ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 240 เจ้าก็คู่ควรหรือ? (ตอนกลาง)
นัยน์ตาจ้าวหนิงทอประกายเหี้ยมเกรียม ร่างวูบไหวเลือนหาย
สวีไจ้ซวินสัมผัสได้ถึงภัยมฤตยูคุกคามฉับพลัน ลอบร้องในใจว่าย่ำแย่
ชั่วพริบตา จ้าวหนิงทะลวงวงในด้วย ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ หมัดขวาซัดกระแทกท้องน้อยอีกฝ่ายอย่างจัง ร่างสวีไจ้ซวินลอยละลิ่วปลิวละล่อง
ร่างของมันงองุ้มดุจกุ้งต้ม นัยน์ตาเบิกถลน อ้าปากกระอักโลหิตสดคำโต
วินาทีนั้น ทะเลปราณของสวีไจ้ซวินปั่นป่วนบ้าคลั่ง อวัยวะภายในบิดเบี้ยวผิดรูป พละกำลังทั่วร่างทะลักทะลายดั่งทำนบแตก เหือดหายเกลี้ยงในอึดใจเดียว
เพียงหมัดเดียวก็สูญสิ้นเรี่ยวแรงต้านทาน หน้าอกจุกเสียดเจ็บปวดเจียนตาย
จ้าวหนิงคว้าจิกเส้นผมสวีไจ้ซวินที่กำลังตาเหลือกค้าง ลากถูลู่ถูกังประดุจสุนัขตายตัวหนึ่งโดยไม่ปรายตามองเหล่าขุนนางบุ๋นที่หน้าถอดสีแม้แต่น้อย สองเท้าก้าวอาดๆ ออกจากเขาวายุขาว
“ไสหัวออกจากเขาวายุขาวให้หมด ข้าจะไปเค้นถามให้รู้ความ ว่าขุนนางบุ๋นหน้าไหนเป็นผู้นำทัพมาตรวจสอบความชอบ ถึงได้ปล่อยปละให้สุนัขรับใช้เห่าหอน ใส่ความกองทัพเยี่ยนเหมินที่หลั่งโลหิตพิทักษ์แผ่นดินว่าเป็นกบฏ”
เผชิญความป่าเถื่อนดุดันของจ้าวหนิง เหล่าขุนนางบุ๋นต่างลอบกลืนน้ำลาย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไร้ความกล้าเอื้อนเอ่ยแม้ครึ่งคำ
บางคนอวดอ้างกระดูกแข็งคิดออกหน้าแทน ทว่าชั่วอึดใจ ทหารหุ้มเกราะนับร้อยนายกลับพุ่งพรวดเข้าล้อมกรอบ มือตบด้ามดาบ นัยน์ตาดุดันบีบคั้น รังสีอำมหิตแผ่ซ่านครอบคลุม
ประจักษ์แจ้งชัดเจน หากไม่ยอมก้าวเท้าตามจ้าวหนิงไป ทหารหุ้มเกราะเหล่านี้ย่อมยินดี ‘สงเคราะห์’ ให้
ขุนนางใจกล้าคิดแผดเสียงโวยวาย ทว่ายามสบเข้ากับดวงตาของทหารชาญศึก พวกมันถึงเพิ่งตระหนักซึ้ง ว่าจิตสังหารที่หล่อหลอมจากกองซากศพทะเลเลือดเป็นเช่นไร ต่างอกสั่นขวัญแขวนแทบสิ้นสติ
“ไป ไปพบชานจือเจิ้งซื่อ ดูซิว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน ชานจือเจิ้งซื่อ จ้าวหนิงยังจะกล้าอหังการเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่”
“ถูกต้อง บังอาจทุบตีขุนนางขั้นสี่ของราชสำนักกลางแจ้ง ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะรอดพ้นอาญา”
