ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 237 เมฆหมอกใต้หล้า ล้วนมาจากโอรสสวรรค์ (ตอนจบ)
- Home
- ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 237 เมฆหมอกใต้หล้า ล้วนมาจากโอรสสวรรค์ (ตอนจบ)
สืบสาวถึงแก่นแท้ ท้ายที่สุดโอรสสวรรค์ล้วนทรงกระทำเพื่อบั่นทอนอำนาจขุนนางตระกูลใหญ่
หากทรงริบอำนาจซึ่งหน้า เหล่าขั้วอำนาจย่อมผนึกกำลังต่อต้าน การกระทำเช่นนั้นย่อมยากเย็นปานปีนป่ายขึ้นสวรรค์
ทว่าการเสี้ยมให้บู๊และบุ๋นแตกหัก บีบให้สองขั้วอำนาจเข้ากันไม่ได้ดั่งไฟกับน้ำ จนต้องพึ่งพาพระบารมีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน จากนั้นจึงค่อยชักใยขุนนางตระกูลยากไร้ขึ้นมาคานอำนาจ… หมากกระดานนี้ย่อมพลิกแพลงได้สะดวกดายกว่ามาก
“ฝ่าบาท… ช่างเป็นหมากที่ลึกล้ำนัก กระหม่อมผู้เป็นอาจารย์ประมาทศิษย์เช่นท่านเกินไปจริงๆ สิบเจ็ดตระกูลบู๊ สิบสี่ตระกูลบุ๋น… ฝ่าบาททรงรังเกียจที่ขุมกำลังของพวกเราล้นฟ้าเกินไปแล้วจริงหรือ”
ยามหวนนึกถึงท่าทีอ่อนโยนเปี่ยมเมตตาที่โอรสสวรรค์ทรงแสดงออกเป็นนิจ สวีหมิงหล่างพลันรู้สึกหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก
ทว่าต่อให้ล่วงรู้เบื้องลึก เขาก็ไร้ทางเลือกอื่นใด ในเมื่อพายุใหญ่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
บู๊และบุ๋นไม่มีวันสมานฉันท์ ขุนนางบู๊ย่อมไม่มีวันปล่อยเขาให้รอดพ้น
หากปรารถนาจะรักษาศีรษะไว้บนบ่า ก็มีเพียงต้องเดินตามหมากของโอรสสวรรค์ ทันทีที่ร่วงหล่นจากเก้าอี้อัครเสนาบดี เขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ ว่าตนจะถูกตระกูลขุนนางบู๊เหยียบย่ำจมดินปางตายเพียงใด
ใจเขากระจ่างแจ้ง เบื้องบนเพียงหลอกใช้เขาเป็นดาบสังหาร
แล้วอย่างไรเล่า
สิ่งเดียวที่เขาทำได้ คือการเป็นดาบที่คมกริบยิ่งกว่าดาบเล่มใดในใต้หล้า เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังคงอยู่ใต้คนผู้เดียว ทว่าอยู่เหนือคนนับหมื่น
หากยังไม่ถึงจุดแตกหัก ดาบเล่มนี้ย่อมไม่มีวันหันคมแว้งกัดผู้เป็นนาย
เขามั่นใจว่า สุนัขล่าเนื้ออย่างตระกูลจ้าวก็ไม่มีทางแว้งกัดโอรสสวรรค์เช่นกัน
ยามนี้ถึงเวลาที่ตัวเขา ขุนนางบุ๋น และบรรดาขั้วอำนาจเก่า ต้องงัดข้อแตกหักกับเบื้องบนแล้วหรือยัง… ย่อมยังไม่ถึงเวลา
“ราชสำนักภายภาคหน้า จะกลายเป็นสมรภูมิสามเส้า… บุ๋น บู๊ และตระกูลยากไร้” สวีหมิงหล่างขบคิด
ตระกูลยากไร้ผงาดง้ำ ทว่าขั้วอำนาจเก่ากลับมิอาจผนึกกำลังเหยียบพวกมันลงไปได้ ยามนี้สวีหมิงหล่างที่บัลลังก์อัครเสนาบดียังสั่นคลอน ทำได้เพียงทอดถอนใจมองพวกมันหยั่งรากลึกแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
