ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 233 กอบโกยทรัพย์
คล้อยหลังรายงานเรื่องข่านชี่ตันต่อจ้าวเสวียนจีและจ้าวเป่ยวั่ง พร้อมถกแผนการขั้นต่อไปจนลุล่วง กว่าจ้าวหนิงจะก้าวเท้าออกจากกระโจมบัญชาการกลาง เพลาก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วยาม
องค์รัชทายาทต๋าต้านที่นั่งขดตัวอยู่บนพื้นประดุจสุนัขจนตรอก ถลันพรวดเข้ามาคว้าชายแขนเสื้อจ้าวหนิงไว้แน่น ร่ำร้องขอชีวิตอย่างน่าสมเพช “แม่ทัพจ้าว คุณชายจ้าว ได้โปรดประทานทางรอดให้ข้าสักสายเถิด”
จ้าวหนิงสะบัดแขนเสื้อสลัดร่างอีกฝ่ายทิ้งด้วยความสะอิดสะเอียน ก้าวอาดๆ มุ่งหน้าสู่กระโจมตนโดยไม่แม้แต่จะปรายตาแล
เมื่อเห็นว่าจ้าวหนิงมิได้เอ่ยปากตะเพิด องค์รัชทายาทต๋าต้านก็ลอบยินดี ยามนี้ไหนเลยจะสนศักดิ์ศรี มันรีบวิ่งกระหืดกระหอบตามไปติดๆ ปั้นหน้าสอพลอประจบประแจงสุดชีวิต
“ท่านแม่ทัพมีเงื่อนไขอันใดโปรดบัญชามาได้เลย ขอเพียงข้าทำได้ ย่อมถวายหัวจัดการให้ ต่อให้สุดกำลัง ข้าก็จะบีบคั้นท่านข่านให้จงได้ รับรองว่าต้องทำให้ท่านแม่ทัพพึงพอใจแน่นอน ดีหรือไม่”
จ้าวหนิงรู้ซึ้งแก่ใจ ไม่ว่ายามนี้เขาจะเหยียบย่ำหรือเมตตาอีกฝ่าย สันดานของสวะพรรค์นี้ย่อมแปรผันตามผลประโยชน์เบื้องหน้าเท่านั้น
ในเมื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ ย่อมต้องคุยด้วยผลประโยชน์ จ้าวหนิงพ่นวาจาด้วยสีหน้าเย็นชา “ทองคำสิบล้านตำลึง”
รัชทายาทต๋าต้านชะงักกึก นัยน์ตาวูบไหวด้วยความปวดร้าว ทว่าพริบตาต่อมาก็คิดตก ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ราชสำนักต๋าต้านเป็นผู้จ่าย บัดนี้มันยังมิได้ขึ้นเป็นข่าน ย่อมมิใช่เนื้อร้ายบนร่างตน
“ได้ๆ อย่าว่าแต่สิบล้าน ต่อให้สิบห้า… สิบล้านตำลึง ข้าจะกลับไปบีบ... เอ้ย หารือกับท่านข่านเดี๋ยวนี้ ท่านข่านต้องตอบตกลงแน่”
มันละล่ำละลักรับคำ ก่อนจะเงยหน้ามองจ้าวหนิงตาละห้อย รู้อยู่เต็มอกว่าจ้าวหนิงย่อมไม่หยุดการรีดไถเพียงเท่านี้ “ท่านแม่ทัพมีบัญชาอื่นใดอีกหรือไม่”
“ม้าศึกสามหมื่นตัว… ขอสายพันธุ์ชั้นยอด” จ้าวหนิงกดเสียงต่ำ ไร้ซึ่งความลังเล
มหาศึกทะลวงเลือดที่เขาเฟิ่งหมิง กองทัพเยี่ยนเหมินสูญเสียม้าศึกไปมหาศาล สำหรับทหารม้าแล้ว ม้าศึกชั้นยอดล้ำค่าและหายากยิ่งกว่าไพร่พล ยามนี้มีโอกาสเติมเสบียง เขาไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือ ท้ายที่สุด ไม่มีใครรับประกันได้ว่าราชสำนักจะยอมเบิกงบชดเชยม้าศึกที่ล้มตายไปให้ตามจำนวนจริง
“ได้ ม้าศึกสามหมื่นตัว” มันรีบผงกหัวรับคำรัวๆ
จ้าวหนิงปรายตามองอีกฝ่ายด้วยหางตา “จำไว้ เจ้าต้องคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาข้า… ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักต๋าต้าน”
