ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 207 โจมตีด่าน
เนินเขาทุกขุนเขา ค่ายทหารทุกแห่งหน ทัพเกราะเหล็กแต่ละสายยาตราทัพด้วยจังหวะฝีเท้าสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงชุดเกราะกระทบกันดังกึกก้อง ภายใต้ธงรบปลิวไสว กองทัพมหึมาหลั่งไหลมารวมตัวกันเป็นทะเลมนุษย์เบื้องหน้าเขาเฟิ่งหมิง
คลื่นเกราะเหล็กทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทัพหน้าข้ามพ้นเนินหญ้า ขณะที่ทัพหลังยังคงหลั่งไหลออกจากประตูค่ายไม่ขาดสาย
ยามตะวันโผล่พ้นยอดไผ่ กระบวนทัพใหญ่จัดตั้งเสร็จสิ้น ฝุ่นควันใต้ฝ่าเท้าค่อยๆ จางลง ขุนพลและทหารนับแสนนายยืนตระหง่านเต็มหุบเขาและท้องทุ่ง ทอดยาวตามแนวลาดชันของเนินหญ้าดุจเกลียวคลื่น แผ่ไพศาลสุดสายตา ภาพเบื้องหน้าชวนให้จิตใจสั่นสะท้าน
แสงตะวันตกกระทบเกล็ดเกราะ สาดประกายวูบวาบดุจหมู่ดาว ถักทอกลายเป็นทะเลดาราเจิดจรัส
กลองรบบนยอดเขาดังกึกก้องปานอสนีบาตฟาดพสุธา หนึ่งจังหวะ… สองจังหวะ… สามจังหวะ… ท่วงทำนองเร่งเร้าจากเชื่องช้าแปรผันเป็นดุดัน ทุกจังหวะกระแทกโสตประสาท ชั่วพริบตาเสียงกลองก็ครอบงำฟ้าดินไกลนับสิบลี้
ค่ายกลทหารราบส่วนหน้าเคลื่อนพลเนิบนาบตามจังหวะกลอง ถาโถมข้ามเนินหญ้าดุจเกลียวคลื่น ยามกระจายกำลังออกเป็นสองสาย รุกคืบประชิดเขาศิลาดำและเขาวายุขาว ภาพนั้นเปรียบดั่งมังกรยักษ์สองตนผงาดขึ้นจากทะเลเกราะเหล็ก
มังกรยักษ์แผ่กลิ่นอายสังหารดุดัน หมายกลืนกินภูผาและขย้ำด่านหน้าให้แหลกเป็นจุณ
มังกรเกราะเหล็กหยุดชะงักเบื้องหน้าด่าน พลหน้าไม้เคลื่อนพลทะลวงขึ้นหน้า จัดกระบวนทัพทางทิศเหนือของเนินหญ้า
หน้าไม้ปี้จางตั้งมั่นแนวหน้า หน้าไม้ฝูหย่วนประจำการแดนกลาง หน้าไม้จู๋กานรั้งท้าย หน้าไม้เตียงทะลวงเมืองถูกเข็นเข้าประจำจุด พลหน้าไม้กว่าสองหมื่นนายเล็งเป้าหมายไปยังค่ายด่านศัตรู
กองทหารเกราะแบกบันไดเมฆชะลอฝีเท้า ทหารม้าชั้นยอดสองปีกซ้ายขวาควบลาดตระเวน คอยระวังยอดฝีมือศัตรูลอบจู่โจมจากค่ายด่าน
ค่ายกลหน้าไม้จัดกระบวนเสร็จสิ้น ขุนพลแนวหน้าโบกธงส่งสัญญาณรายงานยังหอสังเกตการณ์บนเนินเขาสูงด้านหลัง ศูนย์กลางแท่นบัญชาการทัพใหญ่
สัญญาณธงตอบกลับจากหอสังเกตการณ์ เสียงตวาดกร้าวของขุนพลค่ายกลหน้าไม้ดังกึกก้อง
“พลหน้าไม้… เตรียมพร้อม”
พลหน้าไม้ปี้จางย่อกายลงครึ่งหนึ่ง สองมือรั้งสาย เท้ายันตัวหน้าไม้ ง้างคันศรจนสุดโค้งดุจจันทร์เพ็ญ ทหารพลพรรคบรรจุลูกดอก เล็งเป้าสู่ค่ายด่าน