ในสภาวการณ์ที่ยังไม่พร้อมสู้จนปลาตายตาข่ายขาดและไร้หนทางกู้กระดาน การจำยอมรับสภาพอำนาจสามเส้า แม้จะทำให้ผู้นำอย่างสวีหมิงหล่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่นั่นก็คือความจนใจ
“ไม่ว่าขั้วอำนาจใดจะย่อยยับดับสูญ ตระกูลสวีของข้าต้องหยัดยืนไร้พ่าย” นี่คือปณิธานเด็ดเดี่ยวของสวีหมิงหล่างยามก้าวพ้นประตูวังหลวง
……
คล้อยหลังสวีหมิงหล่าง จ้าวยวี่เจี๋ยทิ้งตัวลงนั่งตำแหน่งเดิมกลางตำหนักหลัก ปล่อยชุดน้ำชาวางทิ้งไว้โดยไร้เสียงเรียกหานางกำนัล
นางกำลังจมจ่อมในห้วงความคิด
เนิ่นนานผ่านไป ริมฝีปากแดงระเรื่อพลันเหยียดยิ้มลึกล้ำวิปลาส
ศาลทุยซื่อถูกสร้างมาเพื่อสับตระกูลขุนนางบู๊เท่านั้นจริงหรือ
ในสายตานาง ย่อมไม่ใช่แน่
โอรสสวรรค์ปูหมากมานานนับปี กว่าจะเสี้ยมให้บู๊และบุ๋นแตกหักดั่งไฟกับน้ำ บีบให้ทั้งสองฝ่ายเข่นฆ่ากันเอาเป็นเอาตายเช่นทุกวันนี้ เป็นไปได้หรือว่าทรงทำไปเพียงเพื่อรักษาสมดุลอำนาจงี่เง่า
หากสวีหมิงหล่างไร้เบื้องบนคอยหนุนหลัง ย่อมไร้เหตุผลให้ต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับขุนนางบู๊ หากฮ่องเต้ไร้แผนการเร้นลับ เหตุใดต้องยอมเสี่ยงเอาความมั่นคงของราชสำนักมาเดิมพัน เสี้ยมให้บู๊และบุ๋นกัดกันจนแหลกลาญเช่นนี้
ขั้วอำนาจสามเส้า… บุ๋น บู๊ และตระกูลยากไร้อย่างนั้นหรือ
หากสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนามีเพียงเท่านี้ ก็ไร้ความจำเป็นต้องตั้งศาลทุยซื่อให้วุ่นวาย ก่อนหน้าจะมีหน่วยงานนี้ พระองค์ก็จวนจะบรรลุเป้าหมายอยู่รอมร่อแล้ว
หน่วยงานตั้งใหม่นี้… ย่อมซ่อนคมดาบที่ไม่ธรรมดาอย่างเด็ดขาด
จ้าวยวี่เจี๋ยสูดกลิ่นคาวเลือดและพายุฝนที่คืบคลานเข้ามา
นางหลงใหลกลิ่นอายเช่นนี้
ยิ่งคาวเลือดคละคลุ้ง ซากศพยิ่งกองพเนิน ขั้วอำนาจจะถูกทลาย และโอกาสในใต้หล้าจะยิ่งเปิดกว้าง มีเพียงยามที่ความโกลาหลกลืนกินแผ่นดิน คนตัวเปล่าเล่าเปลือยอย่างนางจึงจะสบช่องพลิกฟ้าผงาดขึ้นมาได้
โอกาสทองกองอยู่ตรงหน้า นางไร้เหตุผลที่จะไม่ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อตะครุบมันไว้
ผู้ที่ถูกเบื้องบนหลอกใช้เป็นดาบต่างเก็บงำความเคียดแค้น ทว่าพวกมันหาได้รู้ไม่ ว่าฐานะดาบสังหารของโอรสสวรรค์ คือสิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันหา ต่อให้ต้องแลกด้วยเลือดก็ยังปรารถนาจะแย่งชิงมาให้จงได้
สวีหมิงหล่างคือดาบ ศาลทุยซื่อคือดาบ
ทว่าจ้าวยวี่เจี๋ยในยามนี้ยังไม่อาจเรียกว่าเป็นดาบ นางยังไร้น้ำหนัก ไร้บารมีมากพอจะไปถึงจุดนั้น
เมฆหมอกใต้หล้า ล้วนมาจากโอรสสวรรค์
