ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 235 นั่งกับคุกเข่า
สีหน้าของสวีหมิงหล่างเคร่งเครียดลง “ลำพังเผ่าชี่ตันไม่มีทางซุกซ่อนยอดฝีมือระดับราชันย์ไว้มากมายเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าสมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง หาใช่เผ่าเทียนหยวนไม่มีส่วนรู้เห็นดั่งที่องค์รัชทายาทกล่าวอ้าง”
“อิงจากรายงานของกองทัพเยี่ยนเหมิน ช่วงศึกสายเลือดระหว่างสามชนเผ่า ยอดฝีมือระดับราชันย์ของเผ่าต๋าต้านตกตายในที่รบ ซ้ำยังมีระดับราชันย์ที่อ้างตัวว่าเป็น ‘เผ่าชี่ตัน’ ปรากฏตัวถึงสองคน”
“สองราชสำนักแห่งทุ่งหญ้าซุกซ่อนยอดฝีมือระดับราชันย์ไว้อย่างน้อยแปดคน นับเป็นภัยคุกคามแอบแฝงที่อันตรายสูงสุดต่อต้าฉี ราชสำนักจำเป็นต้องรับมืออย่างรัดกุมพ่ะย่ะค่ะ”
นับร้อยปีที่ผ่านมา ต้าฉีประเมินทุ่งหญ้าต่ำต้อยมาตลอด รากฐานความจองหองที่เชื่อว่าชนเผ่าเร่ร่อนไม่อาจสั่นคลอนแผ่นดิน นอกเหนือจากความเกรียงไกรของทัพจงหยวน ก็คือจำนวนยอดฝีมือระดับราชันย์ที่พวกคนเถื่อนไม่มีวันเทียบติด
ทว่ายามนี้…
“หากไร้ซึ่งขุมกำลังระดับราชันย์หนุนหลัง พวกคนเถื่อนจะเอาความกล้าหาญเทียมฟ้ามาจากที่ใด ถึงกล้าดักซุ่มโจมตีกองทัพเยี่ยนเหมินที่เขาเฟิ่งหมิง ทั้งยังกล้าเปิดศึกกับทัพหลวงต้าฉี องค์รัชทายาทเทียนหยวนจะกล้าตระบัดสัตย์ได้อย่างไร”
พระพักตร์ฮ่องเต้เย็นชาดุจน้ำแข็ง ตรัสลอดพระทนต์ “นับว่าสมรภูมิเขาเฟิ่งหมิงเด็ดหัวพวกมันจนหลาบจำ ทำให้พวกมันตระหนักว่า ต่อให้มีระดับราชันย์เดินเพ่นพ่าน ก็ยังห่างชั้นกับทัพหลวงต้าฉี ถึงได้หูตาสว่างทันเวลา”
ยามรายงานทัพเยี่ยนเหมินส่งถึงเมืองหลวง ทันทีที่องค์โอรสสวรรค์ทรงทราบว่าทุ่งหญ้าซุกซ่อนระดับราชันย์ไว้มากมายเพียงนี้ พระราชดำริแรกคือการระดมยอดฝีมือระดับราชันย์ทั่วแผ่นดินต้าฉีเคลื่อนทัพขึ้นเหนือ เพื่อการันตีชัยชนะเด็ดขาดในศึกเบื้องหน้า
เคราะห์ดีที่เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันยอมหมอบคลานขอชีวิตทันเวลา
“ข่านชี่ตันและเชื้อพระวงศ์ที่เดินทางมาด้วย ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับราชันย์ถึงสามคน หากทุ่งหญ้าสูญเสียยอดขุนพลทั้งสามไป ขุมกำลังย่อมถูกกรีดเลือดจนอ่อนโทรมลงมหาศาลพ่ะย่ะค่ะ”
สวีหมิงหล่างลอบหยั่งเชิงกราบทูล “หลังผ่านศึกเขาเฟิ่งหมิง ตระกูลจ้าวกลับให้กำเนิดระดับราชันย์เพิ่มขึ้นอีกสองคน คือจ้าวเจิ้นจงและจ้าวเป่ยวั่ง ยามนี้แผ่นดินต้าฉีมียอดฝีมือระดับราชันย์ทะลุสิบคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ความนัยเบื้องหลังวาจานี้ คือหากลบระดับราชันย์ทั้งสามของเผ่าชี่ตันออกจากกระดาน จำนวนยอดฝีมือของต้าฉียังคงกดขี่ทุ่งหญ้าอยู่อย่างเบ็ดเสร็จ ราชสำนักจึงไม่จำเป็นต้องหวาดระแวงพวกคนเถื่อนจนเกินควร
