ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 236 เมฆหมอกใต้หล้า ล้วนมาจากโอรสสวรรค์ (ตอนต้น)
- Home
- ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 236 เมฆหมอกใต้หล้า ล้วนมาจากโอรสสวรรค์ (ตอนต้น)
หลังเสร็จสิ้นข้อราชการเรื่องชายแดนเหนือ โอรสสวรรค์รั้งตัวสวีหมิงหล่างไว้รำลึกความหลัง บทสนทนาล้วนเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและความผูกพันฉันศิษย์อาจารย์เมื่อครั้งประทับในวังตะวันออก ท่ามกลางเสียงสรวลชื่นมื่น สายใยนายบ่าวแลดูแน่นแฟ้นขึ้นถนัดตา
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ยามสวีหมิงหล่างลุกขึ้นขอตัวลากลับ โอรสสวรรค์พลันคว้ามือเขาไว้แล้วตรัส
“เจิ้นเพิ่งก่อตั้งศาลทุยซื่อ กะกวาดล้างความฉ้อฉลในหมู่ขุนนาง ตรวจสอบผู้กระทำผิด คืนความกระจ่างแจ้งแก่ราษฎร บัดนี้ทุกสิ่งพร้อมสรรพ ทว่าหน่วยงานตั้งใหม่ ไร้เสาหลักค้ำจุนย่อมไปไม่รอด”
“ศิษย์ทราบว่าท่านอาจารย์มีราชการรัดตัว เดิมทีไม่อยากรบกวน แต่หากมอบหมายให้ผู้อื่นดูแลเจิ้นก็มิอาจวางใจ ท่านอาจารย์ช่วยฝืนใจสักครา ควบตำแหน่งดูแลศาลทุยซื่อด้วยจะได้หรือไม่”
สวีหมิงหล่างชะงักงัน
ศาลทุยซื่อคือหน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นหลังคดีเซียวเยี่ยนและตระกูลผังล่มสลาย นามหน้าฉากคือตรวจสอบขุนนาง อุดช่องโหว่ศาลผู้ตรวจการ ทว่าเบื้องลึกยังไม่เคยขยับเขยื้อน หน้าที่แท้จริงคือสิ่งใด โอรสสวรรค์ประสงค์จะใช้ทำอะไร ล้วนเป็นปริศนา
ขุนนางระดับหัวหน้าในหน่วยงานนี้ล้วนมีขั้นต่ำเตี้ย ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินที่เบื้องบนโปรดปรานแต่งตั้งข้ามขั้น นับเป็นผู้มีอำนาจบารมีสูงสุดแล้ว ขุนนางศาลทุยซื่อส่วนใหญ่ล้วนเป็นบัณฑิตตระกูลยากไร้ ภายใต้หลัก ‘คานอำนาจ’ ตระกูลใหญ่บางแห่งสอดแทรกลูกหลานเข้าไปได้บ้าง ซึ่งโอรสสวรรค์ก็มิได้ขัดข้อง
ดูจากสถานการณ์ หน่วยงานนี้สถานะต่ำต้อยทว่าอำนาจล้นฟ้า เพราะอย่างไรเสียโอรสสวรรค์ก็ทรงให้ความสำคัญ แต่ถึงกระนั้น การดึงอัครเสนาบดีลงไปกุมบังเหียน ก็ยังดูเหมือนใช้มีดฆ่าโคมาเชือดไก่อยู่ดี
มิหนำซ้ำ สวีหมิงหล่างยังเป็นเพียง ‘ร่มเงาบังหน้า’ หมายความว่าเขาจะไม่ได้ลงไปก้าวก่ายงานโดยตรง ยามนี้ศาลทุยซื่อยังไม่ขึ้นตรงต่อหกกระทรวง และมีแนวโน้มสูงว่าจะขึ้นตรงต่อโอรสสวรรค์ ต่อให้เขาอยากแทรกแซงก็สอดมือไม่เข้า ทว่าศาลทุยซื่อกลับยืมบารมีเขาไปกรุยทางได้เต็มที่ ซ้ำร้ายหากเกิดเรื่อง เขากลับต้องเป็นแพะรับบาป
“กระหม่อมยินดีแบ่งเบาพระภาระ” สวีหมิงหล่างมิอาจปฏิเสธ ในเมื่ออีกฝ่ายเรียกขาน ‘ท่านอาจารย์’ กับ ‘ศิษย์’ เต็มปากเต็มคำ คืนนี้เขารับผลประโยชน์มามากพอ ย่อมไม่มีสิทธิ์บอกปัด
……
ณ ตำหนักไผ่ม่วง
