ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 184 ข้อตกลง
ราตรีเงียบสงัดดุจสายน้ำหลาก
โดนจ้าวหนิงตะเพิดพ้นกระโจมเป็นหนที่สาม องค์หญิงต๋าต้าน ‘ท่าน่า’ กระทืบเท้าเร่าด้วยโทสะสุมอก ท้ายที่สุดจำต้องพับเก็บภารกิจ ถอยกรูดพลางถลึงตาอาฆาตใส่กระโจมไม่วางตา
กระโจมของจ้าวหนิงคับแคบกว่ากระโจมข่านหลายส่วน หีบสมบัติที่ท่าน่าขนมากองพะเนินล้นทะลัก บีบพื้นที่จนแทบไร้ที่ซุกหัวนอน
แม้มิใช่พวกละโมบ ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับภูเขาทองคำ จ้าวหนิงอดเผยรอยยิ้มกว้างมิได้ ขุมทรัพย์ก้อนนี้มากพอให้เขากว้านซื้อยอดฝีมือระดับคุมปราณจัดตั้งกองพันรบได้อีกกอง
นี่สิ… ผลประโยชน์แท้จริงที่จับต้องได้
ยามไฟสงครามจ่อคอหอย เพื่อดับโทสะและผูกมิตรกับผู้กุมชะตา ข่านต๋าต้านไม่เพียงประเคนภูเขาทอง แต่ถึงขั้นส่งธิดาในไส้มาทอดกายปรนนิบัติ นับว่าทุ่มหมดหน้าตัก
ว่ากันตามจริง มูลค่าขององค์หญิงคนโปรดย่อมทัดเทียมขุมทรัพย์ ทว่าในสายตาจ้าวหนิง สตรีที่แปลงเป็นเงินตราและเสบียงกรังมิได้ ย่อมไร้ค่าสิ้นดี
เขามิใช่นักพรตจำศีล หลายปีมานี้หอนางโลมก็เหยียบย่างไม่ขาด สาวใช้ห้องข้างก็มีพร้อม หญิงงามทอดสะพานแล้วใจไม่สั่นไหว ย่อมผิดวิสัยบุรุษหนุ่มเลือดเดือด การแสร้งทำตัวเป็นวิญญูชนใจหิน หากมิใช่ไร้น้ำยา ก็คงเพราะสตรีนางนั้นอัปลักษณ์เหลือทน
ทว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ จะให้มัวเมาพลอดรักกับองค์หญิงต่างเผ่า… จ้าวหนิงทำไม่ลง
รับสินบนล้ำค่ามาเต็มกระเป๋า ทว่าจ้าวหนิงหาได้มีความเกรงใจไม่ รุ่งอรุณวันถัดมา แม้ยังไม่ถอนทัพลงใต้กลับด่านเยี่ยนเหมินกวน แต่ยามประจันหน้ารัชทายาทต๋าต้าน เขายังคงวางมาดนิ่งขรึม ไม่ยอมปริปากรับปากสิ่งใดแม้แต่ครึ่งคำ
ไร้ความเหี้ยมเกรียมย่อมไร้จุดยืน จ้าวหนิงผู้โชกโชนจากศึกแคว้นสิบปีในชาติปางก่อน หาใช่วิญญูชนหัวอ่อน ผลประโยชน์รวบเข้าพก ทว่าความหยิ่งยโสหาได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย
ไม่ว่ารัชทายาทต๋าต้านจะร้อนรนดั่งไฟลน เอ่ยปากสาบานหนักแน่นปานใด หรือองค์หญิงท่าน่าที่จ้องตาวาววับอยู่ด้านข้าง จะบีบน้ำตาน่าทะนุถนอม แฝงแววตัดพ้อปนเคียดแค้นสักเพียงไหน... จ้าวหนิงก็รูดซิปปากแน่น หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมพยักหน้า
