ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 234 เชื่อผู้ใด
อันซือหมิงกำลังเขียนฎีกาลับทูลเกล้าฯ ถวายฮ่องเต้
เขานั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานล่วงเข้าชั่วยามที่สอง ทว่าปลายพู่กันยังคงว่างเปล่า ไร้ซึ่งอักษรแม้เพียงครึ่งคำ
ฎีกาฉบับนี้ต้องแจกแจงสถานการณ์ศึกอย่างละเอียด ทว่าเนื้อหากลับชี้เป็นชี้ตายถึงอนาคตและชะตากรรมของเขาโดยตรง การจรดพู่กันลงไปจึงหนักอึ้งดั่งแบกขุนเขา
หากกราบทูลตามจริง ปัญหาย่อมคลี่คลาย เขาคงไม่ต้องมานั่งกลัดกลุ้มเช่นนี้
แต่เขาจะรายงานความจริงได้หรือ
เห็นได้ชัดว่านี่คือเงื่อนตายที่ผูกมัดรัดรึงจิตใจเขา
สมรภูมิเขาศิลาดำ ขุมกำลังสายตรงของเขาล้มตายไปเกือบครึ่ง โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรที่บาดเจ็บล้มตายเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ทว่าความสูญเสียใหญ่หลวงนี้ กลับแลกมาได้เพียงความดีความชอบจากการทะลวงค่ายศิลาดำแตก
หากท้ายที่สุดเขาเฟิ่งหมิงถูกบดขยี้จากฝั่งเขาศิลาดำ ผลงานของทัพอันซือหมิงย่อมมหาศาล ทว่าเขาเฟิ่งหมิงกลับถูกกองทัพของจ้าวหนิงตีแตกหักจากทางเขาวายุขาว ผลงานทะลวงค่ายของเขาจึงถูกลดทอนเหลือเพียงการตีค่ายด่านธรรมดาค่ายหนึ่ง
ความดีความชอบเพียงหยิบมือ แลกกับความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่า
ทหารกล้าเหล่านี้คือขุมกำลังจากตระกูลยากไร้ที่ฮ่องเต้ทรงหมายมั่นปั้นมือ ฝากความหวังไว้สูงสุด พระองค์ทรงต้องการให้อันซือหมิงนำพวกเขาไปสร้างผลงานในสนามรบ เพื่อค่อยๆ กลืนกินอำนาจทางทหารของกองทัพเยี่ยนเหมิน
บัดนี้เมื่อไร้ผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ย่อมเท่ากับทำลายความไว้วางพระทัยขององค์โอรสสวรรค์
หากกราบทูลสถานการณ์รบตามจริง อันซือหมิงใช้ส้นเท้าคิดก็รู้จุดจบของตนเอง
ฐานะของเขาจะสั่นคลอน และถูกผู้อื่นเหยียบย่ำขึ้นมาแทนที่
อันซือหมิงหวนนึกถึงชาติกำเนิดของตน
เรือนผมหยักศกและนัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ชาวจงหยวน แต่เป็นลูกหลานชนเผ่าหูจากดินแดนซีอวี้
ในอาณาจักรเกรียงไกรไร้เทียมทานและเปิดกว้างอย่างต้าฉี ชนเผ่าหูที่ดั้นด้นมาแสวงหาลาภยศมีให้เห็นดาษดื่น ผู้ที่ปราดเปรื่องจนได้เข้ารับราชการก็มีไม่น้อย แม้แต่คณะทูตเจี่ยนฉีจากตงอิ๋ง ก็ยังมีหลายคนได้สวมหมวกขุนนางในราชสำนัก
ยุคต้นสถาปนาราชวงศ์ต้าฉี ขุนพลห้าวหาญจากชนชั้นสูงในทุ่งหญ้ามากมายได้ดำรงตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพ เช่น อาฉื่อน่าซือมั่ว ชาวทูเจวี๋ย
