน่นดุจหินผา เขากระจ่างแจ้งว่าปรารถนาสตรีประเภทใด ย่อมไร้ทางหวั่นไหวเพียงเพราะรูปโฉมภายนอก
อืม ลูกผู้ชายต้องมีอุดมการณ์ หากไร้จุดยืนจะต่างอันใดกับเศษเนื้อตากแห้ง จ้าวหนิงลอบยกยอตัวเอง ความภาคภูมิใจปะทุในอก ราวกับตัวตนพองโตสูงตระหง่านขึ้นหลายส่วน
ท้ายที่สุด มิใช่บุรุษหนุ่มเลือดเดือดทุกคนจะแยกแยะขาวดำได้เฉียบขาดเช่นเขา อย่างเว่ยอู๋เซี่ยนนั่นประไร ไร้จุดยืนสิ้นดี แรกเริ่มเคยหวั่นไหวกับซูเยี่ยชิง ทว่าพอพานพบฮู่หงเหลียน กลับหลงใหลหัวปักหัวปำถอนตัวไม่ขึ้นในพริบตา
สรุปแล้วก็แค่อ่อนหัด ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าตนปรารถนาสิ่งใด คงต้องให้โลกหล้าโบยตีสั่งสอนสักครา… จ้าวหนิงพยักหน้าหงึกหงักเห็นดีเห็นงามกับความคิดตน
ยามนี้สีหน้าและท่วงท่าของจ้าวหนิง ถอดแบบ ‘จ้าวเป่ยวั่ง’ มาไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่เจ้าตัวหาได้รู้ตัวไม่
ส่วนวีรกรรมก่อนจ้าวยวี่เจี๋ยจะปรากฏกาย ที่เขาเคยตะลึงในความงามวัยสะพรั่งของหยางเจียนีจนเผลอรับปากหมั้นหมาย ยามนี้ย่อมถูกสลัดทิ้งปลิวหายไปถึงชั้นฟ้าที่เก้าอย่างหมดจด
ในห้วงเวลาที่หลงระเริงว่าตนเองมีภาพลักษณ์ยิ่งใหญ่ เรื่องน่าอัปยศบางประการย่อมต้องลบเลือนทิ้งไป
“เจ้าเด็กโง่ มัวพยักหน้าหงึกหงักอันใดอยู่คนเดียว เจียนีมาแล้วยังไม่ลุกต้อนรับอีก ทำตัวเป็นท่อนไม้ไปได้ ช่างไม่ได้ความ…”
หวังโหรวฮวาฟาดจ้าวหนิงพลางถลึงตาใส่ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบานสะพรั่ง ดึงหยางเจียนีรั้งให้นั่งลงด้วยท่าทีสนิทสนม หยางเจียนียามนี้หวนคืนสู่สภาพเหม่อลอยทื่อมะลื่อตามปกติยามรอดพ้นกลิ่นคาวเลือด
นางปล่อยให้หวังโหรวฮวากดให้นั่งและคีบกับข้าวใส่ชาม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ผัก รสจัดจ้าน หรือหวานจ๋อย นางล้วนสวาปามลงท้องเรียบวุธ ไร้ซึ่งท่าทีปฏิเสธ
ระหว่างก้มหน้าก้มตาสวาปาม นางก็คอยตอบคำถามของหวังโหรวฮวาเป็นฉากๆ ถามสิ่งใดล้วนตอบซื่อตรงไร้การปิดบัง ราวกับตุ๊กตาที่ถูกกดหนึ่งครั้งก็ร้องตอบหนึ่งคำ
เคราะห์ดีที่บนโต๊ะอาหาร หวังโหรวฮวามิได้งัดแงะเรื่องส่วนตัว สิ่งที่เอ่ยถามล้วนเป็นไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ อาทิ คุ้นชินกับกองทัพเยี่ยนเหมินหรือไม่ อยากย้ายจากค่ายทหารมาพักจวนแม่ทัพหรือเปล่า
ในสายตาจ้าวหนิง หยางเจียนีก็แค่ยัยทึ่มสมองกลับ ทว่าในสายตาหวังโหรวฮวา นี่คือความว่าง่ายและรู้ความ ซ้ำยังเคารพผู้อาวุโส นางจึงยิ้มกริ่มไม่หุบปาก ยิ่งพินิจยิ่งถูกชะตา
