ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 20 หนึ่งงูหนึ่งแมงป่อง
ท่ามกลางเทือกเขาป่าเถื่อนทิศอุดรนอกแดนไต้โจว เงาร่างสิบกว่าสายกำลังทะยานข้ามยอดเขาอย่างเร่งร้อน ครั้นบรรลุถึงยอดเขาลูกหนึ่ง พลันสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเบื้องหลัง ยามเหลียวกลับไปมอง ทุกผู้ล้วนเบิกตาค้างกับนิมิตวิปลาสเหนือผืนฟ้าไต้โจว
ในฐานะยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิด ย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจ นิมิตระดับนี้มีเพียงการปะทะของตัวตนระดับราชันย์เท่านั้น
“สองผู้เฒ่าดำขาวพ่ายแพ้แล้ว… ถอย!”
ผู้นำกลุ่มระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าซีดเผือดลงบัดดล สิ้นคำสั่ง เงาร่างทั้งสิบกว่าสายก็เร่งขับเคลื่อนลมปราณหลบหนีสุดชีวิต ทิ้งเพียงร่างอ้อนแอ้นของสตรีผู้หนึ่งให้รั้งท้ายอยู่เบื้องหลัง
แผนการเดิมกำหนดไว้ หากงานลุล่วงจะหวนกลับไปสมทบกำลังที่เมืองไต้โจวเพื่อสานต่อแผนขั้นถัดไป ทว่าหากล้มเหลว… ต้องถอนกำลังล่าถอยทันที
หมากที่รับบทเป็น ‘เหยื่อล่อ’ ในยามนี้สิ้นไร้ประโยชน์ หากแผนสำเร็จยังพอส่งตัวให้ตระกูลฟ่าน ทว่าในสถานการณ์หนีตายเช่นนี้ ย่อมไร้ค่าให้หอบหิ้วเป็นตัวถ่วง
สตรีที่ถูกทิ้งขว้างมีตบะเพียงระดับคุมปราณขั้นต้น ซ้ำรอยแผลบนร่างยังไม่สมานดี ย่อมไม่อาจไล่ตามความเร็วระดับวิญญาณต้นกำเนิดได้ทัน
แสงจันทร์เย็นเหยียบอาบย้อมลาดไหล่บอบบาง เรือนผมสีหมึกปลิวไสวตามแรงลมภูเขาที่กรรโชกไม่ขาดสาย แว่วเสียงสัตว์ร้ายคำรามต่ำมาจากป่าทึบ ท่ามกลางหุบเขาสลับซับซ้อน นางยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยว เคียงคู่เพียงต้นไป๋ล่าที่ยืนต้นอย่างอ้างว้างเช่นกัน
ทว่านางไม่นึกสะทกสะท้าน ความรู้สึกถูกทอดทิ้งนี้… นางคุ้นชินมานานแสนนาน เมื่อความเจ็บปวดซ้ำซากกลายเป็นสันดาน ย่อมหล่อหลอมเป็นความด้านชา
นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจตามเงาหลังของผู้ที่ทอดทิ้งตน ไร้ซึ่งเสียงร่ำร้องวิงวอนใดๆ นางทำเพียงหยัดกายตรง นัยน์ตาจ้องเขม็งไปทางเมืองไต้โจวดุจจงอางจ้องเหยื่อ
ระยะห่างหลายสิบลี้ถูกบดบังด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาใต้ฝ่าเท้ามิต้องพูดถึงความสูงส่ง เมื่อประกายแสงวิจิตรเหนือฟ้าไต้โจวมอดดับลง สายตาของนางย่อมไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีก
กระนั้นนางยังคงจ้องมอง รูม่านตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงปรารถนา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหลงใหลคลั่งไคล้จนแทบเสียสติ
พลัง… นั่นคือพลังอันเป็นที่สุด พลังที่สามารถเหยียบย่ำคนนับหมื่นไว้ใต้ฝ่าเท้า!
