ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 21 กษัตริย์และเสนาบดี (ตอนต้น)
ราชวงศ์ต้าฉีสถาปนาแผ่นดินเบื้องนภา เพื่อปกครองอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล จึงตั้งเมืองหลวงสี่ทิศ ได้แก่ ซีกิง-ฉางอัน โตเกียว-เปี้ยนเหลียง หนานจิง-จินหลิง และเป่ยจิง-เยี่ยนผิง
ทว่าตลอดหนึ่งร้อยยี่สิบปีที่ผ่านมา โอรสสวรรค์ล้วนประทับ ณ เยี่ยนผิง ศูนย์กลางอำนาจอย่างสามกรมหกกระทรวงล้วนตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ เมืองหลวงอีกสามแห่งเป็นเพียงสถานที่ประพาสชั่วคราว ยามผู้คนเอ่ยคำว่า ‘เมืองหลวง’ ย่อมหมายถึงเยี่ยนผิงแต่เพียงผู้เดียว
นครเยี่ยนผิงโอ่อ่ากว้างขวางเหนือธรรมดา ตรอกฟางทั้งหนึ่งร้อยเก้าแห่งกระจายตัวเป็นระเบียบดุจกระดานหมาก ตัวเมืองยาวสิบลี้ กว้างแปดลี้ ประชากรอาศัยหนาแน่นนับล้าน นับเป็นมหานครที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในใต้หล้า
ทัพหลวงส่วนกลางแห่งต้าฉี หรือ ‘สิบหกหน่วยราชองครักษ์’ ตั้งค่ายตรึงกำลังอยู่รอบนอกเมืองหลวง ส่วนขุมกำลังที่ขึ้นตรงต่อโอรสสวรรค์ มีหน้าที่พิทักษ์พระราชวังคือ ‘ราชองครักษ์หยวนฉง’ ค่ายทหารตั้งตระหง่านทิศเหนือของวังหลวง แบ่งสายการบังคับบัญชาเป็นสี่ทัพ จึงมีอีกนามว่า ‘สี่ทัพหยวนฉง’
ล่วงเข้ายามซื่อ ตะวันสาดแสงกระทบกระเบื้องหลังคาทั่วนครเยี่ยนผิง ทว่าพระราชวังหลวงทางทิศเหนืออันเป็นศูนย์รวมอำนาจ กลับทอประกายทองอร่ามเจิดจ้าเหนือสิ่งก่อสร้างใด
หลังสิ้นสุดการประชุมเช้า ณ ตำหนักหานหยวน อัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างเพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่กรมจงซู ยังไม่ทันเปิดอ่านฎีกาที่กองพะเนินบนโต๊ะ ขันทีผู้หนึ่งพลันรีบร้อนเข้ามาถ่ายทอดราชโองการ โอรสสวรรค์รับสั่งให้เขากับรองอัครเสนาบดีเข้าเฝ้าด่วน ณ ตำหนักฉงเหวิน
ตำหนักฉงเหวินคือสถานที่ทรงงานประจำวัน สวีหมิงหล่างในฐานะผู้นำขุนนางบุ๋นทั้งปวงย่อมต้องเทียวเข้าออกแทบทุกวัน หากวันใดฝ่าบาทประสบปัญหาขบคิดไม่ตก การถูกเรียกตัววันละหลายรอบถือเป็นเรื่องปกติ
‘การประชุมเพิ่งจบ ฝ่าบาทกลับเรียกพบด่วน ย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สะดวกประกาศกลางท้องพระโรง’ สวีหมิงหล่างในวัยห้าสิบปีลอบสังหรณ์ใจ
โอรสสวรรค์ทรงพระเยาว์ แม้จะว่าราชการเองมาหลายปี แต่สวีหมิงหล่างในฐานะอดีตผู้สำเร็จราชการและราชครู ย่อมได้รับความไว้วางพระทัยเหนือขุนนางใด จวบจนปัจจุบัน ทุกครั้งที่เผชิญเรื่องใหญ่ ฝ่าบาทยังคงปรึกษาเขาก่อนตัดสินพระทัยเสมอ
‘หรือจะเป็นเรื่องที่เมืองไต้โจว?’