มื้อนี้จ้าวหนิงยิ่งสวาปามยิ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ยามอดีต ครั้นล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้า หวังโหรวฮวามักคอยคีบกับข้าวดูแลเขาไม่ห่าง มาบัดนี้ มารดาราวกับลืมเลือนตัวตนบุตรชายในอุทรไปสิ้น ในสายตามีเพียงหยางเจียนี
สำรับบนโต๊ะล้วนเป็นของโปรดปราน แม้จะยัดไม่หมด ทว่ายามนี้กลับโดนหยางเจียนีกวาดเรียบดุจพายุม้วนเมฆา… พูดให้ถูกคือ โดนหวังโหรวฮวาตักยัดปากจนเกลี้ยง เขาจึงขัดเคืองใจยิ่งนัก
สตรีบ้าอันใดกินล้างกินผลาญปานนี้ ภาพลักษณ์ไม่เหลือชิ้นดี ท่านแม่ตาบอดเห็นว่าเจ้านี่น่าเอ็นดูไปได้อย่างไร น่าบัดซบนัก ตกลงใครเป็นสายเลือดแท้ๆ ใครเป็นคนนอกกันแน่
ภาพบาดตาเบื้องหน้า ทำให้จ้าวหนิงผู้อัดอั้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ กระจ่างแจ้งถึงความรู้สึกของจ้าวเป่ยวั่งอย่างทะลุปรุโปร่ง
มิน่าเล่า อดีตยามครอบครัวร่วมโต๊ะ จ้าวเป่ยวั่งจึงมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่เสมอ
จ้าวหนิงลอบหงุดหงิดงุ่นง่าน ทว่าไม่อาจแสดงออก
ยามหวนคืนชีพ เขาอายุจวนเจียนสามสิบ หลงคิดว่าตนกร้านโลกและเป็นผู้ใหญ่ ทว่าวินาทีนี้ เขาเพิ่งตระหนักว่ายามอยู่ต่อหน้าหวังโหรวฮวา เขาปรารถนาเป็นเพียงเด็กน้อยออดอ้อนมารดาเท่านั้น
จ้าวหนิงลอบทอดถอนใจ พลันหวนคำนึงถึง ‘จ้าวชี่เยว่’ ขึ้นมาจับจิต
กาลก่อนยามร่วมโต๊ะ จ้าวชี่เยว่ยังคอยคีบกับข้าวปรนนิบัติเขาบ้าง
แม้ยามนั้นจะรู้สึกรำคาญใจ ทว่าหากยามนี้จ้าวชี่เยว่อยู่เคียงข้าง ไม่ว่าแขกเหรื่อตรงหน้าจะเป็นหยางเจียนีหรือจ้าวยวี่เจี๋ย จ้าวชี่เยว่ย่อมไม่หวั่นไหว ยึดมั่นวิถีแห่งตน คอยปรนนิบัติดูแลเขาเฉกเช่นวันวาน
จ้าวหนิงคงไม่ต้องห่อเหี่ยวใจถึงเพียงนี้
ห้วงความคิดปรากฏภาพจ้าวชี่เยว่ในคืนก่อนเข้าวัง นางยังคงยืนเขย่งบนม้านั่งในโรงครัว ตั้งหน้าตั้งตาปรุงมื้อดึกให้เขา ความอบอุ่นวาบทะลักล้นทรวง รอยยิ้มผุดพรายบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ครั้นอารมณ์พลิกฟื้น ความอยากอาหารพลันพุ่งทะยาน จ้าวหนิงเลิกใส่ใจสองสตรีตรงหน้า ก้มหน้าก้มตาสวาปามอย่างเบิกบาน
“เจ้าเด็กโง่ ยัดข้าวไปยิ้มทึ่มไป ช่าง…”
หวังโหรวฮวาสังเกตเห็นสีหน้าบุตรชาย พลันกลอกตาครุ่นคิด ก่อนแย้มยิ้มกล่าวกับหยางเจียนี “เมื่อก่อนเขาไม่ได้ทึ่มปานนี้นะ วันนี้สงสัยเห็นเจ้ามาเยือน ท่าทางเลยดูเลื่อนลอยไปบ้าง คงตื่นเต้นดีใจจนเสียอาการกระมัง”
จ้าวหนิงเงยหน้าขวับ เบิกตากว้างมองมารดา ร่ำร้องในใจ ข้าไม่ได้เป็น ข้าไม่ได้ทำ ท่านแม่จะสาดโคลนส่งเดชเช่นนี้ไม่ได้!