หนำซ้ำ เผ่าต๋าต้านและเผ่าเทียนหยวนยังคงกัดกันเองเยี่ยงสุนัขลอบกัด
ฮ่องเต้ทอประกายเนตรคมกริบดุจกระบี่ ไร้ซึ่งรับสั่งใด
สวีหมิงหล่างก้มหน้าเงียบงัน
ยามนี้ต้าฉีมีระดับราชันย์สิบเอ็ดคน ทว่าตระกูลจ้าวกลับรวบเอาไว้ถึงสามคน ขุมกำลังนี้ทัดเทียมกับเชื้อพระวงศ์โดยตรง ไม่ว่าในสายพระเนตรฮ่องเต้ หรือในสายตาสวีหมิงหล่าง นี่ย่อมไม่ใช่ลางดีอย่างแน่นอน
ศาลาวายุเหมันต์ตกอยู่ในความเงียบงันครู่ใหญ่ ก่อนฮ่องเต้จะตรัสทำลายความเงียบ “สมรภูมิเขาเฟิ่งหมิงทั้งสองครา กองทัพเยี่ยนเหมินสังเวยไพร่พลไปสี่หมื่น ทว่ากลับเด็ดหัวข้าศึกได้ไม่ถึงหกหมื่น ผลลัพธ์เช่นนี้ อัครเสนาบดีมีความเห็นเช่นไร”
สวีหมิงหล่างกราบทูลอย่างสงวนท่าที “ย้อนไปร้อยกว่าปีก่อน ยามทัพหลวงต้าฉีกรีธาทัพบดขยี้ทุ่งหญ้า เด็ดหัวข้าศึกไปกว่าสองแสน ทว่าสังเวยไพร่พลไปเพียงสี่หมื่นเศษ… จากจุดนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า หลายปีที่ผ่านมา ตระกูลจ้าวหย่อนยานในการปกครองกองทัพเพียงใดพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกราบทูลจบ เขาก็หุบปากสนิท
ฮ่องเต้ทรงไม่ซักไซ้ต่อเช่นกัน
“การปูนบำเหน็จศึกเขาเฟิ่งหมิง คงต้องรบกวนท่านอาจารย์แล้ว ให้ท่านเป็นประธานจัดการประเมินผลงานดีหรือไม่” จู่ๆ โอรสสวรรค์ก็ตรัสด้วยสุรเสียงราบเรียบเป็นกันเอง
“กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการ”
ถ้อยคำนับหมื่นพันล้วนถูกอัดแน่นอยู่ในคำเรียกขานว่า ‘ท่านอาจารย์’ ไม่จำเป็นต้องชี้แนะให้มากความ สวีหมิงหล่างอ่านหมากกระดานนี้ทะลุปรุโปร่งแล้วว่าตนควรลงดาบเช่นไร
ในเมื่อพระราชทานดาบอาญาสิทธิ์ให้เขาเป็นผู้ชั่งตวงผลงาน เขายังจะปล่อยให้ตระกูลจ้าวเสวยสุขกอบโกยผลประโยชน์ได้อีกหรือ
สวีหมิงหล่างตรึกตรองชั่วประเดี๋ยว ก่อนจะกราบทูลถามคำถามที่สมฐานะอัครเสนาบดี
“ทูลฝ่าบาท หากรัชทายาทเทียนหยวนเหยียบเมืองหลวงแล้ว ทว่าท่าทียอมจำนนกลับไม่มากพอ ต้าฉีจะส่งราชโองการบีบให้กองทัพเยี่ยนเหมินกรีธาทัพออกนอกด่านเป็นหนที่สอง เพื่อกวาดล้างเผ่าเทียนหยวนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ “สมรภูมิครานี้กองทัพเยี่ยนเหมินบอบช้ำหนัก จำเป็นต้องพักฟื้น หากต้องกรีธาทัพขึ้นเหนืออีก ก็ไม่จำเป็นต้องเบิกตัวพวกเขามาร่วมรบแล้วกระมัง”