ขณะก้าวขึ้นบันไดตำหนักฉงเหวินพร้อมรองอัครเสนาบดีหลิวหมู่จือ ยังไม่ทันเห็นบานประตู เสียงร้องไห้คร่ำครวญพลันแว่วมา
ขันทีสองนายกำลังลากตัวขุนนางหนุ่มที่หลั่งน้ำตาอาบหน้าลงมา ขุนนางผู้นั้นสวมชุดสีแดงอ่อน คาดเข็มขัดหยกสิบชิ้น บ่งบอกฐานะขุนนางขั้นห้าชัดเจน
อีกฝ่ายพอเห็นสวีหมิงหล่างก็ราวกับพบฟางเส้นสุดท้าย ดิ้นหลุดจากขันทีแล้วคลานเข่าเข้ามาแทบกอดขา พร่ำอ้อนวอนเสียงสั่น “ใต้เท้าโปรดช่วยข้าด้วย”
สวีหมิงหล่างคุ้นหน้าขุนนางผู้นี้ดี อีกฝ่ายคือคนที่เขาสนับสนุนจนได้เลื่อนขั้น นับว่ามีสายใยศิษย์อาจารย์อยู่ครึ่งสาย แม้ไปรับตำแหน่งหัวเมือง แต่ทุกเทศกาลไม่เคยขาดของกำนัลล้ำค่า ผลประเมินล่าสุดอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม สองวันก่อนเพิ่งกลับมารายงานตัวที่เมืองหลวง หากไร้ข้อผิดพลาดย่อมได้เลื่อนขั้น ตอนมาถึงเยี่ยนผิงก็รีบนำของกำนัลมาคารวะ แม้สวีหมิงหล่างไม่มีเวลาให้เข้าพบ แต่ก็รับรู้สถานการณ์คร่าวๆ แล้ว
“เกิดอันใดขึ้น” สวีหมิงหล่างเอ่ยถามสีหน้าราบเรียบ
ขันทีทั้งสองเห็นอัครเสนาบดีสนทนากับนักโทษ แม้มีราชโองการก็ไม่กล้าเร่งรัด เพียงยืนรออย่างอดทน
“ฝ่าบาททรงซักถามราชกิจ คำตอบของข้าน้อยไม่เป็นที่พอพระทัย จึงทรงกริ้วดั่งอสนีบาต รับสั่งส่งตัวข้าน้อยให้กรมอาญาไต่สวน... ใต้เท้าช่วยข้าด้วย”
สวีหมิงหล่างขมวดคิ้ว “ฝ่าบาททรงถามสิ่งใด”
“ล้วน…ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยในอำเภอ ข้าน้อยไม่คาดคิดว่าฝ่าบาทจะทรงทราบสถานการณ์ในเมืองฉูโจวทะลุปรุโปร่งปานนั้น แม้แต่คดีวิวาทที่ตัดสินปิดศาลไปแล้วยังทรงรู้แจ้ง ข้าน้อย… ข้าน้อยกราบทูลตามเอกสารคดีว่า ชาวบ้านป่าเถื่อนบุกรุกขโมยทรัพย์สินคหบดี จึงถูกผู้คุ้มกันตีจนพิการ ไม่นึกเลยว่าฝ่าบาทจะทรงทราบความจริงเบื้องหลัง…”
เอ่ยถึงตรงนี้ ขุนนางหนุ่มก็คับแค้นใจจนน้ำตาเอ่อล้น “ใต้เท้า คดีนั้นแค่ชาวนาบาดเจ็บไม่กี่คน ไร้คนตาย ฝ่าบาททรงทราบได้อย่างไร”
สวีหมิงหล่างกระจ่างแจ้งในทันที เขาแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ ผิดหวังในตัวหมากโง่เขลาผู้นี้อย่างถึงที่สุด
ราชวงศ์ร่มเย็นเนิ่นนาน ความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดินดำเนินมาถึงขีดสุด ขุมผลประโยชน์ไม่อาจขยายตัวได้อีก เหล่าตระกูลใหญ่และเศรษฐีที่ดินท้องถิ่น เพื่อกอบโกยความมั่งคั่ง จึงเริ่มใช้อำนาจบาตรใหญ่กว้านซื้อควบรวมที่ดินอย่างบ้าคลั่ง วิธีการนับวันยิ่งป่าเถื่อนรุนแรง