องค์รัชทายาทต๋าต้านอ้าปากค้าง ความขมขื่นจุกแน่นถึงลำคอ หากรู้ว่าต้องไปคุกเข่าประจานตนกลางราชสำนัก เมื่อครู่มันคงไม่คุกเข่าให้เสียเปล่า “ล้วน… ล้วนแล้วแต่บัญชา”
“ไสหัวไป ข้าจะบำเพ็ญเพียร หากไม่มีธุระคอขาดบาดตายก็อย่าโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นอีก”
ทอดมองแผ่นหลังจ้าวหนิงที่ก้าวล่วงเข้ากระโจมพร้อมทิ้งม่านลงอย่างไม่ไยดี รัชทายาทต๋าต้านที่ถูกทิ้งให้กลืนฝุ่นอยู่ด้านนอกมีสีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวคล้ำ ในฐานะองค์รัชทายาท มันเคยถูกหยามเกียรติเยี่ยงนี้ตั้งแต่เมื่อใด
ทว่ายามนี้มันไร้เรี่ยวแรงจะขุ่นเคืองจ้าวหนิง กลับทอดถอนใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก อย่างน้อยเก้าอี้รัชทายาทก็ยังยึดไว้ได้ชั่วคราว ไม่หลุดไปอยู่ในมือปาถู
หากปล่อยให้ปาถูผงาดขึ้นเป็นรัชทายาท ด้วยความแค้นที่บาดหมางกันมา มันมิกล้าจินตนาการเลยว่าชะตากรรมตนเองจะจบลงเช่นไร คล้อยหลังท่านข่านสิ้นบุญ มันจะยังมีหัวไว้พาดบ่าหรือไม่
องค์รัชทายาทเร่งรุดกลับราชสำนัก รายงานสถานการณ์และการรีดไถของจ้าวหนิงให้ข่านต๋าต้านฟังอย่างไม่ตกหล่น หวังเพียงให้อีกฝ่ายรีบกลืนเลือดจ่ายทรัพย์เพื่อยุติปัญหา
สิ้นประโยค ‘ทองคำสิบล้านตำลึง’ และ ‘ม้าศึกสามหมื่นตัว’ จอกสุราในมือข่านต๋าต้านก็สั่นระริก เกือบจะปลิวอัดหน้ารัชทายาทอีกหน ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ถูกเฉือนเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงโทสะในพริบตา
“หากเปรียบด้วยสำนวนต้าฉี สันดานเจ้านับเป็น ‘ลูกทรพีผลาญสมบัติ’ โดยแท้ ทองคำสิบล้านตำลึงหมายถึงสิ่งใด เจ้ามืดบอดหรือไร ม้าศึกสามหมื่นตัว… เจ้าไม่รู้หรือว่าศึกครานี้ต๋าต้านสูญเสียม้าศึกไปมหาศาลเพียงใด”
แม้จะหวาดหวั่น ทว่าองค์รัชทายาทฝืนรีดความกล้าเอ่ยเถียง “ท่านข่าน ยามนี้คือเส้นแบ่งความเป็นตาย รักษาหัวบนบ่าและราชสำนักไว้ได้คือยอดปรารถนา ทรัพย์สินนอกกายเพียงหยิบมือ…”
“นี่คือทรัพย์สินหยิบมืองั้นรึ” ใบหน้าอวบอูมของข่านต๋าต้านดำคล้ำด้วยเพลิงโกรธ “ทองคำสิบล้านตำลึง… ส่วนเกินสองล้านนั่น เจ้าเป็นคนควัก นั่งแท่นรัชทายาทมาหลายปี กอบโกยสมบัติเข้าจวนไปไม่น้อย บัดนี้ราชสำนักถึงคราววิกฤต จงคายของเจ้าออกมาเสีย”
องค์รัชทายาทร่างแข็งทื่อดุจถูกฟ้าผ่า นัยน์ตาวอกแวกหลบเลี่ยง ความหน้าด้านโอหังเมื่อครู่มลายสูญ “ขะ… ข้าจะไปมีทรัพย์ศฤงคารมหาศาลปานนั้นได้อย่างไร”
ในฐานะรัชทายาท เงินทองสองล้านตำลึงใช่จะรีดเค้นไม่ออก ใต้อาณัติยังมีชนชั้นสูงคอยส่งส่วย หากขูดรีดมาตรช่วยกันโปะย่อมมิใช่ปัญหา แต่นั่นเท่ากับเชือดเนื้อเถือหนังตนเองชัดๆ