“กองทัพหลงโย่ว กองทัพซานไห่ หรือแม้แต่ราชองครักษ์ ล้วนสามารถบุกตะลุยถึงม่อเป่ยได้ ถึงยามนั้นค่อยมีรับสั่งบีบเผ่าหนวี่เจิน เผ่าชี่ตัน และเผ่าต๋าต้านให้ส่งไพร่พลมาเป็นทัพหน้า ลำพังเผ่าเทียนหยวนกระจ้อยร่อย จะรอดพ้นการถูกถอนรากถอนโคนไปได้อย่างไร”
สวีหมิงหล่างลอบระบายลมหายใจโล่งอก สัมผัสถึงจิตสังหารที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อตระกูลจ้าวได้อย่างถ่องแท้ “ฝ่าบาททรงปรีชาญาณทะลุปรุโปร่งยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
สมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง สองเผ่าใหญ่ร่วมมือกันยังถูกกองทัพเยี่ยนเหมินบดขยี้จนแตกพ่าย ซ้ำยังขวัญหนีดีฝ่อจนรีบคลานมาขอความเมตตา ข่านผู้หนึ่ง รัชทายาทผู้หนึ่ง ถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก ดั้นด้นมาหมอบกราบที่เมืองเยี่ยนผิงด้วยตนเอง
เศษสวะพวกนี้จะหลงเหลือพลังรบสักเท่าใดกัน
หากไม่ถูกต้อนจนตรอก มีหรือจะยอมสังเวยชีวิตข่านและรัชทายาทของตน
ขุมกำลังพรรค์นี้ เพียงโอรสสวรรค์พลิกฝ่ามือก็แหลกลาญเป็นผุยผง
ทว่าเมื่อถึงคราต้องกรีธาทัพกวาดล้างจริงๆ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ตระกูลจ้าวชุบมือเปิบ สร้างผลงานสะท้านฟ้าได้อีกต่อไป
ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรความมืดมิดเบื้องนอก “ในเมื่อศึกครานี้ทุ่งหญ้าซุกซ่อนระดับราชันย์ไว้ถึงแปดคน จะส่งมาเพียงสามคนได้อย่างไร หากรัชทายาทเทียนหยวนปรารถนาจะเหยียบเมืองหลวง ก็จงสั่งให้มันลากหัวยอดฝีมือระดับราชันย์มาสังเวยอีกสองคน”
การจะสยบทุ่งหญ้าให้ราบคาบ ถอนรากถอนโคนเสี้ยนหนามในภายภาคหน้า ย่อมต้องบั่นคอยอดฝีมือระดับราชันย์ของพวกมันทิ้งเสีย เมื่อหมากเหล่านี้เดินเข้าสู่เมืองหลวง ยกเว้นตัวข่านชี่ตันและรัชทายาทเทียนหยวน ที่เหลือล้วนต้องถูกทำลายวรยุทธ์จนกลายเป็นคนพิการให้สิ้น
มีเพียงวิธีนี้ โอรสสวรรค์จึงจะทรงบรรทมหลับอย่างหมดห่วง
“พระราชประสงค์ของฝ่าบาท คือทรงมอบหมายให้กระหม่อมเป็นผู้ลงดาบเรื่องนี้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาของสวีหมิงหล่างวาวโรจน์ นั่นหมายความว่าอำนาจจัดการสะสางหลังสงคราม ล้วนตกอยู่ในกำมือเขาทั้งสิ้น
“คงต้องรบกวนท่านอาจารย์เหนื่อยยากแล้ว” ฮ่องเต้ตรัส
สวีหมิงหล่างลอบลิงโลดสุดแสน
……
จ้าวหนิงปรายตามองบัญชีส่วยเครื่องบรรณาการจากเผ่าเทียนหยวนและชี่ตัน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะหยัน
แม้เหมิงชื่อและข่านชี่ตันจำเป็นต้องถวายฎีกาถึงฮ่องเต้ ซึ่งจ้าวหนิงและตระกูลจ้าวไม่อาจออกหน้าขัดขวางโจ่งแจ้ง ทว่าท้ายที่สุดพวกมันยังต้องอาศัยบารมีกองทัพเยี่ยนเหมินเปิดทาง หากไร้ซึ่งผลประโยชน์ตกถึงมือ กองทัพเยี่ยนเหมินมีเหตุผลอันใดต้องลดตัวไปอำนวยความสะดวกให้พวกคนเถื่อน
โอกาสกอบโกยความมั่งคั่ง จ้าวหนิงไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นอสรพิษ เขาก็จะง้างปากกระชากเขี้ยวถอนเนื้อพวกมันออกมาให้จงได้
ขุมทรัพย์ที่ศัตรูนำมาติดสินบนตระกูลจ้าว จะว่ามากก็ไม่สุด จะว่าน้อยก็ไม่เชิง เมื่อกวาดรวมสองเผ่าตกอยู่ราวล้านกว่าตำลึงทอง ดูท่าเหมิงชื่อจะยังคงระแวงหลังตระกูลจ้าวอยู่เต็มอก หากลดทอนการหล่อเลี้ยงศัตรูได้ พวกมันย่อมรีดเค้นให้น้อยที่สุด
“ตอนที่สั่งให้พวกมันไสหัวกลับไป จงบังคับให้ทิ้งเสบียงและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดไว้ที่นี่ อนุญาตให้พกเพียงเสบียงกรังประทังชีวิตกลับไปก็พอ”
จ้าวหนิงชิงชังท่าทีหวงก้างของเหมิงชื่อเป็นทุนเดิม จึงออกคำสั่งตัดรากถอนโคน
“หากราชสำนักไม่ฉีกความดีความชอบของกองทัพเยี่ยนเหมินทิ้ง ทรัพย์สินพวกนี้ถือเป็นของเชลย ค่อยเจียดส่งเข้าท้องพระคลังส่วนหนึ่ง ทว่าหากเบื้องบนหน้าด้านไม่ยอมปูนบำเหน็จที่พวกเราควรได้รับ เช่นนั้นทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ กองทัพเยี่ยนเหมินจะกลืนลงท้องให้สิ้น”
“ฮุบสมบัติไว้เองทั้งหมด เกรงว่าจะกระตุกหนวดมังกรกระมัง อย่าว่าแต่พวกขุนนางบุ๋นจะเขียนฎีกาสาดโคลนใส่เราเลย ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ ก็คงพิโรธจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อพวกเรา” จ้าวซินเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
จ้าวหนิงตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ พลางหัวเราะหยัน
“ข้าย่อมหวังว่าราชสำนักจะไม่ปล้นผลงานที่พวกเราแลกมาด้วยเลือด หากเป็นเช่นนั้นย่อมวินาทีต่อทุกฝ่าย ไม่ต้องมานั่งฉีกหน้าห้ำหั่นกันให้วุ่นวาย”
“ทว่าหากบำเหน็จที่สมควรได้ ราชสำนักกลับตระบัดสัตย์ ตระกูลจ้าวและกองทัพเยี่ยนเหมินจะกลืนเลือดเงียบๆ โดยไม่ปริปากเชียวหรือ ในเมื่อเบื้องบนกล้าบีบคั้น พวกเราย่อมกล้าตอบโต้ให้สาสม ต่อให้เกิดเรื่องบานปลาย ก็เป็นเพียงการสาดสวะใส่กันเท่านั้น”
วาจานี้เด็ดขาดหนักแน่น ทว่าจ้าวซินยังคงประหวั่นพรั่นพรึง “โอรสสวรรค์คือนายเหนือหัว พวกเราคือขุนนางรับใช้ การที่พวกเราง้างมือท้าทายจ้าวแผ่นดิน ไม่ว่าอย่างไรย่อมนำภัยพิบัติมาสู่ตระกูลแน่”
ว่าแล้วเขาก็ตวัดสายตาไปทางค่ายทหารของอันซือหมิง ก่อนกดเสียงต่ำกระซิบ
