ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 205 ความเข้าใจ (ปลาย)
ภายในกระโจมบัญชาการทัพหลักแห่งกองทัพเยี่ยนเหมิน จ้าวหนิงกางแผนที่ภูมิประเทศฉบับสมบูรณ์ลงบนโต๊ะเบื้องหน้าเหล่าขุนพล “นี่คือแผนที่เขาเฟิ่งหมิงที่พวกเราส่งสายลับไปทำแผนที่ไว้ก่อนสงครามปะทุ ใหญ่สุดคือยอดเขา เล็กสุดคือทางสายโจร ล้วนถูกจารึกไว้อย่างแม่นยำ”
เมื่อสิ้นคำจ้าวหนิง ทุกคนเบนสายตามองแผนที่ นอกจากจ้าวเสวียนจี สองสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่ง และขุมกำลังแกนนำตระกูลจ้าว ขุนพลที่เหลือล้วนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
แผนที่ถูกวาดอย่างวิจิตรบรรจง ภูมิประเทศสูงต่ำคดเคี้ยวปรากฏชัดแจ้งประดุจมองจากสวรรค์ ขณะที่แผนที่ทุ่งหญ้าเดิมของทัพเยี่ยนเหมิน ระบุเขาเฟิ่งหมิงเป็นเพียงจุดวงกลมจุดเดียวเท่านั้น
สำหรับมหาสงครามเบื้องหน้า มูลค่าของแผนที่ผืนนี้ประเมินค่ามิได้
ทว่าแผนที่ฉบับนี้โผล่มาได้อย่างไร หรือจ้าวหนิงหยั่งรู้ฟ้าดิน ทราบล่วงหน้าว่าสมรภูมิจะปะทุขึ้นที่นี่ หากมิใช่เช่นนั้น เหตุใดเขาจึงจัดทำแผนที่เจาะลึกของเขาเฟิ่งหมิงไว้เตรียมพร้อม
หากปราศจากผู้บำเพ็ญเพียรยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญพิชัยสงครามจำนวนมาก แฝงตัวสำรวจเขาเฟิ่งหมิงเป็นแรมเดือน ย่อมไม่มีทางร่างแผนที่ระดับนี้ออกมาได้ ทว่าในช่วงที่ผ่านมา กองทัพเยี่ยนเหมินมิเคยเคลื่อนไหวส่งคนออกไปนอกด่านเลย
สายตาทุกคู่จับจ้องจ้าวหนิง ปรารถนาจะล้วงความลับแทบขาดใจ
ทว่าใบหน้าเรียบเฉยของจ้าวหนิงบ่งบอกชัดเจนว่า เขาไร้เจตนาจะอธิบาย เมื่อเป็นความลับทางทหาร จ้าวหนิงปิดปากเงียบ เหล่าขุนพลก็หมดสิทธิ์ซักไซ้
หยางเจียนีขมวดคิ้วเรียว สายตาที่ทอดมองจ้าวหนิงเจือความเคลือบแคลง เมื่อนำไปปะติดปะต่อกับพฤติกรรมของจ้าวหนิงที่ออกตะลุยทุ่งหญ้าก่อนสงคราม นางก็อดลอบคิดไม่ได้
‘เจ้านี่เก็บงำความลับไว้มากเพียงใดกันแน่ เหตุใดจึงรู้ล่วงหน้าว่าสงครามจะปะทุ เหตุใดจึงอ่านหมากของกองทัพเทียนหยวนทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้’
‘หรือว่าความวุ่นวายที่เมืองไต้โจวเมื่อปีกลาย จะมีเบื้องลึกซ่อนอยู่ ตระกูลจ้าวลอบลับดาบเตรียมทำศึกมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว พวกเขาส่งไส้ศึกไปฝังตัวในราชสำนักเทียนหยวนแต่เนิ่นๆ หรือติดสินบนขุนนางใหญ่ฝั่งนั้นไว้’
‘แม้แต่องค์หญิงเผ่าเทียนหยวนที่ปลอมตัวมา ก็ยังถูกเขากระชากหน้ากาก...’