ในใต้หล้านี้ ยังจะมีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าการได้ครอบครองพลังเยี่ยงนี้อีก
นางทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินสีหม่น ความตระหนักรู้ถึงอำนาจของ ‘พลัง’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด อา… ใช่แล้ว ยามอายุสิบขวบ ขวบปีที่สองหลังบิดาพลีชีพกลางสมรภูมิ วันนั้นคือวันส่งท้ายปีเก่า นางจะลืมเลือนได้อย่างไร
รุ่งสางวันนั้น เฉกเช่นทุกวี่วัน นางตื่นก่อนฟ้าสาง ง่วนอยู่กับการช่วยมารดาจัดแผงขายทังปิ่ง อากาศหนาวเหน็บทะลวงกระดูก หิมะหนาสามฉื่อเริ่มละลาย มือเล็กที่บวมแดงจุ่มลงในน้ำเย็นเยียบเพียงไม่กี่ครั้งก็ด้านชาจนไร้ความรู้สึก
ทว่าในใจนางกลับเปี่ยมด้วยความหวัง มารดาสัญญาว่าวันนี้ผู้คนบางตา จะรีบเก็บแผงกลับไปห่อเกี๊ยว มื้อค่ำจะได้กินกันให้อิ่มหนำ นางห่างหายจากรสชาติเกี๊ยวมาเนิ่นนาน เพียงแค่นึกถึงก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความเหน็บหนาวพลันมลายหายไปสิ้น
นางกระซิบถามมารดา เกี๊ยวครานี้ขอเป็นไส้เนื้อได้หรือไม่ ขอหม้อใหญ่ๆ ได้หรือไม่ มารดาที่กำลังง่วนกับงานหันมายิ้มละมุน รับปากว่าจะทำเกี๊ยวให้มากพอจนยัดไม่ลง กินให้อิ่มหนำไปถึงสามมื้อ
นางกระโดดโลดเต้นด้วยความปีติ น่าเสียดาย… ยังไม่ทันได้เก็บแผง มารดากลับมีปากเสียงกับเถ้าแก่ร้านขายธัญพืช อีกฝ่ายมีหน้าร้านโอ่อ่า ไม่เหมือนเพิงทังปิ่งซอมซ่อของนาง พวกมันคือผู้มีหน้ามีตาประจำถนนสายนี้
ทว่าพวกมันเดียดฉันท์เพิงทังปิ่งของนางที่ตั้งอยู่ใกล้หน้าร้าน อ้างว่าไอน้ำซุปทำลายกลิ่นธัญพืช จึงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งไม่เว้นวัน บ่อยครั้งที่สาดน้ำโคลนใส่หน้าร้าน แม้ไม่โดนคนหรือหม้อต้มโดยตรง แต่ก็ขับไล่ลูกค้าจนหนีหายไปหมดสิ้น
วันนั้น มารดาทนไม่ไหวจึงเกิดปากเสียง เมื่ออารมณ์คุกรุ่น อีกฝ่ายก็ลงมือ ฝั่งนั้นมีบุรุษกำยำ ทว่าบ้านนางไร้เสาหลัก บิดาพลีชีพสังเวยแดนรบไปเนิ่นนาน มารดาจึงโดนทุบตีอย่างทารุณ โลหิตแดงฉานทะลักจากไรผมอาบย้อมใบหน้า
นางจำได้เพียงความโกรธแค้นและหวาดผวาที่แผดเผาในอก ทว่าไม่ว่าจะพุ่งข่วน กัดทึ้ง หรือทุบตีสักเพียงใดก็ไร้ผล ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเพียงตวัดแขน ร่างเล็กๆ ของนางก็ปลิวไปกระแทกมุมกำแพง ร่วงหล่นลงในแอ่งโคลนหิมะละลาย สติสัมปชัญญะดับวูบ
วันส่งท้ายปีเก่าปีนั้น… ไร้เงาเกี๊ยวไส้เนื้อ มีเพียงกลิ่นยาขมปร่าของมารดา
เมื่อห้วงคำนึงบรรจบ จ้าวยวี่เจี๋ยก็ดึงสติกลับสู่ปัจจุบัน ความทรงจำบัดซบคิดไปก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่อยังมีลมหายใจ ย่อมต้องก้าวเดินไปข้างหน้า เหยียบย่ำเส้นทางใต้ฝ่าเท้าต่อไป
สะบั้นขาดจากตระกูลจ้าว เท่ากับหวนคืนสู่วันเวลา ‘ไร้ที่พึ่งพิง’ อีกครา ทว่าช่างปะไร ยามนี้นางอายุสิบหก อาศัยใบบุญตระกูลจ้าวมาเพียงสองปีกว่า ก่อนจะก้าวเข้าสู่จวนนั้น นางเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดดั่งสุนัขข้างถนนมาเนิ่นนานแล้ว
