ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 204 ความเข้าใจ (ต้น)
ตัดภาพมาที่สวีหมิงหล่าง เดิมทีกำลังกระดกสุราเมามาย อาศัยฤทธิ์เหล้าอาละวาดฟาดแส้ลงทัณฑ์บ่าวไพร่ ทว่าทันทีที่รับแจ้งข่าวว่าจ้าวยวี่เจี๋ยได้เลื่อนขั้นจาก ‘ไฉเหริน’ ขั้นสี่ ทะยานขึ้นเป็น ‘ลิ่วอี๋’ ขั้นสอง เขาก็โยนแส้ในมือทิ้งทันควัน
“ซูอี๋? นี่มันตำแหน่งสูงสุดในบรรดาลิ่วอี๋เลยไม่ใช่หรือ ประเสริฐ ประเสริฐยิ่งนัก”
สวีหมิงหล่างตวัดมือไล่บ่าวไพร่ให้ไสหัวไป ทรุดตัวนั่งกลางโถงใหญ่ ชายชราที่เมื่อครู่ยังเมาหยำเป บัดนี้แววตาเมามายอันตรธานสิ้น ไม่เพียงนัยน์ตากระจ่างวาบ สีหน้ายังเปล่งปลั่งเปี่ยมด้วยพลังปราณ
ท่าทางหดหู่เซื่องซึม ดื่มสุราเมามายจนเสียผู้เสียคน ล้วนเป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่เขาจงใจเสแสร้ง
บัดนี้ละครฉากนี้บรรลุผล จ้าวยวี่เจี๋ยผงาดจากไฉเหรินขึ้นเป็นพระสนมเต็มตัว เขาอ่านสัญญาณจากฮ่องเต้ทะลุปรุโปร่ง ย่อมไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากตบตาผู้ใดอีก
ตำแหน่ง ‘อี๋’ หรือ ‘ผิน’ คำว่า ‘ลิ่วอี๋’ ย่อมหมายถึงสนมระดับผินทั้งหกตำแหน่ง
กฎเกณฑ์ลำดับขั้นสนมวังหลังเคร่งครัดไม่ต่างจากขุนนางสามกรมหกกระทรวง เหนือกว่าลิ่วอี๋ มีเพียงพระสนมเอกสามตำแหน่ง ได้แก่ ฮุ่ยเฟย ลี่เฟย และฮวาเฟย ซึ่งล้วนรั้งตำแหน่งขั้นหนึ่ง
วังหลังแห่งต้าฉี แบ่งสนมเป็นสี่ระดับ เฟย อี๋ เหม่ยเหริน และไฉเหริน รวมเบ็ดเสร็จยี่สิบตำแหน่ง
ฮองเฮาไม่อยู่ในสารบบสนม ฮองเฮาคล้ายดั่งจอมนาง ผู้กุมอำนาจเคียงคู่เพียงโอรสสวรรค์ ย่อมไร้ซึ่งการแบ่งลำดับขั้น
ซ่งจื้อหาใช่ผู้ลุ่มหลงสตรี ตำแหน่งสนมปัจจุบันจึงว่างเว้นกว่าครึ่ง ในบรรดาสนมเอกขั้นหนึ่งทั้งสาม มีเพียงลี่เฟยที่ครองบัลลังก์ได้ และนั่นเป็นเพราะความดีความชอบจากการประสูติองค์ชาย จึงได้รับการปูนบำเหน็จ
นั่นหมายความว่า แม้จ้าวยวี่เจี๋ยยังไม่ตั้งครรภ์มังกร นางก็ผงาดขึ้นกุมอำนาจอันดับสามในวังหลังไปแล้ว สัญญาณนี้สำหรับสวีหมิงหล่าง ช่างกระจ่างแจ้งเสียยิ่งกว่าแสงตะวัน
“ดูท่าฝ่าบาทคงไม่อยากให้ตาเฒ่าผู้นี้จมปลักกับความท้อแท้ ยังทรงประสงค์ให้ข้าลงสนามแสดงฝีมือในราชสำนักต่อไป” สวีหมิงหล่างลูบเครา พึงพอใจกับหมากตานี้อย่างยิ่ง
ละครหมดอาลัยตายอยากที่แสดงไป ด้านหนึ่งเพื่อหยั่งเชิงท่าทีของฮ่องเต้ รอดูว่าเบื้องบนจะบีบคั้นเขาเช่นไร