หลับตาเดายังรู้ คดีชาวบ้านขโมยของคือเรื่องลวงโลก ตระกูลใหญ่ปล้นชิงที่ดินจนชาวนาบาดเจ็บต่างหากคือความจริง ขุนนางหนุ่มรับสินบนเศรษฐีที่ดิน ปิดฟ้าข้ามทะเล ทว่ากลับตบตาโอรสสวรรค์ไม่พ้น
“โง่เง่าบัดซบ” สวีหมิงหล่างสะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชา คร้านจะเสวนาแม้แต่ครึ่งคำ เขาตบเท้าเดินผละไป ตัดหมากไร้ค่าตัวนี้ทิ้งอย่างถาวร
“ใต้เท้า… ได้โปรด…” ขุนนางหนุ่มยังคงคร่ำครวญ
“เลิกส่งเสียงน่ารำคาญได้แล้ว ทั่วทั้งใต้หล้าไม่มีผู้ใดช่วยเจ้าได้” หลิวหมู่จือ รองอัครเสนาบดีปรายตามองด้วยความสมเพช
สวีหมิงหล่างสะบัดก้นจากไปอย่างเด็ดขาด แต่เขาในฐานะผู้ช่วย ย่อมต้องเก็บกวาดให้หมดจด “อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ยังกล้าโป้ปดมดเท็จ เจ้าไม่เคยได้ยินข่าวลือเรื่อง ‘บันทึกฟางอู้’ ในพระหัตถ์ฝ่าบาทหรือ รนหาที่ตายแท้ๆ”
สิ้นคำว่า ‘บันทึกฟางอู้’ ร่างของขุนนางหนุ่มพลันแข็งทื่อราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน เลือดในกายเย็นเฉียบ
ข่าวลือเล่าขาน โอรสสวรรค์ทรงครอบครอง ‘บันทึกฟางอู้’ เบื้องบนตั้งแต่สามกรมหกกระทรวง เบื้องล่างยันที่ว่าการหัวเมือง เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนถูกจดบันทึกไว้สิ้น ทั้งยังมีสายข่าวคอยส่งรายงานเติมข้อมูลใหม่ทุกวี่วัน
ทุกคราที่ฝ่าบาทซักถามราชกิจ ไม่ว่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักหรือข้าหลวงหัวเมือง ล้วนต้องอกสั่นขวัญแขวน ไม่กล้าปิดบังแม้ครึ่งคำ เพราะหลายครั้งฝ่าบาททรงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังละเอียดยิ่งกว่าพวกเขาสายอีก
ขุนนางหนุ่มเคยได้ยินข่าวลือนี้ แต่เพียงแค่นหัวเราะเยาะ เรื่องราวในแผ่นดินมากมายดุจเม็ดทรายในแม่น้ำฮวงโห ตำราเพียงเล่มเดียวจะจดบันทึกได้สักเท่าไร หากต้องการล่วงรู้สรรพสิ่งทั่วหล้า ต้องผลาญกำลังคนและทรัพย์สมบัติมหาศาลปานใด
ทว่ายามนี้เขาตระหนักแล้ว ‘บันทึกฟางอู้’ ย่อมไม่ใช่คัมภีร์ธรรมดา แต่อาจเป็นหอตำราทั้งหลัง และในหมู่ข้าราชการหัวเมืองทั่วหล้า ย่อมต้องมี ‘หูตา’ ที่ขึ้นตรงต่อโอรสสวรรค์แฝงตัวอยู่นับไม่ถ้วน
เมื่อประจักษ์ถึงความน่าสะพรึงกลัวของเบื้องบน ขุนนางหนุ่มก็สิ้นหวังจนดวงตาเหม่อลอย ปล่อยให้ขันทีหิ้วปีกออกไปโดยไร้เสียงคร่ำครวญ ใจที่แหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านบอกเขาว่า ต่อให้เป็นศิษย์ครึ่งสายของอัครเสนาบดี ชาตินี้ก็ไม่อาจพลิกฟื้นคืนรังได้อีก
