ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 238 วางอำนาจบาตรใหญ่
รุ่งสางสาดแสง ทูตจากทัพเทียนหยวนและชี่ตันรุดมายังค่ายทหารเยี่ยนเหมินเพื่อหยั่งท่าที ว่าพวกตนสามารถเริ่มถอนทัพล่าถอยได้แล้วหรือไม่
ตามสัญญาสงบศึกเมื่อวันวาน วันนี้คือเส้นตายถอนกำลัง ยามนี้ค่ายศัตรูเก็บกวาดเสบียงและสัมภาระพร้อมสรรพ การมาเยือนหนนี้จึงเป็นเพียงการแจ้งให้กองทัพเยี่ยนเหมินรับทราบก่อนเคลื่อนพล
ถึงอย่างไรผู้กำชัยในสมรภูมินี้คือกองทัพเยี่ยนเหมิน เผ่าเทียนหยวนและชี่ตันจำต้องอาศัยการลดตัวขององค์รัชทายาทและข่านแห่งทุ่งหญ้า ไปก้มหัวขอขมาถึงเมืองเยี่ยนผิง จึงจะแลกมาซึ่งเส้นทางถอยทัพอันปลอดภัย
จ้าวหนิงระดมค่ายทหารม้าอี่จื้อและปิ่งจื้อเตรียมพร้อมไว้แต่แรก คล้อยหลังทูตศัตรูมาเยือน เขาก็นำกองทหารม้าเบาทั้งสองค่ายควบทะยานออกจากค่ายใหญ่ด้วยตนเอง
ศัตรูถอยทัพ กองทัพใหญ่ย่อมต้องคุมเชิงจับตา ทว่าจ้าวหนิงหาได้ไปเพื่อเฝ้ามองเพียงอย่างเดียวไม่
เขาควบม้านำทัพทะลวงผ่านประตูค่ายเทียนหยวนอย่างอุกอาจ กีบม้าบดขยี้แผ่นดินเตะฝุ่นควันคลุ้ง พุ่งทะยานตัดหน้ากองทหารม้าเทียนหยวนไปอย่างไม่เห็นหัวผู้ใด ก่อนจะกระชากสายบังเหียนหยุดลงหน้ากระโจมบัญชาการทัพกลาง
เหล่าทหารม้าเทียนหยวนต่างถลึงตาจ้องมองกองทัพเยี่ยนเหมินที่วางอำนาจบาตรใหญ่ด้วยไฟโทสะเดือดดาล
เพลิงแค้นอัดอั้นสุมทรวงจนแทบคลั่งตาย พวกมันหาได้ยอมรับความพ่ายแพ้แม้แต่น้อย ต่างหยิ่งผยองว่าหากสมรภูมิไม่ยุติกลางคัน ชัยชนะย่อมตกอยู่ในกำมือพวกตนแน่
ทว่าพวกมันจำต้องก้มหัวหลบวูบ เมื่อแส้เหล็กของนายกองร้อยและขุนพลหวดฟาดลงบนกบาลของนักรบที่เผลอเผยสีหน้าอาฆาตมาดร้าย
ลานกว้างเบื้องหน้าจ้าวหนิงราบเตียน ไร้เงากระโจมแม้แต่หลังเดียว บัดนี้เสบียงและสัมภาระล้วนบรรทุกขึ้นรถม้า รอเพียงคำสั่งเคลื่อนขบวน
จ้าวหนิงปรายตามองฉ๋าลาห่าน ผู้รั้งตำแหน่งแม่ทัพคุมค่ายเทียนหยวนในเวลานี้
“โย่วเสียนหวัง ท่านกับข้าพบกันอีกแล้ว” จ้าวหนิงประสานมือคารวะ รอยยิ้มแย้มพรายสนิทสนมประหนึ่งสหายเก่าพานพบในต่างแดน
