ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 187 แข็งอ่อนกับใจสื่อถึงกัน (ต้น)
กลศึกที่จ้าวเป่ยวั่งเอ่ยมา ล้วนผ่านการถกเถียงอย่างรัดกุมจากเหล่าขุนพลทัพเยี่ยนเหมิน ผนวกกับการจำลองสถานการณ์รบอย่างทุ่มเทหลายทิวาราตรีของกุนซือหวังโหรวฮวา ครั้นนำมาแถลงในยามนี้ แม้แต่จ้าวเสวียนจีก็ยังหาช่องโหว่ใดมาแย้งมิได้
“ยามนี้ยังไม่อาจชี้ชัดว่าเผ่าเทียนหยวนและเผ่าชี่ตันจะจัดสรรกำลังพลไปตรึงที่เขาเฟิ่งหมิงและทุ่งหญ้าใบไม้แดงมากน้อยเพียงใด ทว่าศึกนี้ ต่อให้พวกมันเทหน้าตักทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดที่มี อย่างมากที่สุดก็ไม่เกินสี่แสนนาย”
“เมื่อหักลบกองกำลังที่ต้องแบ่งไปขยี้ราชสำนักต๋าต้าน จำนวนทหารที่พวกมันเจียดมาสกัดกั้นเราได้ อย่างไรเสียก็ไม่เกินสองแสน”
“ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังพลมิได้เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ ต่อให้มีปราการธรรมชาติหนุนหลัง การคิดหยุดยั้งพวกเราย่อมเป็นเพียงฝันกลางวัน”
จ้าวเสวียนจีลูบปลายคาง ไตร่ตรองเพียงชั่วครู่ก็เห็นพ้องกับกลยุทธ์ของจ้าวเป่ยวั่ง “ทัพเยี่ยนเหมินหนึ่งแสนหกหมื่นนายของเรา ต่อให้เจียดกำลังสักสองสามหมื่นรั้งอยู่รักษาด่าน ทัพหลวงที่เหลือก็ยังมากพอจะทะลวงฟัน บดขยี้ศัตรูทุกหน้าตาที่กล้าขวางทาง”
จ้าวเป่ยวั่งพยักหน้ารับ “เป็นเช่นนั้นขอรับ”
จ้าวเสวียนจีทอดสายตามองบุตรชาย
“กองทัพทุ่งหญ้าหย่อนวินัยมาแต่ไหนแต่ไร หากรูปการรบเป็นใจ พวกมันจะลุกลามราวไฟลามทุ่ง กวาดล้างกลืนกินดินแดนนับพันลี้ในชั่วพริบตา ทว่าหากสถานการณ์พลิกผัน ย่อมไร้ความทรหดอดทนที่จะสู้ยืดเยื้อ เพียงครู่เดียวก็พร้อมแตกทัพหนีหัวซุกหัวซุน”
“ดังนั้น ศึกแรกจึงชี้เป็นชี้ตาย ทัพหน้าจำต้องบุกทะลวงด้วยอานุภาพดุจอสนีบาต บดขยี้ค่ายข้าศึกให้แหลกเป็นจุณ ฉีกทึ้งแนวป้องกันให้ขาดสะบั้น กอบโกยชัยชนะเด็ดขาดเพื่อขยี้ขวัญกำลังใจพวกมันให้แหลกลาญ”
“หากศึกแรกคว้าชัย ย่อมปลุกความหวาดกลัวที่ชนทุ่งหญ้ามีต่อทัพเยี่ยนเหมินให้ตื่นขึ้น ศึกเบื้องหน้าย่อมราบรื่นดั่งพลิกฝ่ามือ ในทางกลับกัน หากประเดิมศึกแล้วคว้าน้ำเหลว ความกำเริบเสิบสานของพวกมันจะยิ่งทวีคูณ บานปลายกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ”