พลหน้าไม้ฝูหย่วนเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกัน ทว่าต้องใช้ทหารสองนายช่วยกันดึงรั้งสายจนสุด ล็อกเข้ากับไก ก่อนใช้ไม้ค้ำยันตัวหน้าไม้เข้ากับหน้าอกอย่างมั่นคง
หน้าไม้จู๋กานและหน้าไม้เตียงทรงรถศึกถูกตอกยึดตรึงกับพื้น เหล่าทหารหมุนรอกรั้งสายหน้าไม้จนตึงเปรี๊ยะ ล็อกไกแน่นหนา บรรจุลูกดอกขนาดเท่าท่อนแขนลงร่องยิง
การเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น แม่ทัพคุมหน้าไม้จ้องค่ายด่านเขม็ง ชักดาบเหิงเตาตวัดชี้เป้าหมาย ตวาดกร้าว
“ระลอกแรก... ปล่อย”
ขุนพลหน้าค่ายกลตวัดธงรบลงสุดแรง
เสียงสายหน้าไม้ดีดตัวลั่นสะท้าน ทุ้มต่ำ ดุดัน เฉียบขาด ประดุจเสียงคร่ำครวญของวิญญาณร้ายทวงแค้น เสียงกระหึ่มผสานกันกลบสรรพสิ่งปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ชวนให้จิตใจสั่นสะท้านถึงขั้ววิญญาณ
ห่าฝนทมิฬพวยพุ่งจากค่ายกลหน้าไม้ บดบังแสงตะวันจนฟ้าดินมืดมิด ก่อนทะยานเข้าถล่มค่ายด่านในเสี้ยวอึดใจ พุ่งทะลวงก้อนหินและกำแพงจนฝุ่นดินคละคลุ้ง
ประกายแสงลูกดอกอาคมแฝงเร้นในห่าฝนทะลวงก้อนหินดุจแทงเต้าหู้ บดขยี้กำแพงจนแหลกละเอียด ส่วนใหญ่ปักทะลุกำแพงด่านลึก กลายเป็นขั้นบันไดระเกะระกะ
สิ้นสุดห่าฝนหน้าไม้หลายระลอก ทหารราบเกราะเหล็กแบกบันไดเมฆตะบึงเข้าหาค่ายด่านอย่างบ้าคลั่ง ดุจเกลียวคลื่นถาโถม แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ฝุ่นควันสีเหลืองม้วนตัวราวฟองคลื่น
“ระลอกที่สิบเอ็ด… ปล่อย”
“ระลอกที่สิบสอง… ปล่อย”
“ระลอกที่สิบสาม… ปล่อย”
เมฆดำระลอกแล้วระลอกเล่าพวยพุ่งข้ามศีรษะทหารราบแนวหน้า เข้าถล่มค่ายด่านอย่างต่อเนื่องไร้ปรานี
ค่ายด่านและเนินเขาสองฝั่งล้วนโดนโจมตีปูพรม ทหารกองทัพเทียนหยวนหลังกำแพงเตี้ยร่วงหล่นบาดเจ็บล้มตาย ค่ายกลบนเนินเขาเกิดช่องโหว่รอยรั่วมากมาย
คลื่นเกราะทะลวงถึงใต้กำแพงค่าย บันไดเมฆพาดพิงกำแพง ทหารแนวหน้าคาบดาบเหิงเตา มือซ้ายชูโล่ มือขวาปีนป่ายตะกายขึ้นเบื้องบนดุจฝูงมด
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพลิ้วไหวดุจวานร เหยียบลูกดอกหน้าไม้ที่ปักคาบนกำแพงเป็นฐาน โผนทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดฝีมือระดับคุมปราณยิ่งลึกล้ำ เพียงอาศัยแรงส่งชั่วพริบตาก็ทะยานข้ามกำแพงเตี้ยได้แล้ว
ทหารกองทัพเทียนหยวนหลังกำแพงเตี้ยเผยตัว ทุ่มหินกลิ้งขอนไม้กระหน่ำลงมาราวสายฝน สกัดกองทัพเยี่ยนเหมินที่ปีนป่ายขึ้นมา ท่ามกลางความชุลมุน พลธนูยังสาดเกาทัณฑ์เข้าสังหารผู้คนบนบันไดเมฆ