ต้องยืมพระบารมี จึงจะสามารถสยายปีกโผบินเหยียบเมฆา ทว่าหากนางปรารถนาจะยืมกำลังผู้เป็นใหญ่ที่สุดในใต้หล้าเพื่อสร้างบารมีล้นฟ้า หวังจะก้าวไปถึงจุดที่ ‘เมฆหมอกใต้หล้า ล้วนมาจากตัวข้า’ ในสักวัน… ด่านแรกคือต้องกลายเป็นดาบคมกริบในพระหัตถ์ของบุรุษผู้นี้ให้จงได้
ดาบแต่ละเล่มย่อมมีชะตากรรมต่างกัน
ดาบบางเล่มสิ้นประโยชน์ก็ถูกหักทิ้ง ส่วนดาบบางเล่ม… ผู้เป็นนายจะเก็บรักษาแนบกายตราบสวรรค์สลาย
นางต้องการเป็นอย่างหลัง
แล้วต้องทำเยี่ยงไรจึงจะปีนป่ายไปถึงจุดนั้นได้
หากปรารถนาจะคว้าโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ต้องหยั่งรากลึกให้ถึงแก่นแท้ของกระดานอำนาจ
แก่นแท้ที่ว่าคือสิ่งใด
จ้าวยวี่เจี๋ยมีคำตอบในใจแล้ว
นั่นยิ่งทำให้รอยยิ้มวิปลาสบนมุมปากของนาง อาบย้อมไปด้วยกลิ่นคาวเลือดข้นคลั่กยิ่งกว่าเดิม
ฐานะบุตรสาวบุญธรรมอัครเสนาบดีคือกุญแจเปิดประตูวังหลวง ทว่ายามนี้นางตระหนักชัด หากหวังจะก้าวไปให้ไกลกว่านี้ เหยียบย่างไปให้ถึงยอดมงกุฎ จำต้องสลัดคราบนี้ทิ้ง แล้วสวมหน้ากากใบใหม่ลงสนาม
เรื่องพรรค์นี้… นางคุ้นชินจนเข้ากระดูกดำ
ตลอดเส้นทางที่ย่ำผ่านมา นางลอกคราบทิ้งไปนับไม่ถ้วน สาวชาวบ้าน บุตรสาวบุญธรรมตระกูลจ้าว ไส้ศึกเป่ยหู อนุภรรยาคนโปรดของอัครเสนาบดี… บัดนี้ต้องมากะเทาะเปลือกบุตรสาวบุญธรรมอัครเสนาบดีทิ้งไปอีกชั้น นางย่อมไร้ความรู้สึกลังเลแม้แต่เสี้ยวเดียว
แม้การลอกคราบแต่ละครั้ง จะหมายถึงการทรยศโฉมหน้าเก่า ทรยศผู้คนที่รายล้อม นางก็หาได้แยแสไม่ นางเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่า อ่อนแอและต่ำต้อย แค่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดก็ยากเย็นแสนเข็ญ จะให้เอาคุณธรรมจอมปลอมมาพันธนาการตนเองไปเพื่อสิ่งใด
หากนางมุ่งหวังจะผงาดเป็นพฤกษาใหญ่เทียมฟ้า ก็ต้องกลายร่างเป็นเถาวัลย์พิษ เลื้อยพันต้นไม้ขึ้นไปจนสุดยอด ท้ายที่สุดก็สูบกินต้นนั้นให้กลายเป็นเศษซากเพื่อหล่อเลี้ยงตนเอง
จังหวะที่จ้าวยวี่เจี๋ยตัดสินใจเด็ดขาด โอรสสวรรค์พลันเสด็จเยือน
นางรีบเก็บงำกลิ่นอายคุกคาม สวมหน้ากากแย้มยิ้มหยาดเยิ้ม เยื้องย่างออกไปต้อนรับด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยชวนถวิลหา
โอกาสทองมิได้มีบ่อยครั้ง บางทีหากพลาดพลั้งวันนี้ เบื้องบนอาจไม่เหยียบย่างมาอีก หากกระดานอำนาจภายนอกพลิกผัน โอรสสวรรค์อาจลืมเลือนที่แห่งนี้ไปตลอดกาล หากวันนั้นมาถึง ท้ายที่สุดนางย่อมไม่พ้นถูกฮองเฮาเชือดทิ้งอย่างอนาถ
หลังปรนนิบัติฮ่องเต้ประทับนั่ง ทั้งสองเอื้อนเอ่ยสัพเพเหระรักษาระยะห่างเพียงไม่กี่ประโยค โอรสสวรรค์ก็ทรงหยิบตำราขึ้นมาเตรียมพลิกอ่าน