สองข่านรัชทายาทต่างจ้องหน้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถกเถียงวนเวียนเรื่องที่มาของทองสิบล้านและม้าสามหมื่น ท้ายที่สุดก็ไร้ซึ่งข้อยุติ
สิ้นไร้หนทาง จึงเรียกรวมพลเหล่าชนชั้นสูงต๋าต้านเพื่อบีบให้ช่วยกันลงขัน ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า เหล่าอ๋องและขุนนางที่ชีวิตยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย กลับหน้าเลือดเห็นเงินดีกว่าหัวบนบ่า เอาแต่ทุ่มเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่องสัดส่วนการจ่าย
เพียงเพื่อโยกโย้ทองคำไม่กี่หมื่นตำลึง ถึงขั้นมีขุนนางเฒ่าทุบตีอกชกหัว ร่ำไห้ด่าทอสาดเสียเทเสียประดุจคนบ้า
มหกรรมปาหี่ดำเนินไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ทว่ายังคว้าน้ำเหลว
เหล่าชนชั้นสูงต่างงัดทุกเล่ห์เหลี่ยมเข้าฟาดฟันในสมรภูมิรักษาผลประโยชน์ ประเดี๋ยวจับมือเป็นพันธมิตร ประเดี๋ยวลอบแทงข้างหลัง เดี๋ยวร้องห่มร้องไห้บีบน้ำตาแสร้งยากจน เดี๋ยวก็เอาหัวโขกเสาขู่ปลิดชีพ สารพัดมารยาถูกงัดมาใช้ ดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าสมรภูมิจริง
หากยามที่ทัพพันธมิตรเทียนหยวนชี่ตันบุกทะลวง สวะพวกนี้รู้จักรวมพลัง งัดสติปัญญาและความหน้าด้านระดับนี้ไปใช้ในตารางหมากรบ ทัพเทียนหยวนคงไม่มีวันเหยียบย่างถึงราชสำนักได้รวดเร็วปานนี้
ทว่าบัดนี้ พวกหน้าไหว้หลังหลอกที่กำลังฟาดฟันกันจนตาแดงก่ำ ล้วนถูกความโลภครอบงำจนมืดบอด หลงลืมไปสิ้นว่าคมดาบศัตรูยังจ่ออยู่ที่คอหอย
ละครฉากนี้ยืดเยื้อต่อไปเต็มๆ สองวัน
จวบจนรุ่งอรุณวันที่สาม ปาถูพุ่งพรวดฝ่าเข้ากระโจมบัญชาการ ละทิ้งซึ่งจารีตชนชั้นสูงทั้งมวล ตะโกนลั่นสนั่นกระโจม
“สองวันที่ผ่านมา ทูตทัพเทียนหยวนและชี่ตันเข้าออกค่ายเยี่ยนเหมินเป็นว่าเล่น บัดนี้ พวกมันถึงขั้นตั้งขบวนทูตมุ่งหน้าลงใต้ โดยมีทหารเยี่ยนเหมินคอยคุ้มกันแล้ว”
สิ้นประโยค กระโจมที่เคยโกลาหลวุ่นวายพลันเงียบสงัดดุจป่าช้า เหล่าชนชั้นสูงที่เมื่อครู่ยังฟาดฟันกันน้ำลายแตกฟอง บัดนี้ร่างแข็งทื่อ วิญญาณหลุดลอย ขวัญกระเจิดกระเจิงราวกับถูกผีหลอก
มฤตยูที่จ่อคอหอยกระชากพวกมันกลับจากภาพลวงตาแห่งผลประโยชน์ สู่ขุมนรกแห่งความเป็นจริง
“ข้าจะควักห้าล้านตำลึง รัชทายาทจ่ายหนึ่งล้าน ส่วนที่เหลือ… พวกเจ้าในกระโจมนี้หารเท่ากันทั้งหมด จงกลับไปงัดสมบัติออกมาเดี๋ยวนี้ หากชักช้าเกินสามเค่อ บั่นคอเจ็ดชั่วโคตร”
“ม้าศึกสามหมื่นตัว ราชสำนักจะสมทบหนึ่งหมื่น ที่เหลือพวกเจ้าหารกัน ภายในหนึ่งวัน ต้องต้อนฝูงม้าไปถึงค่ายเยี่ยนเหมิน ผู้ใดบกพร่อง… บั่นคอ”
ข่านต๋าต้านลุกพรวด ตะคอกประกาศิตเสียงเหี้ยม สายตาแดงก่ำดุจสัตว์ร้ายจ้องตะปบเหยื่อ หากผู้ใดหาญกล้าปริปากโต้แย้งแม้แต่ครึ่งคำ ย่อมถูกลากออกไปสับหัวเซ่นธงในทันที