หลายร่างโดนหินยักษ์และท่อนไม้กระแทก ร่วงหล่นโหยหวนจากบันได บางนายใช้โล่กลมรับศรและฝืนปีนป่ายต่ออย่างไม่ลดละ
ผู้บำเพ็ญเพียรบางคนโดนเกาทัณฑ์อาคมทะลวงร่าง ร่วงหล่นสู่เบื้องล่างดุจใบไม้ร่วง บ้างก็พลิ้วกายหลบหลีกห่าศร ทะยานขึ้นสู่กำแพงด่าน เข้าปะทะเดือดกับกองทัพเทียนหยวนในระยะประชิด
ห่าหน้าไม้ยังคงระดมยิงกดดันภายในเมืองและเนินเขาสองฝั่ง สังหารทหารเทียนหยวนดุจผักปลา ทว่าเพื่อเลี่ยงการสังหารพวกเดียวกันเอง จึงไร้ซึ่งลูกดอกตกกระทบบนกำแพงด่านอีก
พลธนูทหารราบแนวหลังเผยตัว ง้างเกาทัณฑ์ยิงเด็ดหัวกองทัพเทียนหยวนบนกำแพงอย่างแม่นยำ สนับสนุนสหายแนวหน้า ทหารศัตรูร่วงหล่นจากกำแพง บ้างก็สิ้นใจจมกองเลือดหลังกำแพงเตี้ย
สมรภูมิแปรเปลี่ยนเป็นลานนองเลือดในพริบตา ท่ามกลางหินทะยานศรพุ่งและการสับฟันระยะประชิด บนกำแพงด่านกลายเป็นนรกขุมเพลิงโลหิต ทหารทั้งสองฝ่ายร่วงหล่นจบชีวิตลงอย่างต่อเนื่อง
…
เบื้องหน้าด่านเขาวายุขาว จ้าวหนิงรั้งบังเหียนม้า ทอดสายตามองการรบดุเดือดบนป้อมปราการจากด้านข้างค่ายกลทหารราบ เขาอยู่นอกระยะยิงเกาทัณฑ์ หากไม่ควบม้าพุ่งเข้าสมรภูมิด้วยตนเอง ย่อมไร้กังวลเรื่องลูกหลง
ผลงานศึกทัพหน้าของจ้าวหนิงอยู่อันดับหนึ่ง ตำแหน่งย่อมเลื่อนขั้น มิได้จำกัดเพียงแม่ทัพค่ายอี่จื้ออีกต่อไป กองทหารที่บุกโจมตีเขาวายุขาวยามนี้ มีจ้าวเป่ยวั่งเป็นผู้บัญชาการทัพ ส่วนเขารั้งตำแหน่งรองแม่ทัพ
เขาวายุขาวคือเป้าลวงของกองทัพเยี่ยนเหมิน จุดประสงค์เพื่อล่อให้ทัพเทียนหยวนส่งกำลังหนุน หากจะบรรลุแผนนี้ แค่การบุกทะลวงดุดันย่อมไม่พอ กองทัพต้องยึดด่านและรุกคืบบดขยี้ต่อไปให้จงได้
ด้วยเหตุนี้ กำลังพลที่นี่จึงหนาแน่น ส่วนหนึ่งบุกตีค่าย ส่วนใหญ่ตั้งค่ายกลรอดำเนินการ สับเปลี่ยนกำลัง หรือเตรียมบุกทะลวงเขาวายุขาวเสริมทัพแนวหน้าเมื่อตีฝ่าเข้าไปได้
หลังประเมินสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง จ้าวหนิงก็คาดการณ์ทิศทางสมรภูมิขั้นต่ำได้ทะลุปรุโปร่ง
ขวัญกำลังใจกองทัพเยี่ยนเหมินเปี่ยมล้น เหล่าทหารกล้าบุกตะลุยไม่กลัวตาย ความสูญเสียไม่อาจหยุดยั้งฝีเท้า ผู้บำเพ็ญเพียรทะยานขึ้นกำแพงผาเป็นทัพหน้า บั่นคอศัตรูไปได้มหาศาล
พลธนูแนวหน้ากับหน่วยทะลวงฟันประสานงานยอดเยี่ยม ทหารหลายนายอาศัยการยิงคุ้มกันจนปีนขึ้นกำแพง เข้าสับฟันกับกองทัพเทียนหยวนระยะประชิดได้สำเร็จ