ตามปกติ หากถึงจังหวะนี้ บทสนทนาย่อมจบสิ้น ฮ่องเต้จะทรงอ่านตำราครู่หนึ่ง ก่อนเสด็จออกจากตำหนักไผ่ม่วงไป
จ้าวยวี่เจี๋ยกระจ่างแก่ใจ การที่เสด็จมาเยือนถึงที่นี่ ก็เพียงเพื่อซื้อใจบุ๋นบู๊เป็นพิธีเท่านั้น หากเป็นเมื่อก่อน นางย่อมจนปัญญาพลิกเกม ทว่าวันนี้… ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนไปแล้ว
“ฝ่าบาท เมื่อครู่อัครเสนาบดีเพิ่งแวะเวียนมาเพคะ” จ้าวยวี่เจี๋ยชิงลงมือเปิดหมากก่อน
โอรสสวรรค์ทรงครางรับในลำคอแผ่วเบา
“อัครเสนาบดีเอ่ยว่า ยามนี้เขามีข้อกังขาค้างคาใจเพคะ” จ้าวยวี่เจี๋ยรุกฆาต
ฮ่องเต้ปรายพระเนตรมองนาง พระพักตร์สงบนิ่งดุจผิวน้ำ แววพระเนตรราบเรียบไร้ระลอกอารมณ์ มิได้ปริปากตรัสถามแม้แต่ครึ่งคำ ทว่า… ตำราในพระหัตถ์กลับถูกวางลงแล้ว
จ้าวยวี่เจี๋ยนำบทสนทนาทุกถ้อยคำระหว่างนางกับสวีหมิงหล่าง ทูลถวายจนหมดเปลือกไร้ตกหล่น ในระหว่างนั้น โอรสสวรรค์เพียงประทับฟังอย่างเงียบเชียบ ไม่ตรัสวิจารณ์ ไม่แสดงความเห็น ทว่าก็มิได้ขัดจังหวะนางแม้แต่น้อย
จวบจนสุรเสียงของนางสิ้นสุด ฮ่องเต้จึงตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าช่างปราดเปรื่องนัก ถึงขั้นมองทะลุความลับฟ้าในกิจการแผ่นดินเชียวหรือ”
“ยามหม่อมฉันพำนักในจวนอัครเสนาบดี มักคอยช่วยจัดการเอกสาร ได้ผ่านตาหนังสือราชการมามิใช่น้อย ทั้งยังได้เสวนาข้อราชการกับอัครเสนาบดีอยู่เนืองๆ อีกฝ่ายหาเคยปิดบังความลับใดต่อหน้าหม่อมฉันไม่เพคะ” จ้าวยวี่เจี๋ยแจกแจง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เจ้าเป็นถึงแก้วตาดวงใจของอัครเสนาบดี ได้รับความไว้วางใจปานนี้ย่อมไม่แปลก” ตรัสจบอย่างไร้อารมณ์ พระหัตถ์พลันคว้าตำราขึ้นมาอีกครา สายพระเนตรเตรียมทอดลงบนหน้ากระดาษ
จ้าวยวี่เจี๋ยขบริมฝีปากแน่น “หม่อมฉันบังอาจ ขอประทานพระเมตตาจากฝ่าบาท โปรดอนุญาตให้หม่อมฉันหวนกลับไปใช้แซ่เดิมด้วยเถิดเพคะ”
ฮ่องเต้ปรายพระเนตรมองนางอีกครา “เหตุใดเล่า”
จ้าวยวี่เจี๋ยประสานสายพระเนตร ไม่หลบเลี่ยง เอ่ยสุ้มเสียงหนักแน่น “เดิมทีหม่อมฉันเป็นเพียงสตรีชาวบ้านป่าซาง ไร้ใจประจบสอพลอขั้วอำนาจ การจับพลัดจับผลูเข้าสู่จวนอัครเสนาบดีล้วนเป็นตลกร้ายของโชคชะตา
“ตั้งแต่เหยียบย่างเข้าวังหลวง หม่อมฉันมีเพียงปณิธานเดียวคือถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท หากหม่อมฉันจะมีตัวตนใดหลงเหลือบนโลกใบนี้… ฐานะนั้นย่อมมีเพียง ‘ซูอี๋’ ของฝ่าบาทเท่านั้นเพคะ”
นัยน์ตาโอรสสวรรค์พลันวูบไหว แปรเปลี่ยนเป็นหลากอารมณ์ แรกเริ่มประหลาดพระทัย ถัดมาขบขันเจือเลศนัย ท้ายที่สุดจึงทอประกายกระจ่างแจ้งทะลุปรุโปร่ง