“ไปขอให้ชานจือเจิ้งซื่อทวงความเป็นธรรมให้พวกเรา”
ขุนนางตระกูลใหญ่ส่งเสียงปลุกปั่น ถือโอกาสสร้างบันไดลงให้กับการยอมศิโรราบต่อจ้าวหนิงในครานี้
ทัพหลักเยี่ยนเหมินเคลื่อนพลผ่านเขาเฟิ่งหมิง มุ่งหน้าลงใต้กลับด่านเยี่ยนเหมินกวน กองกำลังที่หยุดรั้งบนเขาเฟิ่งหมิงมีเพียงหยิบมือ ทว่าจ้าวเสวียนจีกำลังประเมินความชอบกับชานจือเจิ้งซื่อ ณ ที่แห่งนี้
ภายในกระโจมบัญชาการหลัก ขงเหยียนฮวาชานจือเจิ้งซื่อคนใหม่ นั่งเผชิญหน้ากับจ้าวเสวียนจี ทั้งสองกำลังถกเถียงชิงดำ ว่าศึกทะลวงเขาเฟิ่งหมิงนั้น สมรภูมิใดสร้างความชอบสูงสุด
“ภูมิประเทศเขาวายุขาวคับแคบ ไม่เอื้อต่อการกระจายกำลัง สองฝ่ายทุ่มไพ่รบจำกัด ระดับความดุเดือดคงมีไม่มากกระมัง กลับกันที่เขาศิลาดำ สองทัพปะทะเดือดเต็มอัตราศึก ศพกองเป็นภูเขา เลือดไหลเป็นสายน้ำ อีกทั้งทัพเป่ยหูก็ทุ่มกำลังสูงสุด ณ ที่นั่น”
ขงเหยียนฮวาลูบเครา เอ่ยด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น วางมาดผู้กุมอำนาจชี้ขาดเหนือราชการ วาจาที่เปล่งออกมาราวกับเป็นประกาศิตสวรรค์ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดกังขาหรือโต้แย้ง
“กองทัพทนสู้รบอาบเลือดที่เขาศิลาดำ ดึงดูดกำลังพลเป่ยหูจนหมดสิ้น หลอกล่อให้พวกมันปักใจเชื่อว่านี่คือทิศทางบุกหลัก ส่งผลให้แนวป้องกันที่เขาวายุขาวว่างเปล่า เผยช่องโหว่ใหญ่หลวง
“เปิดทางให้กองกำลังที่บุกเขาวายุขาวฉวยโอกาสคว้าชัย กองทัพเยี่ยนเหมินสายนั้นพิชิตศัตรูได้ ก็เป็นเพียงการรบตามปกติ สัดส่วนการสูญเสียหาได้สูงลิ่วไม่”
“ในทางกลับกัน กองทัพที่บดขยี้ป้อมค่ายเขาศิลาดำ สูญเสียกำลังพลมหาศาล สิ่งนี้คือประจักษ์พยานยืนยันความคิดข้า ดังนั้นความชอบอันดับหนึ่งในศึกนี้ สมควรตกเป็นของทัพบุกเขาศิลาดำ”
“ท่านเห็นเป็นเช่นไร”
วาจาพลิกขาวเป็นดำอย่างหน้าไม่อาย ทำเอาจ้าวเสวียนจีหน้าดำทะมึน
ขงเหยียนฮวาถือกำเนิดจากตระกูลยากไร้ ก่อนหน้ามัน ไม่เคยมีขุนนางไร้รากฐานผู้ใดผงาดขึ้นถึงตำแหน่งชานจือเจิ้งซื่อมาก่อน การที่มันเหยียบย่างขึ้นมาได้ ล้วนอาศัยรอยต่อที่ตระกูลขุนนางเก่าแก่ลอบกัดแย่งชิงอำนาจ ชานจือเจิ้งซื่อคนก่อนๆ ล้วนร่วงหล่นเพราะคดีละเว้นหน้าที่
นี่คือช่องโหว่ประทานจากสวรรค์ ให้ฮ่องเต้ใช้เป็นข้ออ้างดึงขุนนางนอกขั้วอำนาจเก่าขึ้นมาประดับราชสำนัก