“แม้แต่อันซือหมิงยังถูกผลักดันมาถึงที่นี่ ฮ่องเต้ทรงหมายจะเขย่ารากฐานอำนาจทหารของพวกเราแล้ว หากยังดึงดันกอบโกยทรัพย์สิน เกรงว่ารอยร้าวระหว่างจ้าวแผ่นดินกับตระกูลขุนนางจะยิ่งปริแตกถึงขั้นแตกหัก พวกเรางัดข้อกับโอรสสวรรค์ไม่ได้ ย่อมมีแต่พินาศย่อยยับ”
“ในสถานการณ์เช่นนั้น ตระกูลจ้าวอาจถูกบดขยี้จนซ้ำรอยจุดจบเดียวกับตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่ หากถูกต้อนจนตรอกจริงๆ พวกเราจะชูธงก่อกบฏได้หรือ”
“ตามด่านชายแดนยุทธศาสตร์ของต้าฉี จุดใดที่มีทหารประจำการหนาแน่น ย่อมถูกคานอำนาจโดยตระกูลขุนนางบู๊ตั้งแต่สองตระกูลขึ้นไป มีเพียงเยี่ยนเหมินกวนเท่านั้นที่ตระกูลจ้าวเราผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จ”
“การที่เบื้องบนส่งอันซือหมิงมาแทรกซึม ก็เพื่อเฉือนอำนาจทหารของตระกูลจ้าว แม้การกระทำนี้จะกรีดเนื้อถอนกระดูกพวกเรา แต่นี่คือราชโองการของจ้าวชีวิต พวกเราจะทำสิ่งใดได้”
“เพียงรับอันซือหมิงไว้ในเยี่ยนเหมินกวน ต่อให้อำนาจจะถูกลิดรอน ก็แค่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับตระกูลขุนนางบู๊อื่นๆ ตราบใดที่ทำเนียบเสนาธิการทหารยังหยัดยืน ตระกูลจ้าวก็ยังคงเป็นเสาหลักอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน”
“การที่โอรสสวรรค์เฉือนอำนาจเรา พระองค์ย่อมกระทำได้เพียงผิวเผิน ไม่มีทางลงดาบฟาดฟันจนรากฐานตระกูลจ้าวแหลกลาญ เพราะนั่นจะทำให้ทัพเยี่ยนเหมินระส่ำระสายจนประตูเมืองไร้คนคุ้มกัน เท่ากับพังทลายกำแพงเหล็กของตนเอง”
“ทว่าหากเราเหิมเกริมกอบโกยสมบัติจนพองโตคับท้องพระโรง และต้องห้ำหั่นกับฮ่องเต้จนแตกหัก หากเบื้องบนตัดสินใจถอดรากตระกูลขุนพลอันดับหนึ่ง ทำให้บารมีพวกเราดิ่งลงเหว เช่นนี้ย่อมได้ไม่คุ้มเสียมิใช่หรือ”
ถ้อยคำของจ้าวซินล้วนทะลุปรุโปร่ง นับเป็นคำเตือนสติที่หนักแน่นดั่งขุนเขา
โอรสสวรรค์ปรารถนาจะรวบอำนาจขุนนาง เช่นนั้นก็ปล่อยให้พระองค์เฉือนไปบางส่วนเถิด ผู้ที่ต้องตกเลือดหาใช่ตระกูลจ้าวเพียงผู้เดียว แต่เป็นขุนนางใหญ่ทั้งแผ่นดิน
ตราบใดที่ตระกูลจ้าวยังคงรั้งตำแหน่งเสาหลักแห่งต้าฉี ต่อให้อำนาจบารมีถูกบั่นทอน ทว่ารากฐานในราชสำนักก็หาได้พังทลายลงถึงแก่น
ท้ายที่สุด ตระกูลจ้าวคือตระกูลจ้าวแห่งต้าฉี หยั่งรากลึกเป็นกระดูกสันหลังราชวงศ์ ตราบใดที่ยังคงเหยียบหัวขุนนางทั้งปวงได้ การก้มหัวยอมจำนนต่อพระราชอำนาจบ้าง ย่อมเป็นสิ่งที่กล้ำกลืนฝืนรับได้
ภายใต้กฎฟ้า ราษฎรมิอาจงัดข้อขุนนาง ขุนนางมิอาจท้าทายจ้าวแผ่นดิน ต่อให้เพลิงแค้นสุมอก หรือมีความชอบธรรมหนุนหลังมากเพียงใด ก็ไม่อาจล่วงละเมิด
หาใช่ไม่อยากต่อกร ทว่าไร้กำลังจะห้ำหั่น