อาฉื่อน่าซือมั่วผงาดขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่พิทักษ์ขวาโดยไร้เสียงครหา เพราะผลงานทุกชิ้นล้วนแลกมาด้วยเลือดเนื้อในสนามรบ ทว่าอันซือหมิงเล่า
เขาไร้ซึ่งความดีความชอบทางทหารโดยสิ้นเชิง
บันไดที่พาเขาก้าวสู่ตำแหน่งในวันนี้ ประการแรกคือฝีปากประจบสอพลอ ประการที่สองคือพลังบำเพ็ญระดับราชันย์ ทว่าอันซือหมิงรู้อยู่แก่ใจ สิ่งเหล่านี้หาใช่แก่นแท้
เหตุผลที่เขาได้ครองตำแหน่งระดับสูง แท้จริงแล้วเป็นตรรกะเดียวกับเหล่าบัณฑิตตระกูลยากไร้ที่ได้รับการแต่งตั้งเลื่อนขั้นจนโดดเด่นเหนือผู้คน
ฮ่องเต้ทรงต้องการขุนนางไร้รากฐานอำนาจ ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลขุนนางเก่าแก่ มาคุมตำแหน่งสำคัญเพื่อบั่นทอนอำนาจของตระกูลขุนนางใหญ่
ท้ายที่สุด เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานโอรสสวรรค์ ภารกิจสูงสุดในชีวิตคือการลิดรอนอำนาจทหารของตระกูลจ้าว นี่คือประโยชน์เพียงหยิบมือเดียวของเขาในสายพระเนตร หากสิ้นไร้ประโยชน์ข้อนี้ เขาก็คือสุนัขไร้ค่าตัวหนึ่ง
การปลดเขาออกจากตำแหน่งง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ และคงมีผู้คนโห่ร้องยินดีทั่วหล้า
บัดนี้ เขากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตชี้เป็นชี้ตายในชีวิต
เขาคือผู้บัญชาการด่านเยี่ยนเหมินกวน จะยอมสูญเสียอำนาจบาตรใหญ่นี้ไปไม่ได้ เขาเสพติดความมั่งคั่งและเกียรติยศจนไม่อาจจินตนาการภาพตนเองร่วงหล่นลงคลุกฝุ่น หากต้องถูกผู้คนหัวเราะเยาะเหยียบย่ำ ชีวิตน่าสมเพชเช่นนั้นจะอยู่ไปเพื่อการใด
นัยน์ตาของอันซือหมิงวูบไหวด้วยความอำมหิตเด็ดขาด เมื่อตัดสินใจเทหมดหน้าตัก เขาก็ตวัดพู่กันลงกระดาษอย่างรวดเร็ว
“……ทัพเป่ยหูหาได้แข็งแกร่งอันใด อาศัยเพียงเกราะและเกาทัณฑ์ยาวจากซีอวี้ สองศึกที่ผ่านมา กองทัพเยี่ยนเหมินล้วนต้องเป็นฝ่ายบุกโจมตีขึ้นเขา ตกเป็นรองด้านชัยภูมิ เหตุที่ทัพเป่ยหูได้เปรียบก็เพราะเหตุนี้……
“……ศึกที่สอง เขาศิลาดำคือจุดยุทธศาสตร์ที่ตีทะลวงยากที่สุด ท่านผู้บัญชาการใหญ่ออกคำสั่งเด็ดขาด บีบบังคับให้กระหม่อมต้องตีค่ายศิลาดำให้แตกจงได้ กระหม่อมไร้ทางเลือก จำต้องทุ่มเทสรรพกำลัง นำทัพบุกเบิกค่ายสุดชีวิต ดึงดูดทหารกองหนุนของเป่ยหูทั้งหมดมายังสมรภูมิของกระหม่อม……
“……แม้ความสูญเสียจะหนักหนาสาหัส ทว่ากระหม่อมและเหล่าทหารหาญล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ดาหน้าทะลวงฟันไม่เสียดายชีวิต ไม่ถอยร่นแม้เพียงครึ่งก้าว ไพร่พลล้มตายเกินกึ่งหนึ่ง ท้ายที่สุดก็บดขยี้ค่ายแตกจนได้ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ท่านผู้บัญชาการใหญ่กลับออกคำสั่งบีบให้ทัพกระหม่อมล่าถอยออกจากสมรภูมิ……