ในศึกแตกหักระหว่างตระกูลขุนนางบู๊และบุ๋น แผลเน่าเฟะเรื่องการฉ้อฉลและละเว้นหน้าที่ของตระกูลเก่าแก่ถูกเปิดโปง ไม่เพียงกวาดล้างขุนนางทั้งสองฝ่ายไปเป็นเบือ ทว่ายังมอบข้ออ้างชั้นดีให้ฮ่องเต้ ‘กวาดล้างขั้วอำนาจ’ ชุบเลี้ยงขุนนางตระกูลยากไร้จนเติบใหญ่กล้าแข็งขึ้นทุกวัน
นี่คือหมากกระดานลึกซึ้งของโอรสสวรรค์
ขงเหยียนฮวาได้รับความไว้วางใจล้นฟ้า ถูกวางตัวเป็นแขนขาขององค์เหนือหัว ในยามที่อัครเสนาบดีรั้งคุมศูนย์กลางอำนาจ ภารกิจใหญ่ชิ้นแรกหลังเข้ารับตำแหน่งชานจือเจิ้งซื่อ ย่อมหนีไม่พ้นการชี้ขาดผลงานของกองทัพเยี่ยนเหมิน
จ้าวเสวียนจีฟังวาจากลับกลอก ก็อ่านหมากอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง มันเจตนาปั้นแต่งผลงานทัพอันซือหมิงให้โดดเด่นเหนือผู้ใด
“สมรภูมิเดือดที่เขาเฟิ่งหมิง ข้าแจกแจงละเอียดลงในฎีกาทหารกราบทูลฝ่าบาทสิ้นแล้ว ซ้ำเมื่อชานจือเจิ้งซื่อเหยียบเขาเฟิ่งหมิง ข้าก็อธิบายจนกระจ่างแจ้ง”
“เหตุใดทัพเป่ยหูจึงแตกพ่าย แนวป้องกันทะลวงขาดจากจุดใด มีแม่ทัพคนใดบ้างที่ไม่รู้ ชานจือเจิ้งซื่อดึงดันชี้กวางเป็นม้าเช่นนี้ ซ่อนจุดประสงค์แอบแฝงอันใดไว้กันแน่”
จ้าวเสวียนจีในฐานะต้าตู้ตูแห่งทำเนียบเสนาธิการทหาร ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งกองทัพ ยามนี้แม้แต่สวีหมิงหล่างมันยังไม่เห็นอยู่ในสายตา มีหรือจะยอมให้ขงเหยียนฮวาพ่นวาจาส่งเดช จึงตวาดเสียงกร้าวทันควัน
ขงเหยียนฮวาหาได้บันดาลโทสะ เพียงแสยะยิ้มจอมปลอมกล่าวว่า
“สภาวะศึกวันนั้นเป็นเช่นไร คำชี้แจงของต้าตู้ตู ข้าน้อยย่อมทราบดี ทว่าเมื่อข้าน้อยเหยียบเขาเฟิ่งหมิง ได้เรียกสอบถามแม่ทัพนายกองผู้อื่นแล้ว วาจาของพวกมัน หาได้ตรงกับต้าตู้ตูไปเสียหมดไม่”
ใบหน้าจ้าวเสวียนจีแผ่ซ่านไอสังหารเย็นยะเยือก นี่แปลว่าอันซือหมิงและขุนพลใต้หล้าของมัน บิดเบือนข้อเท็จจริง ปั้นแต่งเรื่องราวลวงโลก นี่คือสิ่งที่ขุนพลผู้บัญชาการเช่นเขาจะทนรับได้หรือ
“สุนัขตัวใดรายงานเท็จ ใต้เท้าขงจงเอ่ยนามมา ข้าอยากเห็นนัก ว่าเมื่อพวกมันคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าข้า ยังจะกล้าปั้นน้ำเป็นตัว เหยียบย่ำกฎอัยการศึกอยู่อีกหรือไม่”