หมากตานี้มีไว้เพื่อหักกระดูกสันหลังราชสำนักต๋าต้าน ปูทางให้กองทัพเยี่ยนเหมินกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทัพพันธมิตรทันทีที่เคลื่อนพล
สุนัขต๋าต้านกลุ่มนี้ทั้งโง่เขลาและจองหอง ทะนงตัวจนกล้าดูแคลนเผ่าเทียนหยวน จ้าวหนิงขี้เกียจเสียเวลาเปลี่ยนสันดานพวกมัน ทว่าเขาต้องวางหมากเผื่อสมรภูมิเลือดที่กำลังจะปะทุ
ไม่ว่าหน้าไหน แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเยี่ยนเหมิน... ต้องรวบอำนาจแม่ทัพใหญ่แห่งทัพพันธมิตรแต่เพียงผู้เดียว
กองทัพต๋าต้านต้องศิโรราบต่อการบังคับบัญชาอย่างไร้เงื่อนไข ปฏิบัติตามกฎอัยการศึกอย่างเคร่งครัด ไร้ซึ่งข้อกังขา หนทางแห่งชัยชนะจึงจะเปิดกว้าง
กองทัพเยี่ยนเหมินจะไม่มีวันยอมตามเช็ดล้างความฉิบหายให้พันธมิตรที่โง่เง่าดั่งสุกร จนรั้งทัพหลักให้พินาศและแบกรับความสูญเสียไร้สาระ
สงครามประสาทดำเนินไปสามวันเต็ม
ตลอดสามวัน ไม่ว่านัยน์ตารัชทายาทต๋าต้านจะอัดอั้นกลืนเลือดปานใด ไม่ว่าอ๋องหุนเสีย ‘ปาถู’ จะวิ่งรอกมาหาด้วยความร้อนรนดั่งมดบนกระทะร้อน หรือทุกค่ำคืนจะมีเรือนร่างอรชรหยดย้อยพยายามมุดผ้าเต็นท์เข้ามาทอดกายสักกี่สิบนาง จ้าวหนิงยังคงหนักแน่นดุจขุนเขา ไร้รอยแตกร้าว
กระทั่งข่านต๋าต้านความอดทนขาดผึง กัดฟันจัดงานเลี้ยงใหญ่โตต้อนรับอีกครา จ้าวหนิงจึงตระหนักว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยว สายป่านตึงเกินไปย่อมขาด เขาจำต้องรู้จังหวะผ่อนปรน
“เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันสันดานหมาป่า ล่วงละเมิดเบื้องสูง ซ้ำยังก่อหวอดสร้างกลียุคในทุ่งหญ้า บีบราษฎรลงขุมนรก การกระทำสามานย์เยี่ยงนี้… ฟ้าดินไม่อาจทนดู”
“ต้าฉีของข้าคือรากฐานแห่งใต้หล้า ปกครองด้วยจารีตและบารมี แสนยานุภาพเกรียงไกรสะท้านสี่ทิศ จะปล่อยให้หนูสกปรกพวกนี้เหยียบย่ำราษฎรลงกองเพลิงได้อย่างไร”
สิ้นคำถามถึงท่าทีของกองทัพเยี่ยนเหมินจากข่านต๋าต้าน จ้าวหนิงขยับกายตั้งตรง นัยน์ตาเย็นเยียบเปล่งประกายอำนาจ “ข่านโปรดวางใจ เพียงทัพต๋าต้านน้อมรับการบัญชาการ… กองทัพเยี่ยนเหมินย่อมบดขยี้ศัตรูให้ราบคาบ”
“ใต้หล้านี้ ใครจะผงาดหรือดับสูญ ล้วนเป็นต้าฉีชี้ขาดลำพัง… แค่เทียนหยวนกับชี่ตัน มีสิ่งใดให้ต้องหวั่นเกรง”
สุ้มเสียงยามเอื้อนเอ่ยราบเรียบดุจผิวน้ำ ทว่าแฝงอำนาจเบ็ดเสร็จราวกับเป็นกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน ผนวกกับสายตาเหยียดหยันและรอยยิ้มเย้ยหยันมุมปาก ถ้อยคำนั้นจึงกลายเป็นสัจธรรมที่ไม่อาจล่วงละเมิด ราวกับราชสีห์ประกาศกร้าวว่าจะขยี้มดปลวกด้วยปลายเล็บ… ไร้ซึ่งผู้ใดกล้ากังขา