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ยามสบเข้ากับสายตาอำมหิตของจ้าวชีวิต พวกมันตระหนักซึ้งว่าข่านต๋าต้านใกล้สติแตกเต็มทน หากยังขืนอมพะนำเล่นลิ้น ย่อมได้ตายตาไม่หลับ จึงพากันก้มหน้าหมอบคลานรับบัญชาทีละคน
ทอดมองแผ่นหลังเหล่าชนชั้นสูงที่เดินคอตกออกไป ปาถูขบกรามแน่นด้วยความสมเพช ‘หากท่านข่านเด็ดขาดถึงเพียงนี้ตั้งแต่แรก จะต้องเสียเวลาฟังพวกมันเล่นงิ้วอยู่ทำไม ดาบจ่อคอหอยยังไม่รู้จักรักตัวกลัวตาย ต้องรอให้หัวหลุดจากบ่าก่อนกระมังถึงจะตาสว่าง… แต่ถึงตอนนั้นจะไปมีประโยชน์อันใด’
……
เบื้องหน้าคือภูเขาทองคำแท่งสีเหลืองอร่ามกองพะเนิน หีบสมบัติล้ำค่ามากมายส่องประกายระยิบระยับบาดตา จ้าวหนิงพลันรู้สึกว่ากระโจมแห่งนี้ ได้หลอมรวมเป็นกองกำลังที่ทรงอานุภาพและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในใต้หล้า
รอยยิ้มพึงพอใจจุดขึ้นบนมุมปาก
ในคลองจักษุเขา ทรัพย์ศฤงคารเหล่านี้หาใช่เพียงแร่ธาตุมีค่า แต่มันคือทรัพยากรหล่อหลอมยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียร คือ ศาสตราปราณ ล้ำเลิศ คือศีรษะที่อาบชุ่มด้วยโลหิตศัตรู คือรากฐานค้ำจุนแผ่นดินต้าฉี และคือขุมพลังขับเคลื่อนความเกรียงไกรของตระกูลจ้าว
ครั้นก้าวเท้าพ้นกระโจม ทอดมองเหล่าทหารเยี่ยนเหมินที่กำลังต้อนฝูงม้าศึกสายพันธุ์ชั้นยอดเข้าคอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สดับเสียงโห่ร้องคึกคักฮึกเหิม จ้าวหนิงก็รู้สึกเบิกบานใจอย่างหาที่สุดมิได้
ผลพลอยได้จากมหาศึกครานี้ ทะลุเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ไกลลิบ
ม้าศึกสามหมื่นตัวที่บรรจุเข้ากองทัพเยี่ยนเหมิน นามธรรมคือการริบทรัพย์เข้าหลวงเพื่อเสริมแสนยานุภาพกองทัพต้าฉี ต่อให้ขุนนางบุ๋นในราชสำนักไม่ปริปากสรรเสริญ ก็ไร้ซึ่งข้ออ้างใดมาสาดโคลนใส่ความ
ทว่าเบื้องลึก การริบเข้าหลวงครั้งนี้ คือการริบเข้าคอกม้ากองทัพเยี่ยนเหมิน ขุมกำลังที่แท้จริงล้วนตกอยู่ในกำมือตระกูลจ้าวทั้งสิ้น
ส่วนขุมทองคำสิบล้านตำลึง ย่อมต้องถูกลำเลียงเข้าคลังสมบัติตระกูลจ้าวทุกแดงเต้าอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้มูลค่าจะมหาศาลจนชวนให้ผู้คนริษยาตาร้อน ทว่านี่คือเครื่องบรรณาการที่เผ่าต๋าต้านประเคนให้ด้วยความ ‘สมัครใจ’ หาใช่การปล้นชิง ต่อให้ลิ้นลมสุนัขของพวกขุนนางบุ๋นจะเห่าหอนใส่ไคล้ ก็มิอาจสร้างรอยขีดข่วนใดได้
ในหน้าประวัติศาสตร์สงคราม ตระกูลขุนศึกย่อมฉกฉวยโอกาสกอบโกยผลประโยชน์อิ่มหมีพีมันเสมอ
สมรภูมิรบแลกมาด้วยซากศพ ลูกหลานตระกูลขุนพลต้องหลั่งเลือด ศาสตราปราณต้องแตกหัก การริบสมบัติสงครามจึงเป็นสัจธรรม จักรพรรดิไม่อาจหวังใช้งานม้าศึกให้วิ่งเร็ว แต่ตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมให้ม้ากินหญ้า