อีกด้านหนึ่ง ใช้เป็นไพ่ต่อรองบีบให้ฮ่องเต้เลื่อนขั้นจ้าวยวี่เจี๋ย มีเพียงนางที่ตะกายขึ้นสู่ที่สูง จึงจะแผ่อิทธิพลและเข้าถึงพระองค์ได้บ่อยครั้ง ซึ่งจะแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์มหาศาลแก่ตัวเขาเอง
สวีหมิงหล่างตระหนักดี ด้วยรูปโฉมล่มเมืองของจ้าวยวี่เจี๋ย ผนวกฝีมือแตกฉานทั้งฉิน หมาก พู่กัน ภาพวาด และความเจ้าเล่ห์รู้ใจคน ขอเพียงได้เข้าเฝ้าถวายงานสม่ำเสมอ นางย่อมทะยานขึ้นเป็นพระสนมคนโปรดได้อย่างไร้ข้อกังขา
“จ้าวเสวียนจีเอ๋ยจ้าวเสวียนจี เจ้ามีฮองเฮาหนุนหลัง บัดนี้ตาเฒ่าผู้นี้ก็หาได้ด้อยกว่าเจ้าไม่ ศึกนี้ใครจะหัวเราะทีหลัง ย่อมยังไม่แน่”
สวีหมิงหล่างอารมณ์เบิกบานสุดขีด ยกจอกสุราซดรวดเดียว เพลิงทะเยอทะยานหวนกลับมาลุกโชนกลางอก “กองทัพเยี่ยนเหมินเสพสุขกับความสงบมานับร้อยปี พลังรบอ่อนแอเหลวแหลก รอให้พวกมันถูกสังหารล้มตายเกลื่อนกลาดเสียก่อน ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะเอาหน้าไปตอบคำถามฝ่าบาทเช่นไร”
แน่นอนว่าสวีหมิงหล่างไม่เชื่อว่ากองทัพเยี่ยนเหมินจะพ่ายแพ้ อูฐผอมย่อมตัวใหญ่กว่าม้า ชนเผ่าป่าเถื่อนเพียงหยิบมือ ไร้หนทางต่อกรกองทัพต้าฉี
ยามนี้เขาเพียงหวังให้ทัพเยี่ยนเหมินสูญเสียกำลังพลให้ย่อยยับ เพื่อที่หลังไฟสงครามมอดดับ เขาจะได้ใช้เป็นข้ออ้างขยี้ตระกูลจ้าวให้จมดิน
สวีหมิงหล่างปัดจอกและป้านสุราทิ้ง สาวเท้าฉับๆ เข้าห้องหนังสือด้วยท่าทีกระปรี้กระเปร่า เริ่มกางแผนกระชากอำนาจอีกครั้ง ทว่าในเวลานี้ ต่อให้ขบคิดจนหัวแตกเขาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ฮ่องเต้ทรงกำจุดตายเรื่องสตรีทรยศของจ้าวยวี่เจี๋ยไว้แล้ว และไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้น โอรสสวรรค์ก็ไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องปลายเล็บของนางเลยแม้แต่นิดเดียว
…
เขาเฟิ่งหมิง
ทันทีที่ทัพหนุนทั้งสามสายควบม้ามาถึง ฉ๋าลาห่านสั่งการจัดวางกำลังพลตรึงแนวป้องกันที่สองอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ทัพหลักกองทัพเยี่ยนเหมินเพิ่งตั้งค่ายสลัดกระบวนทัพ ยังคงสงวนท่าทีไม่ผลีผลามบุกทะลวง
เมื่อทั้งสองฝ่ายจัดทัพเสร็จสิ้น ฉ๋าลาห่านลอบผ่อนลมหายใจ การแตกพ่ายของแนวป้องกันแรกอย่างรวดเร็ว ผนวกกับความพินาศของทหารม้าชั้นยอดราชสำนักถึงสองหมื่นนาย เคยบีบคั้นจนเขาแทบกระอักเลือด
ทัพหนุนที่รุดหน้ามา ส่วนใหญ่คือนักรบเผ่าเทียนหยวน มีนักรบเผ่าชี่ตันปะปนเพียงหยิบมือ ทว่านักรบเทียนหยวนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารกล้าเดนตายที่อาบเลือดมาโชกโชน