“ตำแหน่งแม่ทัพหน้าแบกภาระหนักอึ้ง ผู้ใดอาสารับหน้าที่นี้”
ก่อนหน้านี้จ้าวเป่ยวั่งได้วางตัวขุนพลทะลวงฟันไว้แล้ว ทว่าเมื่อจ้าวเสวียนจีเดินทางมาเยือนด่านเยี่ยนเหมินกวนด้วยตนเอง ตัวเลือกแม่ทัพหน้าย่อมปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
“ท่านผู้บัญชาการ ข้าน้อยขอรับตำแหน่งแม่ทัพหน้าเองขอรับ” จ้าวเป่ยวั่งประสานมือคารวะแข็งขัน ท่าทีเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
สายเลือดขุนนางบู๊ย่อมไร้สิ่งใดชวนให้เลือดเต้นพล่านไปกว่าการกุมทัพนับแสนตะลุยแดนเดือด สำหรับจ้าวเป่ยวั่ง สรรพวิชาที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิตล้วนทุ่มเทให้กับการทะลวงฟัน หากต้องมานั่งกางตำราพิชัยยุทธ์บัญชาการ สู้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหวังโหรวฮวายังดีเสียกว่า
ศึกนี้เมื่อมีจ้าวเสวียนจีนั่งแท่นบัญชาการทัพหลวง เขาย่อมสลัดพันธนาการ ปลดปล่อยปณิธานขุนพลที่อัดอั้นมาทั้งชีวิตได้อย่างไร้ข้อกังขา
จ้าวเสวียนจีสบตากับจ้าวเจิ้นจงแวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้าอนุญาตตามคำขอ
ท้ายที่สุด จ้าวเสวียนจีและคณะตัดสินใจเลือกเขาเฟิ่งหมิงเป็นเส้นทางเคลื่อนทัพหลวง หากมุ่งทะลวงจากเขาเฟิ่งหมิงขึ้นเหนือสู่ราชสำนักต๋าต้าน เส้นทางจะทอดยาวเป็นเส้นตรงและสั้นที่สุด ย่อมร่นระยะเวลาเดินทัพได้มหาศาล
แม้ทุ่งหญ้าใบไม้แดงจะมีภูมิประเทศราบเรียบกว่า ทว่ากลับเต็มไปด้วยบึงน้ำน้อยใหญ่ พื้นที่ส่วนมากเป็นแอ่งกระทะและที่ลุ่มชื้นแฉะ ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการแปรขบวนทัพสู้รบขนานใหญ่ ซ้ำร้ายยังตั้งอยู่ประชิดใจกลางดินแดนเผ่าชี่ตันมากเกินไป
ด้านเขาเฟิ่งหมิง แม้ได้ชื่อว่าเป็นภูเขา ทว่าเนื้อแท้ยังตั้งอยู่บนเขตทุ่งหญ้า มิใช่เทือกเขาสลับซับซ้อน ความลาดชันต่ำ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเพียงเนินหญ้าลูกคลื่น
บริเวณที่นับเป็นเทือกเขาสูงชันอย่างแท้จริงมีเพียงหย่อมเล็กๆ ไม่อาจก่อตัวเป็นปราการขวางการเดินทัพ
ทว่าจังหวะนั้นเอง จ้าวหนิงกลับหยัดกายขึ้นแสดงความเห็นแย้ง