มือเรียวขาวผ่องของจ้าวยวี่เจี๋ยกำลังคนน้ำแกง ยามได้ยินนางกำนัลรายงานว่าอัครเสนาบดีมาขอเข้าเฝ้า นางพลันประหลาดใจ นางสั่งให้เชิญเขาเข้ามา ส่วนตนเองวางช้อนลงครุ่นคิดชั่วครู่ เมื่อกระจ่างในใจแล้วจึงเยื้องย่างออกไปยังตำหนักหลัก
หลังทักทายตามธรรมเนียม ทั้งสองทิ้งตัวลงนั่งตามลำดับฐานะ จ้าวยวี่เจี๋ยเหลือเพียงสาวใช้คนสนิทไว้ปรนนิบัติผู้เดียว สั่งให้นางกำนัลที่เหลือถอยออกไปจนสิ้น
“ลมอันใดหอบใต้เท้ามาถึงที่นี่ได้” จ้าวยวี่เจี๋ยรินน้ำชาส่งให้สวีหมิงหล่างด้วยตนเอง
สวีหมิงหล่างรับถ้วยชา แย้มพรายรอยยิ้ม “เจ้าเข้าวังมาหลายเดือน ข้าจะมาเยี่ยมเยียนบุตรสาวบุญธรรมบ้าง มีอันใดไม่เหมาะสมหรือ”
จ้าวยวี่เจี๋ยคลี่ยิ้มบาง เอ่ยตรงไปตรงมา “อัครเสนาบดีย่อมอยากมาที่ตำหนักไผ่ม่วงแน่ แต่การที่ท่านเหยียบย่างเข้ามาในวันนี้ได้ เกรงว่าคงเป็นฝ่าบาททรงอนุญาตด้วยพระองค์เองกระมัง”
สวีหมิงหล่างไม่รับปากและไม่ปฏิเสธ “โอ้”
“จ้าวชี่เยว่กุมอำนาจวังหลัง อัครเสนาบดีอยากแทรกตัวเข้ามา หากไร้ราชโองการหนุนหลัง เกรงว่าคงไม่ง่ายดายถึงเพียงนี้”
สวีหมิงหล่างพยักหน้าเล็กน้อย “เป็นเช่นนั้นจริง” เขากล่าวพลางปรายตาประเมินจ้าวยวี่เจี๋ย “แต่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงยอมปล่อยข้ามาที่นี่ หากทายถูก ข้าถึงจะยอมรับนับถือเจ้าจากใจจริง”
จ้าวยวี่เจี๋ยจิบชา วางถ้วยลง เอ่ยด้วยสุ้มเสียงเนิบนาบ
“ช่วงก่อนหน้า แม้ฝ่าบาทจะเลื่อนขั้นให้ข้า แต่ก็มิได้เสด็จมาตำหนักไผ่ม่วงอีก มีเพียงไม่กี่วันมานี้ที่เสด็จมาบ่อยครั้ง หากเดาไม่ผิด คงเป็นเพราะความดีความชอบของตระกูลจ้าวในศึกชายแดนเหนือ สะกิดต่อมระแวงของฝ่าบาทเข้าแล้ว”
สวีหมิงหล่างอึกอักคล้ายอยากเอื้อนเอ่ย สีหน้าฉายแววลำบากใจ
จ้าวยวี่เจี๋ยยิ้มหยัน “อัครเสนาบดีจะกระอักกระอ่วนไปไย ที่ข้ายืนหยัดในวังหลวงได้อย่างมั่นคง ล้วนพึ่งพาท่าทีที่ฝ่าบาทมีต่อตระกูลจ้าวทั้งสิ้น หากฝ่าบาทโปรดปรานตระกูลจ้าว ข้าย่อมไร้หนทางผงาด ดีไม่ดีอาจรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ มีเพียงยามที่ฝ่าบาทขุ่นเคืองตระกูลจ้าวเท่านั้น ข้าจึงจะได้รับความโปรดปราน”
สวีหมิงหล่างทอดถอนใจยาว การที่ฮ่องเต้เปิดทางให้เขาพบจ้าวยวี่เจี๋ย ย่อมเป็นการแสดงเจตนารมณ์อย่างหนึ่ง เป็นการบอกใบ้ถึงความโปรดปราน และไฟเขียวให้เขาจับมือจ้าวยวี่เจี๋ยจัดการตระกูลจ้าว
จุดประสงค์ที่สวีหมิงหล่างส่ง ‘บุตรสาวบุญธรรม’ เข้าวังคือสิ่งใด มีหรือโอรสสวรรค์จะไม่ล่วงรู้ การรับจ้าวยวี่เจี๋ยไว้และประทานความโปรดปราน ก็เพื่อเปิดช่องให้สวีหมิงหล่างลงมือได้อย่างเต็มที่
อีกทั้งในสายตาเบื้องบน ฮองเฮาที่มีขั้วอำนาจตระกูลใหญ่หนุนหลัง ก็หาได้ต่างอันใดกับจ้าวยวี่เจี๋ย