“คุณชายจ้าว สบายดีหรือ” ฉ๋าลาห่านเค้นยิ้มฝืดเฝื่อน ยามรบพุ่งที่เขาเฟิ่งหมิง เขาปรารถนาจะสับจ้าวหนิงเป็นหมื่นชิ้นนับครั้งไม่ถ้วน ตอนล่าถอยยังเคยตั้งสัตย์สาบานเด็ดขาด ว่าหากเด็ดหัวจ้าวหนิงไม่ได้จะไม่ขอร่วมโลก
ทว่าบัดนี้ จ้าวหนิงกลับขี่ม้ามายืนผงาดอยู่ตรงหน้าอย่างโอหัง ส่วนเขากลับสิ้นไร้หนทางต่อกร ทำได้เพียงกลืนเลือดข่มเพลิงแค้นที่พวยพุ่งเดือดพล่านลงคอ
“ข้าสบายดีหรือไม่ โย่วเสียนหวังจะไม่รู้เชียวหรือ” จ้าวหนิงแย้มยิ้มซ่อนเลศนัยลึกล้ำ
ในสายตาฉ๋าลาห่าน ถ้อยคำนี้คือการเหยียบหน้าหยามเกียรติ ว่าเขาไร้น้ำยาในสมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง ทว่าฉ๋าลาห่านก็มิอาจปริปากยอมรับฐานะจอมทัพในศึกครานั้นได้
ฉ๋าลาห่านหลับตาข่มโทสะแน่นิ่ง “วาจาของคุณชายจ้าว ข้าฟังไม่เข้าใจ”
“ไม่เข้าใจก็ช่างเถิด” จ้าวหนิงปัดรำคาญ “ข้าบอกโย่วเสียนหวังจากปากเองเลยก็ได้ ว่าตอนนี้ข้าสบายดี… สบายดีมากเสียด้วย”
ลมปราณฉ๋าลาห่านตีกลับ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ โทสะแทบปะทุขาดผึงกลางวง
เพราะเขามิอาจปะทะแตกหักกับทัพเยี่ยนเหมิน องค์รัชทายาทเหมิงชื่อจึงถูกบีบให้บากหน้าไปเยี่ยนผิง เป็นตายร้ายดีมิอาจหยั่งรู้ ความรู้สึกผิดบาปกัดกินหัวใจจนเขาแทบอยากบั่นคอตนเองไถ่โทษ
บัดนี้ไอ้บัดซบจ้าวหนิงยังกล้าเสนอหน้ามากระทืบซ้ำรอยแผลต่อหน้าธารกำนัล วางอำนาจบาตรใหญ่เหยียบย่ำเกียรติยศ มีหรือเขาจะไม่เจ็บปวดเจียนคลั่ง
“หากคุณชายจ้าวสิ้นธุระแล้ว ข้าขอตัว” ฉ๋าลาห่านตัดบท หวังเร้นกายให้พ้นหน้าอีกฝ่าย หูตาไม่รับรู้จิตใจจะได้สงบนิ่ง
“คนไสหัวไปได้ แต่สัมภาระต้องอยู่” จ้าวหนิงเอ่ยด้วยสุ้มเสียงราบเรียบดุจน้ำแข็ง “นอกจากกระโจมกันหนาวบนหลังม้ากับฝูงแกะเสบียงกรัง อย่างอื่น… ห้ามขนกลับไปแม้แต่ชิ้นเดียว”
ฉ๋าลาห่านตบะแตกผึง นัยน์ตาวาวโรจน์ดุจหมาป่าคลั่งถลึงจ้องจ้าวหนิงเขม็ง
คราก่อนจ้าวหนิงก็เคยรีดไถบีบให้ทิ้งสัมภาระ ทว่าเขากัดฟันปฏิเสธ ในราชโองการฮ่องเต้ต้าฉีที่เบิกทางถอยทัพ ก็หาได้ระบุถึงเรื่องริบเสบียงยุทโธปกรณ์แม้แต่ครึ่งคำ การกระทำของจ้าวหนิงยามนี้… คือการปล้นชิงกันซึ่งๆ หน้า
“เป็นอันใด โย่วเสียนหวังไม่ยินยอมหรือ” จ้าวหนิงแสร้งเลิกคิ้วถามทั้งที่รู้อยู่เต็มอก