ในยุคจารีตชนชั้น ขุนนางกุมชะตาราษฎรเบ็ดเสร็จ โอรสสวรรค์กุมชะตาใต้หล้าเด็ดขาด ไม่อาจถูกล่วงเกิน ไม่อาจถูกต่อต้าน
หากถูกอยุติธรรมกดทับ มีเพียงนายเหนือหัวโยนความยุติธรรมลงมาให้ นั่นจึงจะเรียกว่าสวรรค์เมตตา ทว่าหากเบื้องบนปัดทิ้ง ต่อให้เป็นตระกูลจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ ก็ต้องดิ้นรนสมเพชและมีจุดจบเอนจอนาถเยี่ยงเฝิงซานและเฝิงหนิวเอ้อร์
ไพร่ฟ้าที่แข็งข้อ ขุนนางที่แข็งขืน จุดจบเดียวของการลุกฮือ คือดาบประหารบั่นคอ ล้างผลาญเก้าชั่วโคตร ซ้ำยังถูกยัดข้อหากบฏทรราช ประจานความอัปยศไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชั่วกัปชั่วกัลป์
ในเมื่อไร้กำลังต้านทาน ย่อมต้องกล้ำกลืนคาวเลือดฝืนมีชีวิตอยู่ต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนกระเสือกกระสนเพื่อเอาชีวิตรอด
ใต้หล้านี้ ยกเว้นโอรสสวรรค์ ยังมีผู้ใดเล่าที่ไม่เคยก้มหัวรับความอัปยศ
ไพร่ฟ้าต้องหมอบคลานใต้ตีนขุนนาง ขุนนางต้องเลียรองเท้าจ้าวแผ่นดิน
ฮ่องเต้ทรงหมายรวบอำนาจทหาร เมื่อกระดานบีบบังคับ ตระกูลจ้าวก็แค่หดหัวยอมสยบ ขอเพียงรั้งความไว้วางพระทัยไว้ให้ได้เป็นพอ
แม้โอรสสวรรค์จะเหยียบย่ำตระกูลจ้าวเยี่ยงไร ตระกูลจ้าวก็ยังต้องกระดิกหางประจบสอพลอ เป็นสุนัขรับใช้ผู้ภักดี เป็นหมาเชื่องๆ ตัวหนึ่ง เพื่อรั้งตำแหน่งสุนัขเฝ้าบ้านอันดับหนึ่งไว้ให้มั่น
ขุนนางย่อมต่ำต้อยกว่าจ้าวแผ่นดิน นี่คือกฎเหล็กแห่งการรอดชีวิต สิ่งที่ตระกูลจ้าวครอบครองได้ คือการเหยียบย่ำเหนือขุนนางทั้งมวล วางก้ามชี้นิ้วสั่งการราษฎรและขุนนางทั้งใต้หล้า เสพสมเกียรติยศสูงสุดเท่าที่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งพึงมี
ทั้งหมดนี้ คือวิถีความคิดที่ฝังรากลึกในหัวของจ้าวซิน
จ้าวหนิงอ่านเจตนาเขาออกทะลุปรุโปร่ง
ทว่าจ้าวหนิงหาได้แยแสแม้แต่น้อย
ซ้ำยังชิงชังแนวคิดนี้อย่างถึงที่สุด
ชายหนุ่มแหงนหน้ามองผืนฟ้าสีครามเวิ้งว้าง นัยน์ตาสาดประกายกบฏ “แผ่นดินนี้ หาใช่สมบัติส่วนตัวของฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว”
“ยุคปฐมกษัตริย์ไท่จู่เบิกฟ้าทะลวงแผ่นดิน บรรพชนตระกูลจ้าวล้วนอาบเลือดบุกตะลุย ไพร่พลพลีชีพไปนับไม่ถ้วน การที่ราชวงศ์เสวยสุขบนบัลลังก์ทองได้ ก็เพราะตระกูลจ้าวฝังร่างพิทักษ์ประตูด่านทั้งวันคืน จนตระกูลต้องเผชิญความสูญเสียไม่จบสิ้น”
“สมรภูมิเขาเฟิ่งหมิงครานี้ ผู้กล้าตระกูลจ้าวถูกสูบเลือดสูบเนื้อไปเท่าใด บนเขาวายุขาว กลิ่นคาวเลือดยังคลุ้งเหม็นคาวไม่จางหาย การที่พวกเราผงาดเป็นตระกูลอันดับหนึ่ง ล้วนแลกมาด้วยซากศพของคนในตระกูล พวกเราหาได้ติดหนี้บุญคุณฮ่องเต้แม้แต่ครึ่งทองแดง”