สีหน้าสวีหมิงหล่างแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “ตระกูลหลิวและตระกูลผังทยอยล่มสลาย ตระกูลเจิ้งกับตระกูลหลวี่ก็ตกต่ำอย่างหนัก ข้าเคยท้อแท้สิ้นหวังไปพักหนึ่งจริง มาบัดนี้ ฝ่าบาทเปิดทางให้ข้าขยี้ตระกูลจ้าว เหยียบหัวตระกูลขุนนางบู๊อีกครั้ง แม้จะตรงกับใจนึก แต่ใช่ว่าข้าจะไร้ข้อกังขา”
เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็หยุดชะงัก ปรายตามองจ้าวยวี่เจี๋ย วาจามาถึงขั้นนี้แล้ว หากนางอ่านนัยยะออก เขาจะเอ่ยต่อ แต่หากนางโง่งม เขาก็ไร้ความจำเป็นต้องเสวนา
ทว่าประโยคถัดมาของจ้าวยวี่เจี๋ยกลับทำเอาสวีหมิงหล่างสะดุ้งเฮือก “อัครเสนาบดีกลัวว่าฝ่าบาทจะเขี่ยท่านทิ้งเป็นครั้งที่สองใช่หรือไม่”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเคยมีครั้งแรก”
“ก่อนหน้านี้ยามอยู่จวนอัครเสนาบดี ข้ามีเรื่องหนึ่งค้างคาใจมาตลอด”
“เรื่องอันใด”
“อัครเสนาบดีเป็นถึงขุนนางทรงอำนาจอันดับหนึ่งแห่งราชสำนัก เหตุใดลงมือทำการใดจึงไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่กลัวเบื้องบนหวาดระแวงบ้างหรือ การผนึกกำลังตระกูลขุนนางบุ๋นใส่ร้ายตระกูลจ้าว เรื่องพรรค์นี้เรียกได้ว่าอหังการจนไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา”
“บัดนี้เจ้ากระจ่างแล้วหรือ”
“หากอัครเสนาบดีไม่ได้โง่เขลา ย่อมเหลือเพียงความเป็นไปได้เดียว”
“ความเป็นไปได้อันใด”
“การที่อัครเสนาบดีงัดทุกเล่ห์เหลี่ยมมากวาดล้างตระกูลขุนนางบู๊ แท้จริงแล้ว… คือราชโองการลับที่ฝ่าบาทมอบหมายให้ท่าน”
สวีหมิงหล่างอ้าปากค้าง แววตาที่มองจ้าวยวี่เจี๋ยสับสนซับซ้อน “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
ริมฝีปากแดงระเรื่อของจ้าวยวี่เจี๋ยเหยียดขึ้นเล็กน้อย ประดับรอยยิ้มลึกล้ำเปี่ยมเลศนัย งดงามเย้ายวนทว่าซ่อนคมมีดแห่งสติปัญญา “หากไม่เป็นเช่นนั้น อัครเสนาบดีผู้เรียกพายุเรียกฝนในราชสำนักมาหลายปี จะมาหดหู่สิ้นหวังเพียงเพราะพ่ายแพ้ชั่วคราว จนไม่กล้าขยับเขยื้อนได้อย่างไร สิ่งเดียวที่ทำให้อัครเสนาบดีอกสั่นขวัญแขวนได้… มีเพียงการถูกฝ่าบาทหักหลัง ถูกเขี่ยทิ้งเท่านั้น”
สวีหมิงหล่างจ้องจ้าวยวี่เจี๋ยเขม็ง “ข้อสรุปนี้ออกจะด่วนตัดสินไปสักหน่อย”
จ้าวยวี่เจี๋ยไร้แววลุกลี้ลุกลน เอื้อนเอ่ยอย่างเยือกเย็น “หลายปีมานี้ ตระกูลขุนนางบู๊ถูกเหยียบย่ำจมดิน สูญเสียกรมกลาโหม ริบบรรดาศักดิ์นับไม่ถ้วน ตำแหน่งขุนนางหดหาย ซ้ำยังมีผู้ตรวจทัพคอยค้ำคอ… ตระกูลจ้าวคือเสาหลักอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าฉี จ้าวเสวียนจีเป็นถึงจอมทัพสูงสุด เมื่อต้องเผชิญการหั่นเฉือนผลประโยชน์ครั้งใหญ่ หากไม่ใช่ฝ่าบาทลอบเดินหมากอยู่เบื้องหลัง มีหรือเขาจะจนตรอกสิ้นหนทางจนไร้เรี่ยวแรงโต้กลับ