“……กองทัพเยี่ยนเหมินภายใต้การนำของตระกูลจ้าว อาศัยจังหวะนั้นฉวยโอกาสทะลวงเข้าเขาศิลาดำ ประสานกำลังกับทัพจ้าวหนิงจากเขาวายุขาว บดขยี้กองทัพเป่ยหูจนแตกพ่าย……
“……กระหม่อมไร้สามารถ ไม่อาจคว้าความดีความชอบสูงสุดมาถวาย โทษฐานนี้สมควรตายหมื่นครั้ง ขอฝ่าบาททรงลงทัณฑ์ ทว่าท่านผู้บัญชาการใหญ่อาศัยอำนาจหน้าที่กอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน ใช้กระหม่อมเป็นหมากทะลวงค่าย พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมมีแผนการแอบแฝง ขอฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัย……”
เมื่อตวัดพู่กันเสร็จสิ้น อันซือหมิงกวาดสายตาอ่านทบทวนตั้งแต่ต้นจนจบ เขานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะประทับตราลงไป
เนื้อหาทั้งฉบับล้วนเหยียบย่ำทัพเป่ยหูว่าไร้ความแข็งแกร่ง และกดหัวกองทัพเยี่ยนเหมินว่าไร้ผลงาน เขาไม่มีทางสรรเสริญกองทัพเยี่ยนเหมิน มีเพียงการสาดโคลนใส่เท่านั้น จึงจะบรรลุเป้าหมายลากตระกูลจ้าวลงเหว กระตุ้นเพลิงพิโรธของฮ่องเต้ให้แผดเผาตระกูลจ้าว
ยิ่งโอรสสวรรค์ชิงชังตระกูลจ้าวมากเท่าใด เขาย่อมได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเท่านั้น และฐานะในกองทัพเยี่ยนเหมินภายหน้าก็จะยิ่งมั่นคงดุจขุนเขา
การจะกดหัวกองทัพเยี่ยนเหมินให้ไร้ค่า ย่อมต้องด้อยค่าความแข็งแกร่งของศัตรู ศัตรูที่ได้เปรียบชัยภูมิในสมรภูมิที่ทะลวงยากที่สุด กองทัพของเขากลับต้องหลั่งเลือดชโลมแผ่นดินจนตีฝ่าไปได้ เดิมทีเขาสามารถทะลวงเขาเฟิ่งหมิงและสร้างผลงานสะท้านฟ้า ทว่าผลไม้แห่งชัยชนะกลับถูกจ้าวเสวียนจีชุบมือเปิบไปอย่างหน้าด้านๆ
อันซือหมิงเรียกคนสนิทเข้ามา สั่งการให้นำฎีกาลับฉบับนี้ควบม้าเร็วส่งตรงสู่เมืองเยี่ยนผิง
เนื้อหาครึ่งจริงครึ่งเท็จแนบเนียนจนไร้ช่องโหว่ ทว่าเขารู้ดีแก่ใจ ฎีกาฉบับนี้ย่อมฉีกกระชากรายงานของจ้าวเสวียนจีเป็นชิ้นๆ สิ่งที่เขาทำคือการเดิมพันด้วยชีวิต พนันว่าโอรสสวรรค์จะทรงเชื่อผู้ใด
เขาตัวคนเดียวไร้ภาระผูกพัน หากเดิมพันแพ้ ก็พินาศเพียงผู้เดียว ไร้ตระกูลให้ต้องพลอยฟ้าพลอยฝน แล้วเขายังต้องเกรงกลัวสิ่งใด
หากเดิมพันชนะ เขาจะยังคงผงาดในฐานะผู้บัญชาการด่านเยี่ยนเหมินกวนต่อไป
……
เมืองเยี่ยนผิง เขตพระราชฐาน
อาทิตย์อัสดงลาลับ โคมไฟนับหมื่นจุดสว่างไสว
ฮ่องเต้ประทับยืนตระหง่านในศาลาวายุเหมันต์ นัยน์ตาสะท้อนภาพแสงไฟจากบ้านเรือนและดวงดาวพร่างพราย ท่ามกลางสายลมราตรี พระองค์ทอดพระเนตรมองเมืองหลวงเบื้องล่างด้วยความเงียบงัน