ทหารราบเยี่ยนเหมินล้วนสวมเกราะเหล็ก พลังป้องกันเหนือชั้นทำให้ศรธนูไม่อาจทะลวงผ่านง่ายดาย การบุกโจมตีจึงต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ตรงข้ามกับกองทัพรักษาค่ายที่ด้อยกว่าเรื่องยุทโธปกรณ์ แม้ทหารแนวหน้าควรเป็นยอดฝีมือชุดเกราะครบครัน แต่ทหารรักษาค่ายหลายนายยังไร้เกราะป้องกัน ส่วนใหญ่สวมเพียงเกราะหนังหยาบๆ
พลังป้องกันของเกราะเหล็กและเกราะหนัง ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
หากเป็นกองทัพทุ่งหญ้าทั่วไป เท่านี้ย่อมเพียงพอให้กองทัพเยี่ยนเหมินบดขยี้ด่านแตกพ่ายในไม่ช้า และเข้าสู่สงครามกองโจรด้านใน ทว่าศัตรูเบื้องหน้ายามนี้… คือกองทัพเทียนหยวน
แม้กองทัพเทียนหยวนจะไม่ถนัดกลยุทธ์ทหารราบ ทว่าการตั้งรับรักษาค่ายมอบความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์โดยธรรมชาติ คุณสมบัติทหารกล้าผ่านศึกนับร้อย และข้อได้เปรียบด้านจำนวนผู้บำเพ็ญเพียร ล้วนถูกงัดมาใช้อย่างเต็มพิกัด
กล่าวคือ กองทัพเยี่ยนเหมินปีนขึ้นกำแพงได้ง่ายดาย ทว่าการจะตั้งหลักหยัดยืน… กลับยากเย็นเข็ญใจปานปีนป่ายขึ้นสวรรค์
ผู้บำเพ็ญเพียรเยี่ยนเหมินเพิ่งทะยานขึ้นกำแพง บั่นคอศัตรูได้ไม่ทันไร ก็ถูกยอดฝีมือเทียนหยวนพุ่งเข้าสังหาร ส่วนทหารที่ปีนขึ้นมาโดยไร้ยอดฝีมือนำทาง ย่อมโดนทหารกล้าเทียนหยวนสับฟันร่วงหล่นอย่างรวดเร็ว
แม้ทหารเยี่ยนเหมินจะฝึกซ้อมมาอย่างเข้มงวด ทว่าการฝึกย่อมต่างจากนรกสมรภูมิเดือด และทหารบุกกำแพงยามนี้ ก็มิใช่ทหารม้าทัพหน้าที่เคยอาบเลือดในค่ายแรก
เมื่อย่างเหยียบสมรภูมิ ท่ามกลางโม่บดเนื้อโลหิต ความตายพร้อมมาเยือนได้ทุกเสี้ยววินาที สหายรบล้วนร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ จิตใจทหารเยี่ยนเหมินจึงตึงเครียดถึงขีดสุด สัญชาตญาณเลือดขึ้นหน้ายามปะทะเข่นฆ่าย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
การฟาดฟันแต่ละดาบล้วนรีดเร้นพลังจนหมดสิ้น ปรารถนาเพียงสับร่างศัตรูเบื้องหน้าให้ขาดสะบั้น ฝีเท้าทุกก้าวหมายรุกคืบบดขยี้ เสียงคำรามดุดันแฝงความฮึกเหิมและหวาดหวั่นปะปนกัน
ในห้วงความคิดหลงเหลือเพียงตัวเองกับศัตรู ยามคมดาบรุกคืบ มีเพียงสัญชาตญาณสังหารอีกฝ่ายให้ดับดิ้น หวั่นเกรงว่าหากช้าไปเพียงเสี้ยวอึดใจ หัวตนเองจะต้องหลุดจากบ่า
พวกเขาลืมเลือนการปะทะประสาน ท่วงท่าบ้าเลือดกวัดแกว่งดาบกีดขวางสหายรบ ลืมไปว่าหากไม่อาจปลิดชีพศัตรูในดาบเดียว ขอเพียงมีสหายคอยสนับสนุน ตนก็จะไม่ตาย หรือแม้แต่ไร้รอยขีดข่วน
ขาดการประสานงานอันเฉียบขาด
หากดึงทหารเยี่ยนเหมินออกมาถามรายคน ทุกนายล้วนรู้ซึ้งถึงความสำคัญของการประสานกระบวนทัพ หากโยนลงลานฝึกซ้อม พวกเขาย่อมสอดประสานกันไร้ที่ติ
ทว่าทฤษฎีในใจนั้นง่ายดาย การลงมือปฏิบัติจริงในนรกสมรภูมิกลับยากเย็นแสนเข็ญ
สิ่งที่เคยทำจนชิน ยามเผชิญศัตรูมืดฟ้ามัวดิน เผชิญคมดาบนับไม่ถ้วนที่ฟาดฟันเข้าใส่ บนสมรภูมิที่อาจโดนสับเป็นชิ้นๆ ในพริบตา การจะตั้งสติรักษากระบวนทัพย่อมยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ตรงข้ามกับทหารกองทัพเทียนหยวนที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง กลยุทธ์พพลิกแพลงแพรวพราว
ยามเผชิญดาบทะลวงบ้าเลือดของทัพเยี่ยนเหมิน พวกเขารู้จังหวะรุกรับ ถอยหลบอย่างฉาญฉลาด มองออกว่ากระบวนท่าใดปลิดชีพ กระบวนท่าใดเป็นเพียงภาพลวงตา
บางคราจงใจเปิดช่องโหว่ ล่อให้กองทัพเยี่ยนเหมินฟันทะลวง รอจังหวะดาบศัตรูสิ้นสุดกระบวนท่าเก่าแต่ยังไม่ทันง้างกระบวนท่าใหม่ ฉวยโอกาสนั้นตวัดดาบบั่นคอสวนกลับอย่างเด็ดขาด
บางคราเมื่อพลังรบเป็นรอง ยอมใช้เกราะรับคมอาวุธ เอาเนื้อหนังสังเวยบาดแผล แลกกับการปลิดชีพศัตรูตกตายตามกัน
บางคราทหารเทียนหยวนเน้นตั้งรับเพียงอย่างเดียว แม้ถูกบีบจนมุมจนดาบศัตรูจ่อคอหอยก็ยังไม่ลนลาน เพราะสหายรบจะตวัดดาบบั่นคอทหารเยี่ยนเหมินจากด้านข้างได้ทันท่วงทีเสมอ
ยามเพลี่ยงพล้ำ ทหารเทียนหยวนจะล่าถอย ล่อให้ทหารเยี่ยนเหมินเลือดเดือดไล่ล่าจนแตกขบวน แล้วค่อยรุมทึ้งสับร่างให้แหลกเป็นชิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ยามปะทะยอดผู้บำเพ็ญเพียรเยี่ยนเหมิน ทหารเทียนหยวนจะแสร้งพลาดพลั้งทิ้งตัวหลบ เปิดทางให้ศรลับจากสหายเบื้องหลังพุ่งเจาะทะลวงจุดตาย สร้างบาดแผลสาหัสอย่างเลือดเย็น
บนสมรภูมิกำแพงด่าน เมื่อปะทะทัพเยี่ยนเหมินสวมเกราะมิดชิด ทหารเทียนหยวนแทบไม่ฝืนเร่งปิดบัญชีในดาบเดียว
พวกเขาเลือกสังเวยต้นทุนต่ำสุด แลกกับบาดแผลของทหารเยี่ยนเหมิน รอจนพลังรบอีกฝ่ายถดถอย จิตใจปั่นป่วน แกว่งดาบเปะปะ แล้วจึงเสียบทะลวงจุดตายในพริบตา
เมื่อกองทัพเยี่ยนเหมินขาดการประสานงาน ย่อมไม่อาจคุ้มกันสหายที่บาดเจ็บได้ทัน ซ้ำยังปล่อยโอกาสหลุดลอยเมื่อสหายแนวหน้าบุกทะลวงเปิดทาง
ทหารราบเยี่ยนเหมินที่ควรเชี่ยวชาญกลยุทธ์ระยะประชิด กลับไม่อาจยึดพื้นที่บนกำแพงด่านให้กว้างพอรองรับคนนับสิบได้ เพราะขาดประสบการณ์จริง ยิ่งไม่ต้องฝันถึงการคว้าชัย
สมรภูมิเพิ่งปะทุ กองทัพเยี่ยนเหมินก็สูญเสียไพร่พลไปไม่น้อย หากวัดกันที่ความบ้าบิ่น ทัพเยี่ยนเหมินยามนี้ย่อมไม่เป็นรองทัพเทียนหยวน ทว่าความบ้าเลือดจะเอาชนะพละกำลังที่แท้จริงได้อย่างไร?
หากแค่แผดเสียงคำราม ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตายแล้วคว้าชัยได้ สงครามก็คงง่ายดายเกินไป และความแข็งแกร่งก็คงไร้ค่าสิ้นดี
จ้าวหนิงมองปราดเดียวก็ประเมินทะลุปรุโปร่ง หากยังดันทุรังสู้ต่อเช่นนี้ ภายในหนึ่งชั่วยาม ทัพเยี่ยนเหมินจะต้องโดนตีโต้จนแตกพ่าย และหากฝืนจะยึดด่านให้ได้ ต้องสังเวยชีวิตไพร่พลนับหมื่น
ในศึกรุกรับที่มียอดผู้บำเพ็ญเพียรและศาสตราปราณ การตีค่ายด่านแตกเป็นเพียงด่านแรก เบื้องหลังยังหลงเหลือปราการอีกนับไม่ถ้วน กำแพงด่านที่ยึดมาได้ชั่วคราว ย่อมโดนทัพศัตรูชิงกลับไปได้อย่างง่ายดาย
ส่วนเกาทัณฑ์เทียนหลาง แม้ระยะยิงไม่อาจเทียบหน้าไม้ฝูหย่วนหรือหน้าไม้เตียง ทว่าเมื่อเข้าสู่สงครามตรอกซอกซอยด้านใน อานุภาพสังหารที่แท้จริงของมันจะถูกปลดปล่อยออกมา
นั่นย่อมเป็นฝันร้ายอาบโลหิตของกองทัพเยี่ยนเหมินอย่างแน่นอน
ทิศทางสมรภูมิเช่นนี้ ไม่อาจทำให้จ้าวหนิงพึงพอใจได้
ดังนั้น… เขาจึงตัดสินใจทะยานลงสู่สนามรบด้วยตัวเอง!
_____
เชิงอรรถผู้แปล: ประเภทของหน้าไม้ในกระบวนทัพต้าฉี ในการตั้งค่ายกลโจมตีด่าน กองทัพเยี่ยนเหมินได้จัดวางหน้าไม้ 4 ชนิดตามระยะยิงและอานุภาพทำลายล้างจากหน้าไปหลัง ดังนี้:
หน้าไม้ปี้จาง: “หน้าไม้ดึงด้วยแขน” เป็นหน้าไม้สำหรับทหารราบประจำการอยู่แนวหน้าสุด เวลาใช้งานทหารจะย่อกายลง ใช้เท้ายันตัวหน้าไม้ไว้แล้วใช้สองมือดึงรั้งสายธนูจนสุดโก่งดุจจันทร์เพ็ญ
หน้าไม้ฝูหย่วน : “หน้าไม้ซุ่มยิงระยะไกล” ประจำการอยู่แดนกลาง มีขนาดและแรงสายตึงกว่าหน้าไม้ปี้จาง จึงต้องใช้ทหารสองนายช่วยกันดึงรั้งสายธนูจนสุดเพื่อล็อกไก จากนั้นผู้ยิงจะใช้ไม้ค้ำยันตัวหน้าไม้เข้ากับหน้าอกให้มั่นคงเพื่อเล็งยิง
หน้าไม้จู๋กาน : “หน้าไม้คานไม้ไผ่” ประจำการอยู่รั้งท้าย เป็นหน้าไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งยิงแบบฐานตรึงอยู่กับพื้น การขึ้นสายต้องใช้รอกหมุนดึงจนสายตึงเปรี๊ยะ ยิงลูกดอกขนาดใหญ่เท่าท่อนแขน
หน้าไม้เตียง : หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หน้าไม้ทะลวงเมือง (Ballista)” เป็นเครื่องยิงหน้าไม้ขนาดมหึมาทรงรถศึก มักใช้เพื่อทำลายกำแพงค่ายหรือประตูเมือง กลไกการยิงคล้ายคลึงกับหน้าไม้จู๋กาน คือต้องตอกยึดตรึงกับพื้น ใช้ทหารหมุนรอกเพื่อรั้งสาย และบรรจุลูกดอกศรขนาดมหึมาเท่าท่อนแขนลงในร่องยิง