“จ้าวเสวียนจีไม่ใช่ลูกพลับนิ่มให้ใครบีบเล่นตามใจชอบ และไม่ใช่สวะกินล้างกินผลาญไร้ประโยชน์ การที่อัครเสนาบดีสามารถกดหัวจ้าวเสวียนจีจนจมมิด ผลักดันนโยบายสำคัญต่างๆ ได้อย่างราบรื่น สาวไปถึงแก่นแท้แล้ว… ล้วนพึ่งพาพระบารมีของฝ่าบาททั้งสิ้น”
สวีหมิงหล่างอ้าปากค้าง ชั่วขณะนั้นถึงกับใบ้กิน แววตาที่มองจ้าวยวี่เจี๋ยเจือทั้งความเลื่อมใสและความหวาดระแวงฝังลึก “เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”
จ้าวยวี่เจี๋ยทัดปอยผมที่จอนหู ยังคงกิริยาอ่อนช้อยสง่างาม ราวกับสตรีไร้พิษสง “หลายเดือนที่อุดอู้อยู่ในวังหลวง ไม่มีเรื่องให้ทำ ไม่มีที่ให้ไป เมื่อจิตใจสงบ ย่อมขบคิดเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง
“ยามตระกูลหลิวและตระกูลผังพังทลาย ตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่บอบช้ำ สาเหตุที่ตระกูลจ้าวคว้าชัยได้ทุกสมรภูมิ ไม่ใช่เพราะพวกมันฉลาดขึ้นกะทันหัน และไม่ใช่เพราะสวะอย่างจ้าวหนิงมีสติปัญญาล้ำเลิศเหนือมนุษย์”
“จ้าวหนิงอาจซ่อนเขี้ยวเล็บไว้บ้าง มิฉะนั้นคงลากคอเซียวเยี่ยนออกมาไม่ได้ ทว่าแค่อาศัยเล่ห์กลพรรค์นี้ ย่อมไม่พอให้เขางัดข้อกับกระดานอำนาจของขุนนางทั้งราชสำนักได้ด้วยตัวคนเดียวแน่”
“การที่ตระกูลจ้าวโค่นอัครเสนาบดีลงได้ในช่วงที่ผ่านมา บั่นทอนขั้วอำนาจบุ๋นจนย่อยยับ ทำให้จ้าวเสวียนจีผงาดขึ้นมาเหยียบหัวท่านกลางท้องพระโรงได้ ที่พึ่งพิงอันใหญ่หลวงที่สุด… คือฝ่าบาทที่คอยชักใยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง การที่จ้าวหนิงผงาดขึ้นมาได้ทีละก้าว ว่ากันตามตรง ก็แค่ยืมกระแสลมตะวันออกของสถานการณ์ใหญ่ก็เท่านั้น”
สวีหมิงหล่างหวนนึกถึงคดีตระกูลหลิวและตระกูลผัง นึกถึงวีรกรรมที่ขุนนางตระกูลยากไร้อย่างถังซิง โจวจวิ้นเฉิน และศาลต้าหลี่ก่อไว้ ความจริงเขารังเกียจที่จะนึกถึง เพราะนั่นคือบาดแผลที่กรีดลึก บังคับให้เขาสูญเสียบารมีและน้ำหนักของขุนนางทรงอำนาจอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าฉีไปจนสิ้น
เขาทอดถอนใจยาว “หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าจะถึงขั้นหวาดผวา หัวหดทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวหรือ ท่าทีของฝ่าบาทเช่นนี้แหละที่ทำให้ข้าหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ”
“เจ้าพูดถูก ตั้งแต่ข้าขึ้นรั้งตำแหน่งอัครเสนาบดี การเหยียบหัวตระกูลขุนนางบู๊เพื่อรวบอำนาจทหารคือนโยบายหลัก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพระราชประสงค์ แม้จะมิได้ตรัสตรงๆ ทว่านัยยะกลับกระจ่างชัด ข้าเป็นถึงอัครเสนาบดี ผู้นำขุนนางทั้งปวง หากฝ่าบาทไม่ทรงชักใยอยู่เบื้องหลัง ข้าจะยอมเปลืองแรงงัดข้อเอาเป็นเอาตายกับขุนนางบู๊ จนถูกแม่ทัพนายกองเกลียดชังเข้ากระดูกดำไปเพื่อสิ่งใด”