ถึงกระนั้น ขุมกำลังเผ่าชี่ตันก็ประมาทไม่ได้
ตลอดสามปี ข่านเทียนหยวนส่งขุนพลเจนศึกไปเคี่ยวกรำกำลังพลเผ่าชี่ตันและเผ่าหนวี่เจิน พร้อมมอบเกาทัณฑ์เทียนหลางให้ กองทัพทั้งสองเผ่าจึงผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นดุจเกิดใหม่
แน่นอนว่าหากวัดกันด้วยพลังรบ กองทัพเผ่าเทียนหยวนย่อมกุมสภาวะเหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ
ปัจจุบัน แสนยานุภาพภายใต้เงื้อมเงาราชสำนักเทียนหยวนแบ่งเป็นสามระดับ เรียงตามพลังรบที่ลดหลั่นลงมา ได้แก่ ทหารม้าชั้นยอดราชสำนัก กองทัพเทียนหยวนทั่วไป และกองทัพเผ่าชี่ตันกับเผ่าหนวี่เจิน
ความน่าสะพรึงของทหารม้าชั้นยอดราชสำนักที่ข่มทัพเทียนหยวนทั่วไป คือยุทโธปกรณ์ พวกมันล้วนสวมเกราะเหล็กจากซีอวี้ รุกคืบดุดัน ถอยร่นรัดกุม ขณะที่ทหารเทียนหยวนทั่วไปมีอัตราสวมเกราะไม่ต่างจากเผ่าชี่ตันและหนวี่เจินนัก
ครานี้ฉ๋าลาห่านรับบัญชาสกัดทัพเยี่ยนเหมิน เขาเบิกตัวทหารม้าชั้นยอดราชสำนักกว่าหกหมื่นนายมาถึงครึ่งหนึ่ง
กองกำลังเหล่านี้คือหมากตาดำอันล้ำค่า เดิมทีตั้งใจใช้เป็นเสาหลักค้ำยันค่าย ในศึกปะทะทัพหน้า เขามั่นใจเต็มเปี่ยมจึงส่งพวกมันออกไปล่าสังหาร ทว่าผลลัพธ์กลับพินาศย่อยยับไปกว่าครึ่ง ความผิดบาปนี้ไม่อาจชดใช้ได้โดยง่าย
ทว่าบัดนี้ฉ๋าลาห่านสงบใจลงแล้ว
แม้กองทัพเทียนหยวนจะไร้เกราะเหล็กคุ้มกายครบคน ทว่าล้วนพกพาเกาทัณฑ์เทียนหลางเต็มอัตราศึก ในฐานะขุนพลเจนศึก ยามนี้อาศัยชัยภูมิสกัดกั้น ภายใต้การเตรียมพร้อมเต็มสูบ ย่อมมั่นใจเกินสิบส่วนว่าจะสะกดทัพเยี่ยนเหมินไว้ได้
ฉ๋าลาห่านย่อมไม่มักน้อยเพียงการต้านทานอยู่ที่เขาเฟิ่งหมิง หมากกระดานนี้ของเขาคือตั้งรับเพื่อสวนกลับทะลวงคอหอย
ช่วงแรกจะใช้แนวป้องกันที่สองบดขยี้กำลังรบของกองทัพเยี่ยนเหมิน รอจนกองทัพเยี่ยนเหมินสูญเสียอย่างหนักและเหนื่อยล้า นั่นคือจังหวะที่เขาจะพลิกกระดานโต้กลับ
ฉ๋าลาห่านผู้กรำศึกมานับไม่ถ้วนและแทบไม่เคยปราชัย ย่อมหยิ่งผยองในศักดิ์ศรี ภายใต้ความสูญเสียทหารชั้นยอดเกือบสองหมื่นนาย มีเพียงการกวาดล้างทัพเยี่ยนเหมินให้ราบเป็นหน้ากลองเท่านั้น จึงจะล้างอายและทวงคืนบารมีกลับมาได้
แน่นอนว่านี่มิใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่มันชี้ชะตาตำแหน่งโย่วเสียนหวังของเขา
