ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 212 ทหารใหม่ทหารเจนศึก
คล้อยหลังก้าวลงจากสมรภูมิและเข้าพบจ้าวเป่ยวั่งผู้เป็นบิดา จ้าวหนิงมุ่งตรงกลับกระโจมพักเพื่อทำสมาธิฟื้นฟูปราณแท้ ประสบการณ์รบเลือดเดือดในวันนี้คือสิ่งที่ไม่เคยพานพบในชาติก่อน เขากลั่นกรองวิถีสังหารผสานเข้ากับการบำเพ็ญเพียร ผลักดันระดับพลังให้หยั่งรากลึกยิ่งขึ้น
ผลงานรบวันนี้ถือว่าหาตัวจับยาก ลำพังแค่กวาดล้างขุมกำลังหลักถึงหนึ่งในสามของกองทัพหมื่นนาย ก็เพียงพอให้จารึกเป็นความดีความชอบสะท้านฟ้าแล้ว ทว่าจ้าวหนิงกลับไร้ซึ่งความลำพองใจ
ขีดจำกัดพลังรบเหนือชั้นบวกกับศาสตราปราณล้ำเลิศส่งให้เขาบดขยี้ศัตรูข้ามขั้นได้อย่างเบ็ดเสร็จ ยิ่งมีจ้าวเป่ยวั่งและภรรยาคอยคุ้มกันหลัง เขายิ่งเร้นกายสังหารได้อย่างไร้ข้อกังขา ปัจจัยเหล่านี้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเทพมัจจุราชแห่งสมรภูมิ หากเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน จ้าวหนิงย่อมทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่น
ทว่าในใต้หล้านี้ ยังมีอีกผู้หนึ่งยามอยู่ในระดับพลังทัดเทียมกัน บทบาทของคนผู้นั้นกลับทรงอานุภาพถึงขั้นพลิกกระดานศึกได้ด้วยตัวคนเดียว เพียงเวลายี่สิบปี ภายใต้สภาวะแร้นแค้นไร้ขุมกำลังหนุนหลัง คนผู้นั้นชักนำชนเผ่าเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงหลักร้อย รอดพ้นจากปากเหวแห่งการล่มสลาย ทะยานขึ้นเป็นราชันย์ไร้พ่ายผู้ครองดินแดนนับหลายพันลี้ ยืนหยัดอย่างเกรียงไกรเหนือม่อเป่ย
ผลงานรบทะลวงฟ้าตลอดสองทศวรรษกลายเป็นตำนานที่สลักลึกในผืนดินม่อเป่ย ราชสำนักเทียนหยวนที่คนผู้นั้นก่อตั้ง รวบกลืนเผ่าชี่ตันและเผ่าหนวี่เจินไปจนสิ้น ซ้ำยังซุกซ่อนความทะเยอทะยานที่จะผนวกทุ่งหญ้าทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว
จ้าวหนิงล่วงรู้ดีว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยามกองทัพนี้กรีธาทัพลงใต้ ม้าศึกจะดื่มด่ำน้ำจากแม่น้ำฮวงโห ยามเบนเข็มสู่ประจิม อาณาเขตจะแผ่ขยายไปนับหมื่นลี้ มหานครจะตกเป็นของเด็กเล่นในกำมือ กองทัพเกรียงไกรนับไม่ถ้วนจะถูกบดขยี้กลายเป็นเพียงเถ้ากระดูก
หากวัดรอยเท้ากับเหล่าอัจฉริยะตระกูลใหญ่ ผลงานในปีนี้ย่อมส่งให้จ้าวหนิงเย่อหยิ่งได้ ทว่าเมื่อมียอดคนผู้นี้ร่วมยุคสมัย ผลงานในวันนี้ย่อมกลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ยามมีตระกูลจ้าวที่หยัดยืนมานับพันปีและทัพเยี่ยนเหมินหนุนหลัง เขาจำต้องรีดเร้นศักยภาพให้ได้มากกว่านี้