สวีหมิงหล่างกับหลิวหมู่จือก้าวเข้าสู่ตำหนักฉงเหวิน ประสานมือค้อมกายเบื้องหน้าโต๊ะทรงงานอย่างนอบน้อม รอจนเสียงราบเรียบตรัสคำว่า “ลุกขึ้นเถิด” ดังกังวานในตำหนักโอ่โถง ทั้งสองจึงหยัดกายขึ้น ทอดสายตามองไปยังโอรสสวรรค์
บุรุษผู้ประทับหลังโต๊ะทรงงานยังทรงพระเยาว์ พระชนมายุไม่ถึงสามสิบ ทว่ากลับเป็นผู้ปกครองที่ปราดเปรื่องจนผู้คนละเลยวัยวุฒิ และเมื่อพระปรีชาญาณนี้ก้าวล่วงถึงจุดสูงสุด เหล่าขุนนางย่อมหลงลืมแม้กระทั่งพระพักตร์ เหลือเพียงความยำเกรงต่อพระบารมีที่สลักลึกถึงกระดูก
สำหรับราษฎรและขุนนางต้าฉี โอรสสวรรค์คือเทพยดาบนเมฆาที่มิอาจเอื้อม ทว่าสำหรับสวีหมิงหล่าง องค์เหนือหัวไม่ได้ลึกลับปานนั้น คลุกคลีกันมากว่ายี่สิบปี ต่อให้เป็นแผ่นหลังที่แบกรับใต้หล้าก็ย่อมดูคุ้นตา
จังหวะนั้น สายตาสวีหมิงหล่างเหลือบเห็นสมุดบันทึกเล่มหนาใกล้มือฮ่องเต้ แม้ไร้หน้าปก แต่เขากระจ่างแจ้งในใจ นั่นคือ ‘บันทึกฟางอู้’ ที่ทำให้เหล่าขุนนางหัวหด
ใบหน้าสวีหมิงหล่างเคร่งขรึม ทว่าภายในใจหาได้หวั่นเกรง แหวกว่ายในทะเลการเมืองมาค่อนชีวิต เล่ห์เหลี่ยมใดบ้างที่ไม่เคยพานพบ เขารู้จัก ‘ศิษย์’ ที่ตนพร่ำสอนมาแต่เล็กผู้นี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
‘บันทึกฟางอู้’ หาได้น่าสะพรึงดังข่าวลือ หากเรื่องราวทั่วแผ่นดินถูกบันทึกไว้ทุกกระเบียดนิ้วจริง มีหรือที่คนอย่างเขา สวีหมิงหล่าง จะกล้าลักลอบสมคบคิดพวกเป่ยหู ใช้วิธีสกปรกกดหัวตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง
ความจริงคือ ก่อนเรียกผู้ใดมาสอบถามราชกิจ พระองค์จะทรงค้นคว้าข้อมูลในสายงานของคนผู้นั้นล่วงหน้า เค้นหาช่องโหว่อย่างสุดกำลัง พอถึงเวลาชำระความ ก็จะฟาดฟันจุดอ่อนจนอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ติด
หากไร้ข้อบกพร่อง ก็จะซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดเบื้องลึก เพื่อสำแดงพระปรีชาญาณให้ขุนนางประจักษ์ ขณะขุนนางกำลังอกสั่นขวัญแขวน ก็จะแสร้งเปิด ‘บันทึกฟางอู้’ ข่มขวัญ นานวันเข้าเมื่อเชือดไก่ให้ลิงดูมากพอ ‘ชื่อเสียงอันตราย’ ของบันทึกเล่มนี้ก็แพร่สะพัด ขุนนางย่อมไม่กล้าลูบคมเบื้องบน