ภาพลักษณ์ของจ้าวหนิงในใจหยางเจียนี ยิ่งมายิ่งซับซ้อนและเร้นลับ ยิ่งนางปรารถนาจะมองให้ทะลุ ยิ่งพบว่าชายตรงหน้าคือห้วงเหวที่ลึกสุดหยั่ง
ก่อนถึงเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารทปีกลาย นางมองจ้าวหนิงเป็นแค่คุณชายเสเพลไร้ค่า สวะเจ้าสำราญที่ทำให้นางต้องเสื่อมเสียเกียรติ
หากบอกว่าฝีมือของจ้าวหนิงในเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท เป็นเพียงการเผยพรสวรรค์บำเพ็ญเพียร เช่นนั้นการหวนคืนสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนครานี้ ยิ่งร่วมรบเคียงบ่า หยางเจียนียิ่งตระหนักถึงความน่าสะพรึงในตัวเขา
บุรุษเบื้องหน้านางคือจอมทัพวัยเยาว์ผู้สุขุม เลือดเย็น คิดอ่านลึกซึ้ง และลงมือเด็ดขาดอำมหิต
เขามีสติปัญญาทางทหารล้ำลึก กลิ่นอายในสนามรบเหี้ยมเกรียมดุจปีศาจสงครามเจนศึก สมดุลการบุกทะลวงและตั้งรับได้อย่างไร้ที่ติ ต่อให้เด็ดหัวคว้าชัยครั้งใหญ่ ก็ไร้ซึ่งความหยิ่งผยองแม้แต่น้อย
ในยามปกติ เขาวางตัวสง่าผ่าเผย กิริยาวาจารู้หนักเบา คุณชายเสเพลในวันวาน ราวกับเติบโตขึ้นยี่สิบปีในชั่วข้ามคืน
ทว่าเขากลับแบกรับภาระอันหนักอึ้งเกินวัย ไม่ว่าจะต่อตระกูลจ้าว หรือกองทัพเยี่ยนเหมิน
ไม่ว่าเปลือกนอกจะดูผ่อนคลายเพียงใด แต่เส้นใยประสาทกลับตึงเปรี๊ยะ หวาดระแวงภัยรอบด้านราวกับตนคือผู้นำตระกูลจ้าวหรือฮ่องเต้แห่งต้าฉี ไม่ว่าจะสร้างผลงานสะเทือนฟ้าดินเพียงใด เขากลับไม่มีวันพอใจ
หยางเจียนีรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ของเขานั้นช่างเหนื่อยล้าเหลือคณานับ ทว่านางกลับคิดว่าจ้าวหนิงทำได้สมบูรณ์แบบแล้ว สมบูรณ์แบบจนเหยียบย่ำยอดคนวัยเดียวกันจนจมดิน
นี่คือจ้าวหนิงที่นางแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง
กล่าวตามตรง หยางเจียนีควานหาคุณชายตระกูลใหญ่คนใดที่ทัดเทียมจ้าวหนิงไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสายเลือดขุนนางบู๊หรือตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ ต่อให้หาคนที่ยอดเยี่ยมได้สักครึ่งของเขา นางก็ยังหาไม่พบ
ก่อนเผชิญหน้ากัน ความคิดเดียวในหัวนางคือการอัดจ้าวหนิงให้ตายคาเท้า เพื่อล้างแค้นบาดแผลในใจ ทว่าบัดนี้ เพลิงโทสะนั้นมอดดับไปกว่าครึ่ง
ด้านหนึ่งนางยำเกรงจ้าวหนิง นอกเหนือจากระดับพลังบำเพ็ญแล้ว ด้านวิสัยทัศน์ นางยอมศิโรราบว่าไม่อาจเทียบเคียงเขาได้เลย แต่อีกด้านหนึ่ง นางลอบสมเพชที่เขาต้องแบกรับชีวิตอันสาหัสถึงเพียงนี้