เขายอมรับการทะลวงผ่านเขาเฟิ่งหมิง ทว่ามองว่ามิควรดันทุรังบุกตรงๆ ทางที่ดีที่สุดคือแสร้งเคลื่อนพลไปทางตะวันออกมุ่งสู่ทุ่งหญ้าใบไม้แดง ล่อให้ขุมกำลังเผ่าเทียนหยวนและเผ่าชี่ตันโยกย้ายตาม ยามที่กองทัพทุ่งหญ้าเทกำลังไปตั้งรับฝั่งตะวันออก แนวป้องกันที่เขาเฟิ่งหมิงย่อมหละหลวม เมื่อนั้นทัพหน้าเยี่ยนเหมินค่อยฉวยจังหวะตลบหลังทะลวงค่ายก็มิใช่เรื่องยากเย็น
ยามนี้ ทัพเทียนหยวนและชี่ตันย่อมมืดแปดด้าน ไม่รู้แน่ชัดว่าทัพเยี่ยนเหมินจะเคลื่อนพลผ่านเส้นทางใด
พวกมันจึงทำได้เพียงกระจายกำลังตั้งรับไว้ทั้งสองแห่ง จากนั้นตรึงทหารม้าส่วนใหญ่ไว้ตรงกลาง เพื่อเตรียมโยกย้ายไปสมทบปีกซ้ายขวาได้ทันท่วงที
ทัพหลวงเยี่ยนเหมินสามารถมุ่งสู่ทุ่งหญ้าใบไม้แดงเพื่อเบนความสนใจ ครั้นสบโอกาส ค่อยให้จ้าวเป่ยวั่งนำทัพม้าเหล็กหักเลี้ยวตลบหลังพุ่งทะยานไปทางตะวันตก ย่อมบรรลุเป้าหมายอย่างราบรื่น
ทว่าข้อเสนอของจ้าวหนิงกลับถูกปัดตกทันควัน
ขุนพลทั้งมวลล้วนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน การศึกกับทัพทุ่งหญ้าไร้ความจำเป็นต้องใช้กลลวง ทัพเยี่ยนเหมินกุมความได้เปรียบด้านอานุภาพรบเบ็ดเสร็จไม่ว่ายุทโธปกรณ์ล้ำหน้า หรือระดับพลังบำเพ็ญ ล้วนเหนือชั้นกว่าจนเทียบไม่ติด
ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์ทรงประสิทธิภาพที่สุดคือการบุกทะลวงตรงๆ บดขยี้พวกมันให้พินาศในการปะทะซึ่งหน้า การทำเช่นนี้ไม่เพียงเร่งรัดแนวรบ แต่ยังผลาญกำลังศัตรูมหาศาล ซ้ำยังบดขยี้กำแพงจิตใจของพวกมันให้พังทลายราบคาบ
เปรียบดั่งบุรุษฉกรรจ์ห้ำหั่นเด็กอมมือ เมื่อกุมพลังอำนาจเหนือกว่าเบ็ดเสร็จ เพียงกระซวกหมัดตรงๆ ทลายร่างอีกฝ่ายให้จมกองเลือดในดาบเดียวก็เพียงพอ ไยต้องวาดลวดลายร่ายรำให้มากความ
การทำเช่นนั้นรังแต่จะเผยช่องโหว่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสตอบโต้เสียเปล่า
จ้าวเสวียนจีตบบ่าหลานชายเบาๆ เอ่ยสอนแกมให้กำลังใจ “การศึกสองทัพ อานุภาพกำลังพลคือตัวแปรชี้เป็นชี้ตายมาแต่โบราณกาล แข็งแกร่งคว้าชัย อ่อนแอล้วนม้วยมรณา”
“วิถีสร้างกองทัพเกรียงไกรต่างหากคือแก่นแท้พิชัยยุทธ์ และเป็นพันธกิจอันดับหนึ่งของแว่นแคว้น เล่ห์กลอุบายเป็นเพียงตัวช่วยเสริมยามขุมกำลังขาดแคลน มีเพียงยามตกเป็นรองจึงจำต้องพึ่งพากลศึก”
“อดีตจวบจนปัจจุบัน แม้มีตัวอย่างใช้กำลังน้อยพลิกชนะกำลังมาก ทว่าเหตุที่เรื่องราวเหล่านั้นถูกจารึกประดับพงศาวดาร ก็เพราะมันเป็นปรากฏการณ์หาได้ยากยิ่ง เมื่อบังเกิดสักคราย่อมควรค่าแก่การแซ่ซ้อง”