ข่านต๋าต้าน รัชทายาท และอ๋องหุนเสีย ล้วนวิญญาณสะท้านกับบารมีที่กดขี่ลงมาโดยพลการ ครั้นได้รับคำมั่น ศิลาพันชั่งในอกพลันร่วงหล่น ต่างลอบระบายลมหายใจโล่งอก
ในสายตาพวกเขา ต้าฉียังคงเป็นมังกรยักษ์ไร้พ่าย ไม่มีสิ่งใดเหลือบ่ากว่าแรง ขอเพียงกองทัพเยี่ยนเหมินยื่นมือเข้าสอดแทรก เทียนหยวนและชี่ตันก็เป็นได้แค่เถ้าธุลี
ข่านต๋าต้านดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ลูบคางอวบอูมพลางกดเสียงต่ำ “กองทัพทุ่งหญ้าของข้า… ต้องรับคำสั่งจากแม่ทัพต้าฉีเชียวหรือ”
จ้าวหนิงปรายตามอง ใบหน้าไร้ระลอกคลื่น ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านบอกชัดว่าเขากำลังหมดความอดทน
“ข่านคลางแคลงว่ายอดขุนพลต้าฉีไร้น้ำยาบัญชาการศึก? หรือกลัวว่าจะนำพาทัพต๋าต้านไปลงนรกจนพินาศย่อยยับ”
ข่านต๋าต้านสะอึก จะให้ยอมรับหน้าด้านๆ ว่ากังวลจริงย่อมเป็นไปไม่ได้ หากกองทัพเยี่ยนเหมินสะบัดตูดหนีเล่าจะทำเยี่ยงไร จากความเย่อหยิ่งของจ้าวหนิงตลอดหลายวันที่ผ่านมา… ความเป็นไปได้นี้ใช่จะไม่มี
“ข้าหมายความว่า… หากมีเรื่องคอขาดบาดตาย พวกเราสมควรปรึกษาหารือ…”
“สมรภูมิเลือด พลาดก้าวเดียวยับเยินทั้งกองทัพ ทัพผสมจะไร้ซึ่งจอมทัพเบ็ดเสร็จได้อย่างไร” จ้าวหนิงแค่นเสียงกร้าว “ข่านปกครองดินแดนกว้างใหญ่ ไฉนไม่เข้าใจกฎเหล็ก… กองทัพไม่อาจมีสองนาย”
ถ้อยคำนี้ฟาดฟันอย่างหนักแน่น ทว่ายั้งความโอหังไว้ส่วนหนึ่ง ท้ายที่สุดยามนี้เขาเป็นเพียงขุนนางระดับล่าง ไม่อาจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีข่านแห่งราชสำนักจนเกินงาม มิเช่นนั้นความอับอายจะแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งแค้น
ข่านต๋าต้านจำใจพยักหน้า
“ข่านโปรดวางใจ จอมทัพต้าฉีไร้ซึ่งความลำเอียง ถึงยามตะลุมบอน จะไม่มีการโยนทัพต๋าต้านเป็นโล่เนื้อ ส่วนตัวเองหลบฉากไปดูงิ้วหลังแนวรบเด็ดขาด”
“เสบียงกรังทัพหลัก กองทัพเยี่ยนเหมินจะรับผิดชอบเอง เผ่าต๋าต้านเพียงอุดหนุนส่วนเสี้ยว ท้ายที่สุด ศึกใหญ่ต้องผสานใจ หากกองทัพต๋าต้านขัดขืนคำสั่ง รังแต่จะพาให้ภายในพังพินาศ” จ้าวหนิงอ่านความกังวลของอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง จึงโยนกระดูกชิ้นโตปลอบประโลม