หรือว่าไอ้เด็กจองหองเมื่อวันวาน ยามเติบโตและรู้ความ ความทะเยอทะยานจะพุ่งทะยานทะลุฟ้าถึงระดับนี้เชียวหรือ
ก่อนศึกปะทุ หยางเจียนีไม่เข้าใจความหวาดระแวงของจ้าวหนิงนัก แต่หลังผ่านศึกอาบเลือดทัพหน้า สัมผัสได้ถึงความเหี้ยมโหดของกองทัพเทียนหยวน นางเริ่มกระจ่างแล้วว่าเหตุใดจ้าวหนิงต้องดิ้นรนวางหมากอย่างบ้าคลั่ง
หากล่วงรู้ถึงความน่าสะพรึงของกองทัพเทียนหยวนแต่แรก ทุกการกระทำอันบ้าบิ่นของเขาย่อมมีเหตุผล
แต่นั่นก็แค่ความเข้าใจผิวเผิน หยางเจียนียังไม่อาจดำดิ่งถึงก้นบึ้งความรู้สึกนั้นได้
ในหัวนางยังคงคิดว่า แค่กองทัพเทียนหยวนที่เป็นหนึ่งในสี่เผ่าใหญ่ ต่อให้มีสันดานหมาป่า ต่อให้จับมือกับเผ่าชี่ตัน ต่อให้กระหายอยากกลืนกินเผ่าต๋าต้าน แต่การจะเขย่าบัลลังก์ต้าฉีได้ มันยังห่างชั้นอยู่อีกไกล
ใต้หล้านี้ ท้ายที่สุดแล้วกำปั้นใครใหญ่กว่าคนนั้นคือจ้าว
ขอเพียงยอดฝีมือสูงสุดของต้าฉียังคงเหยียบย่ำทุ่งหญ้า ขอเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์ที่แกร่งที่สุดของต้าฉี สามารถหักคอยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งราชสำนักเทียนหยวนได้ ด้วยบารมีอันเกรียงไกรของต้าฉี เป่ยหูก็เป็นได้แค่สุนัขเห่าหอน
ส่วนที่มาของแผนที่ลับฉบับนี้ หยางเจียนีพอจะเดาเค้าลางได้ ยามอยู่เผ่าเสี่ยวเยี่ย นางเคยเห็นฟ่านอี้แห่งตระกูลฟ่าน และซูเยี่ยชิงแห่งหออี้ผิ่นมาแล้ว
แม้ตระกูลฟ่านจะย้ายฝั่งไปซบขุนนางบุ๋น แต่นั่นเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปี รากฐานขุนนางบู๊ของพวกเขายังฝังรากลึก
ที่น่าฉงนคือ เหตุใดคนของตระกูลฟ่านจึงเพ่นพ่านบนทุ่งหญ้าอย่างเอิกเกริก ซ้ำยังยอมคุกเข่าสวามิภักดิ์ต่อตระกูลจ้าวแต่โดยดี
ปริศนาเหล่านี้พันธนาการความเร้นลับของจ้าวหนิงจนไม่อาจสลัดหลุด หยางเจียนีแทบไม่เคยชายตามองสิ่งใดนอกจากวิถีบำเพ็ญเพียรและของอร่อย ทว่าบัดนี้ นางกลับกระหายอยากชำแหละปริศนาในตัวบุรุษผู้นี้
จ้าวหนิงมิได้สังเกตเห็นสายตาพิลึกพิลั่นของหยางเจียนี ปลายนิ้วของเขากระแทกลงบนแผนที่เขาเฟิ่งหมิง น้ำเสียงหนักแน่น
“สมรภูมิหลักของเขาเฟิ่งหมิง หรือแนวป้องกันที่สองของกองทัพเทียนหยวน ภูเขาสลับซับซ้อน ภูมิประเทศบัดซบ แต่จุดยุทธศาสตร์คือช่องแคบทั้งสามแห่งนี้ จากซ้ายไปขวา… เขาอินทรีเหิน เขาศิลาดำ เขาวายุขาว”
“กองทัพเทียนหยวนตั้งค่ายปราการขวางช่องแคบทั้งสามแห่ง ใช้เป็นกระดูกสันหลังในการต้านศึก แม้ค่ายพวกนี้จะสร้างแบบลวกๆ ไม่ได้แข็งแกร่งนัก ทว่าหากพวกเราดึงดันบุกทะลวงตรงๆ ภายใต้ห่าฝนเกาทัณฑ์เทียนหลาง พวกเราต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม”