ท้ายที่สุด มื้ออาหารก็ล่วงเลยจนจบ หวังโหรวฮวาทำผิดวิสัย ไม่ยอมให้จ้าวหนิงช่วยเก็บล้าง ทว่าสั่งให้เขาพาหยางเจียนีออกไปทอดน่อง เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมด่านเยี่ยนเหมินกวน
นางเหยียบด่านเยี่ยนเหมินกวนก่อนข้าเสียอีก ยังต้องให้ข้าพาไปชมวิวอีกหรือ จ้าวหนิงอ้าปากเตรียมคัดค้าน ทว่าเมื่อปะทะสายตาแฝงจิตสังหารอำมหิตของมารดา ก็ทำได้เพียงกลืนถ้อยคำลงคออย่างรู้ชะตากรรม ก่อนเดินคอตกออกจากเรือนไปอย่างว่าง่าย
……
เยี่ยนผิง เขตพระราชฐานชั้นใน ฮ่องเต้ ‘ซ่งจื้อ’ พิโรธดั่งเพลิงกัลป์
ในความทรงจำของจ้าวเสวียนจี สวีหมิงหล่าง และเหล่าขุนนาง ฮ่องเต้ผู้เปี่ยมท่วงทีอ่อนโยนดุจหยก ทรงสง่าราศีวิญญูชนถ่อมตนมาตลอด แทบไม่เคยบันดาลโทสะถึงเพียงนี้
ทว่าวินาทีนี้ เมื่อทอดทัศนาฎีกาที่ถูกฟาดลงกับพื้น จ้าวเสวียนจี สวีหมิงหล่าง และบรรดาขุนนาง ต่างตระหนักว่าพระพิโรธครานี้ล้วนสมเหตุสมผล ไร้ข้อกังขา
หากจะมีข้อติเตียน ก็คงเป็นทรงพิโรธน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ
เหตุเพราะเนื้อความในฎีกาฉบับนั้น เลวร้ายเกินกว่าผู้ใดจะทานทน
รัชทายาทเทียนหยวนที่เตรียมล่องใต้สู่เยี่ยนผิง เพื่อขมาโทษเรื่องสายลับเซียวเยี่ยน จู่ๆ กลับตระบัดสัตย์ ปฏิเสธการเดินทางหน้าตาเฉย
หมากตานี้บีบให้กองทหารม้าเบาเยี่ยนเหมินที่กรีฑาทัพถึงราชสำนักเทียนหยวน หมายคุ้มกันและคุมตัวเหมิงชื่อลงใต้ ต้องจำใจควบม้ามือเปล่ากลับด่าน
แม้ราชสำนักเทียนหยวนจะส่งสารแก้ตัวว่า รัชทายาทเกิดธาตุไฟเข้าแทรกระหว่างบำเพ็ญเพียร บาดเจ็บสาหัสจนลุกไม่ขึ้น ซ้ำยังแสร้งส่งตัวแทนพร้อมเครื่องบรรณาการล้ำค่ามาเยียวยาแทน
ทว่าในสายตาต้าฉี การกระทำของราชสำนักเทียนหยวนคือการลูบคมและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมังกรอย่างโจ่งแจ้ง
หลังวีรกรรมสายลับของเซียวเยี่ยนแดงฉาน ขุนนางและราษฎรต้าฉีต่างเดือดพล่าน ร้องรำทำเพลงขอให้กรีฑาทัพบดขยี้เทียนหยวน มีเพียงซ่งจื้อที่ใคร่ครวญรอบคอบ ยอมแบกรับแรงกดดัน ระงับการทหารชั่วคราว ประทานโอกาสให้เทียนหยวนไถ่โทษ