“ทว่าบรรทัดฐานสงครามที่แท้จริง คือการห้ำหั่นด้วยอานุภาพกำลังพลแบบหมัดแลกหมัด”
“ทัพเยี่ยนเหมินคือกองกำลังหัวกะทิ เกาทัณฑ์หน้าไม้ทรงอานุภาพ เกราะแกร่งศาสตราคมกริบ ขุมกำลังเหนือล้ำเกินกว่าชนทุ่งหญ้าจะทาบติด ยามนี้ กฎเหล็กข้อแรกคือเดินหมากไร้รอยตำหนิ ไม่เผยช่องโหว่ ไม่หยิบยื่นโอกาสใดให้ศัตรู”
“การกรีธาทัพทะลวงตรงไปข้างหน้าอย่างสง่าผ่าเผย แม้ผิวเผินคล้ายทื่อด้าน แต่นี่แหละคือสุดยอดกลยุทธ์ที่แท้จริง”
จ้าวหนิงหมายทักท้วง ทว่าจ้าวเสวียนจีกลับปั้นหน้าขรึม สุรเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบขาดเข้มงวด
“เสี่ยวหนิง ห้วงปีที่ผ่านมาหลานอาศัยสติปัญญาสร้างคุณูปการใหญ่หลวงแก่ตระกูลจ้าว จนยามนี้ไร้ผู้ใดกล้าดูแคลน ทว่าจงจำให้ขึ้นใจ หลานคือสายเลือดตระกูลขุนนางบู๊ คือเสาหลักค้ำยันกองทัพต้าฉีในวันข้างหน้า”
“เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายเป็นเพียง ‘วิถี’ พลิกแพลงสถานการณ์ชั่วครั้งชั่วคราว หากยึดติดพึ่งพามันเกินพอดี สักวันย่อมพลาดพลั้งอย่างไม่อาจเลี่ยง ในสมรภูมิรบที่อาบย้อมด้วยโลหิต หากเสียเปรียบเชิงกลยุทธ์เพียงก้าวเดียว ย่อมหมายถึงความพินาศย่อยยับของกองทัพทั้งมวล”
“ที่ระดับพลังของหลานยังย่ำอยู่เพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น ก็เพราะมัวว้าวุ่นคิดหน้าพะวงหลังมากเกินไป หากมุ่งมั่นขัดเกลาพลังอย่างแท้จริง ด้วยพรสวรรค์และทรัพยากรที่ตระกูลทุ่มเทให้ มีหรือจะล้าหลังพ่ายแพ้คุณหนูตระกูลหยางผู้นั้น”
“จำคำปู่ไว้ ความแข็งแกร่งต่างหากคือกฎเกณฑ์อันดับหนึ่ง ทั้งตระกูลจ้าวและต้าฉีในภายภาคหน้าล้วนต้องพึ่งพาหลานเป็นขุนพลพิทักษ์แผ่นดิน อย่าได้มีวิสัยทัศน์คับแคบตื้นเขินเด็ดขาด”
เมื่อจ้าวเสวียนจีงัดเหตุผลมาสั่งสอนถึงเพียงนี้ ต่อให้จ้าวหนิงมีถ้อยคำหมื่นพันอัดอั้นในอกก็มิอาจปริปาก กลลวงแสร้งเคลื่อนทัพไปทุ่งหญ้าใบไม้แดงนี้ เขาเคยเสนอต่อจ้าวเป่ยวั่งและหวังโหรวฮวามาแล้ว ทว่าก็ถูกปัดตกไปเช่นกัน
ครั้นเห็นสีหน้าหลานชายหม่นหมองลง จ้าวเสวียนจีจึงระบายยิ้มเปี่ยมเมตตา ออกแรงบีบบ่าเขาเบาๆ
“หลานทำได้ดีมากแล้ว เป็นพวกคนแก่เช่นเราที่โลภมากเกินไป หวังเพียงอยากเห็นหลานโผบินสูงและไกลกว่านี้… ผู้ใดเล่าจะกล้าฟันธงว่า ห้าร้อยปีให้หลัง ตระกูลจ้าวจะไม่อาจให้กำเนิดยอดฝีมือระดับเทวะขึ้นมาอีกสักคน”