“เมื่อกางแผนที่ดู ขนาดและความวิปริตของภูมิประเทศทั้งสามช่องแคบ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
“เขาอินทรีเหิน หน้าผาสูงชัน ภูมิประเทศคดเคี้ยวอันตรายที่สุด เส้นทางบีบแคบ ตั้งรับง่ายแต่บุกตีหฤโหด ดังนั้น ค่ายปราการจึงขยายใหญ่ไม่ได้ มองจากด้านใน จุกำลังพลได้จำกัด”
“เขาศิลาดำ ชัยภูมิราบเรียบที่สุด ปากหุบเขาเปิดกว้าง ภูเขาสองฝั่งลาดชัน เอื้อต่อการจัดรูปขบวนทัพ ทว่าพวกมันก็สร้างป้อมปราการดักไว้หลายจุด ย่อมต้องมีกำลังพลอัดแน่นเป็นแน่
“ส่วนเขาวายุขาว ภูมิประเทศดาดๆ ปากเขาไม่แคบไม่กว้าง ภูเขาไม่สูงไม่ต่ำ แม้มีค่ายปราการเพียงแห่งเดียว แต่สร้างได้มหึมาที่สุด ภาพรวมการป้องกันจึงแข็งแกร่งที่สุด”
จ้าวเสวียนจีกวาดสายตาคมกริบวิเคราะห์แผนที่
ยอดฝีมือระดับราชันย์ย่อมสามารถเหินเวหาสำรวจชัยภูมิได้ ทว่านั่นอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ศัตรูต้องไร้ยอดฝีมือระดับเดียวกัน มิฉะนั้นหากก้าวล่วงน่านฟ้า ย่อมถูกสอยร่วงหรือสกัดกั้นทันที ทั้งสองฝ่ายทำได้เพียงจดจ้องแผ่จิตสังหารใส่กันตั้งแต่ไกล
รอจนจ้าวหนิงแจกแจงจบ จ้าวเสวียนจีพยักหน้าช้าๆ สุรเสียงทรงอำนาจดังขึ้น
“ชัยภูมิและข้อจำกัดกำลังพลของเขาอินทรีเหิน เหมาะส่งผู้บำเพ็ญเพียรยอดฝีมือลอบสังหาร ขอเพียงยอดฝีมือฝ่ายเราเด็ดหัวแม่ทัพอีกฝ่าย ยึดค่ายปราการได้ ก็เปิดประตูเลือดบุกทะลวงได้สำเร็จ”
“เขาศิลาดำเหมาะเคลื่อนทัพใหญ่ตั้งกระบวนรบ เกาทัณฑ์และหน้าไม้หนักพร้อมยิงถล่ม หากมีหน่วยทะลวงฟันฝีมือฉกาจ ฉีกแนวป้องกันอันยืดยาวของพวกมันให้เหวอะหวะได้ ทัพใหญ่ก็พร้อมทะลักบดขยี้เข้าไป”
“สำหรับเขาวายุขาว พลิกแพลงกลยุทธ์ได้ร้อยแปด เป็นการงัดกันด้วยพลังรบรวมของทั้งสองกองทัพ ดูผิวเผินเหมือนเรียบง่าย ทว่าแท้จริงแล้ว รีดเค้นความประสานงานและประสบการณ์รบขั้นสุดยอด”
กล่าวถึงตรงนี้ จ้าวเสวียนจีหยุดวาจา
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เขา รอคอยคำสั่งชี้เป็นชี้ตาย
เป็นที่รู้กันดีว่า มีช่องแคบสามแห่งขวางหน้า ทะลวงแตกเพียงหนึ่งก็หมายถึงชัยชนะเด็ดขาด กองทัพเยี่ยนเหมินจะเลือกเจาะเพียงหนึ่ง หรือบดขยี้พร้อมกันทั้งสามแห่ง ล้วนต้องตัดสินใจ และหากบุกพร้อมกันทั้งสามทิศ ก็ต้องเลือกหอกทะลวงหลัก นี่คือการเดิมพันด้วยชีวิตทหารนับหมื่น
จ้าวเสวียนจีครุ่นคิดชั่วครู่ ยังไม่ด่วนออกคำสั่ง กลับปรายตามองหวังโหรวฮวาและจ้าวหนิง “พวกเจ้าสองคน มีแผนกระไร”