ขงเหยียนฮวาหัวเราะหึๆ “ต้าตู้ตูโปรดระงับโทสะ แม่ทัพเหล่านี้เป็นผู้ใด ข้าน้อยมิอาจแพร่งพราย นี่ก็เพื่อรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของกองทัพเยี่ยนเหมิน หากเกิดความร้าวฉานภายใน ย่อมส่งผลเสียใหญ่หลวง”
“ต้าตู้ตูเพียงรับทราบว่าแม่ทัพเหล่านี้มีอยู่จริง ซ้ำเสียงของพวกมัน ก็ได้ส่งตรงถึงเบื้องบนแล้ว”
“ต้าตู้ตูคุมกฎทหารเฉียบขาด บารมีข่มฟ้า เมื่ออยู่เบื้องหน้าท่าน สรรพเสียงของกองทัพเยี่ยนเหมินย่อมถูกบีบให้เป็นหนึ่งเดียว… ต่อให้มีเสียงค้านโผล่มาเพียงครู่ ผ่านไปไม่นาน ย่อมถูกกลบฝังจนมิด ถูกต้องหรือไม่”
“ขงเหยียนฮวา” จ้าวเสวียนจีตวาดลั่นโกรธเกรี้ยว “นี่เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าใช้อำนาจบาตรใหญ่กวาดล้างผู้เห็นต่างงั้นรึ”
ขงเหยียนฮวารีบโบกมือปฏิเสธ ทำทีว่ามิได้มีเจตนาเช่นนั้นเด็ดขาด พอเห็นเพลิงโทสะจ้าวเสวียนจีไม่มอดดับ จึงรีบเบี่ยงประเด็น “เรื่องนี้พักไว้ก่อน ต้าตู้ตู ตามที่ท่านชี้แจง ผู้กุมความชอบอันดับหนึ่งในศึกนี้ สมควรเป็นแม่ทัพจ้าวหนิงใช่หรือไม่”
“เจ้ามีข้อกังขา”
ขงเหยียนฮวาสวนกลับ “ข้าน้อยตั้งคำถามสักประโยคไม่ได้เลยหรือ”
“เช่นนั้นก็ว่ามาตามตรง ไม่ต้องอ้อมค้อม”
ขงเหยียนฮวาพยักหน้ารับ “ในเมื่อต้าตู้ตูปกครองด้วยความเที่ยงธรรม เช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่เกรงใจ แม่ทัพจ้าวหนิงเพิ่งเหยียบย่างเข้าทัพแรกเริ่มมีฐานะบำเพ็ญเพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น มันจะเอาปัญญาที่ไหนไปพลิกฟ้าคว่ำปฐพีในสมรภูมิได้
“ในสมุดบันทึกความชอบของต้าตู้ตู แม่ทัพจ้าวหนิงเด็ดหัวระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายไปสามคน ขั้นกลางแปดคน ขั้นต้นอีกยี่สิบกว่าคน ขอถามหน่อยเถอะ แม่ทัพจ้าวหนิงงัดวิชาเทวะใดมาใช้จึงทำได้”
วาจานี้เหยียบย่ำขีดจำกัดความอดทนของจ้าวเสวียนจีจนแหลกลาญ เขาย่อมเตรียมใจรับหมากริบอำนาจทหารของโอรสสวรรค์ไว้แล้ว ทว่าการสาดโคลนเหยียบย่ำผลงานเลือดของจ้าวหนิง คือเส้นตายที่เขาไม่มีวันทนทาน
หากไร้เงาจ้าวหนิง ศึกครั้งนี้จะคว้าชัยได้เยี่ยงไร
ในฐานะต้าตู้ตูกองทัพ ผู้นำสูงสุดตระกูลจ้าว หากแม้แต่ความชอบและเกียรติยศของจ้าวหนิงยังปกป้องไว้ไม่ได้ เขาก็สมควรปลดป้ายชื่อทิ้งไปเสีย