จ้าวหนิงหมายฉวยโอกาสแย้ง ทว่าจ้าวเสวียนจีกลับอ่านใจเขาทะลุปรุโปร่ง ชายชราส่ายหน้าพลางกล่าวต่อ
“ร้อยกว่าปีก่อน บรรพชนตระกูลจ้าวกวาดล้างทุ่งหญ้า เหตุที่รบเจ็ดครั้งชนะเจ็ดครา ถอนรากถอนโคนราชสำนักทูเจวี๋ยจนราบคาบ มิได้พึ่งพาสิ่งใดอื่น นอกเสียจากอานุภาพรบอันไร้เทียมทาน และพลังฝีมือครอบงำสิบทิศของเหล่ายอดยุทธ์
“ผู้คนจดจำเพียงราตรีพายุหิมะโหมกระหน่ำ บรรพชนบัญชาการทัพม้าเหล็กสามหมื่นนายทะลวงราชสำนักทูเจวี๋ยจนแตกพ่าย หลายปีมานี้ ผู้คนล้วนสรรเสริญความลึกล้ำพิสดารของการพลิกแพลงกลยุทธ์
“ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ หากไร้ชัยชนะบดขยี้ค่ายศัตรูในสมรภูมิหลัก หากไร้ความฮึกเหิมดุจสายรุ้งทะลวงฟ้าที่ขยี้แผนตั้งรับทูเจวี๋ยจนแหลกเหลว บีบให้พวกมันพะวักพะวน ทัพม้าสามหมื่นนายนั้นจะมีปัญญาบุกทะลวงรวดเดียวถึงใจกลางราชสำนักได้อย่างไร”
ตรรกะข้อนี้ถูกต้องไร้ข้อกังขา จ้าวหนิงลอบทอดถอนใจ ทำได้เพียงพยักหน้ายอมรับ
เขาไม่คิดต่อความยาวสาวความยืดอีก
เขารู้เต็มอก ด้วยทัศนคติที่เหล่าขุนพลและขุนนางต้าฉีมีต่อทัพทุ่งหญ้า ต่อให้ทุ่มเทอธิบายแทบตาย กลยุทธ์ของตนก็ไม่มีทางถูกนำไปปฏิบัติจริง
ที่ยังดันทุรังเพียรพยายาม ก็เพียงเพื่อตอกย้ำว่าตนได้ทำหน้าที่สุดความสามารถแล้ว
ยามนี้ในต้าฉี แม้ตระกูลจ้าวจะเป็นขั้วอำนาจที่ตระหนักถึงสันดานหมาป่าของเผ่าเทียนหยวนถ่องแท้ที่สุด ทว่าในสายตาของจ้าวหนิงผู้หวนคืนจากอดีต มุมมองของทุกคนยังห่างไกลความจริง ซ้ำยังคลาดเคลื่อนจนกู่ไม่กลับ
ปัญหาฝังรากลึกที่สุดคือ ทุกคนต่างหลงละเมอเชื่อหมดใจว่าอานุภาพกองทัพฉีเหนือล้ำเกินกว่าทัพทุ่งหญ้าจะทาบรัศมี
นับแต่โบราณกาล ตราบใดที่แผ่นดินจงหยวนไร้จลาจล ทัพทุ่งหญ้าย่อมไม่มีวันบดขยี้ทัพจงหยวน ซ้ำร้ายมักถูกตีแตกพ่ายกระเจิงหาทางกลับรังไม่เจออยู่ร่ำไป
สำหรับราชวงศ์ปัจจุบันยิ่งชัดเจน มหาสงครามกวาดล้างแผ่นดินช่วงสถาปนาราชวงศ์ สร้างรากฐานความสงบสุขยาวนานนับร้อยปี ซ้ำยังเพาะบ่มความทะนงตนฝังรากลึกของต้าฉีที่มีต่อเผ่าเป่ยหู มองชนเผ่าเร่ร่อนเป็นเพียงมดปลวก
แน่นอนว่าเบื้องลึกย่อมมิใช่เพียงเพราะจงหยวนหลงระเริงในอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