“ทว่าคดีตระกูลหลิวและตระกูลผัง กลับปลุกให้ข้าฉุกคิด ว่าฝ่าบาททรงเปลี่ยนพระทัย ไม่คิดกดหัวขุนนางบู๊ฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่หันมาเชือดเฉือนขุนนางบุ๋นแทน เพื่อรักษาสมดุลของราชสำนักใช่หรือไม่”
จ้าวยวี่เจี๋ยรินชาถ้วยใหม่สับเปลี่ยนถ้วยที่เย็นชืด “ความมั่นคงของราชสำนัก การคานอำนาจระหว่างบู๊และบุ๋น หาใช่เรื่องตายตัว ทว่าคือกระแสน้ำที่แปรเปลี่ยน ทั้งสองฝ่ายต้องสลับกันลงสนาม ประลองกำลังผลัดกันแพ้ชนะ
“ตั้งแต่คดีเมืองไต้โจวเมื่อปีกลาย ท่าทีของฝ่าบาทก็เอนเอียงไปทางขุนนางบู๊ ลอบอุ้มชูให้ลุกขึ้นโต้กลับขุนนางบุ๋น ฝ่าบาทจึงประทาน ‘เช่อเตียว’ แก่จ้าวหนิง ทรงส่งสัญญาณสารพัดรูปแบบ เพื่อให้ตระกูลจ้าวอันเป็นหัวหอกของขุนนางบู๊ ปล่อยมือสวนกลับขุนนางบุ๋นได้อย่างเต็มเหนี่ยว ขณะเดียวกันก็สั่งขุนนางตระกูลยากไร้ให้คอยสอดประสาน”
“มาบัดนี้ อิทธิพลของขุนนางบู๊กำเริบเสิบสานเกินพอดี ตระกูลจ้าวและกองทัพเยี่ยนเหมินกอบโกยความดีความชอบจากศึกสงคราม ขุนนางบู๊ทั้งปวงล้วนลับมีดรอเชือดขุนนางบุ๋น การที่ฝ่าบาทหันกลับมาเรียกใช้อัครเสนาบดีในเวลานี้ ย่อมเป็นเพราะทอดพระเนตรเห็นความเสียสมดุล จึงเตรียมเหยียบหัวขุนนางบู๊เป็นรอบที่สอง เพื่อกอบกู้ขุนนางบุ๋นที่กำลังระส่ำระสายให้กลับมายืนหยัดอีกครั้ง
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงมั่นใจว่าบัดนี้อัครเสนาบดีสามารถลงดาบกวาดล้างได้เต็มที่”
เอ่ยถึงตรงนี้ จ้าวยวี่เจี๋ยพลันชะงักงัน คดีเมืองไต้โจวคือจุดหักเหแห่งโชคชะตาของนาง ก่อนหน้านี้นางขบคิดแทบตายก็ไม่เข้าใจ ว่าจ้าวหนิงมองแผนการของพวกนางทะลุปรุโปร่งได้อย่างไร บัดนี้นางกระจ่างแจ้งแล้ว การที่ตระกูลจ้าวพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ล้วนเป็นเพราะโอรสสวรรค์ชักใยอยู่เบื้องหลัง
สวีหมิงหล่างจิบชา ครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วพยักหน้ารับ
จ้าวยวี่เจี๋ยเอ่ยต่อ “จะเด็ดหัวขุนนางตระกูลใหญ่ หากไร้ข้ออ้างย่อมไม่ได้ ก่อนหน้านี้ขุนนางบุ๋นเล่นงานขุนนางบู๊ โดยอาศัยจังหวะยามสงบ ขุนพลทหารหละหลวมไร้ระเบียบ ยัดข้อหากินสินบน ละเมิดกฎหมาย และประพฤติเสื่อมเสีย”
“ส่วนขุนนางบู๊ที่สวนกลับ ก็อาศัยช่วงที่ขุนนางบุ๋นกำลังย่ามใจอหังการ ฉวยโอกาสจากความผิดฐานใส่ร้ายตระกูลจ้าวที่เผยจุดอ่อนออกมามากมาย จนกลายเป็นช่องโหว่ให้กระซวกกลับ”
“ทว่าเวลานี้ ทั้งบู๊และบุ๋นต่างเก็บงำประกาย ระแวดระวังทุกฝีก้าว ไร้จุดอ่อนให้จับผิด หากฝ่าบาทคิดจะเชือดขุนนางบู๊อีกครา จำเป็นต้องสร้างบาดแผลใหม่” จ้าวยวี่เจี๋ยเงยหน้าสบตาสวีหมิงหล่าง “หากข้าเดาไม่ผิด อัครเสนาบดีคงได้รับมอบหมายหมากกระดานใหม่มา หมากตานี้… ย่อมแตกต่างจากที่ผ่านมา”
สวีหมิงหล่างชะงักงัน เมื่อขบคิดอย่างถี่ถ้วน นัยน์ตาพลันวาวโรจน์ “มีหมากตานี้อยู่จริง… ศาลทุยซื่อ!”