พระหัตถ์ที่ไพล่หลังกำฎีกาหลายฉบับไว้แน่น บ่งบอกชัดเจนว่าสิ่งที่กำลังครุ่นคิดย่อมพัวพันกับเนื้อหาอันหนักอึ้งในฎีกาเหล่านี้
นอกจากพระราชสาส์นจากองค์รัชทายาทเทียนหยวนและข่านชี่ตันแล้ว ยังมีรายงานสถานการณ์รบจากจ้าวเสวียนจีและอันซือหมิง
รายงานของจ้าวเสวียนจีบรรยายถึงความแข็งแกร่งสุดหยั่งคาดของทัพเป่ยหู ทหารกล้าเจนศึกของเผ่าเทียนหยวนดุดันยากรับมือ ชัยชนะของกองทัพเยี่ยนเหมินในศึกนี้ ล้วนแลกมาด้วยเลือดเนื้อของเหล่าทหารหาญที่สู้ตายถวายชีวิต และสายตาอันเฉียบคมทะลุปรุโปร่งของจ้าวหนิง
ในสายตาของจ้าวเสวียนจี กองทัพเยี่ยนเหมินคือวีรบุรุษ และจ้าวหนิงคือผู้สร้างคุณูปการสะท้านแผ่นดิน
ทว่าในฎีกาลับของอันซือหมิง เรื่องราวกลับถูกพลิกตลบเป็นอีกขั้วโดยสิ้นเชิง
จะทรงเชื่อผู้ใด
ขุมกำลังของชนเผ่าเป่ยหูเป็นเช่นไร นับแต่เกิดเรื่องที่เมืองไต้โจวเมื่อปีกลาย พระองค์ได้ส่งหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋แทรกซึมเข้าทุ่งหญ้าเพื่อสืบข่าวแต่เนิ่นๆ
หากทุ่งหญ้ามีผู้บำเพ็ญเพียรผุดขึ้นราวดอกเห็ดจริง หน่วยองครักษ์เฟยอวี๋จะตาบอดหนวกหูเชียวหรือ หากทัพชี่ตันผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงดั่งที่กล่าวอ้าง เหตุใดหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋จึงไร้รายงานแม้แต่ฉบับเดียว
รายงานจากหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋สอดคล้องกับอันซือหมิง ทว่ากลับฉีกหน้าจ้าวเสวียนจีจนย่อยยับ
“กองทัพเป่ยหูจะแข็งแกร่งปานนั้นได้อย่างไร นอกจากเผ่าเทียนหยวน เผ่าชี่ตันเองก็ร้างราศึกใหญ่มาหลายปี
“ผู้บำเพ็ญเพียรเกลื่อนกลาดงั้นหรือ นับแต่โบราณกาล ดินแดนทุ่งหญ้าเคยมีผู้บำเพ็ญเพียรมากหน้าหลายตาตั้งแต่เมื่อใด เพียงเพราะตรวจสอบไม่ได้ว่าหัวที่ถูกตัดมามีระดับพลังเท่าใด ก็คิดจะสวมรอยปั้นน้ำเป็นตัวอย่างไรก็ได้งั้นหรือ”
พระพักตร์ฮ่องเต้เย็นเยียบดุจเหล็กกล้า ทรงแค่นเสียงผ่านพระนาสิก “หากทัพเป่ยหูแกร่งกร้าวถึงเพียงนั้น กองทัพเยี่ยนเหมินที่ไม่เคยลุยสมรภูมิเลือดของจริง จะคว้าชัยในศึกรุกรับครานี้ได้อย่างไร
“ทหารใหม่ไร้ประสบการณ์กลุ่มหนึ่ง กลับสามารถบดขยี้ศัตรูที่กุมชัยภูมิเหนือกว่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ แล้วยังมีหน้ามาพร่ำพรรณนาว่าศัตรูแข็งแกร่งเกินบรรยาย คิดว่าเจิ้นหูหนวตาบอด ไม่รู้เรื่องการศึกกระนั้นหรือ”
“จ้าวหนิง เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี ต่อให้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเพียงใด จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินชี้นำทิศทางสงครามได้เชียวหรือ จ้าวเสวียนจีเอ๋ยจ้าวเสวียนจี เพื่อประเคนความดีความชอบให้ลูกหลานตระกูลตนเอง เจ้าถึงกับโยนยางอายทิ้งไปแล้วหรือไร”