แน่นอน สวีหมิงหล่างรู้ดีว่า ‘บันทึกฟางอู้’ หาใช่มีดีแค่ชื่อเปล่า ย่อมมีสายข่าวรายงานข้อมูลจริงซ่อนอยู่ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเหตุการณ์เชือดขุนนางหนุ่มเมื่อครู่
เขาล่วงรู้พระปณิธานที่ต้องการสอดส่องใต้หล้า สยบขุนนางให้อยู่หมัด จึงไม่เคยปริปากวิจารณ์ความจริงลวงของ ‘บันทึกฟางอู้’ ซ้ำยังร่วมมือโหมกระพือความน่าเกรงขาม นี่คือวิถีแห่งข้าแผ่นดิน และเป็นหมากตาสูงที่ทำให้โอรสสวรรค์ยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของเขา
“ยอดขุนนางทั้งสอง นี่คือฎีกาลับด่วนจากเจิ้นกั๋วกง เพิ่งส่งถึงเมื่อครู่ พวกท่านลองดูเถิด” ฮ่องเต้ทรงยื่นฎีกาให้ขันทีคนสนิทส่งมอบแก่สวีหมิงหล่างและหลิวหมู่จือ
สิ้นคำว่า ‘ฎีกาลับจากเจิ้นกั๋วกง’ หัวใจสวีหมิงหล่างพลันกระตุกูบ ลางสังหรณ์อัปมงคลก่อตัวขึ้นทันที
เครือข่ายของเขายังไม่ได้รับรายงานใดจากเมืองไต้โจว แต่จ้าวเสวียนจีกลับชิงส่งฎีกาตัดหน้า มิหนำซ้ำยังเป็นฎีกาลับส่งตรงข้ามหัวส่วนกลาง นัยแฝงเร้นนี้บีบให้เขาต้องขบคิดอย่างหนัก
ทันทีที่กวาดตาอ่านจบ สวีหมิงหล่างลอบสับแช่งโคตรเหง้าตระกูลฟ่านทั้งสิบแปดชั่วรุ่น เรื่องที่ควรจะง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ เดรัจฉานพวกนั้นกลับทำพังพินาศไม่เป็นท่า โง่เง่าไร้ทางเยียวยา
ตระกูลจ้าวคือขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง จ้าวเสวียนจีคือเสาหลักแห่งกองทัพ หากสวีหมิงหล่างต้องการบรรลุแผนการใหญ่ ‘รวบอำนาจทหารคืนสู่ส่วนกลาง ใช้บุ๋นคุมบู๊’ ย่อมไม่อาจเลี่ยงการปะทะแตกหักกับตระกูลจ้าว เป็นเพียงเรื่องช้าเร็วเท่านั้น
รากฐานตระกูลจ้าวในกองทัพฝังลึก หากบีบคั้นจนจวนตัวแล้วพวกเขาลุกขึ้นชูธงนำขุนนางบู๊ต่อกรกับฝ่ายบุ๋น สวีหมิงหล่างย่อมต้องหวาดหวั่น และสถานการณ์ ‘บุ๋นข่มบู๊’ เช่นนี้ ย่อมต้องปะทุขึ้นในสักวัน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงชิงวางหมากแต่เนิ่นๆ หวังสร้างความเสียหายยับเยินให้ตระกูลจ้าวตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งตัว บีบให้สูญเสียกำลังรบจนต้องพะวักพะวนเอาตัวรอด เมื่อกองทัพไร้ผู้นำ เรื่องราวต่อจากนั้นย่อมง่ายดาย
แต่ผู้ใดจะคาดคิด การยอมลดตัวลงไปจับมือกับพวกเป่ยหูเพื่อถอนรากตระกูลจ้าว แผนการที่ควรมั่นใจสิบส่วน กลับล้มเหลวพินาศย่อยยับ ซ้ำร้ายฟ่านจงหมิงยังตกไปอยู่ในเงื้อมมือศัตรู บัดซบสิ้นดี เดรัจฉานตระกูลฟ่านสมควรถูกสับหมื่นชิ้นจริงๆ