แม้ชนทุ่งหญ้าจะห้าวหาญไม่กลัวตาย ทว่าขุมกำลังพวกมันมีจุดอ่อนร้ายแรงปรากฏชัดมาทุกยุคสมัย
ประการแรก หย่อนวินัย ทัพทุ่งหญ้าอันไพศาล แท้จริงเป็นเพียงกองกำลังผสมจากชนเผ่าเล็กใหญ่ ยามปกติกระจัดกระจายใช้ชีวิต อย่าว่าแต่รวบรวมฝึกฝนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แก่นแท้พวกมันคือคนเลี้ยงสัตว์ คือชาวบ้าน มิใช่ทหารอาชีพที่ถูกหล่อหลอมมาเพื่อสงคราม
สำหรับสามัญชน การดิ้นรนเพื่อปากท้องและเอาชีวิตรอดต่างหากคือเป้าหมายสูงสุด
สงครามรุกรานที่ทุ่งหญ้าก่อกับจงหยวนแต่ไหนแต่ไร จุดประสงค์ส่วนใหญ่ล้วนเพื่อปล้นชิง
หากปีใดสภาพอากาศเลวร้าย ทรมานด้วยความเหน็บหนาวจนผู้คนล้มตาย พวกมันก็จะรวมหัวยกทัพปล้นสะดมตามแนวชายแดน กอบโกยเสบียง ทรัพย์สิน กวาดต้อนผู้คน แล้วชิ่งหนี
สงครามปล้นสะดมเยี่ยงนี้มีทั้งเล็กใหญ่ปะปน หากราชสำนักทุ่งหญ้าเป็นตัวตั้งตัวตี ข่านก็คือหัวโจกนำพาทุกคนออกปล้น เมื่อเสร็จศึกก็แยกย้ายกลับรัง อาศัยของโจรประทังชีวิต
และเพราะแก่นแท้คือการปล้น ทัพทุ่งหญ้าจึงเก่งกาจเฉพาะยามตีตามน้ำ หากทิศทางลมเป็นใจ พวกมันจะระเบิดอานุภาพบ้าคลั่ง แห่แหนย่ำยีแผ่นดินดุจฝูงตั๊กแตน ยากที่ผู้ใดจะต้านทาน
ทว่าเพราะการปล้นเช่นกัน ทันทีที่สถานการณ์พลิกผัน ไพร่พลร่วงหล่นเป็นใบไม้ร่วง เมื่อสบช่องเห็นท่าไม่ดี ความคิดแรกที่ผุดขึ้นคือ ‘เผ่น’ หากปล้นของมีค่าไม่ได้ ซ้ำต้องมาทิ้งชีวิตไร้ค่า ผู้ใดจะยอมโง่งม
ราชสำนักทุ่งหญ้ามิได้มีแก่นคำสอนขงจื๊อสลักลึกในกมลสันดานราษฎรเฉกเช่นจงหยวน ไร้ซึ่งอุดมการณ์ ‘ภักดีเจ้านาย พิทักษ์แผ่นดิน’ หรือ ‘คุณธรรมแห่งชาติบ้านเมือง’ ที่จะหล่อหลอมให้พสกนิกรยอมถวายหัวพลีชีพ
ประการที่สอง เชี่ยวชาญขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ ทว่าไร้น้ำยาจัดค่ายตีหักด่าน ชนทุ่งหญ้าเติบโตบนหลังม้า ฝีมือบังคับม้าและง้างเกาทัณฑ์ปราดเปรียว ทว่ากลับขาดแคลนทหารราบ ไม่ประสากลยุทธ์ค่ายกล และไม่อาจเจาะทะลวงป้อมค่ายที่แข็งแกร่ง
ประการที่สาม ยุทโธปกรณ์สุดแสนอนาถา ศาสตราทัพทุ่งหญ้าล้วนเป็นสิ่งที่ไพร่พลพกพามาเอง ราชสำนักมิได้แจกจ่ายอาวุธหรือเกราะป้องกัน พวกมันไม่มีปัญญา ซ้ำยังมองว่าไร้ความจำเป็น
เผ่าใหญ่ที่มั่งคั่ง ศาสตราวุธย่อมดูดีขึ้นมาบ้าง ส่วนเผ่ากลางและเล็กที่แร้นแค้น อาวุธล้วนผุพังตามสภาพ ทหารที่ไร้ปัญญาหาหัวเกาทัณฑ์เหล็ก ซ้ำต้องทนใช้เกาทัณฑ์เขี้ยวหมาป่าผุพังมีเกลื่อน