“คุณชายจ้าว ฝ่าบาทมิได้มีรับสั่งให้พวกเราทิ้งสัมภาระไว้” ฉ๋าลาห่านเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำ
กองทัพเทียนหยวนหาใช่ชนเผ่ากระจอกที่ระดมพลทีก็มีแค่คนเลี้ยงสัตว์ถือตะบองลุยเดี่ยว การทำศึกคือการเผาผลาญเงินทอง สัมภาระและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดของค่ายเทียนหยวนรวมกัน… มีมูลค่ามหาศาลเกินสิบล้านตำลึงทอง
นี่ขนาดเป็นเพียงกองทัพทุ่งหญ้า หากเป็นกองทัพจงหยวน ขุมกำลังเรือนแสนเช่นนี้ เสบียงและยุทโธปกรณ์ย่อมทะลุหลายสิบล้านตำลึงทองอย่างไม่ต้องสงสัย
นี่คือเหตุผลเบื้องหลัง ว่าเหตุใดขุมกำลังชั้นยอดเมื่อกรีธาทัพแดนไกลแล้วปราชัยย่อยยับ จึงสามารถลากเอาทั้งแคว้นดิ่งลงเหวล่มสลายจนไม่อาจฟื้นคืน
จ้าวหนิงจ้องสบตาฉ๋าลาห่านไม่สะทกสะท้าน มุมปากแสยะยิ้มเย็นเยียบ
“ฝ่าบาทมิได้สั่งให้ทิ้ง และมิได้ห้ามมิให้ทิ้ง ทว่าบัดนี้… เป็นกองทัพเยี่ยนเหมินของข้าที่สั่งให้พวกเจ้าทิ้งมันไว้ หากขัดขืน โย่วเสียนหวังคิดว่ากองทัพของเจ้าจะรอดพ้นกลับไปได้งั้นหรือ”
“เจ้า” จ้าวหนิงพลิกลิ้นไร้ยางอาย ฉ๋าลาห่านโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า “คุณชายจ้าว อย่าให้มันกำเริบเสิบสานนัก”
มิใช่เพียงเขาที่เดือดดาลเจียนคลั่ง เหล่าขุนพลเทียนหยวนรอบกายต่างขบกรามกรอด สีหน้าเหี้ยมเกรียมอำมหิต ถลึงตาจ้องจ้าวหนิงปานจะฉีกเนื้อเถือหนัง ขอเพียงฉ๋าลาห่านเอ่ยปาก พวกมันพร้อมพุ่งสับจ้าวหนิงให้แหลกคาเกือกม้า
จ้าวหนิงปรายตามองเศษสวะเหล่านี้พลางแค่นหัวเราะหยัน “เป็นอันใด หรือพวกเจ้ายังคันไม้คันมือ อยากประลองกับกองทัพหลวงต้าฉีของข้าอีกสักสามร้อยกระบวนท่า”
ขุนพลเทียนหยวนที่ผยองพองขนอยู่เป็นทุนเดิม ได้ยินคำหยามหยันมีหรือจะทนไหว ชายชาตรีทุ่งหญ้าล้วนห้าวหาญไม่กลัวตาย ขุนพลนายหนึ่งพลันตวัดมือกระชากดาบออกจากฝัก
ฉ๋าลาห่านรีบยกมือขวาง ถลึงตาดุดันจ้องจ้าวหนิง “คุณชายจ้าว หน้ามืดตามัวเพราะเงินทองจนไม่เอาชีวิตแล้วหรือ บัดนี้เจ้าอยู่กลางวงล้อมทัพข้า เจ้าไม่กลัวตายจริงๆ หรือ”
จ้าวหนิงแค่นเสียงหัวเราะ “ข้าอยู่กลางวงล้อมข้าศึก จะกลัวหรือไม่… โย่วเสียนหวังจะไม่รู้เชียวหรือ”