การกรีธาทัพครานี้ ราชสำนักเทียนหยวนระดมไพร่พลเผ่าเทียนหยวนและชี่ตันรวมกว่าสี่แสนนาย พรั่งพร้อมด้วยยอดฝีมือระดับราชันย์อีกเป็นพรวน
แม้ภารกิจหลักคือการกลืนกินเผ่าต๋าต้านดุจสายฟ้าแลบ และฝั่งฉ๋าลาห่านแบ่งกำลังพลมาเพียงสี่ส่วน ทว่าเขายังกุมยอดฝีมือระดับราชันย์ไว้เหนือกว่าห้าคน
ผนวกกับตัวเขาที่เป็นถึงระดับราชันย์ขั้นกลาง พลังรบระดับยอดขุนพลย่อมข่มทับกองทัพเยี่ยนเหมินจนมิด
“ยามเสียงกลองศึกระงม พวกเจ้าจงจับคู่ประจำการตามช่องเขา จับตาทิศทางบุกของทัพเยี่ยนเหมิน สบโอกาสเมื่อใด… สังหารขุนพลระดับสูงของพวกมันซะ โดยเฉพาะสองสามีภรรยาจ้าวเป่ยวั่ง”
ภายในกระโจมบัญชาการ ฉ๋าลาห่านออกคำสั่งเสียงเหี้ยมต่อยอดฝีมือระดับราชันย์ทั้งหกเบื้องหน้า “การตีหักด่านมิใช่การรบกลางทุ่งโล่ง กองทัพเยี่ยนเหมินย่อมต้องสังเวยชีวิตมหาศาล ขุนพลระดับสูงของพวกมันเพื่อแย่งชิงความดีความชอบ ย่อมต้องนำทัพบุกทะลวงด้วยตัวเองแน่
“กองทัพเยี่ยนเหมินอาจมีโชคชนะได้ในยกแรก แต่ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรของพวกมันยังห่างชั้นกับพวกเรานัก ตอนนี้ทัพเยี่ยนเหมินมีเพียงจ้าวเสวียนจีกับจ้าวเจิ้นจงสองคนเท่านั้นที่อยู่ระดับราชันย์”
“สองปะทะแปด พวกมันต้องแหลกคามือพวกเรา”
เหล่ายอดฝีมือระดับราชันย์พยักหน้ารับอย่างเย่อหยิ่ง ในฐานะตัวตนที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า แต่ละคนล้วนมีฐานะสูงส่ง ต่อให้เผชิญหน้ากับฉ๋าลาห่าน พวกเขาก็มิได้ยำเกรงมากพิธี
ไป๋อินเองก็รั้งอยู่ระดับราชันย์ ทว่ารั้งตำแหน่งกุนซือของฉ๋าลาห่าน ปกติมิได้ลงสมรภูมิอาบเลือดด้วยตนเอง ยามได้ยินการวางหมากของฉ๋าลาห่าน เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนเอ่ยแย้ง
“ท่านอ๋อง การหงายไพ่ระดับราชันย์ออกไปจนหมดหน้าตัก มิใช่วิสัยที่ฉลาดนัก หากมิใช่สถานการณ์คอขาดบาดตาย ไม่ควรเดินหมากตานี้ ศึกครานี้เป้าหมายคือการตรึงทัพเยี่ยนเหมิน ยิ่งพวกเราซ่อนเร้นเขี้ยวเล็บได้มากเท่าใด ยิ่งเป็นผลดี
“แสนยานุภาพของกองทัพใหญ่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป นี่ก็นับว่าทำให้ราชวงศ์แดนใต้หวาดระแวงมากพอแล้ว หากหงายไพ่ระดับราชันย์มากเกินไป ราชวงศ์แดนใต้จะมิใช่แค่หวาดระแวงอีกต่อไป
“หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้ศึกนี้พวกเราจะตรึงทัพเยี่ยนเหมินไว้ได้ ทว่าเมื่อจบศึกแล้วโยนข่านเผ่าชี่ตันออกไปรับบาป ย่อมไม่อาจล้างความหวาดกลัวของราชวงศ์แดนใต้ได้ หากพวกมันดึงดันรวบรวมทัพใหญ่บุกขึ้นเหนือ นั่นคือหายนะ