“ในเมื่อเจ้าแตกฉานข้อราชการ เช่นนั้นลองตอบเจิ้นมาสิ ราชสำนักต้าฉียามนี้… ให้จอมทัพสูงสุดกุมชะตา หรือให้อัครเสนาบดีกุมบังเหียน จึงจะประเสริฐสุด” ฮ่องเต้ตรัสลองเชิง
“ต้าฉีเป็นของฝ่าบาทแต่เพียงผู้เดียวเพคะ ไม่ว่ากิจการราชสำนัก หรือความเป็นไปของใต้หล้า ล้วนเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในพระกระแสรับสั่ง จอมทัพสูงสุดหรืออัครเสนาบดี… มีหน้าที่เพียงหมอบกราบและปฏิบัติตามพระบัญชาเท่านั้น” จ้าวยวี่เจี๋ยก้มหน้าค้อมศีรษะ
โอรสสวรรค์แย้มพระสรวลพึงพอใจ สายพระเนตรทอดกลับลงบนหน้าตำราอีกครั้ง “แซ่เดิมของเจ้าคืออันใด”
“อู๋ เพคะ”
ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ “อู๋… อู๋เม่ย… ไม่เลว อู๋เม่ยรับราชโองการ”
“หม่อมฉันรับราชโองการเพคะ”
“อู๋เม่ย พรุ่งนี้จงไปถวายงานที่ตำหนักฉงเหวิน ให้เจิ้นประจักษ์แก่ตา ว่าเจ้ามีฝีมือจัดการเอกสารได้ดีดั่งปากว่าหรือไม่”
“หม่อมฉันรับราชโองการ ขอบพระทัยฝ่าบาทในพระมหากรุณาธิคุณเพคะ”
……
นับแต่วินาทีนี้ จ้าวยวี่เจี๋ยหาใช่หูตาที่สวีหมิงหล่างฝังไว้ในวังหลวงอีกต่อไป ทว่าได้ลอกคราบกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ของโอรสสวรรค์ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกแผนการเร้นลับของอัครเสนาบดี ล้วนไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรเบื้องบนได้อีกเลย
……
ณ กระโจมบัญชาการ
อันซือหมิงพับจดหมายลายพระหัตถ์เก็บลงสาบเสื้อ ก่อนลอบพรูลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก
สาส์นลับฉบับนี้ประทับตราโอรสสวรรค์ นำส่งตรงโดยองครักษ์หน่วยเฟยอวี๋
เนื้อความเรียบง่ายเด็ดขาด เบื้องบนเปิดฉากตำหนิความไร้น้ำยาของเขา ชี้ชัดถึงความอ่อนหัดที่ไม่อาจพลิกแพลงสถานการณ์ยามเผชิญหน้าศัตรู ก่อนจะตบท้ายว่ากำลังรบผู้บำเพ็ญเพียรที่สูญเสียไปจะได้รับการชดเชย ทรงรับสั่งให้เขามุ่งมั่นสร้างผลงานไถ่โทษ หากพลาดพลั้งอีกครา จะลงดาบชำระความผิดรวบยอดทั้งต้นและดอก
“นี่ฝ่าบาท… ทรงชี้ทางให้ข้าขัดคำสั่งแม่ทัพกลางสมรภูมิชัดๆ”
อันซือหมิงจ้องมองข้อความตำหนิที่ว่าเขา ‘ไร้ไหวพริบพลิกแพลง’ แล้วพลันขมขื่นจนจุกอก
ในรายงานลับที่เขาทูลถวาย ระบุชัดว่าหลังทะลวงด่านเขาศิลาดำแตก กองกำลังของเขาก็พร้อมจะขยี้แนวป้องกันให้ราบคาบ ทว่ากลับถูกจ้าวเสวียนจีสั่งปลดกลางอากาศ แล้วปล้นเอาความดีความชอบไปประเคนให้ขุนพลตระกูลจ้าวอย่างหน้าด้านๆ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น การที่เบื้องบนตอกหน้าว่าเขา ‘ไร้ไหวพริบ’ ก็คือการส่องไฟชี้ทาง ว่ายามนั้นเขาสามารถโป้ปดว่าทัพทั้งสองฝั่งตะลุมบอนกันจนพันตู ถอนตัวไม่ขึ้น จากนั้นก็ฝืนคำสั่งบุกทะลวงต่อ แล้วขยี้เขาเฟิ่งหมิงให้ยับเยินในคราเดียว หากทำเช่นนั้นได้ ความดีความชอบอันประเมินค่ามิได้ย่อมตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