ก่อนหน้า ข่านเทียนหยวนอหังการไม่ยอมประทับลงใต้ ส่งเพียงรัชทายาทมาเป็นหุ่นเชิด แม้มิสมดั่งพระทัย ทว่าก็พอเป็นคำตอบบรรเทาโทสะราชสำนักได้ ซ่งจื้อจึงหลับตายอมรับ ในครานั้น พระองค์เพียงดักทางหมายกักขังรัชทายาทไว้เป็นตัวประกัน
มาบัดนี้ กระทั่งรัชทายาทก็หดหัว ฉีกสัญญาตระบัดสัตย์กลางคัน ซ่งจื้อพลันตระหนักว่าพระองค์ถูกฉีกหน้า ศักดิ์ศรีโอรสสวรรค์ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
สถานการณ์ขาดสะบั้นถึงขั้นนี้ ต่อให้ซ่งจื้อมีหมากกระดานล้ำลึกประการใด ยามเผชิญการท้าทายจากเทียนหยวน พระองค์ก็ไร้ทางเลือกอื่น
“ถ่ายทอดราชโองการ กองทัพเยี่ยนเหมินทะลวงด่านทันที กวาดล้างราชสำนักเทียนหยวนให้สิ้นซาก”
สุรเสียงดุดันแผ่ซ่านพระราชอำนาจเด็ดขาด “บัญชาให้ต๋าต้านและชี่ตัน สรรพกำลังเผ่าละแสนนาย น้อมรับการบังคับบัญชาจากจอมทัพเยี่ยนเหมิน ผนึกกำลังบดขยี้เทียนหยวน”
“ร้อยปีล่วงเลย สุนัขทุ่งหญ้าคงลืมเลือนไปแล้วว่าคมดาบต้าฉีคมกริบเพียงใด ลืมเลือนรสชาติเลือดเจิ่งนองพันลี้ในวันวาน วันนี้ เจิ้นจะให้เดรัจฉานเหล่านี้รู้ซึ้ง ใต้หล้านี้… มีเพียงต้าฉีที่มิอาจล่วงละเมิด”
“ผู้ใดล่วงละเมิด… โทษทัณฑ์คือความตาย”
จ้าวเสวียนจีคุกเข่ารับราชโองการอย่างหนักแน่น
ตระกูลจ้าวกระหายศึกนี้มาเนิ่นนาน ย่อมไร้ข้อกังขา ซ้ำยังเร่งวันเร่งคืนให้เบื้องบนมีรับสั่ง กองทัพเยี่ยนเหมินจะได้เคลื่อนพลทะลวงด่าน สกัดไม่ให้ต๋าต้านถูกล้างบาง จนสูญเสียเบี้ยในกระดาน
หากรอจนรัชทายาทเทียนหยวนควบม้าถึงหน้าด่านเยี่ยนเหมินกวน แล้วพลิกลิ้นหันหลังกลับ กองทัพเยี่ยนเหมินย่อมขยับตัวสายเกินการ... ทัพเทียนหยวนคงบดขยี้ราชสำนักต๋าต้านจนย่อยยับไปแล้ว
ทว่าโอรสสวรรค์ย่อมมีวิถีของมังกร ต่อให้รับสั่งดุดันปานใด ทว่าก้นบึ้งพระทัยหาได้ปรารถนาเปิดฉากสงครามเลือดกับเทียนหยวนไม่
ด้วยเหตุนี้ จึงจำต้องหาข้ออ้างอันชอบธรรม
วีรกรรมดึงฟ้าหลอกดินที่เผ่าเสี่ยวเยี่ยของจ้าวหนิง แม้ลวงเทียนหยวนให้หลงเชื่อว่าไฟสงครามปะทุ ทว่าไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างบีบโอรสสวรรค์ได้