“ปริมาณเกาทัณฑ์เทียนหลางในคลังและกำลังผลิตยามนี้ ยังไม่พอติดเขี้ยวเล็บให้กองทัพนับล้านของสี่เผ่าใหญ่ เกราะเหล็กจากซีอวี้ก็มีจำกัดมาตลอด ตอนนี้ยังต้องมาสูญเสียไปอีกสองหมื่นชุด…
“หากไร้กองทัพชั้นยอดที่สวมเกราะเต็มอัตรา การจะบดขยี้ป้อมปราการเหล็กกล้าตามแนวชายแดนราชวงศ์แดนใต้ ก็เป็นได้แค่ฝันกลางวัน หากไม่มีเกาทัณฑ์เทียนหลางครบมือ พวกเราก็ไม่อาจสะกดข่มเกาทัณฑ์และหน้าไม้ทรงพลังของพวกมันได้
“ที่สำคัญที่สุดคือ ระดับพลังของท่านข่าน... สรุปก็คือ ภายในสองปีนี้ พวกเรายังไม่อาจเปิดศึกระดับชาติกับราชวงศ์แดนใต้ได้ ดูจากสถานการณ์แล้ว พวกเรายังต้องการเวลาลับดาบอีกอย่างน้อยสี่ปี”
สิ้นคำ กระโจมพลันเงียบสงัด
กองทัพสายนี้เพียงแค่นำมาต้านทัพเยี่ยนเหมิน จู่ๆ กลับเผยยอดฝีมือระดับราชันย์ถึงแปดคน ผนวกกับยอดฝีมือที่รุดไปบดขยี้เผ่าต๋าต้าน จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์ฝั่งเผ่าหูช่างมากจนน่าสะพรึงกลัว ข่มทับราชวงศ์ต้าฉีจนมิด
นี่คือสภาวะการณ์ที่ประวัติศาสตร์เหนือใต้ไม่เคยจารึกมาก่อน
หากไพ่ใบนี้หงายออกไป ต้าฉีย่อมนั่งไม่ติด ผนวกกับความแค้นฝังหุ่นก่อนหน้า ต้าฉีไม่มีทางปล่อยให้ทุ่งหญ้าผงาดง้ำ ต้องทุ่มสรรพกำลังบุกกวาดล้างทุ่งหญ้าเป็นแน่
และหากสงครามระดับชาติปะทุขึ้นก่อนกำหนด ราชสำนักเทียนหยวนที่เตรียมการไม่พร้อม ย่อมไร้ความมั่นใจว่าจะคว้าชัย ภาพสงครามเมื่อร้อยกว่าปีก่อนยังคงตามหลอกหลอนผู้คน ไม่มีใครอยากซ้ำรอยเดิม
ฉ๋าลาห่านจมดิ่งสู่ความเงียบเนิ่นนาน “ราชวงศ์แดนใต้… น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
ไป๋อินยิ้มขื่น “รากฐานอันเกรียงไกรของราชวงศ์จงหยวน มิใช่วาจาเลื่อนลอย
“พวกมันครอบครองแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์กว่าพวกเราเป็นร้อยเท่า ประชากรมหาศาล แม้สัดส่วนผู้บำเพ็ญเพียรในกองทัพตอนนี้จะไม่สูงเท่าพวกเรา แต่จำนวนยอดฝีมือที่แท้จริง อย่างน้อยก็มากกว่าพวกเราถึงสิบเท่า
“พวกมันทนต่อความพ่ายแพ้ได้ ต่อให้แพ้แล้วแพ้อีก ก็ยังมีสายป่านยาวพอให้พลิกฟื้นกลับมาได้ ทว่าพวกเราปราชัยไม่ได้ หากพ่ายแพ้พังทลายเพียงครั้งสองครั้ง ก็เท่ากับกระดูกหักเอ็นขาด”
ฉ๋าลาห่านนิ่งขึง
ยุคที่ทุ่งหญ้ารุ่งโรจน์ที่สุด มีนักรบเพียงหย่อนล้าน นี่คือสภาวะที่ชายชาตรีทุกคนคือนักรบ ทว่าหลายคนไม่อาจเรียกว่าทหารด้วยซ้ำ เป็นเพียงคนเลี้ยงม้าที่ถือธนู