ผ่านการโคจรปราณตลอดราตรี คอขวดของระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเริ่มคลายตัว รุ่งอรุณมาเยือน ชายหนุ่มสวมเกราะศึก สะพายเช่อเตียวพาดบ่า ก้าวออกจากกระโจม ติดตามทัพใหญ่คืนสู่ลานสังหารอีกครา
วันนี้ทัพใหญ่เคลื่อนพลเต็มสูบ ถาโถมบุกสามด่านพร้อมกัน ทั้งเขาอินทรีเหิน เขาศิลาดำ และเขาวายุขาว จ้าวเสวียนจี จ้าวเป่ยวั่ง และเหล่าขุนพลระดับสูงล้วนเห็นพ้องต้องกัน ให้ทุกกองกำลังสลับกันออกรบ อาศัยสมรภูมิเลือดแทนลานฝึกซ้อม
ความอ่อนหัดของทัพเยี่ยนเหมินเทียบกับความเจนจัดของทัพเทียนหยวนนั้นห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ทะลวงจุดอ่อนจนเหล่าแม่ทัพใหญ่ต้องวิตก แม้ระบบยุทธวิธีทหารราบของเยี่ยนเหมินจะรัดกุมแยบคาย ทว่าศึกเมื่อวานกลับไม่อาจรีดเร้นอานุภาพออกมาได้แม้แต่น้อย
หนทางเดียวที่จะหล่อหลอมทหารใหม่ให้กลายเป็นทหารเจนศึกอาบเลือด คือการสลับกองกำลังลงสู้รบจริง อาศัยความตายเป็นเบ้าหลอม
กองกำลังของเหมิงฉี่ที่บุกเบิกเขาวายุขาวเมื่อวานได้พักรบ ทว่ามิได้พักผ่อน ยามจ้าวหนิงเคลื่อนพลออกจากค่าย เขาเห็นทหารเหล่านั้นกำลังเค้นสมองทบทวนบทเรียนเลือด แม่ทัพเหมิงฉี่นำเหล่าขุนพลถอดบทเรียนจากความผิดพลาดอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนไพร่พลต่างจับคู่ซ้อมรบ แก้ไขช่องโหว่ที่เผยให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นี่คือประสบการณ์ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและกองเพลิง ยามหวนคืนสู่สนามรบอีกครา ความตื่นตระหนกย่อมมลายหาย เมื่อสติมั่นคง ยุทธวิธีที่พากเพียรฝึกฝนย่อมเปล่งประกาย สำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้
หากปราศจากการซ้อมรบอย่างเข้มงวด แม้ผ่านการอาบเลือดมาก็เป็นเพียงการยกระดับฝีมือรายบุคคล ทว่าความแข็งแกร่งของค่ายกลรบและการสอดประสาน ย่อมไม่อาจก้าวกระโดดได้ในเวลาอันสั้น แต่เมื่อรากฐานการฝึกฝนผสานเข้ากับกลิ่นคาวเลือด ค่ายกลที่เป็นระเบียบย่อมแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรสังหารอันไร้ปรานี
ภารกิจของจ้าวหนิงยังคงเป็นการสนับสนุนทัพบุกเขาวายุขาว เขาต้องลดทอนความสูญเสีย ซื้อเวลาให้พวกพ้องได้ปะทะและเติบโตจากไฟสงครามให้มากที่สุด ศึกนี้ไม่ว่าจะกำชัยหรือปราชัย ขอเพียงรอดชีวิตกลับมา ทหารใหม่ย่อมสลัดคราบอ่อนหัดกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายแห่งเยี่ยนเหมิน