รังสีอำมหิตเย็นยะเยือกปะทุจากร่างจ้าวเสวียนจี “จ้าวหนิงบุกทะลวงค่ายศัตรู นำทัพบุกตะลุย ทุกคราที่ออกศึกล้วนอาบโลหิตฝ่าดงดาบ บั่นคอขุนพลถล่มค่าย ทหารสามเหล่าทัพล้วนเป็นประจักษ์พยาน หากมันไม่ทิ้งชีวิตเข้าแลก ทัพใหญ่จะทะลวงเขาวายุขาวแตกได้อย่างไร”
“ขงเหยียนฮวา จำใส่กะโหลกไว้ เจ้าคือชานจือเจิ้งซื่อแห่งต้าฉี อำนาจในมือเจ้ามิได้มีไว้กอบโกยลาภยศส่วนตัว เจ้าแบกรับชะตากรรมบ้านเมือง อย่างน้อยก็ควรเหลือยางอายและมโนธรรมในใจบ้าง”
น้ำลายจ้าวเสวียนจีกระเซ็นสาดใส่หน้า ขงเหยียนฮวายังคงประดับรอยยิ้ม ไม่คิดแม้แต่จะปาดทิ้ง ความหน้าด้านในการชี้กวางเป็นม้าของมันช่างแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก
“ศึกเขาศิลาดำ ต้าตู้ตูยังกังขาผลการตรวจสอบของข้าน้อยได้ แล้วความชอบของแม่ทัพจ้าวหนิง ข้าน้อยจะตั้งคำถามไม่ได้เลยหรือ ต้าตู้ตู ข้าน้อยขอเตือนสติท่านสักคำ กองทัพเยี่ยนเหมิน หาใช่สมบัติส่วนตัวของตระกูลจ้าว”
“เขาวายุขาวนั่น ข้าน้อยไปสำรวจมาแล้ว ขอเพียงกำลังรบเป่ยหูร่อยหรอ ย่อมมิได้ทะลวงยากเย็นปานนั้น ความชอบอันดับหนึ่งของแม่ทัพจ้าวหนิง ข้าน้อยขอคัดค้านเด็ดขาด”
ปะทะฝีปากกับขุนนางบุ๋น จ้าวเสวียนจีไม่เคยลิ้มรสชัยชนะ นี่คือสนามรบที่พวกมันเจนจัด สายเลือดขุนนางบู๊ผงาดง้ำกลางสมรภูมิเลือด ทว่ากลับไร้เล่ห์เหลี่ยมลิ้นกะลาซอร์ ท้ายที่สุดแม้แต่ความชอบที่แลกมาด้วยชีวิตทหาร ก็ไม่อาจปกป้องไว้ได้
ความคับแค้นสุมอกจ้าวเสวียนจีจนแทบกระอักเลือด ใบหน้าเดี๋ยวเขียวคล้ำเดี๋ยวม่วงแดง
“หากเขาวายุขาวทะลวงง่ายดายปานนั้น ข้าจะตั้งรับ ให้เจ้าบุก มาประลองกันสักตั้งดีหรือไม่”
วินาทีนั้น สุ้มเสียงเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งทะลวงกลางวงสนทนา ร่างของจ้าวหนิงก้าวอาดๆ เข้ามาในกระโจมบัญชาการ
มันปรายหางตามองขงเหยียนฮวาดุจมองซากศพ
“ชานจือเจิ้งซื่อ ท่านบำเพ็ญถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ในเมื่อท่านดูแคลนผลงานทหารข้า เช่นนั้นท่านกับข้าคัดทหารหุ้มเกราะฝ่ายละห้าร้อยนาย มาหั่นห้ำหั่นกันในสนามรบจริงสักครา กล้าหรือไม่”
พอเห็นเงาหลานชายปรากฏ จ้าวเสวียนจีพลันลิงโลด ความอึดอัดคับแค้นสลายวับมลายสิ้น
ตระกูลจ้าวตั้งแต่บนลงล่าง เพิ่งถือกำเนิดพยัคฆ์ร้ายเช่นจ้าวหนิง บู๊ล้างผลาญเด็ดขาด บุ๋นเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ ยามนี้จ้าวหนิงก้าวเข้าสู่กระดาน จ้าวเสวียนจีมั่นใจเกินร้อย ว่าขงเหยียนฮวาจะไม่มีทางฉวยโอกาสเอาเปรียบได้แม้แต่กระผีกริ้น