ประชากรทั้งทุ่งหญ้ามีเพียงหยิบมือ ทว่าราษฎรภายใต้ร่มเงาราชวงศ์จงหยวน โดยเฉพาะในยุครุ่งเรือง กลับมีจำนวนมากกว่าทุ่งหญ้าสิบถึงยี่สิบเท่า
ในอดีตกาล ซยงหนูผงาดง้ำทางเหนือ ผนวกแผ่นดินเหอหนาน ยึดครองเหอซี จึงพอจะงัดข้อกับราชวงศ์ฮั่นได้หลายปี เมื่อสิ้นสองดินแดนนี้ ซยงหนูก็ไม่อาจผงาดขึ้นได้อีก
ปัจจุบัน แผ่นดินเหอหนานและเหอซี ล้วนอยู่ในกำมือของต้าฉี
“กองทัพเยี่ยนเหมินส่งระดับราชันย์ลงสนามเท่าใด พวกเราก็ส่งออกไปเท่านั้น ที่เหลือให้สะกดพลังบำเพ็ญไว้เพื่อรับมือกับระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายในกองทัพเยี่ยนเหมิน ขอเพียงมั่นใจว่าจะรุมสังหารพวกมันในค่ายกลได้ก็พอ หากไม่จวนตัวจริงๆ ห้ามใช้กระบวนท่าของระดับราชันย์เด็ดขาด”
ในที่สุดฉ๋าลาห่านก็ตัดสินใจ หากจะให้ระดับราชันย์เก็บงำประกายจนหมดสิ้น เขาย่อมทำใจไม่ได้
กล่าวจบ เขาสืบเท้าเข้าหาตารางทราย จัดวางตำแหน่งให้ยอดฝีมือระดับราชันย์ทั้งหกอย่างรัดกุม
หัวใจของแนวป้องกันที่สองแห่งกองทัพเทียนหยวน คือช่องเขาคดเคี้ยวสามแห่ง แต่ละจุดทอดตัวห่างกันสิบกว่าลี้ พวกเขาสร้างค่ายปราการหยาบๆ ขึ้นที่นี่ ก่อเป็นสมรภูมิรบสามจุดเรียงราย
แตกต่างจากชัยภูมิอันตรายซับซ้อนของด่านเยี่ยนเหมินกวน เขาเฟิ่งหมิงไม่ได้สลับซับซ้อนถึงเพียงนั้น ด่านเยี่ยนเหมินกวนเพียงอุดช่องแคบเดียวก็ปิดตายพรมแดนได้ ทว่ากองทัพเทียนหยวนต้องแบ่งกำลังอุดด่านทั้งสามของเขาเฟิ่งหมิง
สำหรับทัพนับแสน ระยะทางสิบกว่าลี้ย่อมไม่นับเป็นกระไร ค่ายทหารของทัพเยี่ยนเหมินนับแสนนาย ผนวกกับเสบียงและยุทโธปกรณ์รั้งท้าย เมื่อตั้งทัพลดหลั่นตามเนินเขา ก็ลากยาวกินพื้นที่หลายสิบลี้
“กองทัพเยี่ยนเหมินเพิ่งมาถึง ย่อมมืดบอดต่อชัยภูมิเขาเฟิ่งหมิง ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพวกมันมองทะลุความตื้นลึกหนาบางของแนวป้องกัน แต่ละทัพจงตรึงกำลังตามแผน สกัดการบุกของพวกมันไว้”
ฉ๋าลาห่านกวาดสายตาดุดันมองทุกคน
“พวกเราเสียท่ามาแล้วหนึ่งยก แนวป้องกันที่สองนี้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ต้องรักษาไว้ให้ได้ หากเขาเฟิ่งหมิงแตก ปล่อยให้ทัพเยี่ยนเหมินทะลวงถึงราชสำนักเผ่าต๋าต้าน ข้าในฐานะอ๋องย่อมมีโทษมหันต์ ส่วนพวกเจ้าก็อย่าหวังจะได้ตายดี
“ทุกท่าน จงสละชีพร่วมรบ อย่าให้บารมีราชสำนักต้องมัวหมอง อย่าให้เกียรติภูมิของท่านข่านต้องแปดเปื้อน”
เหล่าขุนพลต่างประสานมือรับบัญชาด้วยความยำเกรง
……