ข่านต๋าต้านเผยรอยยิ้มโล่งใจ จ้าวหนิงเปิดอกพูดจาตรงไปตรงมา นับว่าเผยความจริงใจมหาศาล สิ่งที่เขาหวาดหวั่นที่สุดคือการที่จอมทัพต้าฉีจะยืมดาบฆ่าคน ส่งทัพต๋าต้านไปตายเปล่าเพื่อบั่นทอนกำลังทุ่งหญ้า
ในเชิงยุทธศาสตร์แคว้น หอกข้างแคร่ยิ่งอ่อนแอยิ่งประเสริฐ สำหรับต้าฉี การที่ทุ่งหญ้าแหว่งวิ่นจนไร้เผ่าใหญ่สถาปนาราชสำนักได้ ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่หอมหวานที่สุด
“ท่านแม่ทัพจ้าวกังวลเกินไปแล้ว ข้าศรัทธาในความยุติธรรมของต้าฉีอย่างหมดใจ และเชื่อมั่นในสัจจะของกองทัพเยี่ยนเหมิน”
ข่านต๋าต้านฉีกยิ้มเบิกบาน “กองทัพเยี่ยนเหมินทะลวงด่านมาโอบอุ้ม เราย่อมต้องตอบแทนให้สมเกียรติ เสบียงกรังทั้งหมดข้าจะรับผิดชอบเอง ส่วนยุทโธปกรณ์… อาวุธหยาบกระด้างของเผ่าข้า เกรงว่าทัพเยี่ยนเหมินคงคร้านจะปรายตามอง”
วาจานี้คือสัจธรรม ทุ่งหญ้าแร้นแค้นทรัพยากร ศาสตราวาธุดย่อมไม่อาจเทียบชั้นต้าฉี
“ข่านถ่อมตนเกินไปแล้ว” จ้าวหนิงแค่นยิ้ม ชูจอกสุราคารวะ
เมื่อผลประโยชน์ลงตัว บรรยากาศย่อมชื่นมื่นประดุจมิตรแท้
วันรุ่งขึ้น ทหารม้าเบาลาดตระเวนกองหนึ่งที่ประจำการไม่ไกลนัก รับคำสั่งด่วนควบตะบึงเข้าสู่ราชสำนักต๋าต้านทันท่วงที
จ้าวหนิงไม่รีรอชักม้าลงใต้ หวนคืนสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนภายใต้การคุ้มกันแน่นหนา ขบวนที่ติดตามมาคือคณะทูตต๋าต้าน นำโดยอ๋องหุนเสีย ‘ปาถู’
สงครามใหญ่จำต้องประสานงานหลายภาคส่วน ราชสำนักต๋าต้านต้องส่งตัวแทนระดับหัวกะทิ เดิมทีรัชทายาทคือหมากที่ดีที่สุด เจ้าตัวก็หมายมั่นจะตามจ้าวหนิงเข้าด่าน เพื่อคว้าผลงานชิ้นโบแดงในศึกนี้ ท้ายที่สุดการล่องใต้เข้าเขตต้าฉีย่อมปลอดภัยกว่าบุกลึกไปทางตะวันออกถิ่นชี่ตัน
ทว่าท้ายสุดข่านต๋าต้านกลับจิ้มเลือกปาถู สร้างความขุ่นเคืองในอกรัชทายาทอย่างเงียบงัน
……
จ้าวซวิ่น หยางเจียนี และพรรคพวก ได้นำค่ายอี่จื้อถอนตัวกลับด่านเยี่ยนเหมินกวนไปล่วงหน้าแล้ว
ยามจ้าวหนิงเหยียบเข้าด่าน เนื่องจากมีราชทูตต่างเผ่าประกบ พวกเขาจึงเร้นกายไม่ปรากฏตัว ทว่าเพียงสบตากับหัวคิ้วที่เลิกขึ้นอย่างพึงพอใจของ ‘จ้าวเป่ยวั่ง’ จ้าวหนิงก็ตระหนักทันทีว่าทุกอย่างราบรื่นไร้รอยตะเข็บ
ณ จวนแม่ทัพใหญ่ อ๋องหุนเสียปาถูเปิดฉากเจรจาความเมืองกับจ้าวเป่ยวั่งทันที
ครั้นราชทูตลั่นวาจาว่าศึกครานี้ กองทัพต๋าต้านจะยอมก้มหัวรับคำสั่งแม่ทัพใหญ่ต้าฉีอย่างเบ็ดเสร็จ ซ้ำยังอาสาทุ่มเสบียงทั้งหมด สองสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่งถึงกับชะงัก ลอบสบตากันด้วยความตกตะลึง