“นี่คือแม่ทัพจ้าวหนิงงั้นหรือ องอาจสง่างาม รูปลักษณ์โดดเด่นสมคำร่ำลือ”
ขงเหยียนฮวารักษารอยยิ้มจอมปลอม “ทว่าข้ากำลังเจรจาราชการทหารกับต้าตู้ตู ด้วยยศชั้นของแม่ทัพจ้าว คงไร้คุณสมบัติจะสอดปากกระมัง”
จ้าวหนิงก้าวตรงไปทรุดนั่งหลังโต๊ะเล็กฝั่งตรงข้ามขงเหยียนฮวา ประกาศกร้าวถึงเจตนาเผชิญหน้าเต็มกำลัง น้ำเสียงราบเรียบทว่าบาดลึก
“ในกองทัพตัดสินกันด้วยความแข็งแกร่ง จ้าวผู้นี้ไร้สามารถ อาศัยเพียงความชอบอันดับหนึ่งจากสองสมรภูมิ ซื้อใจสามเหล่าทัพ บัดนี้ต้าตู้ตูแต่งตั้งข้าเป็นจงเหมินซื่อเฉพาะกิจ ล้วนมีสิทธิ์ชี้ขาดกิจการทหารสำคัญ”
จ้าวเสวียนจีระเบิดเสียงหัวเราะฮ่าๆ สีหน้าประกาศชัดเจนว่า ‘เดิมทีไม่มีตำแหน่งนี้ แต่ข้าเพิ่งตั้งเดี๋ยวนี้แหละ’ “จงเหมินซื่อกล่าวถูกต้อง”
ขงเหยียนฮวาหลุบตาต่ำ เพลิงโทสะลุกโชนในอก ทว่าไร้หนทางต่อกร
แม่ทัพใหญ่บัญชาศึกนอกด่าน มีอำนาจสถาปนาตำแหน่งชั่วคราวตามสถานการณ์รบ รอจนถอนทัพคืนราชสำนักค่อยออกราชโองการแต่งตั้งหรือถอดถอนอย่างเป็นทางการ
ยามนี้ทัพเยี่ยนเหมินยังไม่กลับเข้าด่าน ภารกิจศึกยังไม่จบสิ้น ทุกสรรพสิ่งล้วนถือคำชี้ขาดของจ้าวเสวียนจีเป็นสิทธิ์ขาด
จังหวะนั้น ขุนนางผู้ติดตามสวีไจ้ซวินลอบเข้ามากระซิบรายงานพฤติการณ์เหิมเกริมของจ้าวหนิงให้ขงเหยียนฮวาฟัง
แววตาขงเหยียนฮวาแปรเปลี่ยน ดับเครื่องชนด้วยความกริ้วโกรธ สวีไจ้ซวินถูกทุบตีหยามเกียรติกลางฝูงชน ย่อมทำให้หน้าของมันชาหนึบไปด้วย จึงตวัดสายตาจ้องเขม็ง ตวาดกร้าว “แม่ทัพจ้าว บังอาจลงมือกับขุนนางราชสำนัก ในสายตาเจ้ายังมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่อีกหรือไม่”
จ้าวหนิงแค่นเสียงเย้ยหยัน “ในค่ายทหาร ย่อมยึดถือกฎอัยการศึก”
จ้าวเสวียนจีประสานเสียงรับลูก “โบยพลองทหารหนึ่งร้อยไม้ รอจนถึงด่านเยี่ยนเหมินกวนค่อยชำระความ”
ขงเหยียนฮวา “……”
หากมันเชื่อว่าจ้าวเสวียนจีจะลงดาบหลานชายตัวเอง หัวของมันก็ไม่สมควรตั้งอยู่บนบ่าแล้ว
ต่อให้มันไปยืนคุมการลงทัณฑ์ เพชฌฆาตหน้าลานก็สามารถฟาดพลองดุดันปานฟ้าผ่า ทว่าไร้รอยขีดข่วนบนร่างจ้าวหนิงได้อยู่ดี