ระบอบที่พระราชอำนาจและตระกูลขุนนางค้ำยันแผ่นดินร่วมกันก็เป็นเช่นนี้ แม้จะไร้ผู้ใดกล้าป่าวประกาศโต้งๆ ทว่านี่คือกฎมืดที่ทุกฝ่ายรู้แก่ใจ
หากตระกูลขุนศึกไม่อาจสูบความมั่งคั่งจากสงครามเพื่อต่อยอดอำนาจ จะมีคนโง่เง่าหรือคนบ้าที่ไหน ยอมแบกโลงศพพาลูกหลานไปตายทิ้งในสมรภูมิ
นั่งแท่นขุนนางบุ๋นจิบชาเสพสุขอยู่ในเมืองหลวงไม่ดีกว่าหรือ
อาศัยอำนาจปลายพู่กันขูดรีดราษฎร กอบโกยความมั่งคั่งบนกองเงินกองทอง มิสุขสบายกว่าการกลืนฝุ่นในค่ายทหารหรือไร
ด้วยเหตุนี้เอง ขุนนางบุ๋นในราชสำนักต้าฉียามนี้จึงดิ้นรนต่อต้านสงครามทุกวิถีทาง วันๆ เอาแต่เห่าหอนเชิดชูวาทกรรม ‘เก็บอาวุธเข้าคลัง ปล่อยม้าคืนสู่เขาหนานซาน’ ยกยอความสงบสุขจอมปลอม
เพราะเมื่อไฟสงครามปะทุ ขอเพียงทัพขุนศึกคว้าชัย อำนาจบารมีของตระกูลบู๊ก็จะพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดดบดบังรัศมีพวกมัน
ศาสตร์แห่งการค้านั้นพลิกแพลงได้ร้อยแปด หนทางสู่ความมั่งคั่งมีนับไม่ถ้วน ทว่าไม่มีวิถีใดจะเถรตรง เหี้ยมเกรียม และเห็นผลชะงัดเท่ากับการทำสงครามอีกแล้ว
แก่นแท้ของสงครามนับแต่บรรพกาล คือการปล้นชิงความมั่งคั่ง เสบียงกรัง และผืนแผ่นดิน เพียงแต่ทัพทุ่งหญ้าแสดงออกอย่างป่าเถื่อนโจ่งแจ้ง ขณะที่ราชวงศ์จงหยวนมักอ้างความชอบธรรมในการปกป้องมาตุภูมิ
ในเมื่อรากฐานของสงครามคือการกลืนกินผลประโยชน์ การที่จ้าวหนิงดั้นด้นสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน วางหมากร้อยเล่มเกวียนเพื่อชักนำศึกครานี้ ย่อมมิใช่เพื่อส่งพลทหารไปตายโง่ๆ หรือผลาญสายเลือดตระกูลไปอย่างไร้ค่า
ทว่าเพื่อเหยียบย่ำซากศพศัตรู ผลักดันตระกูลจ้าวให้ผงาดง้ำ เกรียงไกรเหนือกว่าใครในใต้หล้า
สิ่งใดที่ราชสำนักตระหนี่ เขาจะปล้นมันมา สิ่งใดที่จักรพรรดิมิยอมประทานให้ เขาจะกระชากมันมาด้วยมือคู่นี้เอง
“พี่หนิง เครื่องบรรณาการจากกองทัพเทียนหยวนและชี่ตันส่งมาถึงแล้วเช่นกัน” จ้าวซินวิ่งหน้าบานเป็นกระด้งเข้ามาหา พร้อมค้อมกายยื่นบัญชีรายการของขวัญให้
ยามนี้มันประจักษ์ชัดแล้วว่าไฟสงครามมอดดับ เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันกำลังถอยร่น ข้อกังขาโง่เขลาในอดีตถูกปัดเป่าจนสิ้นซาก มันเลื่อมใสในวิสัยทัศน์ดุจเทพยดาของจ้าวหนิงจนแทบอยากจะคุกเข่ากราบกราน
จ้าวหนิงปรายตามองบัญชีของขวัญจากสองมหาอำนาจทุ่งหญ้าเพียงแวบเดียว มุมปากก็กระตุกยิ้มหยัน
แม้เหมิงชื่อและข่านชี่ตันต้องทูลเกล้าถวายฎีกาต่อจักรพรรดิ ซึ่งจ้าวหนิงและตระกูลจ้าวมิอาจขัดขวาง ทว่าในเมื่อพวกมันต้องหยิบยืมมือทหารเยี่ยนเหมินเป็นผู้คุ้มกันและนำทาง หากไร้ซึ่งก้อนเนื้อชิ้นโตมาเซ่นไหว้ กองทัพเยี่ยนเหมินมีเหตุผลบัดซบอันใดต้องยอมลดตัวไปเป็นสุนัขรับใช้พวกมันด้วยเล่า