ทว่าเมื่อไร้ร่มโพธิ์ร่มไทรอย่างตระกูลจ้าว ไร้ไอ้โง่เขลาอย่างจ้าวหนิงคอยประเคนของกำนัล ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรย่อมขาดสะบั้น บัดนี้นางพลิกผันเป็นศัตรูคู่อาฆาต วันข้างหน้าย่อมถูกยอดฝีมือตระกูลจ้าวไล่ล่าพลิกแผ่นดิน
ดีไม่ดีราชสำนักอาจประกาศหมายจับด้วยซ้ำ หากเป็นเช่นนั้น ขุมกำลังที่นางกัดฟันซ่องสุมมาอย่างยากลำบาก เกรงว่าจะแตกฉานซ่านเซ็นดุจทรายในกำมือ
ตัวนางที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับคุมปราณขั้นต้น จะเอาชีวิตรอดจากคลื่นลมนี้ได้อย่างไร
นางหยัดกายลุกขึ้น เผชิญหน้ากับความอ้างว้างของทุ่งร้าง ปรารถนาจะทอดสายตาให้ไกลแสนไกล ทว่าม่านขุนเขากลับบดบังวิสัยทัศน์ ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาลนับหมื่นลี้ นคราและหมู่บ้านดาษดื่นปานดวงดาว ทว่ากลับไร้ที่ยืนแม้เพียงผืนเสื่อสำหรับนาง
หรือต้องเร้นกายในป่าลึก กลายเป็นคนเถื่อนกินลมอาบน้ำค้าง
อายุสิบหกปี หลายปีมานี้นางทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกาย ไม่เคยปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ตะเกียกตะกายไขว่คว้าอำนาจเพื่อหยัดยืน ทว่าไฉนจนถึงบัดนี้… นางกลับถูกต้อนให้จนตรอกเฉกเช่นเด็กหญิงวัยสิบขวบผู้นั้นอีกครา โลกหล้ากว้างใหญ่ปานนี้ เหตุใดจึงไร้ที่หยั่งเท้าแม้เพียงปลายเข็ม!
จ้าวยวี่เจี๋ยกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เพลิงแค้นอัดอั้นปะทุในอกจนอยากจะแหงนหน้าแผดเสียงคำรามก้องฟ้า อยากจะจับคนมาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น!
ห้วงความคิดปั่นป่วนว้าวุ่น ทว่าท่ามกลางความสับสนนั้น สิ่งเดียวที่ไม่เคยผุดพรายขึ้นมาเลย คือคำว่า ‘สำนึกเสียใจ’
ท่ามกลางหมอกควันแห่งความมืดมน ฉับพลันนั้นเงาร่างสายหนึ่งพลันตัดผ่านครรลองสายตา วินาทีถัดมา เบื้องหน้านางปรากฏร่างคนสองคน จ้าวยวี่เจี๋ยหรี่ตาลงรวดเร็ว กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเขม็งด้วยความระแวดระวัง
นางไม่ได้ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ตลอดทั้งวันนางหลบซ่อนตัวในป่า ล่อหลอกกองกำลังของไต้โจวให้วิ่งพล่านจนสลัดหลุดอย่างสิ้นเชิง ชายชราและสตรีเบื้องหน้าคู่นี้ ย่อมไม่มีทางเป็นสุนัขรับใช้ทางการแน่
“เจ้าคือบุตรบุญธรรมที่ตระกูลจ้าวชุบเลี้ยง นังงูพิษเนรคุณผู้นั้นสินะ” เซียวเยี่ยนปรายตาพินิจจ้าวยวี่เจี๋ย แววตาเปี่ยมด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
วาจานี้เปรียบดั่งค้อนเหล็กทุบกระแทกแผลในใจ จ้าวยวี่เจี๋ยใบหน้าแดงก่ำด้วยความเดือดดาล
นางถลึงตาจ้องเซียวเยี่ยนเขม็ง กัดฟันกรอด “เนรคุณอันใดกัน ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็อย่ามาพ่นวาจาผายลม! เจ้าคิดว่าตระกูลจ้าวชุบเลี้ยงข้าเพราะเมตตาธรรมค้ำจุนโลกงั้นรึ ตาเฒ่านั่นมันก็แค่มักมากในกาม!”