จ้าวหนิงจ้องขงเหยียนฮวาตาไม่กระพริบ รังสีคุกคามแผ่ซ่าน “สวีไจ้ซวินพ่นสุนัขออกจากปาก เหยียบย่ำเกียรติสามเหล่าทัพ ลบหลู่วิญญาณวีรชน ข้าย่อมสุดทน เช่นเดียวกัน ขงเหยียนฮวาอย่างเจ้าไร้ซึ่งความเคารพต่อคนตาย สาดโคลนใส่ทัพทะลวงเขาวายุขาว ข้าก็ไม่อาจนั่งดูดาย”
“หากเจ้ามีน้ำยา ก็ไปตั้งค่ายประจัญบานที่เขาวายุขาว ฟาดฟันกับข้าสักตั้ง จะได้พิสูจน์ว่าวาจาเจ้ามีน้ำหนัก หาใช่แค่การผายลมเหม็นเน่า”
ขงเหยียนฮวาสะบัดแขนเสื้อ ประกาศกร้าวหยิ่งผยอง “บังอาจ ข้าคือชานจือเจิ้งซื่อ จะลดตัวลงไปคลุกฝุ่นเกลือกกลั้วกับเจ้าได้อย่างไร”
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะเยียบเย็น
“เจ้าขี้ขลาด หากเจ้าไม่กล้า ต้าตู้ตูก็จะถวายฎีกากราบทูลราชสำนัก ว่าเจ้ามาประเมินความชอบทหาร ทว่าดีแต่พ่นน้ำลายส่งเดช แม้แต่การจำลองศึกยังไม่กล้าลงมือ ถึงยามนั้น ฝ่าบาทคงปลาบปลื้มกับผลงานชิ้นเอกของเจ้านักกระมัง”
ขงเหยียนฮวาเชิดหน้าประหนึ่ง ‘ไยข้าต้องเต้นตามหลุมพรางเจ้า’ หันกลับไปมองจ้าวเสวียนจี “ต้าตู้ตู…”
“ข้าเห็นพ้องกับจงเหมินซื่อ การประเมินความชอบทหาร ท้ายสุดต้องสยบข้อครหาของสามเหล่าทัพ ชานจือเจิ้งซื่อเหตุใดจึงปอดแหกไม่กล้าลงมือพิสูจน์ หรือว่าเจ้าเก่งแต่พ่นลมปาก”
ขงเหยียนฮวา “……”
ขุนนางชุดแดงที่เข้ามารายงานเรื่องสวีไจ้ซวินถูกกะซวก พอเห็นขงเหยียนฮวาเพลี่ยงพล้ำ ก็รีบสอดปากทันควัน “ต้าตู้ตู ท่านกับแม่ทัพจ้าวกระทำการเยี่ยงนี้ เท่ากับบีบคั้นชานจือเจิ้งซื่อให้ศิโรราบ…”
“หุบปาก เจ้าเป็นสุนัขหัวไหน ที่นี่มีที่ให้เจ้าเห่าหอนด้วยรึ” จ้าวหนิงตวาดกร้าวดุจสายฟ้า “กระโจมบัญชาการทหาร ปล่อยให้ขยะโสโครกเดินเพ่นพ่านได้อย่างไร เด็กๆ โยนไอ้สวะนี่ออกไปให้พ้นหน้าข้า”
ขุนนางชุดแดง “……”
_____
เชิงอรรถ :
ต้าตู้ตู (大都督): คือตำแหน่งขุนนางบู๊ระดับสูงสุดในระบอบการปกครองของจีนโบราณ (มักปรากฏตั้งแต่ยุคสามก๊กจนถึงราชวงศ์ถังและซ่ง) มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบัญชาการกองกำลังทหารทั้งหมดในเขตปกครองหรือทั่วประเทศ โดยขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิเพียงผู้เดียว ในเรื่องนี้ จ้าวเสวียนจี ดำรงตำแหน่งต้าตู้ตู จึงถือเป็น “ผู้นำสูงสุดของฝ่ายทหาร” ซึ่งมีอำนาจคานกับฝ่ายบริหารหรืออัครเสนาบดี
ส่วน เจิ้นกั๋วกง คือ “ยศ/ฐานันดร”