“เอาผลงานใหญ่หลวงปานนี้ไปสุมบนหัวเขา เขาจะแบกรับไหวหรือ คิดว่ากองทัพเยี่ยนเหมินเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลจ้าวหรือไร คิดว่าความดีความชอบทางทหาร พวกเจ้าจะปั้นแต่งขึ้นมาหลอกลวงเบื้องบนได้ตามใจชอบกระนั้นหรือ”
“เพื่อเชิดชูกองทัพเยี่ยนเหมินและตระกูลจ้าว เพื่อแผ่ขยายอำนาจบาตรใหญ่ในราชสำนัก ถึงขั้นต้องปั้นน้ำเป็นตัวข่มขวัญผู้คนด้วยความน่ากลัวของเป่ยหู นี่หรือคือวิสัยขุนนางที่พึงกระทำ”
ความคิดเหล่านี้แล่นพล่านในพระเศียร เพลิงโทสะในพระเนตรลุกโชนดั่งจะเผาผลาญเมืองเยี่ยนผิงให้เป็นจุณ
ทว่าพระองค์ทรงสะกดกลั้นอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
เพราะวันนี้มีรับสั่งเรียกขุนนางเข้าเฝ้าหารือข้อราชการ
ยามปกติ ผู้ที่ย่างกรายเข้าสู่ศาลาวายุเหมันต์ได้มีเพียงองค์โอรสสวรรค์ แม้แต่จิ้งซินหมัวก็ทำได้เพียงหมอบรออยู่ด้านนอก นับแต่ซ่งจื้อขึ้นครองบัลลังก์ สถานที่แห่งนี้เคยมีขุนนางเหยียบย่างเข้ามาเพียงสองคนเท่านั้น
และยามนี้ ขุนนางหนึ่งในสองคนนั้นก็มาถึงแล้ว
เขาคืออัครเสนาบดี สวีหมิงหล่าง
หลังถวายบังคม ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้อัครเสนาบดีเข้ามาในศาลา ทั้งสองประทับและนั่งประจันหน้ากัน พระองค์ทรงยื่นฎีกาสองฉบับให้สวีหมิงหล่าง
มันคือฎีกาขอขมาของเผ่าเทียนหยวนและเผ่าชี่ตัน
ตามกฎมณเฑียรบาล พระราชสาส์นย่อมต้องส่งผ่านศาลหงหลูและกรมจงซู ผ่านมืออัครเสนาบดีก่อนทูลเกล้าฯ ถวายถึงพระหัตถ์
ทว่านี่คือครั้งแรกที่สวีหมิงหล่างได้เห็นฎีกาทั้งสองฉบับ
หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน การที่ฮ่องเต้ทรงฉีกกฎเกณฑ์ทำลายโครงสร้างอำนาจเดิมเช่นนี้ ย่อมกระตุ้นความไม่พอใจและแรงต่อต้านจากสวีหมิงหล่าง ทว่าบัดนี้ อัครเสนาบดีผู้เพิ่งรอดพ้นจากวิกฤตพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ และเพิ่งฟื้นฟูความไว้วางพระทัยได้อีกครา ย่อมไร้ซึ่งความกล้าหาญที่จะลูบเกล็ดมังกรอีกต่อไป
เมื่อกวาดสายตาจบ สวีหมิงหล่างมิได้วิพากษ์วิจารณ์ฉอดๆ ต่อพระพักตร์ดั่งกาลก่อน ไม่ว่าฮ่องเต้จะทรงมีพระราชประสงค์เช่นไร เขาก็ไม่กล้าแสดงความเห็นอย่างกำเริบเสิบสานอีก แต่กลับกราบทูลถามหยั่งเชิงเสียก่อน