กลองศึกรัวสนั่น ทัพบุกทะลวงถาโถมเข้าหากำแพงด่านดุจคลื่นคลั่ง ภายใต้ห่าฝนศรและหน้าไม้สนับสนุน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพุ่งทะยานฝ่ามรสุมหินกลิ้งและศรเพลิง ปีนป่ายขึ้นกำแพงด่าน นำพาทหารเจนศึกเข้าห้ำหั่นตะลุมบอนในชั่วพริบตา
ลำแสงสีครามอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘เช่อเตียว’ กรีดร้องแหวกอากาศขึ้นสู่กำแพงด่านอีกครา ทุกคราที่แสงอาคมวาบผ่าน ยอดฝีมือเป่ยหูย่อมร่วงหล่นสิ้นชีพ ไร้โอกาสหยัดยืน เมื่อตัวขัดขวางถูกเด็ดหัว ทัพเยี่ยนเหมินก็ยิ่งทวีความเหิมเกริม ทะลวงขยายผลชัยชนะอย่างดุดัน
จ้าวหนิงซึมซับบทเรียนจากวันก่อน ยกระดับความพลิกแพลงขึ้นอีกขั้น เขาไม่นำองครักษ์ไปยืนง้างศรเป็นเป้าหมายกลางแจ้งอีกต่อไป ทว่ากลับเร้นกายกลมกลืนไปกับค่ายกลรบ ปล่อยศรหนึ่งดอกก็มุดหายเข้ากลีบเมฆ หลีกเลี่ยงการโดนพุ่งเป้าอย่างหมดจด
เขามิอาจหยั่งรู้ว่าบนกำแพงด่านมีพลธนูดักซุ่มอยู่กี่คน หรือมีระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ หนทางรับมือมฤตยูในเงามืดที่ประเสริฐที่สุด คือการไม่เผยตัวให้ศัตรูจับสัมผัสได้
การลอบสังหารของเขายังเฉียบคมขึ้น เลือกสนับสนุนเฉพาะค่ายกลรบที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มจะยืนหยัดได้มั่นคง แทนที่จะสาดศรพร่ำเพรื่อช่วยยอดฝีมือทุกคนอย่างไร้จุดหมาย
กงล้อสงครามคัดกรองผู้อ่อนแอ แม้จะเป็นทหารใหม่ ขุนพลบางคนกลับรักษาสติได้หมดจด สั่งการรัดกุม ทว่าบางคนกลับลนลานเสียกระบวน การนองเลือดเป็นสิ่งไม่อาจเลี่ยง มีเพียงผู้แข็งแกร่งที่พกพาดวงชะตาเท่านั้นจึงจะหยัดยืนได้จนถึงที่สุด
สิ่งที่จ้าวหนิงกระทำ คือสวมบทบาทเป็นเทพมัจจุราชที่ประทานโชคแก่ฝ่ายตน พยุงค่ายกลรบที่ดุดันไม่ให้พังทลายลงเพียงเพราะตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบขุมกำลัง
เป็นไปตามคาด คล้อยหลังน้าวศรได้เพียงสิบกว่าดอก ท้องฟ้าเหนือเขาวายุขาวพลันวิปริตแปรปรวน เมฆหมอกปราณแท้ก่อตัวประดุจโดมยักษ์กลืนกินรัศมีนับร้อยก้าว อสนีบาตสีม่วงฟาดเปรี้ยงปร้าง เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะท้านปฐพี ยอดฝีมือระดับราชันย์ลงมือแล้ว
จ้าวหนิงหดตัวเร้นกายลึกเข้าไปในฝูงทหาร หยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด เขาย่อมรู้ดีว่าไม่อาจหลบลี้สัมผัสของระดับราชันย์ได้ และตัวเขาเองก็มิได้คิดจะพึ่งพาวิชาตัวเบาของตนเพื่อหนีเอาชีวิตรอด