ใบหน้าโย่วเสียนหวังดำทะมึน วีรกรรมอาบเลือดของจ้าวหนิงในสมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง คือฝันร้ายที่สลักลึกเข้ากระดูกดำจนเขาไม่มีวันลืมเลือน
จ้าวหนิงกระตุ้นม้าเดินหน้าสองก้าว อาชาศึกใต้ร่างแทบจะเอาหัวชนกับม้าของโย่วเสียนหวัง เขายืดตัวตรง ทอดเงาทะมึนกดข่มฉ๋าลาห่านจากมุมสูง มุมปากกระตุกยิ้ม กระซิบเสียงแผ่วเบาทว่าเชือดเฉือน:
“กลับไปแล้ว ฝากความระลึกถึงองค์หญิงแทนข้าด้วย”
ฉ๋าลาห่านขบกรามกรอด “จ้าวหนิง องค์หญิงเสียสติไปแล้ว หากไม่ได้ชำระหนี้เลือด ข้าจะไม่ขอร่วมโลก”
จ้าวหนิงชะงักไปเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเซียวเยี่ยนจะวิปลาสไปแล้ว ทว่าก็หาได้ใส่ใจ เขาแย้มยิ้มบาง เอื้อนเอ่ยด้วยสุ้มเสียงลึกล้ำยากหยั่งถึง:
“เช่นนั้นฝากถามท่านข่านแทนข้าสักประโยค การฝืนใช้ ‘เคล็ดวิชาเก้าวิวัฒน์ลิขิตสวรรค์’ ทำนายลิขิตฟ้าอย่างบุ่มบ่าม… พลานามัยยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่”
ฉ๋าลาห่านสะท้านเยือกทั้งร่าง เบิกตาโพลงจ้องจ้าวหนิงอย่างไม่อยากเชื่อ นัยน์ตาฉายแววหวาดผวาอย่างปิดไม่มิด
‘เคล็ดวิชาเก้าวิวัฒน์ลิขิตสวรรค์’ คือวิชาลับขั้นสูงสุดที่ข่านเทียนหยวนใช้ทำนายร่องรอยไส้ศึกต้าฉีในราชสำนัก สิ่งแลกเปลี่ยนคือการบรรลุ ‘ระดับเทวะ’ จะถูกเตะถ่วงออกไปอย่างน้อยสองปี
ทว่าวิชานี้คือความลับสุดยอดของราชสำนักเทียนหยวน ผู้ล่วงรู้มีเพียงสี่คนถ้วน จ้าวหนิงไปล้วงเอาความลับฟ้าเช่นนี้มาได้อย่างไร
ฉ๋าลาห่านตวัดสายตากลับ ฝืนรวบรวมสติ ไม่ลังเลอีกต่อไป “จ้าวหนิง วันหน้าเราต้องได้คิดบัญชีกันแน่”
ถ้อยคำนั้นเค้นลอดไรฟัน อาฆาตมาดร้ายประดุจคมมีดอาบยาพิษ
กล่าวจบก็ไม่ปรายตามองจ้าวหนิงอีก เขาเงื้อแส้ม้า นำขุนพลควบทะยานสวนร่างจ้าวหนิงไป “พกแค่ธนู ที่เหลือทิ้งไว้ให้หมด”
องค์รัชทายาทเหมิงชื่อยอมเสียสละตนเพื่อแลกกับเส้นทางถอยทัพ นี่คือเรื่องคอขาดบาดตายที่เกี่ยวพันถึงแผนใหญ่ของราชสำนักเทียนหยวน ต่อให้ฉ๋าลาห่านถูกเหยียบหน้าย่ำยีเกียรติเพียงใด เขาก็มิอาจวู่วามทำแผนเสีย
จ้าวหนิงทอดสายตามองแผ่นหลังฉ๋าลาห่านที่ควบม้าจากไป รอยยิ้มเยียบเย็นบนมุมปากยังคงไม่จางหาย