“ฝ่าบาททรงมีพระราชดำริเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัส “เผ่าชี่ตันยอมรับผิดชอบความสูญเสียทั้งหมด ข่านชี่ตันจะนำราชวงศ์และเหล่าขุนนางเดินทางมารับทัณฑ์ที่เมืองเยี่ยนผิงด้วยตนเอง อัครเสนาบดีรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้หมายความเช่นไร”
สวีหมิงหล่างผงกศีรษะ “เผ่าชี่ตันหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ตราบใดที่เผ่าชี่ตันไม่ถูกต้าฉีกวาดล้างจนสิ้นซาก ข่านชี่ตันและพวกพ้องย่อมยินดีสละชีวิตเป็นบรรณาการพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัส “เผ่าชี่ตันกำเริบเสิบสาน ส่งทัพโจมตีเผ่าต๋าต้านโดยพละการ ซ้ำยังดักซุ่มโจมตีกองทัพเยี่ยนเหมินที่เขาเฟิ่งหมิง ทำให้ทหารเยี่ยนเหมินต้องหลั่งเลือดล้มตายถึงสี่หมื่นนาย โทษทัณฑ์นี้ยากจะให้อภัย”
สวีหมิงหล่างลอบสังเกตพระพักตร์ คาดเดาพระทัย ก่อนกราบทูลคล้อยตามพระราชประสงค์
“ทว่าท่าทีการยอมจำนนของเผ่าชี่ตันก็นับว่าจริงใจยิ่ง ข่านถึงขั้นนำราชวงศ์มาขอขมาด้วยตนเอง เรื่องเช่นนี้มิเคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ต้าฉีมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ
“ต้าฉีคือแผ่นดินแห่งจารีต ปกครองหล้าด้วยคุณธรรมและเมตตาธรรม การรับมือชนเผ่าต่างแคว้นย่อมต้องผสานทั้งพระเดชพระคุณ มิควรบีบคั้นจนหมาจนตรอกพ่ะย่ะค่ะ
“บัดนี้ สมรภูมิเขาเฟิ่งหมิงบรรลุเป้าหมายข่มขวัญศัตรูแล้ว ต้าฉีสามารถกักตัวข่านชี่ตันไว้เป็นตัวประกัน การดึงดันกวาดล้างเผ่าชี่ตันให้สิ้นซากหาใช่ความจำเป็น ซ้ำยังอาจกระตุ้นให้ผู้คนในทุ่งหญ้าหวาดระแวงลุกฮือ ย่อมเป็นผลเสียต่อแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์เนิบช้า “ที่อัครเสนาบดีกล่าวมา นับว่ามีเหตุผล”
วาจาสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค กลับชี้ขาดความเป็นตายของเผ่าชี่ตันทั้งเผ่า
ทว่าความนัยเบื้องหลังบทสนทนานี้ หาได้ตื้นเขินเพียงการอภัยโทษ
คำกล่าวของสวีหมิงหล่าง คือการรีดเร้นสติปัญญาทั้งหมดเพื่อสกัดกั้นมิให้สงครามลุกลามต่อไป
การที่ข่านชี่ตันยอมลดตัวมาขอขมาด้วยตนเอง ย่อมสะท้อนความน่าสะพรึงกลัวของสงครามครานี้ หากเผ่าชี่ตันยังมีหนทางรอด มีหรือจะไม่อาจต้านทานกองทัพเยี่ยนเหมิน พวกมันย่อมไม่มีทางเลือกเส้นทางอัปยศเช่นนี้แน่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตราบใดที่เปลวเพลิงสงครามยังลุกโชน เผ่าชี่ตันย่อมถูกกองทัพเยี่ยนเหมินบดขยี้จนสิ้นซาก เมื่อถึงเวลานั้น กองทัพเยี่ยนเหมินจะสร้างผลงานทหารมหาศาลเพียงใด ตระกูลจ้าวจะสูบเลือดกอบโกยความมั่งคั่งจากการทำลายล้างเผ่าชี่ตัน และขยายอำนาจตนเองจนน่าหวาดหวั่นปานใด
สวีหมิงหล่างอาศัยวาจาเหล่านี้เพื่อหยั่งเชิงท่าทีของโอรสสวรรค์ที่มีต่อตระกูลจ้าวและขุนนางบู๊