ต่อให้ฝีมือยิงเกาทัณฑ์แม่นยำดุจจับวาง ทว่าหากระยะยิงไม่ไกลเท่าทหารต้าฉี ซ้ำอานุภาพทำลายล้างยังห่างชั้น… จะไปมีปัญญาสร้างรอยขีดข่วนอันใดได้
ยิ่งกล่าวถึงเกราะกำบังยิ่งชวนเวทนา มีเพียงขุนพลเผ่าใหญ่ที่คู่ควรสวมใส่ ซ้ำร้ายส่วนมากเป็นเพียงเกราะหนังหยาบ เกราะเหล็กแทบงมเข็มในมหาสมุทร ดินแดนทุ่งหญ้าแร้นแค้น แร่เหล็กอุดมสมบูรณ์สู้จงหยวนไม่ได้แม้แต่น้อย
หากมิใช่เพราะเหตุนี้ ยามทัพทุ่งหญ้าบุกปล้นชายแดน พวกมันคงไม่กวาดเรียบกระทั่งกระทะเหล็กและจอบเสียม
ทัพที่สภาพซอมซ่อเยี่ยงนี้ หากต้องปะทะขุมกำลังหัวกะทิอย่างทัพเยี่ยนเหมิน จะเอาปัญญาที่ไหนมาประจันหน้าตะลุยค่าย เพียงทหารราบเยี่ยนเหมินกางค่ายตั้งรับ สาดห่าฝนเกาทัณฑ์หน้าไม้ทรงพลังออกไปสักสองสามระลอก พวกมันคงร่วงหล่นเป็นใบไม้ร่วง ตกตายไปกว่าครึ่งตั้งแต่ยังไม่ทันประชิดตัว
ประการที่สี่ ดินแดนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ทว่าประชากรเบาบาง จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรย่อมน้อยนิดไม่ติดฝุ่นเมื่อเทียบกับจงหยวน
ปัจจัยความรันทดทั้งมวลหล่อหลอมให้ประวัติศาสตร์จารึกไว้… ตราบใดที่กองกำลังหัวกะทิจงหยวนปะทะทัพทุ่งหญ้าซึ่งหน้า บทสรุปของฝ่ายหลังย่อมมีเพียงความพินาศย่อยยับ
กองทัพทุ่งหญ้าสารรูปเช่นนี้ หากเอาชนะกองทัพจงหยวนได้สิถึงจะเรียกว่าผีหลอกกลางวันแสกๆ
นี่คือข้อเท็จจริงสูงสุดอันเป็นดั่งกฎเหล็ก สนับสนุนวาจาของจ้าวเสวียนจีที่ว่า… อานุภาพความแกร่งอ่อนของกองทัพคือตัวตัดสินแพ้ชนะ
สาเหตุที่สงครามเหนือใต้ยืดเยื้อลากยาวนับพันปี มิใช่ปัญหาว่าทัพจงหยวนรบชนะหรือไม่ ทว่าแท้จริงเป็นเพราะแนวชายแดนทางเหนือทอดยาวสลับซับซ้อนเกินไป จนยากจะป้องกันการลอบบุกปล้นกะทันหันอย่างรัดกุม
ด้วยเหตุนี้ มาตรวัดความเกรียงไกรของทัพจงหยวน จึงวัดกันที่ว่า… พวกเขาจะควบม้าเหยียบย่ำทุ่งหญ้าไพศาล ภายใต้แรงกดดันจากเส้นทางเสบียงยาวเหยียด แล้วควานหาทัพหลวงศัตรูให้พบ บดขยี้พวกมันให้แหลกคาตาในคราเดียวได้หรือไม่
ภูมิประเทศเขาเฟิ่งหมิงแม้เอื้อประโยชน์มหาศาลต่อเผ่าเทียนหยวนที่ไปตั้งรับก่อน ทว่าในสายตาจ้าวเสวียนจี จ้าวเป่ยวั่ง และขุนพลคนอื่น… ต่อให้เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันได้เปรียบภูมิประเทศ พวกมันก็ไม่มีวันปักหลักสู้ตาย