วินาทีที่ราชันย์เป่ยหูเหนือเวหายังไม่ทันสาดพลังโจมตี ร่างของยอดฝีมือระดับราชันย์ฝั่งเยี่ยนเหมินก็ดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นพิภพ! ปราณแท้สีเขียวทะลวงฟ้าดุจเสาหลักค้ำสวรรค์ เบิกนิมิตอัศจรรย์ก่อรูปเป็นพายุหมุนคลั่ง ท่ามกลางเมฆดำและสายฟ้า อักขระอาคมลี้ลับลอยคว้าง อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้างม้วนตัวเป็นวังวนมฤตยู
ผู้ลงมือคือจ้าวเจิ้นจง
สองราชันย์ปะทะเดือดกลางนภากาศเหนือเขาวายุขาว ประเดิมด้วยการสาดเคล็ดวิชาอาคมถล่มใส่กัน ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าห้ำหั่นกระบี่และคมหอกในระยะประชิด วิชาตัวเบาล้ำเลิศทำให้ร่างของทั้งสองกลืนหายไปกับสายลม จะปรากฏร่องรอยก็ต่อเมื่อศาสตราปะทะกันจนเกิดประกายไฟกระเด็นกระซ่าน ก่อนจะผละออกแล้วพุ่งเข้าใส่กันใหม่ในเสี้ยวพริบตา สายตาผู้คนเบื้องล่างมองเห็นเพียงแสงวาบของคมดาบที่แลบแล่นสลับดับวูบ ภายใต้อาณาเขตสองสายที่บดขยี้กันอย่างบ้าคลั่ง
จ้าวหนิงซ่อนตัวเพียงชั่วครู่ก็ปรากฏกายขึ้นอีกหน ยอดฝีมือเป่ยหูบนกำแพงด่านร่วงหล่นประดุจใบไม้ร่วง ภายใต้อานุภาพศรสีครามที่ทะลวงกะโหลกอย่างแม่นยำ
คล้อยหลังศรดอกที่สี่ ระดับราชันย์คนที่สองของเป่ยหูก็โผล่พรวดขึ้นมา ทว่ามันกลับไม่แผ่อาณาเขตเบิกนิมิตใดๆ เพียงแค่ทิ้งตัวดิ่งพสุธาลงจากกำแพงด่าน มุ่งตรงมายังค่ายกลของจ้าวหนิงประดุจพญาอินทรีโฉบขย้ำเหยื่อ
ฉ๋าลาห่านผู้บัญชาการทัพใหญ่ย่อมเป็นระดับราชันย์อย่างไม่ต้องสงสัย นั่นหมายความว่ายอดฝีมือผู้นี้คือราชันย์คนที่สามของเป่ยหู การที่มันไม่กระตุ้นนิมิตปราณแท้ให้เอิกเกริก ชัดเจนว่ามันมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะเด็ดหัวจ้าวหนิงได้โดยไร้คนขัดขวาง
อีกนัยหนึ่ง การระเบิดพลังระดับราชันย์ย่อมสั่นสะเทือนฟ้าดิน หากจ้าวเสวียนจีที่เป็นระดับราชันย์ขั้นกลางไหวตัวทันและลงมือสกัดกั้น ฉ๋าลาห่านย่อมต้องเผยไพ่ตายของตนออกมาเพื่อช่วยเหลือลูกน้อง
ทว่าต่อให้ไม่ใช้อาณาเขต อานุภาพของระดับราชันย์ก็มิใช่สิ่งที่วิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายจะต้านทานติด การพุ่งทะยานดุจสายฟ้าฟาดนี้ ต่อให้มีองครักษ์ขั้นปลายคอยคุ้มกันจ้าวหนิงก็รังแต่จะตายเปล่า มันจึงมั่นใจเต็มประดาว่างานจับเป็นครั้งนี้ย่อมไร้ข้อผิดพลาด
ทว่ามันคิดผิดมหันต์ ร่างของมันเพิ่งพ้นขอบกำแพง ท้องฟ้าเบื้องล่างพลันแปรเปลี่ยนสีในฉับพลัน
เดิมทีอาณาเขตของจ้าวเจิ้นจงและราชันย์คนแรกก็บดบังแสงตะวันจนมืดมิดพอแล้ว ทว่าบัดนี้ ความมืดครึ้มกลับถูกกลืนกินด้วยรัตติกาลอันลึกล้ำ ทหารทั้งสนามรบต่างเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตะลึง
ต่อให้มีระดับราชันย์ขั้นต้นเบิกนิมิตอีกคน ก็ไม่อาจก่อเกิดคลื่นพลังกดดันฟ้าดินถึงเพียงนี้ และกลางเวหาก็มิได้ปรากฏอาณาเขตแห่งที่สาม นั่นย่อมหมายความว่าผู้ที่ลงมือมิใช่จ้าวเสวียนจี
เหล่ายอดฝีมือเบิกตาค้าง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ ‘จันทร์เพ็ญทมิฬ’ ขนาดยักษ์ ปราณแท้อันมหาศาลแผ่ทะลักจากดวงจันทร์สีดำ ก่อรูปร่างเป็นคลื่นมฤตยูกวาดล้างสรรพสิ่ง คลื่นทมิฬนี้เองที่กลืนกินแสงสว่างไปจนสิ้น
“ศาสตราปราณเชียนจวิน?!” ราชันย์เป่ยหูหน้าถอดสี ละทิ้งจ้าวหนิงในเสี้ยววินาที ชักดาบขึ้นฟาดฟันสุดกำลัง ประกายดาบสีขาวสว่างวาบแหวกคลื่นมืดมิด พุ่งทะยานทวนกระแสประดุจนาวายักษ์ฝ่าพายุคลั่ง เข้าปะทะกับจันทร์เพ็ญทมิฬที่ตวัดฟันลงมา
เปรี้ยง! นาวายักษ์โดนจันทร์ทมิฬผ่าสะบั้นเป็นสองซีก แสงสีขาวกระจุยกระจายยังไม่ทันสาดกระเซ็น ก็โดนคลื่นทมิฬกลืนกินสูญสลายไปสิ้น
ราชันย์เป่ยหูกระอักเลือด หน้าซีดเผือด ร่างลอยละลิ่วกระเด็นอัดกำแพงด่านอย่างจัง แรงกระแทกมหาศาลส่งผลให้กำแพงหินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทหารบนด่านล้มระเนระนาด รอยร้าวแตกแขนงดุจใยแมงมุมกินวงกว้าง
“ระดับราชันย์?!” มันเค้นเสียงรอดไรฟันพลางเช็ดเลือดที่มุมปาก เบิกตาจ้องมองแม่ทัพใหญ่แห่งเยี่ยนเหมินที่ย่ำอากาศเหนือขบวนทหารนับหมื่น ก้าวเดินคุกคามเข้ามาทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว
ดาบยาว ‘เชียนจวิน’ ในมืออีกฝ่ายแผ่ไอปราณสีดำลุกโชน คลื่นทมิฬหมุนวนรอบกายไร้ซึ่งสายลมพัดผ่าน ขับเน้นทรวดทรงให้ดูน่าสะพรึงกลัวดั่งเทพมารจุติ แรงกดดันหนักอึ้งจนแทบหยุดหายใจ
“จ้าวเป่ยวั่ง เจ้าบรรลุราชันย์ตั้งแต่เมื่อใด” นัยน์ตาราชันย์เป่ยหูสั่นระริก
จ้าวเป่ยวั่งแค่นหัวเราะเย้ยหยัน ก่อนจะตวัดดาบระเบิดพลังฟันลงไปอีกครา “ก็เมื่อครู่นี้แหละ!”
ยามเห็นเชียนจวินกลายร่างเป็นจันทร์ทมิฬอีกระลอก ราชันย์เป่ยหูก็ขยาดจนหมดสิ้นความกล้า พลิกตัวล่าถอยหนีตายเข้าไปในด่านเขาวายุขาวด้วยความเร็วสุดชีวิต
ศาสตราปราณที่เขย่าขวัญระดับราชันย์ได้ มีเพียง ‘สิบยอดศาสตราพิสดาร’ เท่านั้น จ้าวเป่ยวั่งที่มีเชียนจวินหนุนเสริม แม้เพิ่งทะลวงขั้นมาหมาดๆ ก็มิใช่อะไรที่ราชันย์ขั้นต้นจะรับมือได้อีกต่อไป
จ้าวเป่ยวั่งหมายจะพุ่งทะยานไล่ล่า หวังบั่นคอระดับราชันย์มาเซ่นสังเวยการเลื่อนขั้น ทว่าเสียงของจ้าวหนิงกลับแผดตะโกนมาจากค่ายกลเบื้องล่าง “โจรจวนตัวห้ามไล่ตาม!”
ผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่จ้าวหนิงกระจ่างแก่ใจว่าขุมกำลังราชันย์เป่ยหูเบื้องหน้านี้ มีมากกว่าเยี่ยนเหมินถึงสองเท่าตัว จ้าวเป่ยวั่งมั่นใจเต็มประดาว่าเพียงสามถึงห้ากระบวนท่า เขาสามารถปลิดชีพศัตรูบาดเจ็บผู้นั้นได้ ทว่าเมื่อได้ยินคำเตือนร้อนรนของบุตรชาย เขาชะงักคิดเสี้ยววินาที ก่อนตัดสินใจรั้งกระบวนทัพตามคำท้วงติง
……
บนด่านสังเกตการณ์ ไป๋อินทอดสายตามองเขาวายุขาวพลางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ “จ้าวเป่ยวั่งทะลวงระดับราชันย์แล้วรึ? พรสวรรค์มันดาดๆ ไม่ใช่หรือไง ไฉนจู่ๆ ถึงก้าวข้ามคอขวดมาได้”
กล่าวจบมันก็ลูบปลายคาง นัยน์ตาฉายแววหวาดหวั่น “ตระกูลเดียวมีระดับราชันย์ถึงสามคน ยุคทองเมื่อร้อยปีก่อนของตระกูลจ้าวก็มีเพียงเท่านี้… ไม่นึกเลยว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย…”
ฉ๋าลาห่านสะบัดแขนเสื้ออย่างรำคาญใจ เป็นเชิงข่มให้ไป๋อินหุบปาก ตระกูลจ้าวจะเก่งกาจปานใด จะเสกราชันย์ออกมาเป็นสิบคนได้เชียวหรือ ตราบใดที่ไม่เกิดเรื่องพรรค์นั้นขึ้น จำนวนยอดฝีมือของต้าฉีย่อมไม่มีทางเทียบชั้นทุ่งหญ้าได้
สิ่งที่สุมเพลิงกริ้วในอกมันยามนี้คือ หากยังดึงดันจะเอาชีวิตจ้าวหนิงให้จงได้ มันต้องโยนระดับราชันย์ลงไปเพิ่มอีกถึงสองคน เพื่อการันตีความสำเร็จสิบส่วน จ้าวเป่ยวั่งบวกกับศาสตราเชียนจวิน มิใช่อะไรที่ราชันย์ขั้นต้นคนเดียวจะสกัดกั้นได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะหมายปลิดชีพหรือพัวพันถ่วงเวลา ย่อมต้องใช้กำลังถึงสองคน
ทว่าหากแฉไพ่ระดับราชันย์ออกไปอีกสองคน รวมกับตัวมันเอง ทัพนี้จะเปิดเผยระดับราชันย์ถึงห้าคน ต้าฉีย่อมล่วงรู้ทันทีว่าการบุกเผ่าต๋าต้านมียอดฝีมือแฝงตัวอยู่อีกมหาศาล หากความลับเรื่องทุ่งหญ้ามีระดับราชันย์นับสิบคนแตกออกไป ฮ่องเต้ต้าฉีย่อมต้องหวาดระแวงและปรับกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด
แลกความลับระดับประเทศกับการบั่นคอวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะชั่งน้ำหนักมุมใดก็ขาดทุนย่อยยับ เป้าหมายของมันคือสกัดทัพเยี่ยนเหมิน มิใช่มาจองล้างจองผลาญทายาทตระกูลจ้าว
คำแนะนำของไป๋อินนับว่าถูกต้อง จ้าวหนิงคือตัวมารร้าย การตอแยมันรังแต่จะพาหายนะมาสู่ เลิกใส่ใจมันเสียยังประเสริฐกว่า มันเป็นเพียงขั้นต้น ขีดความสามารถย่อมมีขีดจำกัด ทำได้อย่างมากก็แค่ประคองสถานการณ์รบบนกำแพงด่านให้สูสี