“โอรสสวรรค์และตระกูลใหญ่เคยตกลงปันแผ่นดินร่วมกัน พวกเรามีที่นั่งเคียงข้างในท้องพระโรง กษัตริย์และขุนนางปรองดอง ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ คานอำนาจซึ่งกันและกัน ใต้หล้าจึงร่มเย็น”
“ทว่าฮ่องเต้ยามนี้กลับบ้าคลั่งอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่ปรารถนาจะเป็นมนุษย์อีก แต่ดิ้นรนจะเป็นเทพเจ้า หวังเหยียบหัวพวกเราให้คุกเข่ากราบกรานในท้องพระโรง มองขุนนางเป็นเพียงทาสสุนัขรับใช้ คิดจะสั่งเป็นสั่งตายผู้ใดก็ทำตามอำเภอใจงั้นหรือ”
“ฝันไปเถอะ”
สิ้นวาจากบฏของจ้าวหนิง จ้าวซินเบิกตากว้างด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงสุดขีด
ผ่านไปเนิ่นนาน จ้าวซินจึงเค้นเสียงถามอย่างตะกุกตะกัก “ฮ่องเต้… ฮ่องเต้จะไม่ให้พวกเรานั่งแล้ว แต่จะบีบให้พวกเราคุกเข่าอย่างนั้นหรือ”
ย้อนกลับไปนับพันปี ไม่ว่ายุคจิ๋นซี ฮั่น หรือกระทั่งราชวงศ์ปัจจุบัน ขุนนางในท้องพระโรงล้วนมีเก้าอี้ของตน ตระกูลใหญ่ประทับเคียงข้างโอรสสวรรค์ นี่คือสัญลักษณ์แห่งการปกครองใต้หล้าร่วมกันระหว่างจ้าวแผ่นดินและตระกูลขุนนาง
หากขุนนางถูกริบเก้าอี้ และถูกบีบให้คุกเข่ากราบกราน ย่อมหมายความว่าสัญญาปกครองร่วมกันถูกฉีกทิ้ง แผ่นดินนี้จะตกเป็นสมบัติส่วนตัวของฮ่องเต้เพียงผู้เดียว ส่วนขุนนางทั้งมวล ล้วนถูกลดขั้นเป็นเพียงทาสรับใช้
จ้าวหนิงมิได้เอื้อนเอ่ยตอบคำ
นัยน์ตาของเขาสะท้อนภาพขุมกำลังกลุ่มตระกูลยากไร้แห่งต้าฉี เหล่าบัณฑิตที่อาศัยการสอบคัดเลือกเพื่อตะกายข้ามขั้น พวกเขาคือเกลียวคลื่นคลั่งที่ถาโถมสูงเทียมฟ้า เป็นขุมกำลังมหาศาลที่พร้อมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
น่าขันที่เมื่อพวกมันสามารถพลิกฟ้า กวาดล้างขุนนางตระกูลใหญ่ออกจากท้องพระโรงจนสิ้นซาก ตัวพวกมันเองกลับก้มหัวคุกเข่าต่อหน้าโอรสสวรรค์ ละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นคน สวมปลอกคอกลายเป็นสุนัขรับใช้เสียเอง
ท้ายที่สุด เมื่อปะทะกับลมหนาวที่พัดพามาจากผืนฟ้ากว้างไกลหมื่นลี้ จ้าวหนิงก็แค่นเสียงประกาศกร้าว “ข้าจ้าวหนิง… ไม่มีวันยอมคุกเข่ารอความตายเด็ดขาด”
ภายใต้ฉากหน้าแห่งสันติสุข เมื่อเผชิญกับกรงเล็บอำนาจมังกร ขุนนางและราษฎรทำได้เพียงยื่นคอให้สับสังหาร ตระกูลจ้าวจำต้องคลานเข่ากระเสือกกระสนอย่างน่าสมเพช
ทว่าใต้หล้าตรงหน้านี้… คือกลิ่นอายของสันติสุขจริงหรือ
แผ่นดินต้าฉี… เหลือเวลาสงบสุขให้เสวยสุขอีกไม่กี่ปีแล้ว