ท่าทีกระด้างกระเดื่องทำเอาเซียวเยี่ยนสีหน้าเย็นเยียบ ทว่ายามได้ยินประโยคหลัง โทสะกลับแปรเปลี่ยนเป็นความสำราญ นางปรบมือหัวเราะร่วน “กล่าวได้ประเสริฐ! ตระกูลจ้าวเหยียบย่ำศพก่อกรรมทำเข็ญมานับไม่ถ้วน ไม่ใช่คนดี เจ้าแว้งกัดพวกมันน่ะถูกต้องที่สุด”
จ้าวยวี่เจี๋ยชะงักงัน วาจาที่ว่าตระกูลจ้าวก่อกรรมทำเข็ญ… นางเพิ่งเคยได้ยินเป็นคราแรก
“ได้ยินว่าเจ้าเข้าตระกูลจ้าวมาเพียงสองปีกว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยฝึกปราณมาก่อน การก้าวล่วงสู่ระดับคุมปราณในเวลาเพียงหยิบมือ พรสวรรค์ของเจ้านับว่าทำให้ข้าเบิกเนตรนัก” ไม่รอให้จ้าวยวี่เจี๋ยเอ่ยปาก เซียวเยี่ยนก็ชิงกล่าวต่อ
องค์หญิงเป่ยหูเยื้องย่างวนรอบร่างจ้าวยวี่เจี๋ย กวาดสายตาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด นัยน์ตาเปล่งประกายเจิดจ้าดุจค้นพบหยกงามล้ำค่า หรือศาสตราอาคมชิ้นเอกที่หลับใหลรอวันชักออกจากฝัก
“วาจาเจ้าเมื่อครู่ก็มีส่วนถูก รูปโฉมของเจ้ายั่วกิเลสบุรุษได้ดีเยี่ยม หากเจ้ายอมทอดกายส่งยิ้มยั่วยวน อย่าว่าแต่บุรุษทั้งใต้หล้าจะหลงใหลหัวปักหัวปำ… แม้แต่ข้า ยังอดใจสั่นไม่ได้”
นัยน์ตาของเซียวเยี่ยนยิ่งมายิ่งวาวโรจน์ กระทั่งสะกดกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ “ข้ายังได้ยินมาอีกว่า นายน้อยตระกูลจ้าวหลงใหลเจ้าจนโง่งม ตามใจเจ้าทุกสิ่ง ทว่ายามเจ้าลงมือแทงข้างหลัง กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ไร้เยื่อใย ไร้ความลังเล… ความเหี้ยมอำมหิตระดับนี้ หาได้ยากยิ่งนัก!”
ภายใต้สายตาคมกริบดุจมีดกรีด จ้าวยวี่เจี๋ยรู้สึกเย็นเยียบวาบหวิวราวกับถูกเปลื้องผ้า ทั่วร่างอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่” จ้าวยวี่เจี๋ยตวัดสายตามองสตรีแปลกหน้าอย่างระแวดระวัง
เซียวเยี่ยนประสานสายตา น้ำเสียงเย้ายวนทว่าหนักแน่นดุจขุนเขา “ยามนี้เจ้าจมปลักอยู่ในโคลนตม ไร้ที่ซุกหัวนอน หากเจ้ายอมถวายตัวเป็นเขี้ยวเล็บ รับใช้ข้า… ข้าจะฉุดเจ้าขึ้นจากขุมนรก และประทานทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนา!”
วาจานี้เมื่อเอื้อนเอ่ยจากโอษฐ์ขององค์หญิงเผ่าเป่ยหู ย่อมเปี่ยมด้วยอำนาจบารมีที่มิอาจกังขา
“เจ้าจะพาข้าไปเป่ยหู?” จ้าวยวี่เจี๋ยย่อมมองออกถึงเอกลักษณ์เครื่องแต่งกายของอีกฝ่าย
เซียวเยี่ยนส่ายนิ้วช้าๆ “ยอดคนแห่งเป่ยหูมีถมไปดุจผืนทราย มีเจ้าเพิ่มมาสักคนย่อมไม่สะเทือน ขาดเจ้าไปสักคนก็ไม่เสียหาย… ข้าต้องการให้เจ้าฝังตัวอยู่ในต้าฉี”
“เจ้าก็น่าจะรู้ สถานการณ์ของข้าตอนนี้ หากรั้งอยู่ในต้าฉีย่อมไม่ต่างจากเดินเข้าตะราง”
“วางใจเถอะ ข้าจะคุ้มกะลาหัวเจ้าเอง” เซียวเยี่ยนใช้นิ้วเรียวเชยคางมนของจ้าวยวี่เจี๋ย มุมปากเหยียดยิ้มร้ายกาจ
จ้าวยวี่เจี๋ยสะบัดหน้าหนี นัยยะของวาจานั้นตีความได้เพียงหนึ่ง… นอกจากตระกูลฟ่าน พวกมันยังมี ‘สหาย’ อำนาจล้นฟ้าซุกซ่อนอยู่ในต้าฉีอีก “พวกคนเถื่อนอย่างพวกเจ้า วางรากฐานในต้าฉีไว้ลึกเพียงใดกันแน่”
“วันหน้าเจ้าย่อมประจักษ์แก่ตา ภายใต้การนำทัพขององค์ราชันย์แห่งเป่ยหูผู้เป็นโอรสสวรรค์ เพื่อกลืนกินใต้หล้า… พวกเราซ่องสุมกำลังไว้มหาศาลเพียงใด แทรกซึมรากฐานต้าฉีลึกซึ้งแค่ไหน และกระดานหมากที่เราวางไว้นั้น ยิ่งใหญ่ทะลุฟ้าเพียงใด!”