ทว่าความเป็นจริงหาได้สวยหรู เขาทะลวงด่านเมืองแตกก็จริง แต่ไร้ปัญญาเจาะผ่านแนวป้องกันชั้นสองของเขาศิลาดำ การถอยทัพจึงเป็นหนทางรอดเดียว หากจ้าวเสวียนจีฝืนสั่งให้รบต่อ กองกำลังของเขาก็มีสิทธิ์ถูกทัพเป่ยหูกวาดล้างจนสิ้นซาก
กระนั้น อันซือหมิงก็กระจ่างในพระราชประสงค์ ขอเพียงยึดเขาเฟิ่งหมิงมาได้ ต่อให้ขัดคำสั่งทหารร้ายแรงปานใด แต่เมื่อมีร่มเงาโอรสสวรรค์คุ้มกะลาหัว เขาก็ไร้สิ่งใดต้องหวาดหวั่น การที่เขาปอดแหกไม่กล้าทำ… นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เบื้องบนกริ้วจัด
ผู้อื่นอาจโง่งม แต่อันซือหมิงมีหรือจะอ่านเกมไม่ออก สาเหตุที่เบื้องบนบีบให้กองทัพเยี่ยนเหมินกรีธาทัพออกนอกด่าน เพื่อขยี้ ‘ทหารสวะ’ ของเป่ยหูในครานี้… หาใช่การเปิดทางให้ตระกูลจ้าวสร้างผลงาน ทว่าเพื่อประเคนความดีความชอบใส่พานมาให้เขาต่างหาก
ด้วยขุมกำลังสายตรงของเขาอัดแน่นไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรชั้นยอด เหนือล้ำกว่าที่กองทัพเยี่ยนเหมินจะเทียบติด เบื้องบนจึงทรงฝากฝังความหวัง ทรงเชื่อมั่นว่าเพียงส่งทัพของเขาลงสมรภูมิ ก็จะสามารถกวาดล้างศัตรู สร้างวีรกรรมเหยียบหน้าขุนพลตระกูลจ้าวให้จมดินได้
หากเป็นเช่นนั้น อันซือหมิงจะกอบโกยความดีความชอบมหาศาล สถาปนาบารมีล้นฟ้าในด่านเยี่ยนเหมินกวน หยัดยืนได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง อีกทั้งยังสานต่อแผนขั้นถัดไปในการกว้านซื้อตัวนายทหารตระกูลยากไร้ มางัดข้อคานอำนาจกับตระกูลจ้าว บรรลุเป้าหมายบั่นทอนอำนาจทหารของจ้าวเสวียนจีจนเบ็ดเสร็จ
ทว่าอันซือหมิงกลับทำพังไม่เป็นท่า
เพราะตระหนักดีว่าตนเองทำให้เบื้องบนผิดหวังอย่างแรง อันซือหมิงจึงจำต้องกัดฟันโป้ปดสถานการณ์รบในรายงานลับ
และยามนี้ เขาประจักษ์แล้วว่าตนเองเดิมพันชนะ ฮ่องเต้ทรงเลือกที่จะเชื่อใจเขา ภายภาคหน้าหากสมรภูมิปะทุอีกครา เขาก็ไม่จำเป็นต้องหัวหดยำเกรงอาญาทัพของจ้าวเสวียนจีอีกต่อไป
กระนั้นเขาก็รู้ดี ในระยะเวลาอันสั้นนี้ กองทัพเยี่ยนเหมินคงไร้โอกาสกรีธาทัพออกนอกด่านอีก ต่อให้ฮ่องเต้ประสงค์จะอุ้มชูเขา ก็ไม่อาจลงมือโจ่งแจ้งถึงขั้นปล่อยให้ทัพเขาออกไปกวาดล้างทุ่งหญ้าเพียงฝ่ายเดียว โดยสั่งห้ามขุนพลตระกูลจ้าวขยับเขยื้อน
“คงต้องกบดานเก็บงำประกายไปอีกพักใหญ่สินะ”
อันซือหมิงโยนสาส์นลับลงในกองไฟ มองดูมันมอดไหม้พลางทอดถอนใจ สีหน้าฉายแววอ้างว้างเดียวดาย
“ได้แต่หวังว่า… โอกาสอาบเลือดในสมรภูมิครั้งหน้า จะมาถึงในเร็ววัน”