การที่ฉ๋าลาห่านจงใจเน้นย้ำให้พกธนูติดตัว ย่อมเป็นเพราะเขาไม่อาจทิ้ง ‘เกาทัณฑ์เทียนหลาง’ ไว้เบื้องหลัง รวมถึงลูกศรของมันแม้แต่ดอกเดียว
จ้าวหนิงหาได้บีบคั้นจนตรอก หากแตกหักถึงขั้นสองกองทัพปะทะกันเลือดสาด ย่อมกลายเป็นช่องโหว่ให้ขุนนางบุ๋นหยิบยกมาจับผิด
“สิบล้านตำลึงทอง” สัมภาระเบื้องหน้าถูกบรรทุกขึ้นรถม้าเรียงรายสุดลูกหูลูกตา จ้าวหนิงกวาดสายตามองขุมทรัพย์ด้วยความเบิกบานใจ
ผนวกรวมกับสัมภาระเผ่าชี่ตัน… แม้เสบียงชี่ตันจะมิได้มหาศาลเท่าเทียนหยวนผู้เป็นชนเผ่าหลัก ทว่าหลังจบศึก จ้าวหนิงก็กอบโกยกำไรเข้ากระเป๋าไปได้กว่ายี่สิบล้านตำลึงทอง
เม็ดเงินมหาศาลปานนี้ หากทุ่มขยายกิจการในปีนี้ ย่อมผลักดันความมั่งคั่งของตระกูลจ้าวให้พุ่งทะยานเหนือความคาดหมาย
แน่นอนว่า ทรัพย์สินเหล่านี้มิได้ถูกโยนเข้าสมรภูมิการค้าทั้งหมด ทุนรอนส่วนหนึ่งต้องถูกเจียดไปกว้านซื้อตัวผู้บำเพ็ญเพียรในยุทธภพอย่างลับๆ
นอกจากหมากตานี้ จ้าวหนิงยังซ่อนแผนการอื่นไว้อีกชั้น
นั่นคือหมากรับมือกระดานอำนาจใต้หล้าในอีกสี่ปีข้างหน้า หลังเขาถอนตัวกลับลงใต้
……
วันที่สองหลังทัพเทียนหยวนและชี่ตันถอนกำลัง จ้าวหนิงเยื้องย่างมายังหน้ากระโจมราชาเผ่าต๋าต้านอีกครา ท่ามกลางสายตานับหมื่นของชาวปศุสัตว์ต๋าต้าน เพื่อรอรับการคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาจากองค์รัชทายาท
ยามองค์รัชทายาทผู้มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทิ้งตัวคุกเข่าโขกศีรษะแทบเท้าจ้าวหนิงที่ยืนตระหง่านดั่งขุนเขา สีหน้าผู้คนทั่วลานกว้างพลันแปรเปลี่ยนไปพร้อมเพรียง
ข่านต๋าต้านหลับตาปี๋ เผยท่าทีปวดใจประหนึ่งมิอาจทนมองภาพอัปยศบาดตา
ทว่าก็แค่แสร้งทำเป็นเท่านั้น
หอกข้างแคร่อย่างเทียนหยวนและชี่ตันไสหัวไปแล้ว เขาปิติยินดีจนหุบยิ้มไม่ลงตลอดคืน เริงสวาทคลุกวงในกับบรรดาสนมกำนัลไปหลายยกอย่างสำราญใจ
แม้ศึกครานี้ พลังรบเผ่าต๋าต้านจะด้อยต่ำกว่าเทียนหยวนและชี่ตันอย่างเห็นได้ชัดจนเขาหนักใจ ทว่าหลังตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเกาะขาต้าฉี เขาก็มั่นใจว่าขอเพียงมีกองทัพเยี่ยนเหมินคอยหนุนหลัง ทุกสรรพสิ่งย่อมไร้ข้อกังขา
