ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 208 เช่อเตียว
สมรภูมิเขาศิลาดำกว้างใหญ่ไพศาล นอกจากค่ายด่านแกนกลางปากหุบเขาแล้ว ขนาบซ้ายขวายังมีเนินเขาหลายลูกเอื้อให้ทหารราบปะทะรบพุ่ง ความสูงชันและปราการธรรมชาติหาได้ด้อยไปกว่าค่ายด่านหลัก ซ้ำยังมีกำลังทหารตั้งรับแน่นขนัด
ขุมกำลังรบระลอกแรกของทั้งสองฝ่ายปะทะกันไม่ต่ำกว่าหมื่นนาย กองทัพเยี่ยนเหมินถาโถมทะลวงแนวรับทัพเทียนหยวนดุจเกลียวคลื่นทมิฬ ประหนึ่งมวลน้ำหลากกลืนกินขุนเขา เสียงสับฟันและกู่ร้องคำรามดังกึกก้องไกลนับสิบลี้
ยามเทียบกัน สมรภูมิเขาวายุขาวทางขวาห่างออกไปหลายสิบลี้กลับคับแคบกว่ามาก ตัวค่ายด่านเล็กกว่าเขาศิลาดำ เนินเขาสองฝั่งสูงชันอันตรายไร้ทางหยั่งเท้า มีเพียงพื้นที่ครึ่งซีกที่ทหารราบพอจะใช้ปะทะเดือดได้
แม้ทัพแนวหน้าที่ปะทะกัน ณ เขาวายุขาวจะมีเพียงหลักพัน ทว่าความดุเดือดเลือดพล่านกลับไม่เป็นรองเขาศิลาดำ ด้วยภูมิประเทศคับแคบ สมรภูมินี้จึงกลายเป็นเครื่องโม่เนื้อที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ก่อนนำยอดผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวพุ่งเข้าสมรภูมิ จ้าวหนิงเอ่ยกับจ้าวเป่ยวั่งที่รั้งม้าตระหง่านอยู่บนยอดเนิน
“ท่านพ่อ หากทัพหน้าสูญเสียถึงสองในสิบส่วน สมควรสั่งถอยเพื่อสับเปลี่ยนกำลังกับทัพหลัง”
ในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเยี่ยนเหมิน จ้าวเป่ยวั่งกระจ่างในความนัยทันที
ยอดขุนพลครุ่นคิดเพียงครู่ก่อนพยักหน้ารับ โบกมืออนุญาตให้จ้าวหนิงและหยางเจียนีนำขุมกำลังยอดฝีมือตระกูลหยางทะยานเข้าสู่สมรภูมิพร้อมกัน
กองทัพเยี่ยนเหมินแม้อุดมด้วยผู้บำเพ็ญเพียรจากตระกูลสามัญ ทว่าโดยเนื้อแท้ยังเป็นเพียงกองกำลังส่วนตัวของตระกูลจ้าว ท่ามกลางสมรภูมิเดือด การปรากฏตัวของหยางเจียนีและยอดฝีมือตระกูลหยาง ย่อมเทียบเท่าการได้ขุมกำลังเสริมภายนอกอันแข็งแกร่งมาหนุนนำ
เหมิงฉี่ แม่ทัพค่ายและผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดจากตระกูลสามัญที่หาตัวจับยากในทัพเยี่ยนเหมิน ทอดสายตามองไพร่พลร่วงหล่นจมกองเลือดโดยไม่อาจยึดหัวหาดบนกำแพงด่าน ความทะนงและสัญชาตญาณนักรบผลักดันให้เขานำองครักษ์ส่วนตัวโผนทะยานขึ้นกำแพงด่านด้วยตนเอง
ท่ามกลางพายุโลหิต เพียงชั่วอึดใจ เหมิงฉี่สับร่างศัตรูด้วยมือตนเองไปเกือบยี่สิบศพ องครักษ์ใต้สังกัดทยอยปีนป่ายตามมาสมทบ ไม่นานก็รวมกลุ่มกันได้กว่าสามสิบคน จวนเจียนจะตั้งค่ายกลยึดพื้นที่ได้สำเร็จ
หัวใจของศึกตีเมือง คือการเปิดแผลและยึดครองพื้นที่เพื่อเบิกทางให้สหายรบปีนป่ายขึ้นมาขยายค่ายกลอย่างต่อเนื่อง มีเพียงวิธีนี้จึงจะพลิกคว้าสิทธิ์ขาดบนกำแพงจากเงื้อมมือศัตรู
ทว่าระหว่างที่เหมิงฉี่กำลังทะลวงฟันอย่างห้าวหาญ ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นปลายในชุดเกราะปราณหลายนายพลันพุ่งทะยานเข้ามาหมายปลิดชีพ
เขารู้ดีว่าพวกมันคือยอดฝีมือแนวหน้าของทัพเทียนหยวนประจำจุดนี้ ขอเพียงบั่นคอพวกมันลงได้ ย่อมบดขยี้พลังรบศัตรูไปกว่าครึ่ง เปิดทางให้ค่ายกลฝั่งตนขยายวงล้อมได้อีกมหาศาล
หากค่ายกลสะสมกำลังพลทะลุห้าสิบนาย จะก่อเกิดรูปขบวนรบสมบูรณ์แบบ ยามรุกพร้อมทะลวงขยายแดน ยามตั้งรับพร้อมหยัดยืนต้านทาน ซื้อเวลาให้กำลังเสริมหนุนเนื่อง
โอกาสทองอยู่ตรงหน้า เหมิงฉี่คำรามกร้าว รีดเค้นปราณระดับวิญญาณต้นกำเนิดจนสุดกำลัง สืบเท้าทะยานสองก้าวแล้วตวัดดาบฟาดฟัน หมายปลิดชีพศัตรูในชั่วพริบตา
ทว่าคมดาบเพิ่งพ้นฝัก นัยน์ตาของเขากลับสั่นไหว กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่พุ่งเข้ามาหมายแลกชีวิตเมื่อครู่ พลันเบรกฝีเท้าพร้อมเพรียง ชูโล่กลมขึ้นสูง แปรเปลี่ยนกระบวนท่าจากการรุกเป็นรับฉับพลัน
รังสีดาบของเหมิงฉี่ที่ควรสับร่างอีกฝ่าย กลับปะทะเข้ากับโล่กลมอย่างจัง แม้จะบดขยี้โล่จนแหลกละเอียดและทำให้อีกฝ่ายเลือดซึมมุมปาก ทว่ากลับไม่อาจสร้างบาดแผลถึงชีวิต
จังหวะที่กำลังจะโหมรุกซ้ำ หางตาของเหมิงฉี่พลันกระตุกวาบ
ห้วงทัศนะตวัดเห็นศรอาคมพุ่งทะยานจากรอยแยกรูปขบวนทัพเทียนหยวนดุจลิ้นอสรพิษ มันจ้วงทะลวงเข้าช่องท้องของเขาพอดิบพอดี ในเสี้ยววินาทีที่ร่างชะงักงันจากการฟันกระแทกโล่
อานุภาพศรรุนแรงดุดัน
ความเจ็บปวดเสียดแทงจากช่องท้อง ร่างกายของเหมิงฉี่แข็งทื่อ ลางมรณะคืบคลานเข้าเกาะกุมจิตใจ
ศรอาคมไม่เพียงทะลวงเกราะเหล็กราวกับกระดาษ แต่มันปักลึกถึงอวัยวะภายใน สัมผัสเฉียบคมของระดับวิญญาณต้นกำเนิดร้องเตือนว่าไตกำลังฉีกขาด เรี่ยวแรงทั่วร่างเหือดหายไปกว่าครึ่ง
เหมิงฉี่ยังไม่ทันโคจรปราณประคองอาการบาดเจ็บเพื่อล่าถอย เงาดำดุจพยัคฆ์ร้ายก็โผนทะยานพ้นแนวยอดฝีมือระดับคุมปราณขั้นปลาย ปราณวิญญาณรูปอินทรีแผ่สยายเบื้องหลัง ยืนยันตบะระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นของอีกฝ่าย
ยามเผชิญขวานศึกที่ฟาดฟันแหวกอากาศ เหมิงฉี่จำต้องกัดฟันยกดาบเหิงเตาขึ้นต้านรับ
ทว่าเขารู้แก่ใจว่าปราณลมหายใจตนกำลังปั่นป่วน ต่อให้รับการโจมตีนี้ได้ก็ไม่อาจต้านแรงกระแทกทั้งหมด ไตที่ถูกศรทะลวงอยู่เดิม หากเจอปราณแท้อัดกระแทกซ้ำ ย่อมแหลกสลายในพริบตา
และชะตากรรมหลังจากนั้น… มีเพียงความตาย
“กลศึกอำมหิตนัก” เหมิงฉี่ตระหนักแจ้ง การประสานงานของทัพเทียนหยวนไร้ที่ติ ระดับคุมปราณขั้นปลายล่อหลอก พลศรลับซุ่มโจมตี ปิดท้ายด้วยระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นลงดาบสังหาร ทั้งหมดเพียงเพื่อเด็ดหัวเขาในคราเดียว
เขาคือแม่ทัพค่าย เป้าหมายชิ้นโตกลางสมรภูมิ หากเขาตกตายบนกำแพงด่าน ทหารแนวหน้าย่อมสูญเสียเสาหลัก ขวัญกำลังใจจะพังทลายหมดสิ้น
ความตายจ่อคอหอย เหมิงฉี่ทั้งหวาดหวั่นและคับแค้นใจ แม่ทัพที่ทิ้งชีวิตอย่างโง่เขลา คือความอัปยศที่ไม่อาจลบล้าง
วาระสุดท้ายคืบคลาน เขาเบิกตาสายเลือด จ้องเขม็งไปยังคมขวานศึกที่สับลงมาอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่ยินยอมตายเช่นนี้
วินาทีนั้นเอง ขวานศึกที่สว่างโรจน์ด้วยอักขระอาคมจนบดบังทัศนวิสัย พลันสะบัดหลุดจากมือศัตรูกระเด็นลอยละลิ่วสู่ท้องฟ้าครามอย่างเหนือความคาดหมาย
ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าเป่ยหูระดับวิญญาณต้นกำเนิด ถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดจนลอยละลิ่วร่วงกระแทกพื้นเบื้องหลัง
ม่านตาของเหมิงฉี่หดเกร็ง
บนหน้าอกของชนเผ่าเป่ยหูผู้นั้น ปรากฏรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้นเลือดเนื้อสาดกระเซ็น
ยอดฝีมือฝ่ายตนลอบยิงปลิดชีพมันได้ทันท่วงที เขารอดตายจากคมเคียวมัจจุราชแล้ว
เหมิงฉี่ไม่เสี่ยงหันกลับไปมอง สัญชาตญาณสั่งให้เขาก้าวถอยร่นสองก้าว เตรียมจัดการกับศรอาคมที่ช่วงท้องเพื่อรักษาไตที่กำลังบอบช้ำ
ทว่าพอก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ร่างเงาดุจอัสนีอีกสายก็โผนทะยานพ้นแนวกองทัพเทียนหยวนเฉียงไปด้านหน้า
มันพุ่งทะลวงราวภูตผีผุดจากขุมนรก หอกสั้นทมิฬในมือจ้วงแทงตรงดิ่งสู่หน้าอกของเขา
ปราณวิญญาณต้นกำเนิดระเบิดกร้าวเบื้องหลังมัน นี่คือยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นคนที่สอง
ชั่วพริบตาที่ขวานศึกคนแรกโดนยิงกระเด็น หอกสั้นของคนที่สองก็พุ่งจ่อถึงตัว
นี่ไม่ใช่การพลิกแพลงกะทันหัน แต่เป็นห่วงโซ่สังหารที่วางหมากไว้อย่างแยบยล หากยอดฝีมือคนแรกพลาดพลั้ง คนที่สองย่อมปิดบัญชีเด็ดหัวเหมิงฉี่อย่างแน่นอน
“พวกสุนัขเถื่อนอำมหิตนัก”
เหมิงฉี่ตระหนักซึ้ง เพื่อเด็ดหัวแม่ทัพและบดขยี้ขวัญทัพเยี่ยนเหมินให้แหลกสลาย อนารยชนเป่ยหูวางกับดักสังหารได้รัดกุมอำมหิต ทุ่มเทสรรพกำลังลงมาไม่น้อย
ความคิดพลันหวนนึกถึงถ้อยคำในที่ประชุมทัพ ตำแหน่งผู้บัญชาการพันนายของทัพใหญ่เป่ยหูล้วนเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น ขณะที่ทัพต้าฉีมีเพียงระดับแม่ทัพค่ายและรองแม่ทัพ ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรของศัตรูเหนือล้ำกว่ามาก
ยามนี้เหมิงฉี่ฝืนสะกดลมหายใจปั่นป่วน เขารู้ดีว่ายอดขมังธนูฝ่ายตนไม่อาจง้างศรที่สองได้ทันท่วงที เขาต้องพึ่งพาดาบของตนเองเท่านั้น
เขากระชับดาบแน่นหมายฟันแลกชีวิต ไม่บีบให้อีกฝ่ายถอยร่น ก็ยอมตกตายไปพร้อมกัน
ทว่าศรอาคมที่คาช่องท้องเปรียบดั่งเครื่องทรมาน หากฝืนกระชากพลังปราณ ปากแผลย่อมฉีกขาดสาหัส ไม่ว่ารอดชีวิตหรือไม่ เขาก็ต้องหมดสภาพต่อสู้
ดาบของเขายังไม่ทันตวัดออก เพราะในเสี้ยววินาทีเป็นตาย ร่างดุจภูตผีของชนเผ่าเป่ยหูก็ถูกศรทะลวงร่างเช่นกัน
อานุภาพศรผสานกับแรงพุ่งทะยานของเป้าหมาย ลูกศรเจาะทะลวงกลางแสกหน้าทะลุกะโหลก โลหิตสาดกระเซ็นปะปนคราบสมองสีขาวขุ่นกระจายว่อน
แรงปะทะมหาศาลกระแทกร่างยอดฝีมือเป่ยหูราวกับโดนค้อนเหล็กซัดเต็มหน้า ลอยกระเด็นหงายหลังกลับไปอย่างแรง
เหมิงฉี่สะท้านจนสองมือสั่นเทา อานุภาพศรนี้อยู่เหนือสามัญสำนึกเกินไป
เขาข่มทั้งความปีติที่รอดตายและความหวาดหวั่น รีบล่าถอยเข้าสู่ค่ายกล ภายใต้การคุ้มกันแน่นหนาของลูกน้อง เขาหันขวับมองทิศทางต้นตอศรสังหาร
ศรคู่ดั่งปาฏิหาริย์ เหมิงฉี่รู้ดีว่าการจะลั่นศรระดับนี้ได้ ต้องอาศัยสายตาคาดการณ์สมรภูมิล่วงหน้าอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
นัยว่ายอดขมังธนูผู้นั้นมองกลศึกทัพเทียนหยวนทะลุปรุโปร่ง อ่านหมากสังหารของศัตรูขาดกระจุยดุจไฟส่องกลางคืน
จึงสามารถสาดศรต่อเนื่องเด็ดหัวยอดฝีมือเผ่าหูทั้งสองได้อย่างหมดจดงดงาม ทักษะระดับนี้ย่อมต้องหล่อหลอมจากประสบการณ์โชกเลือดในการรบกับกองทัพเป่ยหู
ทว่านี่คือมหาศึกปะทะเดือดครั้งแรกระหว่างทัพเยี่ยนเหมินกับทัพเป่ยหูในรอบร้อยปี ท่ามกลางกองทัพเรือนแสน ผู้ใดเล่าจะมีทักษะพลิกฟ้าเช่นนี้ ตัวตนเช่นนี้ไม่สมควรมีอยู่จริง
เหมิงฉี่กวาดตามองจนพบคนผู้นั้น
บนชะง่อนผาเนินเขาซ้ายค่ายด่าน ห่างออกไปห้าร้อยก้าว เบื้องหลังสมรภูมิสับฟันเดือด ขุนพลทัพเยี่ยนเหมินรูปร่างสูงโปร่งในชุดเกราะเหล็กครบชุดยืนตระหง่าน
ในมือถือเกาทัณฑ์ยาวง้างสุดหล้าดุจจันทร์เพ็ญ ทว่าตัวเกาทัณฑ์กลับไร้ซึ่งรัศมีเรืองรองของศาสตราปราณยามถูกกระตุ้นอักขระ
เหมิงฉี่ตะลึงงัน ใบหน้าอีกฝ่ายซ่อนมิดชิดใต้หน้ากากเหล็ก ไม่อาจคาดเดาตัวตน
วินาทีนั้น บนคันเกาทัณฑ์ไร้ศรพลันก่อเกิดลูกศรปราณครามใส พริบตาถัดมามันก็ดีดทะยานดุจประกายดาวตก ความเร็วแหวกอากาศยากจับทิศทาง พุ่งวาบสู่กำแพงด่าน
สายตาของเหมิงฉี่แทบไล่ตามอานุภาพศรไม่ทัน เมื่อหันกลับมายังกำแพงด่าน ขุนพลเยี่ยนเหมินนายหนึ่งกำลังฟาดฟันบ้าเลือด โดยไม่รู้ตัวเลยว่ายอดฝีมือชนเผ่าหูลอบพุ่งเข้าสังหารจากมุมอับ
ยอดฝีมือชนเผ่าหูที่จวนเจียนจะเด็ดหัวสำเร็จ พลันถูกกระแทกประดุจโดนอสนีบาตฟาด ร่างลอยละลิ่วกลับหลัง โลหิตสาดกระจายจากหน้าอก กระแทกทหารเผ่าหูล้มระเนระนาดเป็นแถบ
“เกาทัณฑ์พิสดาร อานุภาพศรเหี้ยมเกรียม ฝีมือธนูลึกล้ำ คนผู้นี้คือใครกัน” เหมิงฉี่ทวีความเคลือบแคลง ปรารถนาจะรู้แจ้งตัวตนยอดขุนพลลึกลับ
ทว่าสัญชาตญาณทหารราบสั่งการให้ตื่นรู้ กลางสมรภูมิเลือดไร้เวลาให้ฟุ้งซ่าน เขาข่มความเลื่อมใส กลืนโอสถวิเศษรักษาแผล แล้วโผนทะยานกลับเข้าสู่แนวปะทะเดือดทันที
ด้วยการหนุนนำจากยอดนักธนูลึกลับ เหมิงฉี่จึงรักษาชีวิตและพลังรบไว้ได้ ทัพเป่ยหูเบื้องหน้ากลับสูญเสียระดับวิญญาณต้นกำเนิดรวดเดียวสองนาย พลังรบและขวัญกำลังใจดิ่งวูบกะทันหัน
เหมิงฉี่ทวงคืนตำแหน่งทะลวงฟัน นำกองกำลังใต้สังกัดเปิดฉากบุกกวาดล้างระลอกใหม่
ก่อนยอดฝีมือเป่ยหูคนใหม่จะทันปรากฏตัว ย่อมไร้ผู้ใดต้านทานคมดาบเขาได้ กองกำลังเบื้องหลังทวีคูณจำนวนอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวทะลุห้าสิบ และพุ่งทะยานเกินร้อยคน
พวกเขากลายเป็นค่ายกลทัพเยี่ยนเหมินหน่วยแรกที่ฝังรากบนกำแพงด่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ
หลังรอดพ้นคมเคียวมัจจุราช เหมิงฉี่ซึมซับบทเรียนล้ำค่า เขาเลิกบ้าเลือดบุกเบิกแดนอย่างบ้าบิ่น เปลี่ยนมารุกคืบยึดพื้นที่อย่างรัดกุมมั่นคง
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางสับฟันเดือด เขาตวาดก้องควบคุมสติลูกน้องที่กำลังเลือดขึ้นหน้ากระโจนออกนอกรูปขบวน สั่งการเฉียบขาดให้ตรึงแนวรบตามที่ฝึกซ้อมอย่างเคร่งครัด
ทหารหนุ่มอ่อนประสบการณ์บนสมรภูมิแรก ยามเผชิญเส้นแบ่งความเป็นความตาย อัตราการเต้นหัวใจสูบฉีดรุนแรง สติสัมปชัญญะย่อมหลุดลอยได้ง่าย
ผนวกกับการต้องปรับค่ายกลประสาน พลทวน พลโล่ พลดาบ และพลธนู ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เสียงตวาดคุมทัพของเหมิงฉี่จึงดังก้องไม่ขาดสาย
หากมิใช่ร่างกายของระดับวิญญาณต้นกำเนิด ลำคอของเขาคงแห้งผากปริแตกไปนานแล้ว
ทว่าผลลัพธ์ปรากฏชัดเจน ทหารที่บ้าคลั่งกวัดแกว่งอาวุธเปะปะ เริ่มดึงสติกลับมาและจัดรูปขบวนรบตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนัก
หยาดเหงื่อแรงงานที่เคี่ยวกรำมาแรมปีหล่อหลอมเป็นความเคยชิน แม้สองมือจะยังสั่นเทา หัวใจเต้นรัว เหงื่อกาฬไหลซึม ทว่าสติที่ฟื้นคืนช่วยให้พวกเขาตั้งรับและรุกคืบได้อย่างมีแบบแผน
เมื่อกำลังพลบนกำแพงหนาแน่นขึ้น เหมิงฉี่จึงละทิ้งการสับฟันแนวหน้า สวมบทบาทผู้บัญชาการเต็มตัว
เขาตวาดเรียกสติขุนพล ให้ขุนพลไปคุมหัวหน้าหมวด และส่งต่อคำสั่งด่าทอไปถึงพลทหาร ให้ทุกคนรู้ซึ้งถึงจังหวะก้าวรุกและถอยหลบที่ถูกต้อง
ไม่นาน เหมิงฉี่ต้องปะทะระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นคนที่สาม กองกำลังเยี่ยนเหมินสะสมไพร่พลได้มากพอ พื้นที่ยึดครองแผ่ขยาย ทัพเทียนหยวนย่อมต้องระดมพลมหาศาลมาบดขยี้พวกเขา