เพราะเพียงตรวจสอบแฟ้มทะเบียนราษฎร์ ย่อมความแตกทันทีว่าทหารม้าค่ายอี่จื้อพันนาย หาได้ถูกสังหารล้างบาง ทว่ายังมีชีวิตรอดครบถ้วน
ทหารพลเรือนที่มีชื่อในบัญชี ย่อมไม่อาจเร้นกายอำพราง
ดังนั้น หมากตานี้จึงต้องบีบให้เทียนหยวนเป็นฝ่ายกระตุกหนวดมังกรด้วยตนเอง
การตระบัดสัตย์ของเหมิงชื่อ… คือฉนวนชั้นเลิศ
นี่คือเจตนารมณ์เร้นลับเบื้องหลังละครฉากใหญ่ที่เสี่ยวเยี่ย มีเพียงบีบให้เทียนหยวนหลงเชื่อว่าไฟสงครามลามทุ่ง กองทัพเยี่ยนเหมินจ่อทะลวงด่าน รัชทายาทเหมิงชื่อถึงจะยอมพับแผนล่องใต้
คลี่ปมมาถึงขั้นนี้ จ้าวเสวียนจีอดมิได้ที่จะลอบซูฮกจ้าวหนิงในใจ หมากกระดานที่เสี่ยวเยี่ยช่างงดงามไร้รอยตะเข็บ ยิงธนูดอกเดียวร่วงปักษาหลายตัว
ยามเห็นโอรสสวรรค์เบิกม่านสงคราม อัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างถึงกับอ้าปากค้างตะลึงลาน
เขาหมายจะกราบทูลทัดทาน ทว่าเมื่อปะทะพระพักตร์ถมึงทึงเกรี้ยวกราด ก็ตระหนักชัดว่าต่อให้ขุนนางบุ๋นขัดเคืองใจเพียงใด ที่ตระกูลขุนนางบู๊จะฉวยจังหวะกอบโกยความชอบ ยามนี้ก็สุดปัญญาจะขวางกั้น
เขากลืนคำคัดค้านลงคอ ยามค้อมศีรษะ นัยน์ตากลับว่างเปล่าเลื่อนลอย ใบหน้าร่วงโรยชราลงหลายส่วน ร่างกายแผ่ซ่านกลิ่นอายสิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก
ตั้งแต่ก้าวขึ้นเป็นอัครเสนาบดี เขามุ่งมั่นบดขยี้ขุนนางบู๊และรวบอำนาจทหารมาตลอด นี่มิใช่เพียงปณิธาน ทว่าคืออุดมการณ์ชั่วชีวิต การจะได้จารึกชื่อในทำเนียบยอดอัครมหาเสนาบดีหรือไม่ ล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้ายนี้
มาบัดนี้ ไม่เพียงตระกูลหลิว ตระกูลผัง และตระกูลใหญ่ชาติตระกูลสูงส่งพังพินาศ ขุมกำลังขุนนางบุ๋นสูญเสียย่อยยับ ตระกูลขุนนางบู๊กลับผงาดอำนาจอีกครา ซ้ำยังคว้าโอกาสเปิดศึกใหญ่มาครอง
ตราบใดที่กองทัพเยี่ยนเหมินไม่แตกพ่าย นับแต่นี้ไป ขุมอำนาจตระกูลจ้าวและขุนนางบู๊มีแต่จะพุ่งทะยานไร้ฉุดรั้ง
ตัวเขาไม้ใกล้ฝั่ง ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าหมดวาสนาจะต่อกรจ้าวเสวียนจี แย่งชิงอำนาจราชสำนักกลับคืนมาเติมเต็มความฝันได้อีก