แน่นอนว่าการจัดระเบียบและเคี่ยวกรำกองทัพต๋าต้านหลังจบศึก ย่อมหย่อนยานไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที
ภารกิจคอขาดบาดตายเช่นนี้ จำต้องพึ่งพาขุนพลผู้เปี่ยมพรสวรรค์ องค์รัชทายาทผู้ดีแต่เปลือกย่อมไร้น้ำยา ข่านต๋าต้านจึงตัดสินใจโยนหอกให้ ‘หุนเสียหวังปาถู’ คุมบังเหียน ศึกครานี้ ปาถูอาบเลือดฟาดฟันอยู่แนวหน้ามาตลอด ความห้าวหาญดุดันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกผู้คน
นอกเหนือจากปาถู ข่านต๋าต้านก็ควานหาทายาทคนใดมาเทียบเคียงมิได้อีก การปั้นแต่งขุมกำลังชั้นยอดเช่นนี้ จะปล่อยปละละเลยให้คนนอกยื่นมือเข้ามาสอดไม่ได้เด็ดขาด
ปาถูที่ยืนตระหง่านขนาบข้างจ้าวหนิง ทอดสายตามององค์รัชทายาทคุกเข่าด้วยแววตาสะใจสุดขีด ประหนึ่งว่าคนที่อีกฝ่ายกำลังโขกศีรษะแทบเท้าคือตัวเขาเอง บัดนี้องค์รัชทายาทถูกเหยียบหน้าย่ำยีเกียรติกลางลานกว้าง บารมีย่อมดิ่งลงเหว ซึ่งนั่นคือบันไดทองคำสำหรับเขา
เขาแทบจะมองเห็นภาพอนาคตที่ตนเองกระทืบหัวองค์รัชทายาทจมดิน แล้วแหงนหน้าหัวเราะร่าด้วยความสาแก่ใจ
องค์หญิงท่าน่าหาได้ชายตามององค์รัชทายาทแม้แต่น้อย นางเอาแต่จ้องมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาเย็นชาของจ้าวหนิงตาไม่กะพริบ นัยน์ตากลมโตสุกสกาวคู่นั้นทอประกายเทิดทูนบูชาวีรบุรุษอย่างปิดไม่มิด
ในสายตานาง จ้าวหนิงผู้มีเรือนร่างสูงโปร่ง อาภรณ์สีครามพลิ้วไหว ช่างองอาจสง่างามเหนือบุรุษใด ยามแสงตะวันอาบไล้เรือนร่าง ยิ่งดูคล้ายเทพสงครามจุติจากแดนสวรรค์
นางใคร่จะอิงธรรมเนียมทุ่งหญ้า คืนนี้แอบมุดเข้ากระโจมจ้าวหนิงอีกสักครา ทว่าก็หวั่นจะซ้ำรอยเดิม ความลังเลปะทุในใจจนพวงแก้มแดงซ่านลามถึงใบหู
ส่วนองค์รัชทายาท ในเมื่อทำพลาดก็ต้องก้มหน้ารับกรรม จ้าวหนิงคือวีรบุรุษและผู้มีพระคุณใหญ่หลวงของต๋าต้าน คราก่อนองค์รัชทายาทล่วงเกินจ้าวหนิงอย่างอุกอาจถึงในกระโจมราชา การโขกศีรษะขอขมาต่อหน้าธารกำนัลจึงนับว่าปรานีมากแล้ว
ชาวปศุสัตว์ต๋าต้านที่มุงดูต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่
“แม่ทัพจ้าวคือยอดวีรบุรุษวัยเยาว์ ท่วงท่าองอาจปานนี้ ชวนให้ผู้คนศรัทธายิ่งนัก”