นัยน์ตาหงส์ของเซียวเยี่ยนทอประกายสะกดวิญญาณ “จ้าวยวี่เจี๋ย ยอมสยบแทบเท้าองค์หญิงอย่างข้าเสีย ข้าจะมอบเวทีให้เจ้าได้สำแดงเดช ประทานความมั่งคั่งและอำนาจที่เจ้าไม่อาจจินตนาการถึง! ว่าอย่างไร… เจ้าคงไม่โง่เขลาโยนโอกาสทองทิ้ง เพียงเพราะข้าเป็นชาวหูหรอกนะ”
จ้าวยวี่เจี๋ยขบคิด… อันที่จริงนางไร้หนทางให้ถอยแล้ว จึงพยักหน้ารับ “ตกลง ข้าจะสวามิภักดิ์ต่อท่าน”
เซียวเยี่ยนแย้มยิ้มสำราญใจ ไพล่มือเบื้องหลังแล้วก้าวลงเขาไป นางเพียงดีดนิ้วโดยไม่เหลียวมอง เป็นอาณัติสัญญาณให้จ้าวยวี่เจี๋ยตามตูดมา
ชายชราคิ้วดำผมขาวเดินขนาบข้างอย่างเงียบงัน มองดูองค์หญิงเริ่มวางหมากควบคุมสตรีชาวฉี ทว่าในใจกลับก่อเกิดความขัดแย้งพิลึกพิลั่น
ไร้ข้อกังขา องค์หญิงคือไข่มุกเม็ดงามแห่งทุ่งหญ้า ผู้เป็นที่โปรดปรานขององค์ราชันย์ ใต้อาณัติล้วนคลาคล่ำด้วยจอมขมังเวทและยอดฝีมือ หากไร้ขุมกำลังอันแข็งแกร่ง องค์หญิงย่อมไร้คุณสมบัติในการกุมบังเหียนหมากแดนใต้
ทว่าการชุบเลี้ยงสตรีชาวฉีผู้นี้ เขากลับสังหรณ์ใจว่าไม่เข้าทีนัก
เหยื่อรายก่อนที่เปิดประตูรับนางเข้าจวนอย่างตระกูลจ้าว ยังโดนแว้งกัดจนเลือดสาด แม้แผนชั่วจะไม่สัมฤทธิผล แต่เจตนาอำมหิตนั้นสมควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้น การตัดสินใจขององค์หญิงในวันนี้ หากใช้สำนวนชาวฉีย่อมเรียกว่า ‘ชักศึกเข้าบ้าน’ โดยแท้
ดูท่าความปราชัยในสมรภูมิไต้โจวจะสร้างแผลในใจให้องค์หญิงไม่น้อย แม้เปลือกนอกจะเยือกเย็น ทว่าการตัดสินใจฉุดดึงจ้าวยวี่เจี๋ยมาเป็นเขี้ยวเล็บอย่างปุบปับ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความกระหายที่จะหวนกลับมาทวงแค้น และกู้สถานการณ์ให้จงได้
ทว่าเมื่อตรองดูอีกครา ชายชราคิ้วดำก็ปัดเป่าความกังวลทิ้งไป มดปลวกระดับคุมปราณเพียงตัวเดียว เมื่อตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าขององค์หญิงผู้กุมอำนาจล้นฟ้า มันจะไปก่อคลื่นลมอันใดได้