เรื่องนี้บีบคั้นให้สวีหมิงหล่างสลดหดหู่จนกระอักเลือด รู้สึกอดีตที่ฝ่าฟันลอยล่องดุจหมอกควัน ชั่วชีวิตนี้ไร้คุณค่าให้จารึกอีกต่อไป
ขณะโอรสสวรรค์เตรียมเบิกตัวหกกรมจัดทัพ กองทัพเยี่ยนเหมินพลันส่งม้าเร็วถวายรายงานด่วนอีกฉบับ
สิ้นพระเนตรรายงาน ซ่งจื้อสูดอัสสาสะลึก โทสะที่เพิ่งมอดดับพลันปะทุเดือดในพระเนตร ราวกับจะแผดเผาพระวรกาย “เผ่าชี่ตันประกาศศึกกับต๋าต้านแล้ว”
“อ้างเหตุผลสารพัดว่าหลายปีมากองคาราวานชี่ตันโดนทหารต๋าต้านปล้นฆ่า เจรจาไม่เป็นผล จึงต้องยาตราทัพทวงความเป็นธรรม”
“ซ้ำร้าย ชี่ตันยังร่อนสาส์นเชิญเทียนหยวนและหนวี่เจิน ผนึกกำลังขย้ำต๋าต้าน แบ่งปันผลประโยชน์เท่าเทียม และเทียนหยวน… ตกลงรับปากแล้ว”
“ในราชสาส์นสุนัขชี่ตัน ยังบังอาจร้องขอกองทัพเยี่ยนเหมินไปช่วยรบอีก”
สิ้นกระแสรับสั่ง ซ่งจื้อฟาดฎีกาลงพื้นอย่างเกรี้ยวกราดอีกครา
ท้องพระโรงวังเวงดุจป่าช้าในบัดดล เหล่าขุนนางสบตากันเลิ่กลั่ก เหลือเชื่อและตระหนักเฉียบพลันว่าเพียงข้ามคืน กระดานอำนาจทุ่งหญ้าพลิกผันมโหฬาร ซับซ้อนและเลวร้ายเหนือจินตนาการ
ซ่งจื้อหมายให้กองทัพเยี่ยนเหมินบดขยี้เทียนหยวน หวังให้ต๋าต้านและชี่ตันสมทบศึก ทว่าบัดนี้ ราชโองการยังไม่ทันพ้นธรณีประตู ชี่ตันกลับชิงประกาศศึกกับต๋าต้าน ซ้ำยังลากเทียนหยวนร่วมวง
ประจักษ์ชัดว่า ยามชี่ตันและต๋าต้านห้ำหั่นกัน และชี่ตันจับมือเทียนหยวนเป็นพันธมิตร แผนกรีฑาทัพบดขยี้เทียนหยวนของซ่งจื้อย่อมสะดุดพังทลาย
อดีตกาล ยามไฟสงครามทุ่งหญ้าปะทุ ต้าฉีมักทอดพระเนตรบนภูเขา กองทัพเยี่ยนเหมินเพียงตั้งมั่น รอสุนัขกัดกันจนบาดเจ็บสาหัส แล้วค่อยชุบมือเปิปกวาดล้าง
ทว่าบัดนี้ ท่าทีของเทียนหยวนตอกหน้าซ่งจื้อชัดเจนว่า พวกมันตัดหางปล่อยวัดต้าฉีแล้ว ยามนี้การที่เทียนหยวนจับมือชี่ตันรุมขย้ำต๋าต้าน ซ่อนเร้นเจตนาอุบาทว์ใดหรือไม่ ย่อมบีบให้ทุกฝ่ายต้องขบคิดจนหัวแทบระเบิด
สันดานหมาป่าเทียนหยวน… ผนวกรอยด่างเรื่องสายลับเซียวเยี่ยน การขัดขืนไม่ยอมลงใต้ของข่าน และการพลิกลิ้นของเหมิงชื่อ เมื่อหลอมรวมกับสถานการณ์ทุ่งหญ้ายามนี้ น้ำหนักของวลี ‘สุนัขลอบกัด’ ยิ่งทะยานทะลุฟ้า
เจตนาซ่อนเร้นลึกล้ำสุดหยั่ง ยากจะคาดเดา
หากหยิบยกคดีเมืองไต้โจวปีก่อนมาผูกโยง กระดานหมากนี้ย่อมกระจ่างแจ้งไร้ข้อกังขา
เรื่องราวลุกลามใหญ่โต ซ้ำยังสวนทางกับภาพจำที่ชาวฉีมีต่อทุ่งหญ้า ขุนนางในท้องพระโรงล้วนรูดซิปปากสนิท ไร้ผู้ใดกล้าแกว่งเท้าหาเสี้ยน
ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ พลาดพลั้งเพียงครึ่งก้าวคือหายนะ
ซ่งจื้อสะกดเพลิงพิโรธ คลี่ฎีกาอีกฉบับที่แนบมากับราชสาส์นชี่ตัน กวาดพระเนตรปราดเดียว ก่อนทิ้งลงบนโต๊ะ ตรัสเสียงเย็น “ต๋าต้านส่งสาส์นขอความช่วยเหลือ”
จ้าวเสวียนจีก้าวพรวด ประสานมือคารวะ “ฝ่าบาท สถานการณ์มาถึงขั้นนี้ กระหม่อมเห็นควรพิจารณาข้อสันนิษฐาน… เทียนหยวนซุ่มจับมือชี่ตันมาเนิ่นนาน หมายกลืนกินขุมอำนาจทุ่งหญ้าทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำวิเคราะห์ สายตาสวีหมิงหล่างและขุนนางบุ๋นพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
แม้มองสุนัขทุ่งหญ้าเป็นเพียงเดรัจฉาน เชื่อมั่นว่าคมหอกต้าฉีย่อมบดขยี้พวกมันจนถอยร่นพันลี้ ทว่าความพลิกผันระดับร้อยปีมีหน ย่อมต้องรับมือด้วยความรัดกุมสูงสุด
ไม่ว่าหน้าไหน ทุ่งหญ้าต้องไร้ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
ซ่งจื้อใคร่ครวญชั่วอึดใจ ก่อนตวัดพระเนตรมองจ้าวเสวียนจี “ศึกครานี้… คงต้องรบกวนเจิ้นกั๋วกงบัญชาการด้วยตนเองเสียแล้ว”
ราชโองการนี้คือการผลักดันให้จ้าวเสวียนจีเหยียบชายแดนเหนือ สวมเกราะคุมทัพใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จ
ซ่งจื้อลั่นวาจาเพียงประโยคเดียว ไร้ซึ่งรับสั่งสอดแทรกประการอื่น
วินาทีนี้ เผชิญกระดานอำนาจทุ่งหญ้าที่ขมุกขมัว ด้วยข้อมูลที่จำกัด พระองค์ย่อมไม่อาจชี้เป้าวางหมากรัดกุมได้กว่านี้
และเพราะรับสั่งสั้นกระชับ จึงเทียบเท่าการมอบดาบอาญาสิทธิ์ ให้จ้าวเสวียนจีพลิกแพลงชี้เป็นชี้ตายกลางสมรภูมิอย่างอิสระ
กองทัพเยี่ยนเหมินจะทะลวงด่านทิศใด สวมบทบาทใดในไฟสงคราม จะบดขยี้เทียนหยวนด้วยกลยุทธ์ใด ล้วนฝากไว้ในกำมือจ้าวเสวียนจี
ยอดฝีมือระดับราชันย์ขั้นกลางหนึ่งในสองแห่งต้าฉี ผู้บัญชาการทำเนียบเสนาธิการทหาร เสาหลักอันดับหนึ่งแห่งกองทัพ ย่อมคู่ควรแก่พระราชหฤทัยไว้วางใจ
“กระหม่อม น้อมรับพระราชโองการ” จ้าวเสวียนจีประสานมือรับบัญชาเสียงหนักแน่น
หมากตานี้ลงตัว ไร้ซึ่งถ้อยคำโต้แย้ง
สวีหมิงหล่างจ้องมองแผ่นหลังจ้าวเสวียนจีที่ตระหง่านดั่งขุนเขา แผ่กลิ่นอายฮึกเหิมลำพอง หัวใจอัครเสนาบดีเฒ่าพลันดิ่งวูบสู่ก้นเหว
ต่อให้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันปฏิเสธ ทว่าก้นบึ้งจิตใจประจักษ์แจ้ง… ช่องว่างอำนาจบารมีระหว่างเขากับอีกฝ่าย กำลังถ่างกว้างจนสุดกู่
จ้าวเสวียนจีกำลังผงาดแตะยอดเมฆา ทว่าตัวเขากลับดิ่งพสุธา
แรงบีบคั้นมหาศาลจากอริศัตรูโถมทับจนแทบกระอักเลือด
เขาคิดจนหัวแทบระเบิดก็ยังมืดแปดด้าน ไฉนหลายปีมานี้ จ้าวเสวียนจีที่เคยโดนเขากดหัวจมดินในการศึกสายบุ๋นบู๊ ไร้เรี่ยวแรงต้านทาน มาบัดนี้กลับพลิกกระดานเฉียบขาด รับมือยากเย็นปานนี้
ซ้ำยังประหนึ่งฟ้าดินเข้าข้าง ไม่ว่าจ้าวเสวียนจีขยับตัวทำสิ่งใด ล้วนสำเร็จลุล่วง ปรารถนาสิ่งใด ล้วนร่วงหล่นใส่มือ
สวีหมิงหล่างถึงขั้นเกิดภาพหลอน... ราวกับจ้าวเสวียนจีกุมชะตาสรรพสิ่งไว้ในอุ้งมือ
ผู้คนทั้งใต้หล้าล้วนแห่แหนปูทางให้จ้าวเสวียนจี
ทุ่งหญ้าที่สงบราบคาบมาร้อยปี นึกจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็ปะทุ ลากสามราชสำนักพัวพันนัวเนีย กระทั่งมหาสงครามที่คาดเดายาก นึกจะระเบิดก็เปิดฉากมโหฬาร โยนโอกาสสร้างผลงานล้ำค่าใส่พานทองประเคนตระกูลจ้าว… บัดซบ นี่มันเกินขอบเขตจินตนาการ
ไร้เหตุผลสิ้นดี
ตกลงว่ากระดานหมากตาใดที่พลิกผันพังพินาศ
หรือตาเฒ่าหน้าด้านจ้าวเสวียนจีถูกทวยเทพประทับร่าง
สวีหมิงหล่างหัวหมุนติ้วดั่งลูกข่างขวางพายุ คิดจนสมองแทบระเบิดก็ยังคว้าน้ำเหลว
ความทุกข์ทรมานกัดกินวิญญาณแสนสาหัส
ช่างหัวมันประไร ไม่ขอข้องแวะอีก... หลังดำดิ่งสู่หุบเหวแห่งความปวดร้าว สิ่งที่ปะทุคือความตายด้านหมดอาลัยตายอยาก สวีหมิงหล่างลอบถอนหายใจยาว ในอกเพียงปรารถนากลับจวน กรอกสุราเมามายหลีกหนีความเป็นจริง