“ทัพเทียนหยวนอันใด ชี่ตันอันใด เมื่อเผชิญหน้าตระกูลจ้าว ก็เป็นเพียงไก่ดินหมาปั้นไร้ค่ามิใช่หรือ”
“ถูกแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเราวิตกไปไย กองทัพเยี่ยนเหมินประทับตราเสียอย่าง ผลสมรภูมิยังมีสิ่งใดให้กังขา”
“ข้าลั่นวาจาไว้แล้ว แม่ทัพจ้าวสติปัญญาและวรยุทธ์ไร้เทียมทาน ย่อมบดขยี้ศัตรูได้ในครึ่งเดือน พวกเจ้ายังตาบอดหาว่าเขาเป็นเด็กเมื่อวานซืนอวดดี ถูกท่านข่านหลอกใช้ ช่างโง่งมสิ้นดี”
“ใครว่าไม่เชื่อเล่า พวกเราล้วนรู้อยู่เต็มอกว่าแม่ทัพจ้าวต้องคว้าชัยเดิมพัน”
“หนึ่งจอมทัพไร้พ่าย สามกองทัพผงาดง้ำ แม่ทัพจ้าวคือยอดคนดั่งเทพเซียน พวกเราสมควรซูฮกเขา”
“ถูกต้อง ต้องตอบแทนท่านแม่ทัพให้จงดี”
ท่ามกลางเสียงอื้ออึง คลื่นมหาชนพลันตะโกนก้องกังวาน “แม่ทัพจ้าวเกรียงไกร” “กองทัพเยี่ยนเหมินเกรียงไกร”
แม้สำเนียงต๋าต้านจะปะปนกับภาษาต้าฉีแปร่งหู ทว่าคลื่นเสียงนั้นกลับทรงพลังฮึกเหิมกึกก้องฟ้า
หลังองค์รัชทายาทหยัดกายลุกขึ้น ใบหน้าหาได้หลงเหลือความอัปยศอดสูแม้แต่เสี้ยวเดียว กลับสวมหน้ากากหนาเตอะปรี่เข้าไปตีสนิทจ้าวหนิง:
“แม่ทัพจ้าว ข้าปูพรมจัดงานเลี้ยงขอขมาท่านไว้พร้อมสรรพ คืนนี้ท่านต้องให้เกียรติมาร่วมงานให้จงได้ สุรารสเลิศและสาวงามมีปรนเปรอไม่อั้น รับรองว่าจะรั้งใจท่านจนลืมไม่ลงเชียวล่ะ”
กล่าวจบก็ขยับเข้าไปประชิดจ้าวหนิง กะพริบตาปริบๆ เอ่ยประหนึ่งทวงความดีความชอบ:
“ขุมทรัพย์สิบล้านตำลึงทองนั่น ข้าควักเนื้อจ่ายเองเต็มๆ ถึงหนึ่งล้านเชียวนะ การที่ท่านข่านยอมประทับตรามอบอาชาศึกสามหมื่นตัว ก็เพราะข้าพร่ำพรรณนาเกลี้ยกล่อมจนน้ำลายแห้งผาก”
“แม่ทัพจ้าว พวกเราเคยร่วมหัวจมท้าย เป็นสหายผ่านความเป็นความตายร่วมกัน พี่น้องร่วมสาบานอย่างข้า… ท่านจะแสร้งลืมตาหลับตาข้างหนึ่งไม่ได้หรอกนะ”
จ้าวหนิงถึงกับหลุดหัวเราะ เขานับถือในความหน้าหนาไร้ยางอายของอีกฝ่ายจากใจจริง
ไม่สิ… ต้องเรียกว่าหน้าด้านจนไร้ยางอายให้หลุดลอกแล้วต่างหาก
……
หลังสะสางความวุ่นวายของเผ่าต๋าต้านจนเบ็ดเสร็จ กองทัพเยี่ยนเหมินก็ยาตราทัพกลับลงใต้ และในห้วงยามนี้เอง… คณะขุนนางผู้ตรวจการประเมินความดีความชอบจากราชสำนัก ก็รุดเดินทางมาถึงพอดิบพอดี