“ศาลทุยซื่อ มีไว้ทำอันใดหรือ” ยามนี้หูตาของจ้าวยวี่เจี๋ยถูกปิดกั้น
“ยังไม่แน่ชัด ทว่าฝ่าบาทให้ข้ารับตำแหน่งบังหน้าควบการดูแลเอาไว้ ส่วนขุนนางปฎิบัติงาน ล้วนเป็นดาวรุ่งตระกูลยากไร้ที่ฝ่าบาทกำลังปั้นแต่ง”
จ้าวยวี่เจี๋ยเผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง “ดูท่าหมากสังหารที่จะใช้สับตระกูลขุนนางบู๊ ก็คือศาลทุยซื่อแห่งนี้แล้ว อัครเสนาบดีสามารถยืมดาบเล่มนี้มาใช้งานได้อย่างสบายใจ”
สวีหมิงหล่างตาสว่างวาบ สัมผัสได้ว่าข้อสันนิษฐานของนางถูกต้องไปแล้วแปดเก้าส่วน มิน่าเล่าฝ่าบาทถึงให้เขาควบตำแหน่งคุมหน่วยงานขั้นต่ำเตี้ยแห่งนี้ เขามองจ้าวยวี่เจี๋ยพลางโคลงศีรษะ เอ่ยด้วยความนับถือ “ไม่ได้พบกันสามวัน ต้องมองด้วยสายตาใหม่ สติปัญญาของเจ้าในยามนี้ ลึกล้ำกว่าตอนอยู่จวนอัครเสนาบดีไปไกลลิบ”
“อัครเสนาบดีโปรดยั้งคำชม หากไร้วันเวลาในจวนอัครเสนาบดี บัดนี้ข้าคงเป็นเพียงนางรำต้อยต่ำ จะมีวาสนาได้สัมผัสเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร จะมองหมากกระดานนี้ทะลุได้อย่างไร” จ้าวยวี่เจี๋ยเอ่ยถ่อมตน
เมื่อธุระสำคัญจบสิ้น ทั้งสองสนทนาสัพเพเหระอีกพักใหญ่ สวีหมิงหล่างจึงลุกขึ้นขอตัวลากลับ
ขณะก้าวพ้นประตูวังหลวง สวีหมิงหล่างแหงนมองผืนฟ้าสีคราม ทอดถอนใจด้วยความรู้สึกซับซ้อน วันนี้เขาถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน ทว่าจำต้องถอนหายใจ
โอรสสวรรค์เริ่มจากยุยงให้เขาบดขยี้ตระกูลขุนนางบู๊ จากนั้นก็ลอบติดปีกให้ขุนนางบู๊ลุกขึ้นมากระซวกขุนนางบุ๋น มาบัดนี้ก็กลับมาใช้ให้เขาเหยียบหัวขุนนางบู๊อีกครา เล่ห์กลพลิกแพลงซ้อนทับเช่นนี้ จุดประสงค์แท้จริงคือสิ่งใดกันแน่ ก็เพื่อหลอกใช้อำนาจของตระกูลใหญ่ ให้เข่นฆ่าหั่นเฉือนกันเองท่ามกลางวังวนความขัดแย้งระหว่างบู๊และบุ๋น… จนกว่าจะย่อยยับดับสูญไปทั้งสองฝ่ายอย่างไรเล่า!