การที่ฮ่องเต้ทรงคล้อยตามความคิดเห็น ย่อมทำให้สวีหมิงหล่างคาดเดาพระทัยได้ทะลุปรุโปร่งในระดับหนึ่ง
ทว่าการคาดเดาเพียงเท่านี้ยังห่างไกลคำว่าพอ สวีหมิงหล่างจำต้องขุดคุ้ยให้กระจ่าง ว่ายามนี้กลยุทธ์ที่ฮ่องเต้ทรงวางไว้ห้ำหั่นขุนนางบู๊และบุ๋นคือสิ่งใด เขาจึงจงใจเป็นฝ่ายรุกคืบกราบทูลต่อ
“องค์รัชทายาทเทียนหยวน เดิมทีควรจะเดินทางมาเมืองเยี่ยนผิงเพื่อขอขมาเรื่องเยี่ยนเยี่ยนเทมูร์ตั้งแต่ก่อนศึก ทว่ากลับตระบัดสัตย์กลางคัน ซ้ำยังนำทัพเข้าร่วมสงครามขยี้เผ่าต๋าต้าน”
“พฤติการณ์กำเริบเสิบสานเช่นนี้สุดจะทน ฝ่าบาทจะทรงปัดตกคำขอของเผ่าเทียนหยวน ห้ามองค์รัชทายาทเทียนหยวนเหยียบเมืองหลวง และมีพระราชโองการให้กองทัพเยี่ยนเหมินกรีธาทัพกวาดล้างราชสำนักเทียนหยวนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยังคงสงวนท่าที “สมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง กองทัพเยี่ยนเหมินสังเวยไพร่พลไปถึงสี่หมื่น ด้วยขุมกำลังรบที่เหลือยามนี้ หากฝืนยกทัพฝ่าดงลึกไปไกลถึงม่อเป่ย เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย”
สวีหมิงหล่างค้อมศีรษะประสานมือ “ฝ่าบาทสายพระเนตรยาวไกลดุจเทพยดาพ่ะย่ะค่ะ”
ยามนี้ ในใจของเขาตระหนักแน่ชัดแล้วว่า ทิศทางลมที่ฮ่องเต้จะทรงจัดการกับตระกูลขุนนางบู๊และบุ๋นหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร
กองทัพเยี่ยนเหมินบอบช้ำสูญเสียไพร่พลไปมากก็จริง ทว่าหากต้องกรีธาทัพไกลถึงม่อเป่ย ย่อมสามารถบีบบังคับกองทหารจากเผ่าชี่ตันและเผ่าต๋าต้านให้เป็นทัพหน้า และรีดนาทาเร้นเสบียงกรังจากพวกมันเพื่อบำรุงกองทัพเยี่ยนเหมินได้ ซึ่งหาใช่งานยากเย็นเข็ญใจอันใด
การที่ฮ่องเต้ทรงระงับทัพเยี่ยนเหมินมิให้บุกม่อเป่ย ด้านหนึ่งย่อมเป็นเพราะเหมิงชื่อยอมจำนนเดินทางมาเยี่ยนผิง พระบารมีของต้าฉีได้รับการกอบกู้ ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือพระองค์ไม่ปรารถนาให้ตระกูลจ้าวและกองทัพเยี่ยนเหมินสร้างผลงานสะท้านฟ้าเพิ่มขึ้นอีก
ฮ่องเต้ตรัสต่อ “เผ่าเทียนหยวนมีสันดานหมาป่าเลี้ยงไม่เชื่อง แม้เจิ้นจะระงับโทสะรอดูท่าทีของรัชทายาทเทียนหยวนชั่วคราว แต่หากวาจามันไม่อาจทำให้เจิ้นพึงพอใจ เจิ้นก็พร้อมจะบดขยี้เผ่าเทียนหยวนให้สิ้นซาก”
ตรัสถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ทรงปรายพระเนตรมองอัครเสนาบดีแวบหนึ่ง
“สมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง ปรากฏยอดฝีมือระดับราชันย์ในทัพเป่ยหูถึงหกคน เรื่องนี้… อัครเสนาบดีมีความเห็นเช่นไร”