พวกมันไร้ทหารราบ ไม่ประสาวิชาค่ายกล การต้านทานทัพทะลวงแห่งเยี่ยนเหมินย่อมมิใช่เรื่องง่าย ซ้ำร้ายเขาเฟิ่งหมิงหาใช่เทือกเขาสลับซับซ้อน ไม่ได้สูงชันถึงขั้นเรียกเป็นปราการด่านสวรรค์
ด้วยเหตุนี้ จ้าวเสวียนจีและขุนพลจึงยิ่งวาดหวังให้ทัพเทียนหยวนและชี่ตันระดมกำลังขวางทัพหลวงที่เขาเฟิ่งหมิง หากเป็นเช่นนั้น เท่ากับประเคนโอกาสทองให้ทัพเยี่ยนเหมินบดขยี้พวกมันในม้วนเดียวจบ
หากปล่อยพวกมันหนีเตลิดจากเขาเฟิ่งหมิง มุดหัวกลับเข้าทุ่งหญ้าเวิ้งว้าง ล้มเลิกแผนขยี้ราชสำนักต๋าต้านเพื่อมาเล่นเกมไล่จับ… การตามล่ากวาดล้างย่อมยากเย็นแสนเข็ญทวีคูณ
แผ่นดินจงหยวน ‘พระหนีได้ แต่วัดหนีไม่ได้’ เมืองตั้งตระหง่านอยู่กับที่ ตีหักกำแพงเมืองได้ย่อมเท่ากับยึดครองดินแดนเบ็ดเสร็จ ทว่าในทุ่งหญ้า… แดนเวิ้งว้างนี้แทบไร้ร่องรอยป้อมปราการหรือเมือง
เพียงราชสำนักสั่งอพยพ เหล่าคนเลี้ยงสัตว์ก็แค่พับกระโจม ยัดสัมภาระขึ้นหลังม้าแล้วเผ่นหนีหายไปในสายลม
ทันทีที่การรบยืดเยื้อ แรงกดดันด้านเสบียงของทัพเยี่ยนเหมินจะพุ่งทะยาน แม้เผ่าต๋าต้านตกปากรับคำสนับสนุน ทว่าจำนวนฝูงสัตว์มีขีดจำกัด เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมเลี้ยงดูทหารกว่าแสนนายได้ยาวนาน
หากท้ายที่สุด ทัพเยี่ยนเหมินคว้าน้ำเหลว จับหางทัพหลวงเทียนหยวนไม่เจอ ผลาญเสบียงและเงินทองมหาศาลแต่ต้องยกทัพกลับมือเปล่า ปัญหาทุ่งหญ้าย่อมค้างคา ราชโองการกวาดล้างราชสำนักเทียนหยวนก็ถือว่าพังครืนไม่เป็นท่า
หากเป็นเช่นนั้น เหล่าขุนนางบุ๋นมีหรือจะไม่ฉวยโอกาสกระหน่ำซ้ำเติมให้จมดิน
มหาสงครามที่ตระกูลจ้าวและบรรดาขุนนางบู๊รอคอย หากบทสรุปต้องลงเอยด้วยสภาพทุเรศทุรังเช่นนี้ ย่อมไม่ต่างจากยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสูงสุดของจ้าวเสวียนจีและขุนพลในศึกเขาเฟิ่งหมิงก็คือ… บดขยี้ขุมกำลังทั้งหมดของเผ่าเทียนหยวนและชี่ตันให้พินาศ เก็บเกี่ยวหัวกะโหลกเป็นกอบเป็นกำ สร้างความเสียหายระดับล้างบางให้แก่ชนเผ่าทั้งสองให้จงได้
จ้าวหนิงอ่านเจตนารมณ์ของจ้าวเสวียนจีและพรรคพวกทะลุปรุโปร่ง
ทว่าจุดชี้เป็นชี้ตายกลับอยู่ที่… ทัพเทียนหยวนหาใช่อนาถาดั่งทัพทุ่งหญ้าในจินตนาการของพวกเขาแม้แต่น้อย!