การสังเวยระดับคุมปราณสามสิบคนต่อวันช่างเจ็บปวดกระดูกดำ ทว่าตราบใดที่ขุมกำลังระดับกลางและปลายไม่ร่วงหล่น ระยะสั้นนี้ย่อมไม่สะเทือนถึงรากฐานทัพ
แม้การลามือจากจ้าวหนิงจะทำให้ฉ๋าลาห่านกลืนความแค้นแทบไม่ลง ทว่ายามกุมชะตากองทัพนับแสน ย่อมไม่อาจปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ ในเมื่อฝืนลิขิตฟ้าไม่ได้ แม่ทัพใหญ่อย่างมันก็ต้องรู้จักตัดใจ ความรู้สึกอัดอั้นทะลักล้นอก การยอมถอยเท่ากับความสูญเสียที่ผ่านมาล้วนสูญเปล่า ทั้งยังต้องทนกลืนความอัปยศที่สุดของทัพเทียนหยวนลงคอชั่วคราว
“เขาวายุขาว… ปล่อยมันไปก่อน” มันกัดฟันกรอด “ทัพเยี่ยนเหมินที่เขาอินทรีเหินและเขาศิลาดำยังคงถูกผลาญกำลังอย่างหนัก รออีกไม่กี่วัน เมื่อขวัญทัพของพวกมันดิ่งลงเหว ค่อยหาจังหวะบดขยี้”
“และเขาวายุขาวย่อมไม่มีทางแตกพ่ายในระยะเวลาสั้นๆ รอจนเยี่ยนเหมินเหนื่อยล้าหมดสภาพ ทัพหลักของเราจะทะลวงออกจากเขาศิลาดำ กำชัยชนะเบ็ดเสร็จ ถึงยามนั้น… ลำพังจ้าวหนิงคนเดียว มันจะหนีพ้นเงื้อมมือข้าไปได้หรือ!” ขบคิดได้ดังนี้ ฉ๋าลาห่านก็พรูลมหายใจระบายความคลั่งแค้น
……
ทันทีที่จ้าวเป่ยวั่งกระแทกราชันย์เป่ยหูจนบาดเจ็บสาหัส และฉ๋าลาห่านไร้การเคลื่อนไหว ราชันย์เป่ยหูที่พัวพันอยู่กับจ้าวเจิ้นจงก็พลิกตัวล่าถอยออกจากสมรภูมิอย่างรวดเร็ว
หากมันชักช้าแม้แต่ก้าวเดียว ย่อมโดนจ้าวเป่ยวั่งและจ้าวเจิ้นจงประกบขย้ำเป็นแน่ แผนล่าหัวจ้าวหนิงของฉ๋าลาห่านเป็นอันต้องพับเก็บ เมื่อไร้มฤตยูคอยสกัดกั้น จ้าวหนิงจึงวาดลวดลายปลิดชีพได้อย่างสำราญใจ
‘ทัพเป่ยหูนับแสน อย่างน้อยต้องมีพลแม่นธนูดักซุ่มอยู่อีกสักคนสองคน ไฉนวันนี้ถึงสงบเสงี่ยมผิดปกติ’ จ้าวหนิงขบคิดอย่างหนักระหว่างเว้นจังหวะสังหาร
ทัพเยี่ยนเหมินเริ่มคุ้นชินกับการยิงสนับสนุนของเขา สอดประสานจังหวะรุกรับได้ดุดันขึ้น สถานการณ์รบโดยรวมจึงดูดีกว่าเมื่อวาน ทว่าไพร่พลที่ผลัดเปลี่ยนขึ้นมาล้วนเป็นทหารใหม่ การยกระดับความแข็งแกร่งจึงตึงมือ หากคิดทะลวงกำแพงด่านให้แตกหักก็ยังนับว่าหนักหนาเกินไป
จ้าวเป่ยวั่งถอยร่นกลับมายังเนินเขาบัญชาการหลังค่ายกลรบ สายตาจับจ้องบุตรชายที่กำลังแผลงศรปลิดชีพศัตรูระลอกแล้วระลอกเล่า รอยยิ้มภาคภูมิใจประดับเต็มใบหน้า ก่อนเอ่ยกับหวังโหรวฮวาผู้เป็นภรรยา “วิชาเกาทัณฑ์ของไอ้ลูกหมานี่เฉียบขาดจริงๆ เกือบจะไล่ตามข้าทันแล้วเทียว”
หวังโหรวฮวาตวัดสายตาค้อนขวับอย่างเหลืออด หากวัดกันที่ฝีมือเกาทัณฑ์ จ้าวหนิงล้ำหน้าผู้เป็นบิดาไปไกลลิบ ทว่านางก็คร้านจะหักหน้าสามีกลางสมรภูมิ
เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังบุตรชายที่เร้นกายไปมาในค่ายกล แววตาของหญิงแกร่งพลันสลดลง นางถอนหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงเจือความเวทนา “กว่าจะหล่อหลอมวิชาเกาทัณฑ์จนบรรลุถึงขั้นนี้ได้… เขาต้องกลืนกินความขมขื่นไปมากเท่าใดกัน”
“พวกเราปักหลักอยู่ชายแดนแรมปี แทบไม่ได้หวนกลับเมืองเยี่ยนผิง ยามที่เขาเคี่ยวกรำตนเองจนแทบกระอักเลือด คนเป็นแม่อย่างข้ากลับไม่ได้เคี่ยวน้ำแกงบำรุงให้เขาสักชาม คิดๆ ดูก็ช่างละทิ้งหน้าที่มารดานัก…”
โดนวาจานี้กรีดแทง สีหน้าจ้าวเป่ยวั่งก็หม่นหมองลงเช่นกัน “มิใช่เพียงฝีมือเกาทัณฑ์ ทักษะสังหารแขนงอื่นของเขาก็ล้วนเข้าขั้นไร้ที่ติ ยามที่พวกเราทอดทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง เกรงว่าเขาคงกรำศึกหนักกว่าที่เราคาดเดาไว้นัก”
ทว่าเมื่อสังเกตเห็นนัยน์ตาภรรยารื้นไปด้วยหยาดน้ำใส เขาก็รีบปรับสีหน้าแสร้งหัวเราะร่วน ดึงบรรยากาศให้คึกคัก “ยายแก่นี่ เอาแต่พล่ามเรื่องเพ้อเจ้อ ไอ้หนูนี่มันคืออัจฉริยะในรอบศตวรรษ พรสวรรค์สะท้านฟ้า จะไปทนกลืนความขมขื่นที่ใดกัน! ความพยายามหนึ่งเดือนของมัน คนอื่นขยันเป็นปียังตามก้นไม่ทันเลย ในสายตาข้า มันไม่ต้องออกแรงเหนื่อยสักนิด!”
“ในเมืองเยี่ยนผิง ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่ามันคือคุณชายเสเพลจอมเสพสุข ข้ายังได้ยินมาว่า ไอ้ลูกตัวดีมักจะไปขลุกอยู่ตามหอคณิกากับสหายหัวไม้พวกนั้นเป็นอาจิณ การที่พวกเราไม่ได้อยู่คุมกบาลมัน กลับช่วยให้มันรอดพ้นจากการโดนข้ากระทืบไปตั้งไม่รู้กี่หนต่างหาก!”
พอจ้าวเป่ยวั่งพล่ามเช่นนี้ หวังโหรวฮวาลองตรองดูก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง ทว่าเมื่อปรายตามองท่าทางเสียดายของจ้าวเป่ยวั่ง ราวกับมันเจ็บใจที่ไม่ได้จับลูกชายมาซ้อมสักสองสามยก นางก็ลมออกหูทันที ดวงตาหงส์เบิกโพลงถลึงมองอย่างเอาตาย “เมื่อกี้… เจ้าเรียกใครว่ายายแก่!”