วินาทีถัดมา สองสายตาเร่าร้อนพลันตวัดจ้องจ้าวหนิงเป็นตาเดียว จ้าวเป่ยวั่งยืดอกทะนง พยัคฆ์พ่อไม่มีสุนัขลูก ยามมองบุตรชายด้วยความชื่นชม เจ้าตัวก็แอบพองขนภูมิใจเสียเอง ราวกับว่าผู้ที่กุมชัยชนะพลิกกระดานทุ่งหญ้าคือตัวเขาเองเสียอย่างนั้น
ส่วนนัยน์ตาหวังโหรวฮวากลับอ่อนแสง เปี่ยมด้วยความรันทดสงสาร หยาดน้ำตารื้นขอบตา ประหนึ่งมองทะลุถึงหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อที่ลูกชายต้องแลกมา กลางดงหมาป่า กว่าจะคว้าชัยชนะสะท้านแผ่นดินกลับมาได้
นางไม่เอื้อนเอ่ยให้มากความ ปล่อยให้บุรุษถกเรื่องทัพหน้ากระดาน หมุนกายเร่งรุดเข้าโรงครัวไปเตรียมการ
จ้าวเป่ยวั่งคันปากใคร่ซักไซ้การผจญภัยในแดนเหนือของบุตรชายใจจะขาด ซ้ำยังหมายมั่นจะโอ้อวดแสนยานุภาพทัพเยี่ยนเหมินข่มขวัญสุนัขต่างเผ่า ทว่ายามหวังโหรวฮวายกสำรับเลิศรสออกมา เขากลับถูกเบรกจนหน้าทิ่ม
ปาถูแบกยศราชทูตต๋าต้าน สายเลือดสายตรงของข่าน และอ๋องหุนเสีย ฐานะสูงส่งเหนือสามัญ ยามเยือนด่านเยี่ยนเหมินกวน จ้าวเป่ยวั่งย่อมต้องเปิดจวนจัดงานเลี้ยงรับรองระดับทางการ หาใช่วงข้าวในครอบครัว
ดังนั้น ต่อให้จ้าวเป่ยวั่งจะถูกกลิ่นอาหารหอมฉุยยั่วจนน้ำลายสอเพียงใด ก็ถูกหวังโหรวฮวาตะเพิดพ้นห้องโถงอย่างไม่ไว้หน้า เหลือเพียงจ้าวหนิงผู้เดียวที่ได้รับสิทธิ์โซ้ยฝีมือปลายจวักมารดา
จ้าวหนิงทิ้งตัวลงนั่ง มองสำรับนับสิบจานเรียงราย โดยเฉพาะหม้อตุ๋นเนื้อแกะสองใบเขื่องกลางโต๊ะ เขาถึงกับเหงื่อตก สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล… ต่อให้งอกกระเพาะเพิ่มอีกสาม ก็ยัดไม่ลง
ทว่าหวังโหรวฮวาหาคิดเช่นนั้นไม่ สีหน้าขัดเคืองราวกับตำหนิตนเองว่าเตรียมของบำรุงน้อยไป ประหนึ่งว่าหากนางไม่งัดฝีมือทั้งชีวิตมาปรนเปรอบุตรชายในมื้อนี้ คงนอนตายตาไม่หลับ
จังหวะที่จ้าวหนิงคว้าตะเกียบเตรียมสวาปามล้างบาง หวังโหรวฮวากลับตะปบแขนห้ามไว้ “คนยังมาไม่ครบเลย จะรีบไปไย”
จ้าวหนิงชะงักกึก เขาคุ้นเคยกับมารดาดี ยามนี้ไม่มีสิ่งใดสลักสำคัญไปกว่าการปล่อยให้เขาก้มหน้ายัดทะนาน อีกอย่าง… วงข้าวครอบครัวนอกจากเขากับมารดาแล้ว จะมีผู้ใดโผล่มาอีก
ทว่าคำถามในใจพลันได้รับคำตอบฉับพลัน… ยามที่เงาร่างหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา